บทที่ 10
ฝังนาง
ดวงตาของเหนียนเสวี่ยเจาพลันสว่างวาบ นางรีบสาวเท้าตามไปพลางเอ่ยว่า “ขนเสื้อผ้าทั้งหมดเข้าไปไว้ในจวนจะมีความหมายอะไร ท่านไปซื้อเป็นเพื่อนข้าได้หรือไม่?”
ซางหลิ่นปรายตามองนางแวบหนึ่ง ก่อนเอ่ยอย่างเย็นชาว่า “เจ้าคิดว่าข้าว่างถึงเพียงนั้นหรือ?”
เหนียนเสวี่ยเจาเม้มปากนิดหนึ่ง รู้ความดีจึงเงียบลงอย่างว่าง่าย
ราวกับนึกอะไรขึ้นมาได้ คนตรงหน้าชะงักฝีเท้ากะทันหัน ทำให้นางพุ่งชนเข้ากับท่อนแขนของเขาเต็มแรง คราวนี้จะว่าปวดก็ไม่ถึงกับมาก จะว่าไม่ปวดก็มิใช่เบา
ครั้นซางหลิ่นหันกลับมามอง ก็สบเข้ากับแววตาน้อยใจของนางพอดี เขากระแอมเบาๆ แล้วกล่าวว่า “วันนี้เจ้าทำการหุนหันพลันแล่น ข้าจะให้โอกาสเจ้าแก้ตัว เอาอย่างไร?”
เหนียนเสวี่ยเจากำลังยกมือคลึงศีรษะที่ยังเจ็บตุบๆ อยู่ พอได้ยินดังนั้นก็แทบหลุดหัวเราะออกมา
จะขอให้ช่วยก็ขอให้ช่วยเถิด ยังจะแสร้งทำเป็นมอบโอกาสให้คนอื่นแก้ตัวอีก ซางหลิ่นผู้นี้ช่างรักหน้าจริงๆ
แต่ต่อให้อย่างไร นางก็ต้องไว้หน้าเขาอยู่ดี เหนียนเสวี่ยเจารีบพยักหน้า พลางเลิกคิ้วใส่เขาแล้วว่า “ว่ามาเถิด เรื่องใดข้าก็ยอมทุ่มสุดตัว ตายก็มิถอย!”
“พูดเหลวไหลอีกแล้ว” ซางหลิ่นถูกความกระตือรือร้นของนางเล่นเอาพูดไม่ออก เขาถลึงตาใส่นางแวบหนึ่ง ก่อนเอ่ยช้าๆ ว่า “ศพขององค์หญิงใหญ่ผู้นั้นถูกวางไว้ที่ลานหลังเรือนมาหนึ่งวันหนึ่งคืนแล้ว ในจวนซางไม่มีสตรี เจ้าไปจัดการชำระศพให้เรียบร้อย แล้วฝังนางเสียเถิด”
“ข้าหรือ?” เหนียนเสวี่ยเจาเบิกตากว้าง หลุดอุทานออกมาโดยไม่อาจห้าม
นางเคยคิดว่าซางหลิ่นผู้นี้คงหางานสกปรกงานหนักสารพัดมาดัดนิสัยนาง แต่ไม่คิดเลยว่าเขาจะให้นางไปจัดงานศพของตัวเอง
ทว่าภายในจวนซางก็มีเพียงนางผู้เดียวที่เป็นสตรี นางเองก็ไม่อยากให้ศพของตนถูกบุรุษมองจนหมดแล้วเอาไปนินทา ทำให้ชื่อเสียงของนางในเมืองหลวงกลายเป็นเรื่องขบขันขึ้นมาอีก
ซางหลิ่นเห็นปฏิกิริยาของนางรุนแรงถึงเพียงนี้ จึงกล่าวว่า “หากเจ้าไม่ยินดีก็ช่างเถิด ข้าจะหาทางอื่นเอง”
ถึงแม้ปกติเจียงจือเถาจะเป็นคนซุ่มซ่าม กล้าบ้าบิ่น ทำอะไรก็ประหลาดราวกับไม่รู้จักคำว่ากลัว แต่ท้ายที่สุดนางก็ยังเป็นคุณหนูที่เติบโตมาในห้องหอชั้นใน เกรงว่าตลอดชีวิตคงไม่เคยเห็นอะไรนอกจากศพขององค์หญิงใหญ่ผู้นี้ ต่างจากเขาที่ผ่านสมรภูมิมา เห็นความเป็นความตาย บาดเจ็บล้มตายจนชาชิน เป็นเขาเองที่คิดไม่รอบคอบ
ผู้ใดจะคาด ทันทีที่เขาพูดจบ เหนียนเสวี่ยเจากลับร้องเสียงดังว่า “ข้ายินดี! ในเมื่อสามีเอ่ยปากแล้ว เช่นนั้นเรื่องนี้ ข้าย่อมต้องช่วยอยู่แล้ว!”
