เนื้อหาสำหรับผู้อายุ 18 ปีขึ้นไป

นิยายเรื่องนี้มีเนื้อหาที่ไม่เหมาะสมสำหรับเยาวชน กรุณายืนยันว่าคุณมีอายุ 18 ปีขึ้นไป

บทที่ 9

ใบหน้าแดงก่ำ

ท้ายที่สุดเหนียนเจียอี๋ก็ยอมปล่อยมือ กำปั้นทุบลงบนพื้นดังปังปัง นางหัวเราะอย่างคลุ้มคลั่ง “ซางอี้สิง เจ้าเคยพูดไว้ว่าในชาตินี้จะไม่แต่งภรรยา ต่อให้เจ้าขังข้าไว้ ข้าก็มีอีกหมื่นพันวิธีที่จะทำให้นางก้าวเข้าประตูจวนซางไม่ได้!”

“พาตัวไป!” ซางหลิ่นปรายตามองเหล่าจิ่นอีเว่ยอย่างเย็นชา ตวาดเสียงเข้มหนึ่งครั้ง ก้าวเดินที่ฝืนประคองไว้เริ่มโอนเอนเล็กน้อย

เหนียนเสวี่ยเจารีบเข้าไปประคองแขนเขา ช่วยถ่ายแรงให้เขาเล็กน้อย

จนกระทั่งเหนียนเจียอี๋ถูกลากออกจากจวนซางไปทั้งอย่างนั้น ลมหายใจที่เขาข่มกลั้นไว้จึงค่อยผ่อนลง

แม้องค์หญิงรองผู้นี้จะทำการบ้าคลั่งไม่เหมาะสม ทว่าพฤติกรรมอันธพาลของเจียงจือเถาก็ไม่ต่างกันนัก ยิ่งกว่านั้น ซางหลิ่นเองก็ไม่รู้ว่านางไปเอาความกล้ามาจากที่ใด ทั้งที่รู้ดีว่าองค์หญิงรองผู้นี้เอาแต่ใจมาตั้งแต่เด็ก กลับยังกล้าล่วงเกินเบื้องสูง พูดจาเหลวไหลออกมาตั้งมากมาย หรือนางไม่กลัวตายเลยหรือ?

เขารู้สึกว่าเจียงจือเถาคงถูกเลี้ยงอยู่แต่ในเรือนลึกจนเคยชิน ถึงได้ไม่รู้ธรรมเนียมลำดับสูงต่ำและกฎเกณฑ์แห่งอำนาจเสียเลย เขาจำเป็นต้องสั่งสอนนางให้ดี “เจียงจือเถา เจ้าเคยคิดหรือไม่ว่าถ้าเมื่อครู่ถูกพวกจิ่นอีเว่ยจับตัวไปจะมีจุดจบเช่นไร?”

พอถูกเขาถามเช่นนี้ เหนียนเสวี่ยเจาที่ก่อนหน้ายังขมวดคิ้วอยู่ก็คลายสีหน้าทันที นางหัวเราะเบาๆ แล้วโน้มเข้าไปใกล้ “ท่านกำลังกังวลข้าอยู่หรือ?”

“ข้าไม่ได้ล้อเล่นกับเจ้า” ซางหลิ่นเห็นนางยังทำหน้ายิ้มระรื่น ก็พลันเกิดโทสะขึ้นมา “เจ้าจะต้องตาย รู้หรือไม่?”

“โอ๊ย ก็มีท่านอยู่นี่นา” นางกอดแขนเขาแน่นขึ้น ทั้งเขย่าทั้งยิ้ม “มีท่านอยู่ ท่านไม่มีทางปล่อยให้นางจับข้าไปหรอก จริงไหม?”

“แล้วหากวันหนึ่งข้าปกป้องเจ้าไม่ได้เล่า?”

“ไม่มีทางหรอก ท่านสามีเก่งถึงเพียงนั้น ข้าเชื่อท่าน ท่านไม่มีทางทอดทิ้งข้าไว้ไม่ดูแลแน่”

เหนียนเสวี่ยเจาดึงแขนเขา พาไปนั่งลงที่ข้างตั่ง ก่อนเอ่ยทีละคำ “อย่าเพิ่งพูดเรื่องพวกนั้นเลย ตอนนี้สิ่งสำคัญที่สุดคือ องค์หญิงรองพาคนมามากมาย ทุกคนล้วนเห็นสภาพของท่านแล้ว เรื่องที่ท่านถูกพิษ...คงปิดไม่อยู่แล้วใช่หรือไม่?”

