เป็นที่รู้กันว่าโพรงสุนัขนั้น มักปรากฏอยู่ใต้ผนังกำแพง เพื่อให้สุนัขลอดเข้าออกได้อย่างอิสระเสรี แน่นอนว่าบางครั้งก็อาจเปิดโอกาสให้ผู้ที่ต้องการลอดผ่านบ้าง เช่น หนีออกจากบ้านยามจำเป็น
แต่ทว่า ณ เวลานี้ ปัญหาจึงบังเกิดขึ้น
ที่นี่คือบนเขา ไม่มีกำแพง ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเชิงกำแพง แล้วจะมีโพรงสุนัขมาจากที่ใดกันเล่า
มู่เหยาและพรรคพวกอีกสี่คน รวมถึงหลูเซิงที่แทบจะไม่มีประโยชน์อันใด ร่วมกันปรึกษาหารือกันเป็นเวลานาน ในที่สุดก็สรุปออกมาได้ซึ่งปัญหาดังกล่าว
กล่าวอีกนัยหนึ่ง บนเขาลูกนี้ ไม่ควรจะมีโพรงสุนัขอยู่แต่เดิม
แล้วบุคคลผู้อยู่เบื้องหลังที่กล่าวว่าเป็นโพรงสุนัขนั้น แท้จริงแล้วเป็นการหลอกลวง จงใจก่อให้เกิดการต่อสู้ หรือว่า...บนเขาลูกนี้ ยังมีความหมายอื่นใดของคำว่า “โพรงสุนัข” ซ่อนอยู่อีก?
“ศิษย์พี่ ศิษย์พี่หญิง และศิษย์น้องเล็ก ข้าคิดว่า...” เมิ่งจื่อหลีครุ่นคิด “หาโพรงสุนัขไม่เจอ เช่นนั้นพวกเราลองตามหาสุนัขดูไหม?”
โพรงสุนัข โพรงสุนัข ตามชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าต้องมีสุนัขจึงจะมีรู หากหารูยากนัก ก็ลองหาสุนัขดู นี่เป็นเหตุผลที่สมควร
“สุนัข?” ตงฟางหลินขมวดคิ้ว พลางรำพึง “ที่แห่งนี้ จะมีสุนัขจริง ๆ หรือ? ก่อนหน้านี้ข้าเคยมาค่ายฤดูร้อนของพันธมิตรเซียนหลายครั้ง แต่ไม่เคยเห็นสัตว์เลี้ยงจำพวกไก่หรือสุนัขบนเขานี้เลย...”
กล่าวพลาง ตงฟางหลินก็ราวกับนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ พลันสายตาก็จับจ้องไปยังแมวเหยากวงที่อยู่แทบเท้าของมู่เหยา
“...เหมียว!” แมวเหยากวงเงยหน้าขึ้นอย่างระแวดระวัง
“ไม่สิ บนเขานี้ ก่อนหน้านี้ ข้าก็ไม่เคยเห็นแมว” ตงฟางหลินส่ายหน้าเล็กน้อย “ดูเหมือนว่าคราวนี้จะไม่ธรรมดาจริง ๆ ในเมื่อมีแมว บางทีก็อาจจะมีสุนัข ในเมื่อมีสุนัข ก็อาจจะมีโพรงสุนัข”
“ที่ศิษย์พี่รองกล่าวมามีเหตุผล” ศิษย์พี่สามในที่สุดก็เกิดความสนใจ เขามองไปยังแมวเหยากวงที่กำลังโก่งหลังอย่างระมัดระวังด้วยท่าทีสนุกสนาน “แมวและสุนัขล้วนเป็นสัตว์เลี้ยง หากพวกเราหาสุนัขไม่เจอ สู้ให้มันลองดูเสียเลยไม่ดีกว่าหรือ?”
“เหมียว เหมียว!!” แมวเหยากวงเบิกตากว้าง แสดงท่าทีประท้วง
ใคร ๆ ก็รู้ว่าแมวกับสุนัขไม่ถูกกันมาแต่ไหนแต่ไร แล้วมันจะไปหาสุนัขเจอได้อย่างไร...อ๊ะ ไม่ใช่สิ มันก็ไม่ใช่แมวนี่นา!
“ศิษย์พี่สาม ช่างเป็นความคิดที่ดียิ่งนัก!” เมิ่งจื่อหลีถึงกับยกนิ้วโป้งให้ศิษย์พี่สาม “ศิษย์น้องเล็ก เจ้าคิดเห็นอย่างไร? พอจะ...ใช้เจ้าเหมียวของเจ้าหน่อยได้ไหม?”
“ไม่มีปัญหา” มู่เหยิ้มยิ้มและพยักหน้าตอบโดยไม่ลังเล
“เหมียว!!” แมวเหยากวงหันขวับไปมองเจ้านายของมันด้วยความไม่เชื่อ
“เจ้าทำได้ ข้าเชื่อมั่นในตัวเจ้า” มู่เหยาคงรอยยิ้มไว้เช่นเดิม พร้อมกับกระพริบตาให้แมวเหยากวง “เรื่องเล็กน้อยอย่างการหาสุนัข ข้าเชื่อว่าสำหรับเจ้าแล้ว ไม่น่าจะยากเย็นอะไรใช่ไหม?”
“...เหมียว” เสียงร้องของแมวเหยากวงแผ่วลง
คำพูดของเจ้านาย...ช่างเป็นความจริงเสียจริง
“เหมียว เหมียว!” แมวเหยากวงพลันกลับมามีท่าทางโอ้อวด มันก้าวเดินสี่ขาอย่างสง่างามไปทั่วบริเวณ
หึหึ ข้าเป็นใคร ข้าคือเจ้าป่า! แม้ว่าข้าจะไม่คุ้นเคยกับเขาลูกนี้มากนัก แต่บรรดาสัตว์วิญญาณทั้งหลายในป่า ก็ไม่มีตัวใดกล้าขัดคำสั่งข้า! การตามหาสุนัขตัวหนึ่งเท่านั้น ช่างเป็นการเสียแรงเปล่าเสียจริง!
“ขอบคุณนะ” มู่เหยาค่อย ๆ ย่อตัวลง ลูบแผ่นหลังของแมวเหยากวง เมื่อลูบจนมันสบายถึงกับหรี่ตาลงแล้ว มู่เหยาก็ลุกขึ้นยืน ชี้มือไปข้างหน้า “ไปเถอะ เจ้าเหมียว!”
“เหมียว!” เมื่อได้รับคำสั่งจากเจ้านาย แมวเหยากวงก็รีบออกตัว วิ่งควบสี่เท้าหายลับไปอย่างรวดเร็ว
“ศิษย์น้องเล็ก มันวิ่งหนีไป...จะไม่เป็นอะไรใช่ไหม?” หลิ่วเยว่ซวนเอ่ยถามด้วยความเป็นกังวล
ศิษย์น้องเล็กไร้ซึ่งพลังบำเพ็ญเพียร ย่อมมิอาจทำพันธสัญญากับแมวน้อยตัวนี้ได้ ยิ่งไปกว่านั้น จากตัวแมวน้อย ยังมิเคยสัมผัสได้ถึงการไหลเวียนของพลังวิญญาณ คาดว่าคงเป็นเพียงแมวเลี้ยงทั่วไป แม้แมวตัวนี้ดูท่าทางจะเข้าใจภาษามนุษย์ยิ่งนัก แต่หากมันเพียงแค่หนีไป เกรงว่าศิษย์น้องเล็กคงต้องเสียใจเป็นแน่
“มิเป็นไรเจ้าค่ะ” มู่เหยาโบกมือ “ข้าติดยันต์ระบุตำแหน่งที่ศิษย์พี่แปดมอบให้ไว้บนตัวมันแล้ว ต่อให้หนีไป ข้าก็สามารถตามจับกลับมาได้”
ประโยคนี้แน่นอนว่ามู่เหยากล่าวเท็จ นางเพียงไม่อยากให้ศิษย์พี่หญิงสี่เป็นกังวล
“แล้วตอนนี้…” เมิ่งจื่อหลีใช้นิ้วชี้แตะคาง พลันรู้สึกว่าตนเองช่างไม่รู้ว่าจะทำสิ่งใดดี
“ข้าต้องรออยู่ที่นี่ แมวน้อยจะได้หาข้าพบ” มู่เหยากล่าวด้วยความจริงใจ
นี่ก็เป็นเหตุผลหนึ่งที่มู่เหยาให้แมวเหยากวงไปตามหาสุนัข
นางยังมีเรื่องบางอย่างที่ต้องหาโอกาสทำ
“น่าเบื่อ” ศิษย์พี่สามแค่นเสียงเย็นชา “เช่นนั้นข้าจะเดินสำรวจรอบๆ ดูว่ามี…ผู้ใดที่น่าสนใจกว่านี้หรือไม่”
“ซากศพ” ที่พบเจอสองครั้งก่อนหน้านี้ช่างน่าเบื่อหน่ายยิ่งนัก ทำให้เขาหมดสนุกอย่างแท้จริง
“เช่นนั้นข้าก็จะไปเดินเล่นแถวนี้บ้าง!” เมิ่งจื่อหลีกระตือรือร้นยิ่ง
ทว่า ขณะที่เมิ่งจื่อหลีกำลังจะก้าวเดิน ก็ได้ยินเสียงหลิ่วเยว่ซวนกล่าวขึ้นว่า “เช่นนั้นข้าจะถือโอกาสนี้ทำอาหารกลางวันเสียเลย”
เมิ่งจื่อหลีพลันชะงักเท้า ถอยหลังสองก้าวกลับไปยังที่เดิม “ข้า…ข้ารู้สึกว่าตนเองเหนื่อยเล็กน้อย ข้าจะไม่ไปเดินเล่นแล้ว ขอพักสักครู่เถิด”
กล่าวจบ เมิ่งจื่อหลีก็นั่งลงอย่างเชื่อฟัง รอคอยอาหาร
“ข้าจะลาดตระเวนรอบๆ” ตงฟางหลินกล่าวเสียงทุ้ม “ต่อให้ข้าไม่รุกรานผู้ใด เกรงว่าผู้อื่นก็จะมารุกรานข้า”
คำกล่าวของศิษย์พี่รองนั้นมีเหตุผลโดยแท้
บัดนี้มิรู้ว่ามีการเข่นฆ่ากันเองไปมากน้อยเพียงใด…และมิรู้ว่าเมื่อใด ไฟสงครามจะลุกลามมาถึงพวกเขา
“เฮอะๆ คราวนี้…ข้าขอแบ่งสักคำได้หรือไม่?” หลูเซิงมองหลิ่วเยว่ซวนหยิบเครื่องครัวต่างๆ ออกจากแหวนมิติ พร้อมกับถูมือด้วยความคาดหวัง
“นั่นก็ต้องดูว่าศิษย์น้องเล็กจะอิ่มหรือไม่” หลิ่วเยว่ซวนส่ายหน้า ท่าทางเสียดาย
หลูเซิง: “…”
เขาอุตส่าห์ติดตามมาตลอดทาง มิอาจให้เขากินสักคำเชียวหรือ!
“คุณหนูมู่เหยา ท่านดู…จะกรุณาเหลือให้ข้าสักคำได้หรือไม่?” หลูเซิงถูมืออีกครั้ง หันไปมองมู่เหยาที่ยืนอยู่ข้างๆ
ทว่ามู่เหยามิได้สนใจเขา
“คุณหนูมู่เหยา?” หลูเซิงถามอีกครั้งด้วยความคาดหวัง
คราวนี้นอกจากมู่เหยาจะไม่ตอบแล้ว นางยังกลอกตา แสดงท่าทางดูถูกอย่างเห็นได้ชัด
“เจ้า พวกเจ้า…!” โดยไม่มีปี่มีขลุ่ย หลูเซิงพลันเปลี่ยนจากท่าทีประจบสอพลอเป็นความโกรธ มือทั้งสองข้างกำแน่น เงยหน้ามองฟ้าคำรามเสียงดัง “เหตุใดพวกเจ้าจึงไม่ให้ข้ากิน! เหตุใด—!”
หลูเซิงตะโกนด้วยความเกรี้ยวกราด เส้นเลือดที่ลำคอถึงกับปูดโปน ท่าทางเงยหน้าถามฟ้าเช่นนี้ ช่างเหมือนตัวเอกชายหนุ่มผู้ยึดมั่นในชะตาชีวิตตนเองยิ่งนัก
…เพียงแต่เนื้อหาที่ตะโกนนั้น ช่างไม่เกี่ยวข้องกันเลยแม้แต่น้อย
หลูเซิงดวงตาสีแดงก่ำ มือทั้งสองข้างเหยียดตรงไปด้านหลัง หลังจากแหงนหน้าคำรามแล้ว พลันลงมือ หมายจะชกใส่มู่เหยา!
การเคลื่อนไหวของหลูเซิงมิได้รวดเร็วนัก แต่เมิ่งจื่อหลีที่นั่งอยู่เดิมและหลิ่วเยว่ซวนที่กำลังหยิบของกลับรวดเร็วยิ่งกว่า
ณ วินาทีที่หลูเซิงเหวี่ยงกำปั้นออกมา เมิ่งจื่อหลีก็เคลื่อนกายมาอยู่ระหว่างหลูเซิงและมู่เหยาแล้ว บีบขย้ำหมัดของหลูเซิงไว้แน่น ขณะเดียวกัน ทัพพีในมือของหลิ่วเยว่ซวนก็ถูกซัดออกไป กระแทกเข้าที่ท้ายทอยของหลูเซิงอย่างแม่นยำ
“โอ๊ย!” ความเจ็บปวดที่กำปั้นถูกบีบทำให้หลูเซิงร้องลั่นออกมาด้วยความเจ็บปวด ทว่ายังไม่ทันสิ้นเสียง ก็ถูกทัพพีฟาดเข้าให้ สลบไปอีกครั้ง...เป็นครั้งที่สี่
เมิ่งจื่อหลีคลายมือ หลูเซิงก็ทรุดฮวบลงไปกองกับพื้น
ในขณะเดียวกัน ตงฟางหลินที่ลาดตระเวนอยู่บริเวณนั้นก็ได้ยินเสียงและรีบรุดมา
“ศิษย์น้องหญิงเจ็ด ศิษย์น้องหญิงสี่ เมื่อครู่เกิดอะไรขึ้น?” ตงฟางหลินมองหลูเซิงที่สลบไม่ได้สติน้ำลายฟูมปากด้วยสีหน้าเคร่งเครียด เมื่อครู่เขาได้ยินเสียงคำรามของหลูเซิง เมื่อประกอบกับภาพที่เห็นตรงหน้า ตงฟางหลินก็พอจะคาดเดาได้ แต่...หากเป็นเช่นนั้นจริง ก็ดูจะ...แปลกประหลาดเกินไป
“เมื่อกี้นี้เอง เขาก็เกิดคลุ้มคลั่งขึ้นมาอย่างกะทันหัน ตะโกนโวยวายใส่ฟ้าดิน ยกมือขึ้นจะต่อยศิษย์น้องเล็ก” เมิ่งจื่อหลีแบมือ “ดูท่าทางโกรธเกรี้ยวมากด้วย”
“เหตุใดเขาจึงเป็นเช่นนั้น?” ตงฟางหลินขมวดคิ้ว
“เพราะพวกเราไม่ได้ให้เขากินกระต่ายด้วยกัน” เมิ่งจื่อหลีไหล่
ตงฟางหลิน: “...”
คนที่คลุ้มคลั่ง ตงฟางหลินก็เคยเห็นมาบ้าง เขายังเคยเห็นคนที่เมื่อครู่ยังเป็นคนดีอยู่เลย ทว่าในชั่วพริบตาต่อมากลับเกิดโทสะจากการถูกกระทบกระเทือนบางอย่าง จนถึงขั้นชักกระบี่เตรียมสังหาร แต่...ไม่ว่าเหตุผลใดก็ตาม มันก็ไม่น่าจะเป็นเรื่องไร้สาระถึงขนาดที่ไม่ได้กินข้าวแล้วจะฆ่าคนได้!
หลิ่วเยว่ซวนมองหม้อตรงหน้า พลันก็ตกอยู่ในภวังค์ความคิด
นางเป็นแม่ครัว ย่อมรู้ถึงความหมายของอาหารเลิศรส
แต่ไม่ว่าอาหารเลิศรสจะมีความหมายเพียงใด อย่างไรเสียก็ไม่น่าจะถึงขั้นไม่ได้กินแล้วจะฆ่าคน!
มู่เหยาได้สติในขณะนั้น ผ่านญาณหยั่งรู้ นางก็เข้าใจสถานการณ์ตรงหน้าได้เจ็ดแปดส่วนแล้ว
มู่เหยามองหลูเซิงที่สลบไปเป็นครั้งที่สี่ใต้เท้าตนเอง ได้แต่ร้องออกมาในใจว่า “ไอ้บ้าเอ๊ย!”
“แต่ว่า ศิษย์น้องเล็ก เมื่อกี้...เจ้าคงไม่ได้ตั้งใจจะไม่แบ่งกระต่ายให้เขากินใช่หรือไม่?” เมิ่งจื่อหลีถามด้วยความสงสัย “ข้าว่า...เหมือนเจ้าจะไม่ได้ยินเสียมากกว่า?”
“ศิษย์พี่หญิงเจ็ดพูดถูก ข้าไม่ได้ยินจริงๆ” มู่เหยารับสารภาพตามตรง “อันที่จริง...เมื่อกี้นี้ ข้าหลับไปแล้ว”
“...หา?” มู่เหยาตอบอย่างจริงใจจนเมิ่งจื่อหลียิ่งงุนงง “ยืน...ลืมตา...หลับ?”
เมิ่งจื่อหลีเคยทะยานขึ้นสู่สวรรค์มาแล้ว ไม่ว่าชาติก่อนหรือชาตินี้ ความทรงจำเกี่ยวกับการนอนหลับช่างเลือนรางเสียเหลือเกิน แต่จากสามัญสำนึกของเมิ่งจื่อหลีแล้ว...การนอนหลับ ก็ควรจะหลับตาแล้วนอนลงไป...ใช่ไหมนะ...
“อืม” มู่เหยาพยักหน้า กล่าวด้วยท่าทางจริงจัง “ท่านอาจารย์พูดถูก ข้าไม่มีพลังปราณ จำเป็นต้องใส่ใจบำรุงรักษาร่างกาย การนอนหลับที่เพียงพอสำคัญที่สุด เพื่อรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉิน ข้าฝึกฝนมานานกว่าจะฝึกสุดยอดวิชาการยืนหลับตาลืมตาได้สำเร็จ เพียงแต่บางครั้งหลับลึกเกินไปหน่อย ก็เลยตาเหลือกได้ง่ายๆ”
“สุดยอดวิชานี้...เก่งกาจจริงๆ” เมิ่งจื่อหลีรู้สึกชื่นชมจากใจจริง “ถ้าเช่นนั้น หลูเซิงคงเข้าใจผิดไป แต่เรื่องเล็กน้อยแค่นี้ ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่น่าจะคลุ้มคลั่งขึ้นมาได้...”
หากจะบอกว่าเขาหาเรื่องเพื่อกำจัดคนอื่น… บอกตามตรงว่าความเป็นไปได้ก็ไม่มากนัก ตัวเขาเองบาดเจ็บสาหัส แม้จะแข็งแรงกว่าศิษย์น้องเล็กที่ไร้พลังบำเพ็ญเพียรอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้มากนัก สภาพร่างกายเช่นนั้น แค่ประคองตัวเดินยังลำบาก ใครให้ความกล้าเขากล้าลงมือทำร้ายศิษย์น้องเล็กต่อหน้าพวกนางสองคนกัน
“หลังจากมาถึงที่นี่ เรื่องประหลาดพิกลก็เกิดขึ้นมากมาย ไม่ใช่แค่เรื่องนี้เรื่องเดียว” ตงฟางหลินส่ายหน้า “อย่างไรเสียเขาก็ไม่ใช่ครั้งแรกที่หมดสติ คงจะชินแล้วกระมัง หากเดี๋ยวเจ้าเหมียวกลับมาแล้วเขายังลุกไม่ไหว ก็ปล่อยเขาไว้ที่นี่เถิด อย่างไรเสียตั้งแต่แรก ข้าก็แค่เอาของมาคืนเขาเท่านั้น”
ความผิดปกติเช่นนี้ ทำให้ตงฟางหลินยิ่งต้องระมัดระวัง เมื่อแน่ใจว่าที่นี่ปลอดภัยแล้ว จึงออกไปตรวจตราบริเวณโดยรอบอีกครั้ง
เมิ่งจื่อหลียังคงกลับไปนั่งรออาหารที่เดิม แต่หางตาก็จับจ้องอยู่ที่ศิษย์น้องเล็กตลอดเวลา กลัวว่าจะเกิดเรื่องไม่คาดฝันขึ้นอีก หลิ่วเยว่ซวนก็เช่นกัน
ด้วยการช่วยเหลือของวิชาเวท ความเร็วในการปรุงกระต่ายจึงเร็วกว่าปกติมาก เพียงครู่เดียว กระต่ายผัดพริกหมาล่าก็เสร็จ ส่งกลิ่นหอมอบอวล
หลิ่วเยว่ซวนแบ่งหัวกระต่ายให้กับเมิ่งจื่อหลีที่รอคอยมานาน ส่วนที่เหลือก็ให้มู่เหยาค่อย ๆ กิน
มู่เหยาตักแบ่งส่วนหนึ่งเก็บไว้ให้ศิษย์พี่รองก่อน แล้วจึงเริ่มกิน
อันที่จริง พูดตามตรงว่าเพียงแค่อดอาหารไปมื้อเดียว ตอนนี้มู่เหยาไม่ได้หิวเลย
จริงอยู่ว่ามู่เหยาไม่มีพลังเซียน ย่อมไม่สามารถบำเพ็ญตบะอดอาหารได้ แต่ข้อดีของมู่เหยาคือสภาพร่างกายค่อนข้างดี ตอนทำภารกิจก่อนหน้านี้ ไม่ต้องพูดถึงแค่อดมื้อเดียวเลย บางทีสามวันไมได้กินอะไรก็ไม่ใช่เรื่องแปลก
เหตุผลหลักที่มู่เหยาหิวโหยหลังจากเข้ามายังสำนักวั่งซูในตอนแรก เป็นเพราะก่อนที่จะมาถึงสำนักวั่งซู มู่เหยาอดอยากในโลกนี้มาเจ็ดวันแล้ว ท้ายที่สุดก็ไม่มีเงิน การอดจึงไม่ใช่เรื่องน่าอับอาย
แต่ถึงจะไม่หิว เมื่อมีอาหารเลิศรสอยู่ตรงหน้า ก็ย่อมกินได้
มู่เหยาหยิบตะเกียบและชามที่ศิษย์พี่หญิงสี่เตรียมไว้ให้ แล้วก็เริ่มกินอย่างเอร็ดอร่อย
ขณะที่กำลังกินอย่างเพลิดเพลินไปได้ครึ่งหนึ่ง มู่เหยาก็ได้ยินเสียงร้องคุ้นเคยดังมาจากระยะไกล
“เหมียวเหมียว~ เหมียวเหมียวเหมียว~~”
เห็นได้ชัดว่าเป็นเสียงร้องของแมวเหยากวง และฟังดูมีท่าทางฮึกเหิมเป็นพิเศษ
ครู่ต่อมา ก็เห็นแมวเหยากวงเดินเข้ามาหามู่เหยาด้วยท่วงท่าสง่างามราวกับเป็นหัวหน้าแก๊งค์ มีความมั่นใจเต็มเปี่ยม
“เหมียว!” แมวเหยากวงแยกเขี้ยวร้องออกมาคำหนึ่ง
นายท่าน! สิ่งที่ท่านต้องการ ข้าหามาให้ท่านแล้ว!
ขณะที่แมวเหยากวงค่อย ๆ เดินเข้ามาข้างหน้า เงาร่างที่แข็งแกร่งด้านหลังเขาก็ค่อย ๆ ปรากฏออกมาจากร่มเงาของต้นไม้
สิ่งที่เห็นอยู่เบื้องหลังร่างแมวที่บอบบางของแมวเหยากวงนั้น กลับเป็นฝูงหมาป่าที่ดูน่าเกรงขามเรียงรายกันเข้ามา!
“ว้าย!!” เมิ่งจื่อหลีแทบสำลักเนื้อกระต่ายที่อยู่ในปาก
นี่มันไม่ใช่หมาเฟ้ย!! นี่มันหมาป่า!! ถึงแม้ว่าอาจจะมีญาติกัน แต่… มันไม่ใช่สิ่งเดียวกันนะเฟ้ย!!!
ความคิดเห็น
ยังไม่มีความคิดเห็น