บทที่ 8
เจียอี๋
คนใต้ร่างยังคงพึมพำจ้อไม่หยุด สารพัดความหมายล้วนมีอยู่อย่างเดียวคือต้องการให้นางรีบไสหัวไปให้พ้น
เป็นครั้งแรกที่เหนียนเสวี่ยเจารู้สึกว่ามีคนพูดมากยิ่งกว่านางเสียอีก แถมอานุภาพทำลายล้างก็ไม่น้อย
ได้ยินเสียงฝีเท้าหน้าประตูขยับกระชั้นเข้ามา นางกดไหล่คนใต้ร่างไว้ฉับพลัน แล้วใช้ริมฝีปากของตนปิดปากเขาเสีย
โลกทั้งใบพลันเงียบลงในที่สุดอยู่สามอึดใจ สามอึดใจต่อมา บานประตูไม้ก็ถูกผลักเปิดออกอย่างแรงไปทั้งสองด้าน สะเทือนจนเตียงยังสั่นไหวไปสามครา
เสียงขององค์หญิงรองเจียอี๋ระเบิดก้องขึ้นในห้อง “ซางอี้สิง! เจ้าจะหลบหน้าข้าไปอีกนานเพียงใด!”
เหนียนเสวี่ยเจามองใบหน้าบิดเบี้ยวของคนใต้ร่างที่ราวกับอยากถลกหนังนางทั้งเป็น ในใจก็พลันขุ่นมัวอยู่บ้าง จึงอ้าปากงับริมฝีปากบางของเขาแล้วกัดลงอย่างแรง กลิ่นคาวเลือดกระจายอยู่ระหว่างริมฝีปากและไรฟันของทั้งคู่ ช่างเป็นรสชาติที่ดีจริงแท้
เหนียนเสวี่ยเจาแสบปากแสบคออย่างพอใจ แล้วยื่นศีรษะออกมาจากผ้าห่ม แสร้งร้องอุทานด้วยท่าทีตกใจ ดวงตากลมใสเบิกมององค์หญิงรองเจียอี๋ที่ยกโขยงมาพร้อมองครักษ์เสื้อแพรกว่าสิบคน ยืนตระหง่านอยู่ตรงหน้าประตู
เห็นอีกฝ่ายหน้าดำทะมึนในชั่วพริบตา โกรธจนแทบกระทืบเท้า เหนียนเสวี่ยเจาพยายามข่มยิ้มตรงมุมปากไว้ แล้วเอ่ยอย่างเหนียมอายเล็กน้อยว่า “สวินเฟิง...คนผู้นี้เป็นผู้ใดกัน เหตุใดจึงมีนิสัยชอบแอบดูเรื่องบนเตียงของผู้อื่นด้วยเล่า?”
สวินเฟิงกลั้นหัวเราะไว้ไม่อยู่ ก้มศีรษะค้อมกายคำนับแล้วกล่าวว่า “ผู้นี้คือองค์หญิงรองเจียอี๋ พระธิดาองค์ที่สองแห่งรัชกาลปัจจุบัน รีบร้อนมาพบหัวหน้าใหญ่ พวกเราคนของหัวหน้าพยายามขวางแล้วแต่ก็ขวางไม่อยู่ ขอคุณหนูเจียงอย่าได้ถือโทษ”
ทันทีที่คำพูดนี้หลุดออกมา สีหน้าขององค์หญิงรองเจียอี๋ก็เริ่มวางไม่ถูก นางแค่นเสียงหึแล้วยกมือชี้หน้านาง “เจ้าก็คือเจ้าสาวคนใหม่ที่จะออกเรือนกับซางอี้สิงพรุ่งนี้น่ะหรือ ดูแล้วช่างต่ำต้อยยิ่งนัก ก็จริงอยู่ บุตรสาวเสนาบดีผู้หนึ่ง จะคู่ควรกับพี่อี้สิงของข้าได้อย่างไร”
อี้สิง? ยังเรียกว่าพี่อีกหรือ?
เหนียนเสวี่ยเจาหยิกเอวด้านข้างของคนใต้ร่างเบาๆ ซางหลิ่นครางอู้อี้ ก่อนจะคว้ามือที่ซุกซนของนางไว้
เมื่อเห็นการกระทำเล็กๆ ใต้ผ้าห่มของทั้งคู่ องค์หญิงรองเจียอี๋ก็พุ่งจะเข้ามาในทันที เหนียนเสวี่ยเจาร้องเสียงดังขึ้นคำหนึ่ง แล้วยกมือห้ามคนไว้ห่างจากตนสามก้าว
“องค์หญิงรองเจียอี๋โปรดหยุดก่อน เมื่อครู่นี้พระองค์ตรัสว่าหม่อมฉันแต่งกายต่ำต้อย แต่พระองค์อาจยังไม่ทราบ อาภรณ์ที่หม่อมฉันสวมอยู่นี้ เป็นชุดนอนของท่านเสนาบดี จึงย่อมไม่พอดีตัวนัก” เหนียนเสวี่ยเจาจงใจบีบเสียงให้หวาน พูดจบแล้วยังแลบลิ้นเลียหยดเลือดที่มุมปากจนสะอาด ใบหน้าเต็มไปด้วยความลำพองใจ
“เจ้า!” แม้องค์หญิงรองเจียอี๋จะเอาแต่พระทัยจนเหลือทน แต่ก็เติบโตมาในวังหลวงตั้งแต่เล็ก เรียนหนังสืออยู่ข้างกายเหนียนหานชิงภายใต้การอบรมของซางหลิ่น อย่างน้อยเรื่องมารยาทและความละอายใจพื้นฐานก็ยังพอมีอยู่บ้าง
ไม่เหมือนนาง...ตอนอายุสิบขวบก็ถูกโยนทิ้งไปอยู่ชนบท ความหยิ่งทะนงที่เคยมีถูกชีวิตใต้ชายคาผู้อื่นบดบั่นจนแทบไม่เหลือ สิ่งที่ยังเหลืออยู่ก็มีเพียงไหวพริบแบบคนตลาด กับกลอุบายสกปรกนานาที่ฝึกฝนมาเพื่อไม่ให้ใครรังแก แม้จะเป็นสิ่งที่เอาออกหน้าในที่สว่างไม่ได้ แต่ก็ยังนับว่าชนะตรงที่ร้ายลึกพอ
ดูสิ คนที่เมื่อครู่ยังเชิดหน้าเย่อหยิ่งอยู่เบื้องหน้า บัดนี้ใบหน้าสลับเขียวสลับแดง ชี้หน้านางอยู่นานก็ยังเค้นคำด่าออกมาไม่ได้กี่คำ
“เจ้านี่ช่างไร้ยางอาย! ไร้มารยาท! เป็นเพียงคนชั้นต่ำหน้าเลือดผู้หนึ่ง!”
เหนียนเสวี่ยเจาเลิกคิ้วหัวเราะเย็น “เช่นนั้นองค์หญิงรองทรงรู้จักอายและรู้จักมารยาทมากนักหรือ?”
“จริงอยู่ องค์หญิงรองทรงเกิดมาก็อยู่ในแพรพรรณของสูง อยากได้สิ่งใดไม่จำต้องเอ่ยปาก วันรุ่งขึ้นก็จะมีคนนำมาถวายถึงตรงหน้า แต่การแต่งงานระหว่างหม่อมฉันกับซางหลิ่น เป็นราชโองการที่ฮ่องเต้พระราชทานสมรส...”
นางยังพูดไม่ทันจบ องค์หญิงรองเจียอี๋ก็หัวเราะออกมาอย่างเหยียดหยัน “แล้วอย่างไร? ฮ่องเต้ที่เจ้าพูดถึง ก็เป็นเพียงเสด็จพ่อของข้าเท่านั้น หากข้าเอ่ยปาก เจ้าคิดว่าการแต่งงานนี้ยังจะเกิดขึ้นได้อีกหรือ?”
“องค์หญิงรองจะไปตรัสก็เชิญเถิด เพียงแต่บัดนี้ฝ่าบาททรงประชวรบรรทมอยู่บนแท่น ไม่ทราบว่ายังจะทรงมีพระกำลังพอรับสั่งตามคำขอของพระองค์หรือไม่” เหนียนเสวี่ยเจาพูดทีละคำช้าๆ ความอัดอั้นที่สะสมมาหลายปีพลันทะลักขึ้นสู่ใจ เสด็จพ่อในปากของนางผู้นี้ ก็เคยเป็นเสด็จพ่อของนางเช่นกัน
แต่ก็เหมือนเช่นวันนี้ แค่ไม่ต้องคิดก็รู้ว่าเสด็จพ่อย่อมเข้าข้างเจียอี๋ นับแต่ครั้งนางยังเป็นองค์หญิงใหญ่ก็เป็นเช่นนี้อยู่แล้ว ยิ่งบัดนี้นางเป็นเพียงบุตรสาวขุนนางคนหนึ่ง ก็ยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึง
“นังแพศยา กล้าสาปแช่งเสด็จพ่อของข้า เจ้าหวังให้เสด็จพ่อของข้าสิ้นพระชนม์อย่างนั้นหรือ!” เจียอี๋ฟาดฝ่ามือลงบนใบหน้านางฉาดหนึ่ง ด้านหลังมีองครักษ์เสื้อแพรกรูกันขึ้นมา เพียงได้ยินเจียอี๋ยกมุมปากเย็นชาแล้วกล่าวว่า “ช่างเป็นคนปากคมยิ่งนัก แต่ถึงเจ้าจะพลิกลิ้นให้ดำเป็นขาวได้แล้วจะอย่างไร ข้าเป็นองค์หญิงแห่งแผ่นดิน ส่วนเจ้าเป็นเพียงบุตรสาวขุนนาง ข้าไม่ชอบหน้าเจ้า จะกำราบเจ้าก็เท่านั้น”
แก้มของเหนียนเสวี่ยเจาบวมเจ่อจากการถูกตบ แต่นางไม่โกรธ กลับพ่นเลือดออกจากปากใส่ใบหน้าคนตรงหน้า แล้วหัวเราะกล่าวว่า “ในเมื่อองค์หญิงรองหลงใหลท่านเสนาบดีใหญ่ถึงเพียงนี้ ไยไม่ไปขอราชโองการพระราชทานสมรสตรงๆ เล่า เอาแต่ขัดขวางสตรีที่มาพูดคุยเรื่องแต่งงานกับเขาทุกครั้ง นั่นนับเป็นความสามารถอันใดกัน?”
หลายปีมานี้แม้นางจะไม่อยู่ในเมืองหลวง แต่เจ้าเซี่ยสือเยี่ยนนั่นชอบลอบเข้ากรุงมาเที่ยวอยู่เสมอ ทุกครั้งย่อมนำเรื่องสนุกน่าฟังที่นางสนใจมาบอกเล่า
เรื่องสนุกขององค์หญิงรองเจียอี๋กินสัดส่วนเสียมากทีเดียว
ได้ยินว่าเมื่อนางจากไปแล้ว เสนาบดีใหญ่แห่งราชสำนักก็ได้รับแต่งตั้งให้ไปยังตำหนักบูรพาเพื่ออบรมสั่งสอนเหนียนหานชิง ทว่าองค์หญิงรองเจียอี๋เพียงได้เห็นซางหลิ่นครั้งเดียว ก็เกิดความรักใคร่ในใจ ทุกครั้งจะอาศัยติดตามเหนียนหานชิงไปนั่งฟังเขาสอนหนังสือที่ตำหนักบูรพา การอาศัยเช่นนี้กินเวลายาวนานถึงสิบปี
ตลอดสิบปีนั้น เสด็จพ่อเคยคิดจะจัดการแต่งงานให้ซางหลิ่น แต่สตรีที่เดินทางมา มิถูกปล้นตัวกลางทางเข้าเมืองหลวง ก็ถูกคนของเจียอี๋ลากเข้าตรอกในวังไปย่ำยี นับแต่นั้นเป็นต้นมา บุตรสาวตระกูลดีในเมืองหลวงต่างมองซางหลิ่นเป็นดาวหายนะ แตะต้องไม่ได้ ได้เพียงแอบรักอยู่ในใจลับๆ
ภายหลังขุนนางเหล่านั้นเพื่ออำนาจและผลประโยชน์ ถึงกับบังคับบุตรสาวของตนให้ไปขอพบซางหลิ่นที่จวนซางครั้งแล้วครั้งเล่า เวลานั้นเจียอี๋ยังไม่ถึงวัยปักปิ่น ออกนอกวังไม่ได้ ครั้นทราบเรื่องก็ถึงกับฉีกผ้าขาวในวังหมายจะผูกคอตาย
รุ่งขึ้น ซางหลิ่นก็ประกาศให้ทั่วหล้ารู้ว่า ชั่วชีวิตนี้เขาไร้ใจในเรื่องความรัก และจะไม่แต่งภรรยาเด็ดขาด
ผู้คนทั้งหลายล้วนกล่าวกันว่า ที่ท่านเสนาบดีใหญ่ทำเช่นนั้น ก็เพื่อให้ถูกพระทัยองค์หญิงรองเจียอี๋
...
เมื่อเจียอี๋ได้ยินคำพูดของนาง ใบหน้างดงามพลันบิดเบี้ยวขึ้นมาทันที “ข้าจะแต่งกับเขาหรือไม่ แล้วมันเกี่ยวอันใดกับเจ้าด้วย!”
เหนียนเสวี่ยเจาหัวเราะพลางส่ายหน้า จ้องลึกเข้าไปในดวงตาของนางเขม็ง เจียอี๋พลันรู้สึกใจหวิว สายตาเช่นนี้ช่างคุ้นนัก ราวกับสามารถมองทะลุนางได้ทั้งตัว
“ที่เจ้าไม่แต่งกับเขา ก็เพราะยังแยแสคำครหาของคนในราชสำนักเท่านั้น” เหนียนเสวี่ยเจากำผ้าห่มแน่น ยามนางตื่นเต้น ฝ่ามือพลันมีเหงื่อบางๆ ซึมออกมา “แต่ก่อนซางหลิ่นเป็นอาจารย์ของเจ้า เจ้าไม่กล้าแต่งกับเขา เพราะกลัวคนในราชสำนักจะนินทาว่าพวกเจ้าผิดครรลองศีลธรรม บัดนี้ยิ่งไม่กล้าแต่งเข้าไปใหญ่ เขาในตอนนี้คือขุนนางกบฏที่ผู้คนชี้หน้าด่าทั่วหล้า คือศัตรูฆ่าพ่อของเจ้า ในใจเจ้าหวาดหวั่น ไม่กล้าเชื่อเขา และไม่กล้ารับประกันว่าเขายังเป็นบุรุษผู้สูงส่งซื่อตรงอย่างที่ผู้คนเคยกล่าวถึงในอดีตหรือไม่ แต่เจ้าก็ยังคิดผูกเขาไว้ ไม่ยอมให้ผู้อื่นชอบเขา ช่างเสแสร้งสิ้นดี!”
“พอได้แล้ว!” เจียอี๋ตะโกนใส่นางอย่างคนเสียสติ “แล้วเจ้าล่ะ? เจ้าไม่กลัวหรือว่าเขาจะเป็นคนวางยาพิษตัวจริง จะพาให้ตระกูลเจียงของพวกเจ้าถูกลากไปลงโทษจนสิ้นทั้งเก้าชั่วโคตร!”
เหนียนเสวี่ยเจากระตุกมุมปาก เอ่ยเรียบๆ ว่า “ข้าเชื่อเขา เขาไม่มีทางเป็นผู้วางยาพิษ ต่อให้ราคาที่ต้องจ่ายคือชีวิตของข้าเองก็ตาม”
พูดประโยคนี้ออกไปแล้ว ในใจเหนียนเสวี่ยเจากลับพรั่นพรึงอยู่ลึกๆ ทุกถ้อยคำที่นางกล่าวล้วนมีไว้เพื่อลวงคนตรงหน้าเท่านั้น นางว่ากล่าวเจียอี๋ว่าเสแสร้ง แล้วตัวนางเองไม่เสแสร้งหรอกหรือ?
คำพูดเฉียบขาดที่เอ่ยออกมาในเวลานี้ ล้วนเป็นคำที่ขัดกับใจตนทั้งสิ้น
แต่บัดนี้ราชสำนักปั่นป่วน เหนียนหานชิงยังอ่อนวัย หากนางไม่อาศัยตำแหน่งภรรยาเสนาบดีใหญ่ แล้วนางจะช่วยเขาได้อย่างไร
หากซางหลิ่นล้มครืนลงอย่างสิ้นเชิง เช่นนั้นบ้านเมืองจะย้อนกลับไปสู่ภาพสงครามเมื่อสิบปีก่อนอีกหรือไม่
ตอนอายุห้าขวบ นางได้เห็นหายนะจากฟ้าดินและเภทภัยจากมนุษย์ถาโถมมาพร้อมกันเป็นครั้งแรก มันน่าหวาดกลัวถึงเพียงนั้น
บ้านเมืองวุ่นวายอยู่ห้าปี ประชาราษฎร์อดอยากยากแค้น ยามลำบากที่สุด นางต้องอาศัยเนื้อดิบที่มารดาล่ามาได้ประทังชีวิต
นางไม่อยากประสบกับสิ่งเหล่านั้นอีก และยิ่งไม่อยากให้ราษฎรแห่งแคว้นเหนียนที่เพิ่งมีวันคืนสงบสุขมาได้เพียงสิบปี ต้องกลับไปจมอยู่ในความหวาดผวาอีกหน
ที่นางปกป้องเขา ก็คือปกป้องราษฎร ปกป้องเหนียนหานชิง และปกป้องตัวนางเองด้วย
“อ๊าก!” เจียอี๋ยกมือทุบศีรษะของตนแล้วกรีดร้องอย่างเสียสติ “คนมา! ลากนังแพศยานี่ออกไป ประหารด้วยการแล่เนื้อทีละชิ้น!”
องครักษ์เสื้อแพรผู้เป็นหัวหน้าด้านหลังพยักหน้าเล็กน้อย แล้วกล่าวอย่างลังเลว่า “องค์หญิงรอง พระสนมเอกมีรับสั่งไว้ว่า อย่าให้พระองค์ทรงกระหายการฆ่าฟันอีก ไม่เช่นนั้นจะต้องถูกลงโทษขังห้องทึบอีกแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
สีหน้าของเจียอี๋พลันดุร้ายขึ้นมาทันที นางหันไปมองคนพูดอย่างกราดเกรี้ยวแล้วตะโกนว่า “เช่นนั้นก็จับนางไปขังคุกน้ำ หากไม่ได้รับอนุญาตจากข้า ห้ามปล่อยนางออกมาเด็ดขาด!”
เห็นองครักษ์เสื้อแพรค่อยๆ ก้าวเข้ามาใกล้ เหนียนเสวี่ยเจาก็ปล่อยมือจากชายผ้าห่ม มองเจียอี๋ที่เสียการควบคุมจนคลุ้มคลั่งเบื้องหน้า จุดประสงค์ของนางก็บรรลุแล้ว
มีน้อยคนยิ่งนักที่จะรู้ว่าองค์หญิงรองเจียอี๋ พระธิดาองค์ที่สองผู้เป็นที่โปรดปรานที่สุดของฮ่องเต้ มีอาการวิปลาส
เมื่ออาการนี้ถูกกระตุ้นขึ้นมา ครึ่งเดือนก็ไม่อาจออกมาให้ผู้คนพบเห็นได้
ทำร้ายศัตรูหนึ่งพัน ตนเองบาดเจ็บแปดร้อยก็ช่างเถิด ใครใช้ให้นางไม่เคยเป็นคนที่ใครลำเอียงรักมาตั้งแต่แรก หากคิดจะแก้แค้น อย่างไรก็ต้องยอมจ่ายราคาอยู่บ้าง
มององค์หญิงรองเจียอี๋ที่คุกเข่าทรุดลงกับพื้น บิดเบี้ยวด้วยความทรมาน ทุบศีรษะตนเองอย่างคลุ้มคลั่ง เหนียนเสวี่ยเจากลับยิ้ม อย่างนี้นางคงได้สงบไปอีกพักหนึ่ง อย่างน้อยก็พอให้ผ่านพิธีแต่งงานระหว่างนางกับซางหลิ่นไปได้ก่อน
แต่แน่นอนว่านางจะถูกองครักษ์เสื้อแพรจับไปไม่ได้ หาไม่แล้วงานแต่งครั้งนี้จะทำอย่างไร
เห็นองครักษ์เสื้อแพรใกล้จะมาถึงตรงหน้า เหนียนเสวี่ยเจาจึงรีบคลานลงจากเตียง แล้วคุกเข่าลงกับพื้นดังตุ้บ ร้องขอความเมตตาว่า “องค์หญิงรอง ผิดทั้งหมดล้วนเป็นความผิดของหม่อมฉัน หม่อมฉันเป็นคนปากไวพูดจาไม่คิดเสมอ ขอพระองค์ทรงมีเมตตา ปล่อยชีวิตหม่อมฉันไปสักครั้งเถิด”
องค์หญิงรองเจียอี๋เงยหน้าขึ้นมาจ้องนางอย่างอาฆาต “เจ้าฝันไปเถิด แค่ให้เจ้าถูกขังในคุกน้ำก็นับว่าปรานีมากแล้ว ข้าแทบอยากเฉือนเจ้าเป็นพันชิ้นเดี๋ยวนี้ด้วยซ้ำ!”
เหนียนเสวี่ยเจาขมวดคิ้ว ยังขบคิดอยู่ว่าควรพูดสิ่งใดจึงจะทำให้อีกฝ่ายคลายโทสะได้ ทว่าแขนที่ห้อยอยู่ข้างลำตัวกลับถูกใครบางคนประคองขึ้นอย่างกะทันหัน
“ลุกขึ้น”
นางหันกลับไปทันที แล้วสบเข้ากับดวงตาเยียบเย็นของซางหลิ่น
“ข้าไม่ลุก องค์หญิงรองยังไม่ยกโทษให้ข้าเลย” เหนียนเสวี่ยเจาเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเหตุใด จู่ๆ ปลายจมูกถึงได้ร้อนผ่าว รู้สึกน้อยใจขึ้นมา
มือที่พยุงแขนนางออกแรงขึ้นเล็กน้อย แล้วประคองนางให้ลุกขึ้น
ได้ยินเพียงเขากล่าวเรียบๆ ว่า “คนที่ผิดไม่ใช่เจ้า เหตุใดต้องยอมรับผิด”
“ก็ข้ากลัวจะถูกจับไปนี่นา หากพลาดฤกษ์แต่งงานจะทำอย่างไร ข้าอยากแต่งกับเจ้ามากนะ!”
เหนียนเสวี่ยเจ้ากะพริบดวงตาที่เริ่มมีน้ำตาวาววับ พยายามกลั้นน้ำตากลับไป ทะเลาะกับคนจะร้องไห้ได้อย่างไร ช่างไม่ได้เรื่องเอาเสียเลย ไร้ยางอายจริงๆ!
ซางหลิ่นปล่อยมือจากข้อมือนาง แล้วไม่มองนางอีก “พูดจาเหลวไหล”
องครักษ์เสื้อแพรหลายคนที่เดินเข้ามา มองซ้ายมองขวาอย่างลับๆ เห็นเช่นนี้ก็พากันชะงัก ไม่มีผู้ใดกล้าเดินเข้ามาต่อ
“ท่านซาง เรื่องนี้...”
ซางหลิ่นเหลือบมองคนที่นั่งอยู่บนพื้น แล้วเอ่ยเสียงเย็นว่า “พาตัวกลับวัง ขังไว้ที่จวนองค์หญิง ห้ามออกไปไหน เมื่อใดรู้ว่าตนผิด เมื่อนั้นค่อยปล่อยออกมา”
ทันทีที่ได้ยินคำนี้ เจียอี๋ที่กำลังคลุ้มคลั่งอยู่บนพื้นก็ยิ่งเสียสติหนักขึ้น นางจ้องซางหลิ่น ขมวดคิ้วแน่น แล้วชี้มือไปทางเหนียนเสวี่ยเจา น้ำตานองหน้าร่ำร้องฟ้องว่า “เป็นนางต่างหากที่ไร้มารยาท ทำตัวตามอำเภอใจ ล่วงเกินเบื้องสูง ต่ำช้าสามานย์ เหตุใดไม่นำนางไปขัง กลับขังแต่ข้า!”
เห็นเจียอี๋ดิ้นรนจะพุ่งเข้ามา ซางหลิ่นก็ก้าวขึ้นหน้าหนึ่งก้าว ขวางอยู่ตรงหน้าเหนียนเสวี่ยเจา แม้แต่สายตาก็ไม่แบ่งไปให้คนใต้ฝ่าเท้าสักนิด
เจียอี๋กำชายเสื้อของซางหลิ่น ตีลงบนขาของเขาครั้งแล้วครั้งเล่า “เจ้าปกป้องนางถึงเพียงนี้เชียวหรือ?! ยอมทำร้ายความผูกพันระหว่างข้ากับเจ้าที่มีมาหลายปีเช่นนี้?”
ซางหลิ่นหัวเราะเย็น “ความผูกพันหรือ? ระหว่างข้ากับองค์หญิงรองเคยมีสิ่งนี้อยู่ด้วยหรือ”
“ยิ่งไปกว่านั้น ข้ามิได้ปกป้องนาง เพียงแต่...ต่อให้นางจะต่ำต้อยเพียงใด ก็ยังไม่ถึงคราวให้คนนอกมาวิจารณ์”
ความคิดเห็น
ยังไม่มีความคิดเห็น