นางไม่ใช่สตรีธรรมดาทั่วไป ตั้งแต่เยาว์วัยนางก็ใช้ชีวิตอยู่ชายแดน รักษาคนเจ็บเพื่อแลกปากท้อง มีบาดแผลแบบใดที่นางไม่เคยเห็นบ้าง?
ในสนามรบ คนแขนขาดขาด้วนที่นางเคยรักษา มีไม่ต่ำกว่าร้อยคนแล้ว จะยังมาหวาดกลัวการฝังศพได้อย่างไร
เพียงแต่ว่า...การฝังศพของตัวเอง มันก็ชวนให้กระอักกระอ่วนอยู่สักนิดจริงๆ
“แต่...” นางเงยหน้ามองซางหลิ่น พลางถามว่า “พอจัดการศพเรียบร้อยแล้ว จะฝังไว้ที่ใด?”
คงไม่ถึงกับขุดหลุมส่งๆ กลางลาน แล้วหย่อนลงไปหรอกกระมัง
“ก็ฝังไว้ที่ลานหลังเรือนนั่นแหละ” คนผู้นั้นตอบเสียงเรียบ
อะไรนะ?!
อย่างไรเสียนางก็เป็นถึงองค์หญิงใหญ่ มิหนำซ้ำยังเป็นหญิงสาวที่ยังมิได้ออกเรือน จะให้มาฝังไว้ในลานหลังเรือนของเขา มันจะเหมาะสมได้อย่างไร?
ซางหลิ่นเห็นนางตกใจเสียจนปากอ้าค้าง ก็อดยกมือขึ้นปิดคางให้นางไม่ได้ “ทำไม? หรือว่าเจ้าหึง?”
?
เขาคิดอะไรของเขา
แต่ในใจเหนียนเสวี่ยเจาก็รู้สึกแปลกอยู่จริงๆ นางยังไม่ทันแต่งเข้าตระกูลซาง ลานหลังเรือนของเขากลับมีผู้หญิงคนหนึ่งถูกฝังไว้อย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย อย่างนี้นับเป็นอะไรกัน?
แต่ผู้หญิงคนนั้นก็คือนางเองน่ะสิ?
ยิ่งประหลาดเข้าไปใหญ่...
“ข้าจะมีอะไรให้น่าหึง คนตายคนหนึ่งเท่านั้น จะฟื้นกลับมาชิงท่านกับข้าได้หรือไร?” แม้เหนียนเสวี่ยเจาจะเถียงกับตัวเองในหัวไปหนึ่งยกแล้ว แต่สีหน้ากลับยังแต่งไว้ได้อย่างงดงาม ทำทีเป็นใจกว้างเสียเต็มประดา เมื่อตกในสายตาซางหลิ่น กลับยิ่งเหมือนเขาทำให้นางต้องทนทุกข์ใจอย่างใหญ่หลวง จนในใจเขารู้สึกผิดอยู่บ้าง
เขามองคนตรงหน้า แล้วเอ่ยเสียงอู้อี้ว่า “เจ้าวางใจเถิด ข้ากับนางไม่มีความเกี่ยวข้องส่วนตัวอันใด ชั่วชีวิตนี้ ข้าจะแต่งภรรยาเพียงเจ้าเท่านั้น”
เหนียนเสวี่ยเจาชะงักไปเมื่อได้ยินคำนี้ จู่ๆ เขาจะมาสารภาพรักเช่นนี้หมายความว่าอย่างไรกัน หรือเพราะให้นางฝังผู้หญิงไว้ในจวน จึงรู้สึกผิดต่อใจ?
นางโบกมือให้ซางหลิ่น ยิ้มพลางว่า “ท่านไม่จำเป็นต้องเป็นเช่นนี้หรอก ข้าเป็นคนใจกว้างมากนัก แค่ฝังผู้หญิงคนหนึ่งไว้ในบ้านเท่านั้นเอง ยิ่งเป็นถึงองค์หญิงใหญ่แห่งแผ่นดินด้วย ก็ถือว่าเพิ่มเกียรติให้ตระกูลเราแล้ว!”
ซางหลิ่นได้แต่คิดว่าคนผู้นี้คงมีเส้นไหนในหัวต่อผิดอีกแล้ว เขาไม่เคยพบสตรีคนใดไม่รู้จักอายได้เท่านางมาก่อนเลย
...
เขาพาคนเดินลัดเลาะผ่านระเบียงไปยังลานหลังเรือน ตลอดทาง เหนียนเสวี่ยเจารู้สึกเพียงว่ารอบด้านเย็นเยียบชวนขนลุก
จวนซางอันกว้างใหญ่แห่งนี้ ราวกับไร้ชีวิตชีวาเสียสิ้น จวนคนอื่นอย่างน้อยยังมีดอกไม้ต้นหญ้าประดับอยู่บ้าง แต่ที่นี่กลับมีเพียงโคมขาวแขวนอยู่ทั่วทั้งลาน สามก้าวหนึ่งโคม สามก้าวหนึ่งโคม ส่องทั้งเรือนสว่างดุจกลางวัน
นอกจากตัวเรือนโดยรอบกับเสาคานที่ลงชาดแดงสดแล้ว ก็ไม่มีสิ่งใดบดบังแสงสีขาวนั้นได้ มันสะท้อนลงบนพื้นกระเบื้องสีดำ ดูคล้ายขุมนรกบนโลกมนุษย์อย่างยิ่ง
พอมาถึงลานหลังเรือน ก็เห็นว่าหญ้ารกทึบจนแทบไม่มีที่ให้เหยียบย่าง
เหนียนเสวี่ยเจาตกตะลึง ถึงนางจะเป็นคนเคยอยู่ชนบทมานาน ก็ยังไม่เคยเห็นสภาพความเป็นอยู่เลวร้ายถึงเพียงนี้
ที่บ้านเกิดของนาง แม้อยู่แถบชายแดน มีศึกสงครามไม่ขาด แต่ทุกบ้านล้วนปลูกกุหลาบเลื้อยไว้ข้างหน้าต่าง ครั้นใกล้สิ้นเดือน ทุกคนยังช่วยกันหาน้ำมาล้างฝุ่นทรายที่เกาะอยู่บนดอกไม้
ปลายจมูกของเหนียนเสวี่ยเจาพลันร้อนผ่าว เมืองจิ่นเซียงแห่งนั้น ตอนแรกสุดนางรังเกียจนัก กระทั่งลงจากรถม้ายังอยากฝืนอยู่ในวังต่อไป ทว่าอยู่ไปอยู่มาสิบปี มันกลับกลายเป็นบ้านครึ่งหนึ่งของนางเสียแล้ว นาง...อยากกลับบ้านขึ้นมาเหลือเกิน
ท่ามกลางกอหญ้ารก มีโลงศพใบหนึ่งตั้งอยู่ตรงนั้น หากไม่มีอะไรผิดพลาด คนที่นอนอยู่ข้างในก็คงเป็นศพของนางเอง
นางเพิ่งเดินตามซางหลิ่นมาหยุดยืนได้ไม่นาน ก็มีทหารตระกูลซางกลุ่มหนึ่งกรูกันเข้ามาจากด้านหลัง
“นายท่าน มีพระบัญชาเร่งด่วนจากในวัง” สีหน้าของสวินเฟิงเคร่งขรึมอย่างที่หาได้ยากในช่วงหลายวันที่ผ่านมา
ซางหลิ่นรับราชโองการมา ขมวดคิ้วน้อยๆ ก่อนจะก้าวเท้าเตรียมจากไป
เหนียนเสวี่ยเจายืนงุนงงอยู่กับที่ เห็นดังนั้นจึงรีบเอ่ยว่า “ซาง...”
เพิ่งหลุดออกมาได้เพียงคำเดียว คนที่เดินไปได้ไม่กี่ก้าวก็หันกลับมา “เรื่องฝังศพ รอข้ากลับมาก่อนค่อยว่ากัน”
มองคนตรงหน้าที่เดินห่างออกไปเรื่อยๆ เหนียนเสวี่ยเจากลับรู้สึกวาบหวั่นในใจ ไหนเลยนางจะคิดถามเรื่องฝังศพ นางเป็นห่วงว่าภายในวังจะเกิดเรื่องอะไรขึ้นต่างหาก เป็นห่วงหานชิงกับเสด็จพ่อ...
ช่างเถิด เหนียนเสวี่ยเจาคลายมือที่บิดเข้าหากันแน่นออก บัดนี้ต่อให้นางกังวลไปก็มีประโยชน์อะไร นางมิใช่องค์หญิงใหญ่อีกต่อไปแล้ว เป็นเพียงบุตรสาวขุนนางคนหนึ่ง หากไม่มีพระบัญชาก็ห้ามเข้าวัง ได้แต่รอวันหน้า รอเพียงพรุ่งนี้ หากนางกับซางหลิ่นแต่งงานกันได้อย่างราบรื่น ได้ครอบครองป้ายเอวของเขา ภายหน้าก็จะเข้าออกวังได้ตามใจ
แต่ป้ายเอวติดกายของท่านเสนาบดีใหญ่นั้น เป็นของที่เสด็จพ่อพระราชทานให้ด้วยพระองค์เอง ไม่เพียงเข้าออกวังได้โดยเสรี ยังสั่งทหารและตัดสินราชกิจแทนพระองค์ได้อีก ดูแล้วเขาคงไม่มีทางมอบของสำคัญเช่นนั้นให้นางง่ายๆ แน่
เหนียนเสวี่ยเจาหันกลับไปมองโลงศพด้านหลัง ก่อนถกแขนเสื้อแล้วก้าวเข้าไปในดงหญ้า คนเราเมื่อรับน้ำใจผู้อื่นมาก็ย่อมปฏิเสธไม่ลง ในเมื่อช่วยเขาทำงาน เช่นนั้นพรุ่งนี้จะขอความชอบสักหน่อยก็คงไม่เกินไปกระมัง
เหนียนเสวี่ยเจาพุ่งตัวลงกลางกองหญ้า ทั้งขุดทั้งถอนซ้ายทีขวาที มือเล็กเรียวงามยื่นออกไปดึงหญ้าขึ้นจากดินทีละกอ
ติดก็แต่ร่างของคุณหนูผู้นี้อ่อนแอเกินไป ผ่านไปไม่ถึงครึ่งชั่วยาม นางก็เหนื่อยจนหอบหายใจถี่ ทิ้งตัวนั่งปุลงลงบนหลุมดิน
เหนียนเสวี่ยเจายกมือปาดปอยผมที่ปรกหน้าผาก ใบหน้าเล็กๆ เปื้อนทั้งฝุ่นทั้งโคลน ดูแล้วคล้ายเด็กซนก่อเรื่องนัก
นางเหนื่อยจนคอแห้งผาก อยากหาน้ำดื่มสักอึก แต่พอเหลือบมองเรือนกว้างที่ว่างเปล่าไร้ผู้คนแล้ว เหนียนเสวี่ยเจาก็เม้มปาก คิดไปคิดมา สุดท้ายก็ตัดสินใจว่าอย่าเพิ่งไปหาน้ำดื่มเลย นั่งพักก่อนจะดีกว่า
ความขี้เกียจของนางไม่ใช่เพิ่งเป็นวันสองวันเสียเมื่อใด หากมิใช่เพื่อจะขอความชอบ แล้วยืมใช้ป้ายเอวของซางหลิ่นสักหน่อย นางจะยอมลงมือทำงานหนักเช่นนี้เองได้อย่างไร
มองกองหญ้าที่สุดสายตา เหนียนเสวี่ยเจาถอนหายใจ เฮ้อ หากยามนี้เซี่ยสือเยี่ยนอยู่ที่นี่ก็คงดี ถึงปากหมอนั่นจะคอยแขวะไม่ไว้หน้า แต่เมื่อก่อนตอนนางออกไปรักษาคนทั่วทุกสารทิศ อย่างน้อยเขาก็ยังคอยป้อนน้ำให้นางดื่มได้ตลอด
เหนียนเสวี่ยเจาสะบัดแขนเสื้อ ปัดฝุ่นที่ก้น แล้วตัดสินใจฮึดสู้ในทีเดียว ถอนหญ้าให้หมดก่อนค่อยว่ากัน อย่างไรเสียศพของนางก็ยังนอนอยู่ในโลง รอการฝังอยู่ นางจะปล่อยปละละเลยไม่สนใจก็ไม่ได้
เมื่อกำจัดหญ้าทั่วลานหลังเรือนจนหมด เหนียนเสวี่ยเจาก็เหนื่อยจนต้องนอนแผ่ร้องโอดครวญอยู่บนพื้น นางพลิกตัวคลานไปข้างโลง มองจุดโคลนที่กระเซ็นเปื้อนอยู่บนใบหน้าของตัวเองจากคืนฝนตกวันนั้น แล้วรู้สึกขัดใจขึ้นมา
เพราะเหตุใดนางถึงต้องตายอย่างไม่กระจ่าง ตายอย่างมักง่ายถึงเพียงนี้
ตั้งแต่เริ่มมีความทรงจำ มารดาก็มักบอกนางเสมอว่านางคือองค์หญิงใหญ่แห่งแผ่นดิน บนบ่ามีภาระและหน้าที่ที่ต้องแบกรับ
เพราะเหตุนี้ ตั้งแต่เนิ่นๆ นางจึงคิดหนทางชีวิตในภายหน้าไว้ทุกอย่างแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการสมรสเชื่อมสัมพันธ์ การไปเจริญสัมพันธไมตรี การออกรบ ไปเป็นตัวประกันที่แคว้นศัตรู กระทั่งสละชีวิตเพื่อชาติบ้านเมือง
แต่ทุกอย่างนั้นกลับไม่ได้ใช้เลย นางเพียงถูกลากเข้าไปในป่าลึก แล้วโดนแทงมั่วซั่วจนตายอย่างนั้นเอง
ปลายจมูกของเหนียนเสวี่ยเจาพลันร้อนผ่าวขึ้นมาอีกครั้ง นางยกมือคลำหาบางอย่างตรงลำคอ ครั้นสัมผัสได้เพียงความว่างเปล่า มือก็ชะงักไป หัวใจพลันเกิดลางร้ายขึ้นมาทันที
ก้มลงมอง ก็เป็นดังคิดจริงๆ หยกก้อนนั้นที่นางห้อยไว้ตรงอก...หายไปแล้ว
สวรรค์ช่างชอบเล่นตลกกับนางเช่นนี้เสมอ ครั้นยามนางต้องการมารดาที่สุด กลับพรากคนสำคัญไปจากนาง ครั้นยามนางโหยหาความรักจากบิดาที่สุด กลับขับไล่นางออกจากเมืองหลวง ครั้นในที่สุดนางอุตส่าห์ดิ้นรนรักษาคนเพื่อยังชีพ พบหนทางรอดของตนแล้ว กลับยังเรียกนางกลับเมืองหลวงมา เพื่อตายอยู่ที่นี่
แม้แต่ยามนี้ นางเพียงอยากกำหยกก้อนนั้นไว้แน่นๆ เพื่อรับการปลอบประโลมจากดวงวิญญาณของมารดาบนสวรรค์ ก็ยังมิอาจสมปรารถนา
เหนียนเสวี่ยเจามองคนในโลงศพ ก่อนยกมือปาดน้ำตาบนหน้า จากนั้นลุกขึ้นไปหาเศษผ้าผืนหนึ่งในห้อง นำไปชุบน้ำ แล้วค่อยๆ เช็ดใบหน้าเล็กๆ ของคนที่นอนอยู่
ในเมื่อเวลาตายตายอย่างมอมแมมไปสักหน่อย เช่นนั้นยามจากไป อย่างน้อยก็ต้องจากไปอย่างสง่างาม
ครั้นจัดการร่างนั้นเรียบร้อย แสงแรกแห่งรุ่งอรุณก็เริ่มสาดเข้ามาในลาน แสงนั้นตกกระทบบนใบหน้าของนาง สว่างอ่อนโยนและอบอุ่น เหนียนเสวี่ยเจาออกแรงแทบเป็นแทบตายจึงปิดฝาโลงได้สำเร็จ จากนั้นค่อยๆ ผลักมันลงไปในหลุมดินที่ขุดไว้เมื่อคืน แล้วตักดินกลบทีละพลั่ว ทีละพลั่ว จนแน่นหนามิดชิด
เมื่อทำทุกอย่างเสร็จสิ้น นางก็หมดเรี่ยวแรงโดยสิ้นเชิง ทิ้งพลั่วลงข้างกาย แล้วฟุบอยู่ข้างหลุมดินนั้น แสงแดดอาบกายจนรู้สึกอบอุ่นนัก สุดท้ายนางก็เผลอหลับไป
นางฝันยาวนานเหลือเกิน ในฝันนางย้อนกลับไปยังปีที่ตนอายุสิบขวบ คืนส่งท้ายปีเก่า เวลานั้นแผ่นดินเพิ่งสงบใหม่ๆ เสด็จพ่อยังมิได้รับสองแม่ลูกคู่นั้นเข้าวัง คนทั้งสี่ในครอบครัวนั่งล้อมเตาถ่านกันอยู่ในวังหย่งชิวกลางดึกเพื่อผิงไฟ นางเอนกายอยู่ในอ้อมอกมารดา หานชิงซบอยู่บนตัวนาง ส่วนเสด็จพ่อโอบไหล่มารดาไว้ ผู้เป็นโอรสสวรรค์ จักรพรรดิแห่งแผ่นดิน ในยามนั้นกลับไม่มีความเคร่งขรึมดุจยามอยู่ในท้องพระโรงแม้แต่น้อย ทรงถือหนังสือเรื่องเล่าที่นางหามาจากชาวบ้าน แล้วอ่านนิทานให้พวกนางฟัง ปลุกใจให้ตั้งสติดีๆ เพื่ออยู่เฝ้าปีใหม่ด้วยกัน
“นี่คือปีใหม่ปีแรกที่ครอบครัวเราทั้งบ้านได้อยู่พร้อมหน้ากันอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย ห้ามผู้ใดง่วงเด็ดขาด” เสด็จพ่อยกหนังสือในมือขึ้นเคาะหัวนางเบาๆ นางสะดุ้งตื่นจากอาการง่วงงุน แล้วได้ยินพระองค์ตรัสต่อว่า “จงตั้งใจเฝ้าปีใหม่ ปีหน้า ครอบครัวเราทุกคนจะต้องแข็งแรง ปลอดภัย และราบรื่น!”
แต่เหนียนเสวี่ยเจาในฝันกลับตื่นขึ้นมาอย่างฉับพลัน เสด็จพ่อของนางคงไม่มีวันคาดคิดว่า นี่คือปีใหม่ปีแรกที่พวกเขาได้เฝ้ารอร่วมกัน และก็เป็นปีสุดท้ายด้วยเช่นกัน
ดวงตะวันลอยสูงขึ้นเหนือกิ่งไม้แล้ว นางถูกเสียงร้องเรียกของสวินเฟิงปลุกให้ตื่น ตอนลืมตาขึ้น ขนตายังมีหยาดน้ำตาเกาะอยู่ไม่กี่เม็ด
เมื่อถูกลมหนาวพัดผ่าน ก็ราวกับจับตัวเป็นเกล็ดน้ำค้างบางเบา
ความคิดเห็น
ยังไม่มีความคิดเห็น