เห็นคนตรงหน้าไม่พูดอะไร แต่กลับมีสีแดงเรื่อผุดขึ้นบนใบหน้า เหนียนเสวี่ยเจาก็ชะงัก สายตาเลื่อนไปยังริมฝีปากของเขา

เมื่อครู่ริมฝีปากของคนผู้นี้ยังซีดขาวอยู่แท้ๆ บัดนี้กลับแดงระเรื่อผิดปกติ

นางอดไม่ไหว ยกมือขึ้นแตะรอยแดงนั้น เบื้องต้นก็รู้สึกว่ามันผิดปกติ ผิดปกติเกินไป ตามสามัญสำนึกจากการเป็นหมอมาหลายปีของนาง คนเราจะฟื้นเลือดลมได้เร็วถึงเพียงนี้ได้อย่างไร ต่อให้ใช้เลือดจากหัวใจเป็นตัวยานำฤทธิ์ ก็ไม่อาจเห็นผลรวดเร็วถึงขนาดนี้

ปลายนิ้วลูบผ่านริมฝีปากเขา สีแดงนั้นพลันเลอะกระจายออกตรงมุมปาก เหนียนเสวี่ยเจาชะงักปลายนิ้วเล็กน้อย คนผู้นี้...ถึงกับใช้เลือดจากแผลที่นางกัดริมฝีปากเขามาแต้มปากเชียวหรือ?!

ด้านนอกประตูมีเสียงฝีเท้าร่าเริงดังเข้ามา พอเห็นว่าสวินเฟิงเข้ามาแล้ว เหนียนเสวี่ยเจาก็รีบยืดตัวตรง กระแอมไอสองทีอย่างกระอักกระอ่วน “เอ่อ...ร่างกายท่านยังไม่ฟื้นดี รีบนอนพักเถอะ ข้าจะไปต้มยาแล้ว”

นางพุ่งปราดอ้อมสวินเฟิงที่เพิ่งก้าวเข้าประตูมา วิ่งเข้าครัวเล็กอย่างรวดเร็ว ลมหนาวปะทะหน้า เหนียนเสวี่ยเจายกมือขึ้นพัดแก้มที่ร้อนผ่าวของตนเองอย่างแรง ถอนหายใจยาวออกมา

หยอกคนอื่นมาหลายปี นี่เป็นครั้งแรกที่นางรู้สึกกระดากอายจนแทบทำอะไรไม่ถูกเช่นนี้

ครั้นใจเย็นลงเล็กน้อย นางก็ตบอกปลอบตนเอง จะต้องเป็นเพราะซางหลิ่นผู้นั้นรูปงามเกินไปแน่ นางเพียงมีใจรักความงามเท่านั้น ส่วนความคิดอื่น...นางไม่มีแน่ และไม่มีทางมีด้วย!

*

สวินเฟิงไม่ได้ตกใจกับท่าทีเพี้ยนๆ ของเหนียนเสวี่ยเจาแม้แต่น้อย เขาโยกตัวฮัมเพลง เดินกระโดดโลดเต้นไปที่หน้าตั่ง

คาดไม่ถึงเลยว่าฮูหยินของนายท่านในภายภาคหน้าผู้นี้จะมีฝีมืออยู่บ้าง ไม่เพียงส่ง “เทพโรคระบาด” นั่นไปได้เท่านั้น ยังทำให้นายใหญ่ของเขาเอ่ยปากลงโทษคนผู้นั้นเป็นครั้งแรกอีกด้วย นับว่าเปิดหูเปิดตาเขาจริงๆ

ยังไม่ทันได้สติ คนบนตั่งก็เอ่ยถามขึ้นว่า “นางต้มยาเป็นตั้งแต่เมื่อใด?”

สวินเฟิงชะงักไปครู่หนึ่ง กว่าจะรู้ตัวว่านายใหญ่ถามถึงคุณหนูเจียง เขาก็ตบอกตนเองแล้วนั่งลงบนตั่งอย่างภูมิใจอยู่บ้าง “นายใหญ่ ก่อนหน้านี้ข้าน้อยมองคุณหนูเจียงต่ำไป นางไม่เพียงต้มยาเป็น วันนี้ตอนนายใหญ่พิษกำเริบจนหมดสติ ก็เป็นคุณหนูเจียงที่ช่วยท่านไว้ นางไล่พวกเราทุกคนออกไปนอกห้อง ไม่ยอมให้พวกเราเข้าไปรายงานข่าวในวัง บอกว่าเกรงว่าคนในราชสำนักจะเคลื่อนไหวหากรู้ว่าอาการท่านไม่สู้ดี ไม่รู้ว่าสตรีน้อยๆ อย่างนางไปเข้าใจเรื่องพวกนี้ได้อย่างไร”

ซางหลิ่นขมวดคิ้วน้อยๆ เงยตามองเขา “นางรู้วิชาแพทย์หรือ?”

“ข้าน้อยก็แปลกใจอยู่เหมือนกัน” สวินเฟิงเบิกตากว้าง “แต่คุณหนูเจียงบอกข้าว่านางเคยช่วยทหารที่ถูกพิษอูไว้มาก่อน เพราะเช่นนี้ข้าจึงวางใจฝากนายใหญ่ไว้กับนาง”

เห็นสวินเฟิงทำหน้าคล้ายรอคำชม ซางหลิ่นกลับรู้สึกเพียงว่าเขาโง่จนน่าเวทนา จึงยกมือขึ้นสั่งว่า “พรุ่งนี้จะเป็นวันแต่งงานแล้ว ให้คนยกสินสอดในลานกลับไปส่งที่จวนเจียงเสีย”

สวินเฟิงเกาหัวอย่างไม่เข้าใจ “วันนี้เพิ่งยกกลับมา เหตุใดต้องส่งกลับไปอีก?”

ซางหลิ่นหลับตาลง ไม่อยากพูดกับเขาต่อ เพียงเอ่ยเรียบๆ ว่า “บอกให้ไปส่งก็ไปส่ง กฎข้อแรกของกองทัพตระกูลซาง เจ้าลืมแล้วหรือ?”

“ทุกอย่างต้องเชื่อฟังคำสั่ง เรื่องที่ไม่ควรถามก็ห้ามถาม” สวินเฟิงลุกขึ้นอย่างน้อยใจ เดินออกไปทางประตู ก่อนจะเอาความอัดอั้นไปลงกับทหารกองทัพตระกูลซางที่กำลังลาดตระเวน สั่งให้พวกเขาไปเรียกคนมายกของไปจวนเจียง

ซางหลิ่นนั่งอยู่บนตั่ง มองสินสอดถูกขนออกจากจวน แล้วจึงลุกขึ้นเดินไปที่ประตู

สวินเฟิงที่อยู่นอกประตูเห็นเขาออกมาก็รีบร้อนขึ้นมา “นายใหญ่ เรื่องพวกนี้ปล่อยให้ข้าจัดการก็พอ ร่างกายท่านยังไม่ฟื้นเลยนะ คุณหนูเจียงกำชับไว้แล้วว่าวันนี้ท่านห้ามลงจากตั่งเด็ดขาด”

เจียงจือเถาผู้นี้ช่างร้ายกาจนัก เพิ่งเข้าจวนมาได้วันเดียว คนของเขากลับเชื่อฟังคำพูดนางราวกับเป็นราชโองการแล้ว

ซางหลิ่นถลึงตามองสวินเฟิงทีหนึ่ง คนผู้นั้นจึงก้มหน้าลงอย่างหงอยๆ ไม่กล้าพูดอีก รีบวิ่งเข้าไปในห้อง หยิบเสื้อคลุมขนจิ้งจอกสีขาวมาสวมให้เขา

เขากำลังจะหมุนตัวไปทางครัวเล็ก คล้ายเพิ่งนึกอะไรขึ้นได้ จึงหันกลับมากำชับว่า “เรื่องส่งสินสอด อย่าบอกเจียงจือเถา”

ดูจากนิสัยรักเงินของนาง หากรู้เรื่องนี้เข้าคงได้โวยวายใส่เขาอีกแน่ ทว่าหากไม่ลงสินสอด เมื่อนางแต่งเข้าจวนซางก็ย่อมถูกผู้คนครหา ในเมื่อนางเชื่อเขาถึงเพียงนี้ แม้แต่ชีวิตและอนาคตก็ยังฝากไว้กับเขา เช่นนั้นเขาย่อมปล่อยให้นางเสียเปรียบไม่ได้

*

หม้อยาเล็กบนเตาเริ่มมีไอขาวลอยขึ้นไม่กี่สาย ฟ้าใกล้ย่ำค่ำเต็มทีแล้ว เหนียนเสวี่ยเจาลุกขึ้นจากหน้าเตา จุดเทียนขึ้น อีกทั้งหยิบมีดเล็กในมือไปอังไฟด้วย

พอมีเครื่องมือถนัดมือแล้วก็ไม่เหมือนเดิมจริงๆ เหนียนเสวี่ยเจามองหีบยาอีกด้านหนึ่ง ความรู้สึกคุ้นเคยบางอย่างก็เอ่อท่วมขึ้นมาในใจ

ตั้งแต่นางเข้าเมืองหลวงมา ยังไม่เคยแตะหีบยานี้เลย บัดนี้พอได้จับด้ามมีด กลับรู้สึกว่ามือฝืดไปเสียแล้ว

นางนั่งอยู่หน้าเตา ไฟในเตาลุกแรง มอบความอบอุ่นให้ผู้คนในฤดูหนาวเช่นนี้

นางใช้ผ้ารองมือเปิดฝาหม้อยาออก ก้มลงสูดกลิ่นยาเล็กน้อย ไฟได้ที่แล้ว ตอนนี้เพียงเติมเลือดจากหัวใจลงในยาอีกหน่อยก็ใช้ได้!

เหนียนเสวี่ยเจาหยิบด้ามมีดที่ร้อนระอุขึ้นมา เป่าที่ปลายมีดอยู่ข้างริมฝีปาก รอให้เย็นลงสักหน่อย จึงดึงคอเสื้อกว้างของตนลงจากบ่า

คมมีดเพิ่งจะแทงลงตรงหน้าอก ก็มีเสียงบุรุษดังขึ้นจากด้านหลัง “เจ้ากำลังทำอะไร?”

นางสะดุ้งเฮือกเพราะเสียงที่ดังขึ้นกะทันหัน หันกลับไปมองคนมาใหม่ทันที ครั้นสบเข้ากับดวงตาดำสนิทของซางหลิ่น ใจนางก็กระตุกวูบ มีดในมือร่วงลงพื้น

“ท่านมาที่นี่ได้อย่างไร?” เหนียนเสวี่ยเจามึนงง คนผู้นี้ไม่ยอมนอนพักบนตั่งให้ดีๆ กลับวิ่งมาที่ครัวเล็กทำไม?

นางพูดออกมาอย่างง่ายดาย ลืมไปเสียสนิทว่าตอนนี้เสื้อผ้าของตนหลุดลุ่ย ไหล่ขาวเผยออกมา อีกทั้งตรงหน้าอกยังมีเลือดไหลซึมอยู่ ซางหลิ่นจะมองก็ไม่ใช่ ไม่มองก็ไม่เชิง จึงเอ่ยเสียงเย็นว่า “จัดเสื้อผ้าให้เรียบร้อย”

เมื่อเขาพูดเช่นนั้น เหนียนเสวี่ยเจาจึงนึกขึ้นได้ว่าเมื่อครู่ตนกำลังจะเอาเลือดจากหัวใจ นางรีบหันกลับไปหยิบชามยาบนโต๊ะมารองหยดเลือดที่ร่วงลง

แผ่นยาห้ามเลือดที่เตรียมไว้ตั้งแต่แรกวางตากลมหนาวอยู่นานแล้ว เย็นเฉียบจนชวนให้สะท้าน เหนียนเสวี่ยเจากดมันลงบนหน้าอก อดตัวสั่นไม่ได้

ซางหลิ่นถอดเสื้อคลุมขนจิ้งจอกที่ผูกอยู่บนตัวออก โยนไปคลุมเหนียนเสวี่ยเจา “อากาศหนาวถึงเพียงนี้ ยังแต่งตัวบางเบาเช่นนี้อีก หากเรื่องแพร่ออกไป คนจะคิดว่าข้ารังแกเจ้าสาวใหม่”

เหนียนเสวี่ยเจาหัวเราะเบาๆ แล้วผูกเสื้อคลุมไว้บนไหล่ พลางดึงชายเสื้อที่ถลกลงให้เข้าที่ จัดชุดให้เรียบร้อย แล้วพึมพำอย่างอดไม่ได้ว่า “ก็เสื้อข้าเปียกแล้ว จะให้ทำอย่างไรได้ ก็ต้องยืมของท่านแก้ขัดก่อนสิ”

นางยกชามยาขึ้น เดินไปตรงหน้าเขาแล้วเร่งว่า “ท่านมาพอดี รีบดื่มยาเสีย ตอนนี้อากาศเย็นมาก อีกเดี๋ยวยาเย็นแล้วดื่มจะไม่สบายเอา”

เหนียนเสวี่ยเจายื่นชามยาไปจ่อถึงริมปากเขา แต่เขากลับไม่ยอมอ้าปากอยู่ตลอด

มือของนางชะงักไปชั่วขณะ และเข้าใจความหมายของคนผู้นี้ทันที เขากลัวว่านางจะวางยาพิษลงในยา

เหนียนเสวี่ยเจาจึงยกมือของตนดื่มเข้าไปหนึ่งอึก แล้วผลักชามยาใส่มือซางหลิ่น จากนั้นเอ่ยเรียบๆ ว่า “คราวนี้ดื่มได้แล้วกระมัง”

เห็นนางหันหลังให้ แล้วย่อตัวลงเก็บหีบยาข้างเตา เขาก็กำชามยาในมือแน่นขึ้น แล้วถามว่า “เจ้าเรียนรู้วิชาแพทย์มาตั้งแต่เมื่อใด?”

มือของเหนียนเสวี่ยเจาที่กำลังเก็บหีบยาช้าลง “ก็แค่อ่านตำราหมอสองสามเล่มจากชั้นหนังสือของท่านพ่อเท่านั้น ยังนับว่ารู้วิชาแพทย์อะไรไม่ได้หรอก”

“ถามเรื่องนี้ทำไม?” นางปิดหีบยา แล้วลุกขึ้นมองเขา

ซางหลิ่นจ้องนาง เอ่ยทีละคำว่า “ได้ยินสวินเฟิงบอกว่าเจ้าเคยช่วยทหารที่ถูกพิษอู ข้าจึงค่อนข้างสงสัยว่า สตรีในห้องหออย่างเจ้า ไปรู้จักกับทหารในเมืองหลวงได้อย่างไร”

ซางหลิ่นจ้องนางเสียจนเหนียนเสวี่ยเจาเริ่มใจไม่ดี นิ้วมือที่ซ่อนอยู่ในแขนเสื้อพลันกำแน่น ล้วนเป็นเพราะตอนนั้นนางรีบเกินไป อยากให้สวินเฟิงปล่อยให้นางไปช่วยคน จึงเผลอหลุดเรื่องในอดีตออกมา

เหนียนเสวี่ยเจามองบุรุษตรงหน้าซึ่งยังคงมีสีหน้าเรียบนิ่งสบายๆ แล้วก็ยิ่งจับต้นชนปลายไม่ถูก

คนผู้นี้กำลังสงสัยนางอยู่หรือ? เป็นไปไม่ได้สิ บัดนี้แม้แต่ร่างกายก็เปลี่ยนไปแล้ว ตอนนางยังมีชีวิตอยู่ นางกับเขาก็ไม่ได้สนิทกันถึงเพียงนั้น เขาไม่มีทางจำได้หรอก

เพียงไม่กี่อึดใจ ความเป็นไปได้ทุกอย่างก็หมุนวนอยู่ในหัวนางจนครบ

เมื่อเห็นนางไม่ตอบ ซางหลิ่นก็ยกยานั้นดื่มรวดเดียวหมดชาม แล้วเอ่ยเรียบๆ ว่า “หากเจ้าไม่อยากพูด ข้าก็จะไม่ถาม”

เดิมทีเขาถามเพียงเพราะอยากรู้ แต่พอเห็นเหนียนเสวี่ยเจามีสีหน้าลนลานเช่นนี้ เรื่องนั้นย่อมไม่ใช่เรื่องดีแน่ ในเมื่อเป็นเช่นนี้ เขาก็ไม่ถามต่อจะดีกว่า จะเพิ่มความรำคาญใจไปไย

เขาวางชามยาลง หันตัวจะจากไป ทว่าเหนียนเสวี่ยเจากลับคว้าตัวเขาไว้จากด้านหลัง “เดี๋ยวก่อน!”

คนผู้นี้เดินจากไปทั้งอย่างนี้หมายความว่าอย่างไร? เขาตัดสินความผิดให้นางในใจไปแล้วหรือ?

ไม่ได้ๆ ซางหลิ่นเป็นคนขี้ระแวงที่สุด นางต้องหาทางอธิบายเรื่องนี้ให้ผ่านไปให้ได้

เหนียนเสวี่ยเจากัดฟัน ใจแข็งขึ้นมาแล้วกางแขนโอบเอวเขาจากด้านหลัง เสียงเจือสะอื้นเล็กน้อย “จะมีเรื่องทหารอะไรกัน เป็นสวินเฟิงฟังผิดต่างหาก คนที่ข้าพูดว่าช่วยไว้คือเซี่ยสือเยี่ยน คนที่เมื่อวานท่านก็เพิ่งเจอนั่นไง ปีก่อนในงานโคมไฟ ไม่รู้ว่าเขาไปยั่วโทสะคุณหนูบ้านใดเข้า ถึงถูกแก้แค้น ตอนกำลังดื่มชาอยู่ที่หอจิงเซียงก็ถูกวางยา ข้าก็แค่บังเอิญผ่านไป อีกทั้งพอมีความรู้ด้านแพทย์อยู่บ้าง จะให้มองคนตายต่อหน้าต่อตาโดยไม่ช่วยได้อย่างไร ท่านว่าจริงหรือไม่?”

ซางหลิ่นชะงัก คล้ายจะนึกอะไรขึ้นมาได้ ก่อนแค่นหัวเราะ “ไม่แปลกเลยที่เมื่อคืนคนผู้นั้นพยายามจะพาเจ้าไปให้ได้ ดูท่าพวกเจ้าสองคนคงมีวาสนาต่อกันไม่น้อย”

เหตุใดเหนียนเสวี่ยเจาจึงรู้สึกว่าคำพูดของคนผู้นี้ทั้งก่อนและหลังเต็มไปด้วยกลิ่นน้ำส้มสายชูนัก?

“ปล่อยมือ” เสียงของซางหลิ่นดังขึ้นเหนือศีรษะอีกครั้ง

เหนียนเสวี่ยเจาไม่เพียงไม่ยอมปล่อย กลับกอดเขาแน่นยิ่งกว่าเดิม พลางพูดอย่างแทบร้องไห้ “ท่านกำลังหึงอยู่ใช่หรือไม่?”

คราวนี้ซางหลิ่นไม่เกรงใจนางอีก เขาแกะมือของนางออกทีละนิ้วอย่างไม่ปรานี “ไม่ได้หึง เรื่องของเจ้า จะเกี่ยวอะไรกับข้า”

เห็นเขาทำท่าจะไป เหนียนเสวี่ยเจารีบวิ่งไปขวางตรงหน้าเขา แล้วชูสามนิ้วสาบาน “ข้าสาบาน ข้ากับเขาไม่มีอะไรจริงๆ ข้าพูดแล้วว่าทั้งหัวใจทั้งสายตาของข้าล้วนมีแต่ท่าน ตอนนี้แม้แต่ชีวิตและอนาคตของข้าก็ยังผูกอยู่กับท่าน ท่านยังมีอะไรให้น่าหึงอีก?”

พอได้ยินคำว่าอนาคตและชีวิต ซางหลิ่นก็นึกถึงท่าทีแน่วแน่ของนางเมื่อครู่ในตำหนักที่บอกว่าเชื่อเขา พลันแค่นหัวเราะในใจ คนผู้นี้ช่างโง่งมเสียจริง ใครก็ช่วย ใครก็กล้าเชื่อ

เขาก้าวเดินต่อ ใช้ขากระทบแขนของนางที่กางขวางอยู่ให้พ้นทาง ได้ยินนางด้านหลังกระฟัดกระเฟียดอย่างหัวเสีย มุมปากกลับยกขึ้นโดยไม่รู้ตัว

กระทั่งคนด้านหลังเงียบลงในที่สุด ซางหลิ่นจึงหันกลับไปสบตานาง แล้วเอ่ยเรียบๆ ว่า

“ต่อไปอย่าใช้เลือดจากหัวใจเข้ายาอีก ข้าไม่ชอบติดค้างผู้อื่น”

“แล้วก็...” เขาหยุดไปครู่หนึ่ง มองนางแวบหนึ่ง ก่อนกล่าวต่อ “ให้สวินเฟิงไปซื้อเสื้อผ้าแบบใหม่ทั้งหมดจากหอฮวาเหมียนเข้าจวนเสีย”

10,648 ตัวอักษร

ความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น

แชร์: