“แต่ข้าคิดว่า ในเมื่อแมวเหมียวของข้าบังเอิญไปพบเจอหมาป่าที่เห่าเหมือนสุนัขพวกนี้เข้าแล้ว… สู้พวกเราลองให้พวกมันช่วยตามหาโพรงสุนัขดูเสียเลยมิสู้? อย่างน้อย พวกมันก็ยังเห่าเป็น” มู่เหยาเสนอด้วยความจริงใจอย่างยิ่ง

หลิ่วเยว่ซวน “… ”

ตั้งแต่ศิษย์น้องเล็กอุ้มแมวเหมียวไปตรวจสมองเป็นการส่วนตัว หลิ่วเยว่ซวนก็อยากจะเอ่ยปากทักท้วงอยู่แล้ว เพียงแต่ไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไรดี ครั้นเมื่อศิษย์น้องเล็กกล่าววาจาที่ชวนให้ตกตะลึงอีกครั้ง หลิ่วเยว่ซวนจึงตัดสินใจพูดตรง ๆ ออกไปเสียเลย!

หลิ่วเยว่ซวนเอ่ยขึ้นว่า “ศิษย์น้องเล็ก เรื่องที่หมาป่าเห่าได้นั้นประหลาดจริง แต่พวกมันก็เป็นหมาป่าจริง ๆ นะ…”

“มีเหตุผล!” เมิ่งจื่อหลีตบฝ่ามือ “อย่างไรเสียพวกเขาก็ยังอยู่ในวงศ์เดียวกัน อย่างน้อยก็ยังใกล้ชิดกับสุนัขมากกว่าพวกเราเสียอีก การใช้ญาติของสุนัขตามหาโพรงสุนัข ย่อมดีกว่าพวกเราที่ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกันทางสายเลือดกับหมาเลยสักนิด แล้วยังต้องงมหาโพรงสุนัขไปทั่วเหมือนแมลงวันหัวขาดตั้งเยอะ!”

หลิ่วเยว่ซวนถูกขัดจังหวะ คำพูดที่เหลือจึงจุกอยู่ที่ลำคอ

คำพูดของศิษย์น้องหญิงเจ็ดนั้นดูไปแปลกประหลาด แต่เมื่อพิจารณาดี ๆ กลับมีเหตุผลอย่างยิ่ง

เดิมทีหลิ่วเยว่ซวนก็ไม่รู้จะอธิบายอย่างไรอยู่แล้ว ตอนนี้ยิ่งหมดหนทางโต้แย้งเข้าไปใหญ่

“… ศิษย์พี่รอง ท่านว่าอย่างไร?” หลิ่วเยว่ซวนตัดสินใจขอความช่วยเหลือ

“ลองถามพวกหมาป่าดู” ตงฟางหลินหันไปมองฝูงหมาป่า “ไม่รู้ว่าแมวเหมียวได้บอกพวกเจ้าหรือไม่ พวกเรามาหาพวกเจ้าก็เพื่อขอให้พวกเจ้าช่วยพวกเราตามหาโพรงสุนัข พวกเจ้าไม่ใช่สุนัข แต่ตราบใดที่หาโพรงสุนัขเจอ จะเป็นสุนัขหรือไม่ก็หาสำคัญไม่”

สมแล้วที่เป็นศิษย์พี่รอง ช่างรอบรู้และคิดการณ์ไกลจริง ๆ

หลิ่วเยว่ซวนพลันกระจ่างแจ้งใจ

จริงด้วย ถามพวกหมาป่าเองก็สิ้นเรื่อง กลุ่มหมาป่าที่คิดอุบายใช้เสียงเห่าหลอกลวงผู้คนได้ คงจะเข้าใจภาษามนุษย์แล้วกระมัง…

“โฮ่ง?”

ไม่คาดคิด พวกหมาป่ากลับเอียงศีรษะมองตงฟางหลินด้วยท่าทางงุนงง ราวกับไม่เข้าใจสิ่งที่ตงฟางหลินพึมพำอยู่เลยแม้แต่น้อย

หลิ่วเยว่ซวน “… ”

ดูเหมือนว่าการทดสอบอะไรพวกนี้จะไม่เหมาะกับนางเลยจริง ๆ

รอให้เรื่องราวครั้งนี้จบลง นางคงต้องตั้งใจพัฒนาฝีมือการทำอาหารต่อไปเสียแล้ว

ในขณะนั้นเอง แมวเหยากวงก็เดินออกมาอย่างโอ้อวด ยืนเด่นอยู่ตรงกลางระหว่างตงฟางหลินกับฝูงหมาป่า มันกระแอมไอเล็กน้อย จากนั้นก็แปลความให้ฝูงหมาป่าฟังว่า “เหมียว เหมียว เหมียว!”

หลังจากแปลความเสร็จ มันก็หันไปมองมู่เหยาด้วยท่าทางเหมือนกำลังรอคำชม ราวกับจะพูดว่า “ท่านดูสิ นายท่าน การแปลของข้าก็สำคัญไม่น้อยเลยใช่ไหม!”

… สำคัญบ้าอะไรกัน

มู่เหยามองไปยังฝูงหมาป่าที่ตัวสั่นเทาเบียดเสียดกันเป็นกลุ่มก้อน ไม่จำเป็นต้องใช้ภาษาสัตว์แปลความในใจของพวกมัน มู่เหยาก็พอจะเดาได้ว่าพวกมันไม่รู้อะไรเกี่ยวกับโพรงสุนัขเลย แถมเพิ่งจะรู้ในตอนนี้เองว่าพยัคฆ์เหยากวงเรียกพวกมันมาไม่ได้ให้แสร้งเป็นหมา แต่ให้ตามหาโพรงสุนัข ซึ่งเป็นภารกิจที่พวกมันไม่สามารถทำได้

โชคดีที่การกระทำของแมวเหยากวงทำให้ความสนใจของบรรดาศิษย์พี่ทั้งหมดไปรวมอยู่ที่ฝูงหมาป่าและแมวเหยากวง

ฉวยโอกาสนั้น มู่เหยาพลันเปล่งประกายสีม่วงเรืองรองออกมาจากดวงตา

ฝูงหมาป่าราวกับมองเห็นอะไรบางอย่าง ความหวาดกลัวพลันจางหายไปในชั่วพริบตา หมาป่าตัวผู้นำเดินออกมาข้างหน้าอย่างสง่างาม โค้งศีรษะให้ตงฟางหลินเล็กน้อย จากนั้นก็ยื่นอุ้งเท้าข้างหนึ่งออกมา

“เอ่อ…” ตงฟางหลินครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นก็ทำได้เพียงโบกมือให้หมาป่าตัวนั้น “… ไฮ้?”

เห็นได้ชัดว่าตงฟางหลินเข้าใจว่าการยื่นอุ้งเท้าของหมาป่าเป็นการทักทาย

สมองของหมาป่าหมุนคว้างด้วยความเร็วสูง พลันมันก็คิดหาวิธีแก้ปัญหาออก

มันรีบยื่นอุ้งเท้าหน้าอีกข้างออกมา ชูนิ้วขึ้นหนึ่งนิ้ว แล้วชี้ไปยังนิ้วทั้งสี่ของอุ้งเท้าอีกข้าง พยายามส่งสัญญาณให้ตงฟางหลินเข้าใจว่า “นี่ไม่ใช่หนึ่งอุ้งเท้า! นี่คือสี่นิ้ว! สี่!”

“ความหมายของมันคือ...สี่?” ในที่สุดตงฟางหลินก็เข้าใจท่าทางของหมาป่า “เจ้าหมายความว่า โพรงสุนัขมีสี่แห่ง?”

“โฮ่ง! โฮ่งๆๆ!” หมาป่าพยักหน้าอย่างแรง กระดิกหางด้วยความตื่นเต้น

อา...นี่มัน...

ฝูงหมาป่าพวกนี้ ช่างสามารถนำพาพวกเราไปหาโพรงสุนัขได้จริงๆ เสียด้วย!

แม้กระบวนการจะดูพิกลพิการเกินคาด แต่ผลลัพธ์กลับราบรื่นอย่างน่าประหลาด ความรู้สึกประหลาดนี้นี่...

หลิ่วเยว่ซวนตัดสินใจว่า ต่อไปนางจะต้องตั้งใจทำอาหารให้ดี การฝึกฝนที่ซับซ้อนเช่นนี้ ปล่อยให้ศิษย์พี่ศิษย์น้องที่เก่งกาจจัดการเถิด

3,600 ตัวอักษร

ความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น

แชร์: