เนื้อหาสำหรับผู้อายุ 18 ปีขึ้นไป

นิยายเรื่องนี้มีเนื้อหาที่ไม่เหมาะสมสำหรับเยาวชน กรุณายืนยันว่าคุณมีอายุ 18 ปีขึ้นไป

บทที่ 7

ช่วยเขา

สวินเฟิงที่อยู่ด้านนอกม่านได้ยินเสียงก็พรวดเข้ามาในรถม้า ครั้นเห็นซางหลิ่นกึ่งล้มกึ่งพาดอยู่บนร่างเหนียนเสวี่ยเจา ก็ชักดาบจ่อคอนางทันที “เจ้า...เจ้าทำอะไรนายท่านของข้า?!”

เหนียนเสวี่ยเจายกมือทั้งสองออกพลางเอ่ย “ข้าเป็นเพียงสตรีอ่อนแอไร้เรี่ยวแรง จะทำอะไรได้”

สวินเฟิงขมวดคิ้วแน่น ราวกับนึกอะไรขึ้นมาได้บางอย่าง

นางรีบไล่ถาม “เจ้าพูดมาตามตรง เมื่อคืนเจ้านายของเจ้าช่วยถอนพิษให้ข้าอย่างไร”

สวินเฟิงชักกระบี่กลับอย่างเสียไม่ได้ ยกมือเกาท้ายทอย ใบหน้าแดงวาบขึ้นมาในทันที อ้าปากอยู่ครู่หนึ่ง แต่ก็พูดอะไรไม่ออกสักคำ

เหนียนเสวี่ยเจาหลับตาลงอย่างรังเกียจอยู่บ้าง คนผู้นี้ปกติก็ร้อนรนบุ่มบ่าม ดูอย่างไรก็เหมือนเจ้าคนซื่อที่รู้แต่ชักดาบฆ่าคน

“ขะ...ข้าก็ไม่รู้ แต่ตอนที่ข้าเห็นนายท่าน ริมฝีปากท่านเต็มไปด้วยเลือด อย่างไรก็ต้องเป็นเพราะเจ้า ท่านถึงได้อ่อนแรงถึงเพียงนี้!” สวินเฟิงยกมือชี้หน้านางอย่างเดือดดาล

เหนียนเสวี่ยเจาคร้านจะถือสา ยกมือเปิดม่านรถม้าดูถนนด้านนอก แล้วเอ่ยถามว่า “จากที่นี่ไปจวนสกุลซางยังอีกไกลหรือไม่”

สวินเฟิงตอบ “เลี้ยวผ่านด้านหน้าไปก็ถึงแล้ว”

“ดี งั้นเจ้ารีบไปบังคับม้า เร็วเข้า!” เหนียนเสวี่ยเจาเร่งเสียง

เห็นซางหลิ่นที่นอนพาดบนตักสั่นสะท้านไม่หยุด นางจึงพยุงเขาขึ้นไปพิงข้างรถ

ครั้นก้มลงมองกระโปรงที่เปียกชุ่มของตน เหนียนเสวี่ยเจาก็เอ่ยกับเขาอย่างกระดากอยู่บ้าง “ดูท่านสิ ตัวก็ร้อนเป็นไข้ ยังปล่อยให้เสื้อผ้าเปียกน้ำของข้าแนบอยู่กับตัวท่านอีก ไม่ให้อาการหนักขึ้นแล้วจะให้ไปหนักขึ้นที่ไหน”

ซางหลิ่นสะลึมสะลือ ได้ยินคนผู้นี้บิดเบือนความจริง พูดจาเหลวไหลอยู่ข้างหู ก็รู้สึกอัดแน่นอยู่ในอก ทั้งที่เป็นนางเองที่เอาแต่พันติดเขา พูดเท่าไรก็ไม่ฟัง เหตุใดตอนนี้กลับโยนความผิดมาให้เขาได้อีก

สตรีผู้นี้ช่างไร้เหตุผล พาลพาโลเสียจริง!

รถม้าหยุดลงหน้าประตูใหญ่จวนสกุลซาง ทหารกองทัพตระกูลซางสองนายรีบเข้ามารับ ตามคำสั่งของสวินเฟิงพวกเขาช่วยกันยกคนขึ้นไปวางบนตั่ง

เหนียนเสวี่ยเจาตามเข้าไปในห้อง ก่อนจะกันทุกคนให้อยู่นอกประตู

“อีกประเดี๋ยวไม่ว่าข้างในจะเกิดอะไรขึ้น ห้ามผู้ใดเข้ามาทั้งนั้น”

สวินเฟิงได้ยินดังนั้นก็ร้อนใจ “จะทำได้อย่างไร นายท่านบาดเจ็บหนักถึงเพียงนี้ ข้าต้องเข้าวังไปเชิญหมอหลวงมาที่จวน”

“เจ้าคิดจะให้คนทั้งราชสำนักรู้หรือว่าใต้เท้าเสนาบดีใหญ่ล้มป่วยอยู่บนตั่ง เพื่อเปิดโอกาสให้พวกขุนนางชั่วที่อยากเอาชีวิตนายท่านของเจ้าได้อาศัยจังหวะลงมือหรือ” เหนียนเสวี่ยเจาเอ่ยขัดขึ้น

มิใช่ว่านางคิดแทนเขา เพียงแต่นางจำต้องยอมรับว่า หลายปีมานี้เมืองหลวงอยู่ในมือของซางหลิ่น บ้านเมืองสงบร่มเย็น ปวงชนอยู่ดีกินดี แม้แต่พวกขุนนางชั่วในราชสำนักก็ยังไม่กล้าขยับวู่วาม เพราะหวาดเกรงกองทัพตระกูลซางของเขา

เสด็จพ่อของนางยังบรรทมประชวรอยู่บนแท่น หากซางหลิ่นล้มลง ราชสำนักย่อมต้องระส่ำระสาย ถึงตอนนั้นเกรงว่าเหนียนหานชิงจะรับมือไม่ไหว

ตราบใดที่เขายังมีชีวิตอยู่ ศัตรูของนางก็มีเพียงเขาคนเดียว แต่หากเขาตาย เสาหลักจะพังทลาย แล้วทุกอย่างจะยากกอบกู้คืน

ยิ่งไปกว่านั้น ยุคสงครามเพิ่งสงบลงได้ไม่ถึงสิบปี ภาพความหายนะเมื่อสิบปีก่อน นางไม่มีวันอยากเห็นเป็นครั้งที่สองในชีวิตนี้

นางปิดประตูอย่างเด็ดขาด ก่อนเอ่ยเสียงเย็น “ข้าจะช่วยเขา หากช่วยไม่สำเร็จ ข้าจะเอาชีวิตของข้าชดใช้ให้เขา”

ด้านนอกพลันเงียบงัน เหนียนเสวี่ยเจาหันกลับมา มองคนบนตั่งที่ยังขมวดคิ้วแน่น เลือดพิษยังคงเอ่อล้นออกมาจากหว่างริมฝีปาก นางไม่กล้าเสียเวลาแม้เพียงชั่วครู่ รีบค้นเสื้อผ้าแห้งในห้องของเขามาเปลี่ยน

นางคุกเข่านั่งอยู่หน้าตั่ง ชักกระบี่อวี้หลีของเขาออกมา กรีดลงบนข้อมือเขาหนึ่งแผล เลือดดำไหลตามฝ่ามือและปลายนิ้วหยดลงบนพื้นไม้ ดังติ๋งติ๋งไม่ขาดสาย

คนด้านนอกได้กลิ่นคาวเลือด ต่างพากันกระซิบกระซาบ “นี่ กลิ่นคาวเลือดยิ่งแรงขึ้นทุกที คุณหนูเจียงจือเถาเป็นเพียงสตรีในห้องหอ จะไปรู้วิธีรักษาคนได้อย่างไร ข้าว่าควรไปเชิญหมอหลวงเถิด”

“หากเกิดเรื่องไม่คาดฝันกับนายท่านขึ้นมา พวกเราผู้ใดจะรับผิดชอบไหว!”

“ใต้เท้าสวิน โปรดให้พวกข้าเข้าวังไปกราบทูลเถิด!”

สวินเฟิงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนยกมือห้าม “ไม่ได้ เมื่อคืนหัวหน้าพูดไว้แล้ว ต่อให้วันนี้อาการของเขาจะทรุดหนักเพียงใด ก็ต้องเก็บเป็นความลับ ห้ามแพร่งพรายเรื่องอาการป่วยของเขาออกไปเด็ดขาด”

“แต่ว่าหมอที่เก่งที่สุดในเมืองหลวงล้วนอยู่ที่สำนักแพทย์หลวง นายท่านป่วยหนักถึงเพียงนี้ หากเกิด...”

สวินเฟิงกำด้ามดาบแน่นจนเกิดเสียงเอี๊ยดอ๊าด เอ่ยเสียงเย็นว่า “ไม่เป็นไร เมื่อครั้งอยู่ชายแดน หัวหน้าเคยอยู่ระหว่างเป็นตาย ถูกพิษประหลาดเล่นงาน หมอในค่ายทหารล้วนจนปัญญา แต่สุดท้ายหัวหน้าก็ยังฟื้นขึ้นมาได้ ครั้งนี้ก็ต้องเป็นเช่นกัน ต้อง...เป็นเช่นกัน”

...

คนบนตั่งหลับตาแน่น สั่นสะท้านไปทั้งกาย เสื้อบริเวณคอชุ่มไปด้วยเหงื่อ เส้นผมเปียกที่หน้าผากแนบยุ่งเหยิงอยู่บนใบหน้า

เหนียนเสวี่ยเจาพยายามกดข้อมือที่สั่นไม่หยุดของเขาไว้ นางรู้ว่าเขาเจ็บ พิษนี้เมื่อซึมเข้าสู่ร่างกายแล้ว อวัยวะภายในทั้งห้าจะราวกับถูกมดนับหมื่นกัดกิน ทว่าการปล่อยเลือดพิษออกมากลับยิ่งเจ็บกว่า เพราะเส้นลมปราณทั่วร่างต้องรับพิษไหลผ่าน ซึมลงสู่ผิวหนัง ราวกับถูกถลกหนังดึงเอ็น

“อื้อ—” ซางหลิ่นครางต่ำเสียงหนึ่ง กัดฟันแน่น เส้นเอ็นเขียวที่ข้างคอปูดโปนขึ้นมา

เหนียนเสวี่ยเจาเห็นสภาพเขาเช่นนี้ก็พลันปวดหนึบในใจ หลับตาลงแล้วกำมือเขาแน่นยิ่งกว่าเดิม ราวกับอยากตัดภาพความทรมานของเขาออกไปให้พ้นสายตา

ผ่านไปครึ่งชั่วยาม คนบนตั่งในที่สุดก็กลับมาสงบ หลับตาอยู่เช่นนั้น ลมหายใจสม่ำเสมอขึ้นแล้ว

เหนียนเสวี่ยเจาค่อยๆ ลืมตาออก แล้วถอนหายใจอย่างโล่งอก ราวกับนางเองก็เพิ่งเดินผ่านประตูผีมาเช่นกัน

นางมองซ้ายมองขวา ไม่เจอสิ่งที่ใช้ได้ถนัดมือ จึงดึงสายคาดเอวสีน้ำเงินเส้นนั้นที่นางนำกลับมามัดไว้บนข้อมือเขาเสียเลย

กระบี่อวี้หลีถูกชักออกจากฝักอีกครั้ง

ครานี้ ปลายกระบี่แทงเข้าไปที่หน้าอกของเหนียนเสวี่ยเจา

พิษประหลาดนี้แม้จะบีบออกมาได้ด้วยการปล่อยเลือด ทว่าก็จะทำให้เจ้าของร่างสูญเสียพลังไปมาก เมื่อครู่นางจับชีพจรของเขา มันอ่อนลอยเสียจนแทบไม่น่าเชื่อ

เลือดจากหัวใจ คือวิธีที่เติมลมปราณและโลหิตให้เขาได้เร็วและเห็นผลที่สุด

เหนียนเสวี่ยเจารองรับเลือดที่ไหลซึมจากกลางอกลงในชามอย่างระมัดระวัง ไม่กล้าให้เสียไปแม้แต่หยดเดียว แล้วค่อยๆ ป้อนเข้าปากซางหลิ่น

เหนียนเสวี่ยเจาถูกเสียงตะคอกของซางหลิ่นปลุกให้ตื่น หลังจากป้อน “ยา” ให้คนผู้นี้แล้ว นางก็เวียนศีรษะเสียจนแทบยืนไม่อยู่ จึงคลานขึ้นไปพิงขอบตั่งแล้วเผลอหลับไป

“เจ้ารู้จักอายบ้างหรือไม่” เขามองคนบนตั่งที่ยังงัวเงียไม่หาย อดตะคอกไม่ได้ “กลางวันแสกๆ กอดข้าไม่ปล่อยก็ช่างเถิด ตอนนี้ยังได้คืบจะเอาศอก ปีนขึ้นมาบนเตียงของข้าอีกหรือ?!”

เหนียนเสวี่ยเจาขยี้ตาแห้งผาก พลิกตัวกลิ้งบนเตียงทีหนึ่งแล้วพึมพำว่า “ถ้าเช่นนั้น ความหมายของท่านสามีก็คือ ต่อไปข้ากอดท่านได้ใช่หรือไม่”

สมองของสตรีผู้นี้ทำจากแป้งเปียกหรืออย่างไร เหตุใดถึงฟังคำพูดของเขาไม่เข้าใจเลย

“ต่อไปห้ามเรียกข้าว่าท่านสามีอีก” เพราะเดือดดาลจนกระทบแผล คนที่ยืนอยู่หน้าตั่งยกมือกุมอก ก่อนจะทรุดล้มลงบนเตียงอีกครั้ง

เสียงดังอึกครั้งนี้ทำให้เหนียนเสวี่ยเจาสะดุ้งตื่นจากอาการง่วงงุน นางพลิกตัวพุ่งเข้าไปทับซางหลิ่น ขมวดคิ้วเอ่ยว่า “พิษของท่านเพิ่งคลาย ร่างกายยังอ่อนแออยู่แท้ๆ จะโกรธมากถึงเพียงนี้ไปไยกัน!”

“ไม่ต้องให้เจ้ามายุ่ง” การที่เหนียนเสวี่ยเจาเข้าใกล้กะทันหันทำให้ใจเขายุ่งเหยิง เขาไม่ชอบความรู้สึกเช่นนี้ จึงเอ่ยเสียงเย็นว่า “ออกไป”

เหนียนเสวี่ยเจาหาววอด ค่อยๆ ลุกลงจากเตียง นางสวมเสื้อของซางหลิ่นอยู่ ตัวเสื้อกว้างอยู่บ้าง เวลานี้จึงหลวมย้วยอยู่บนร่าง ราวกับอีกเพียงอึดใจก็จะหลุดลงไปกองกับพื้น

เห็นคนผู้นี้เดินโซซัดโซเซลงจากเตียง ซางหลิ่นก็ขมวดคิ้วยิ่งแน่นกว่าเดิม “ผู้ใดอนุญาตให้เจ้าสวมเสื้อของข้า”

เหนียนเสวี่ยเจาก้มดูเสื้อคลุมสีอ่อนบนกายตน แล้วหันกลับไปมองเขา “เช่นนั้นตอนนี้ข้าถอดคืนให้ท่านก็ได้”

เห็นนางทำท่าจะปลดเสื้อผ้า คนบนตั่งกลับไม่พอใจขึ้นมาอีก “ช่างเถิด เจ้าออกไปเสีย โดยไม่ได้รับอนุญาตจากข้า ห้ามก้าวเข้ามาอีกแม้แต่ก้าวเดียว”

เหนียนเสวี่ยเจาเม้มปาก ความง่วงถาโถมขึ้นมา เวลานี้นางไม่มีกะจิตกะใจจะเถียงกับเขาอีก ออกไปก็ออกไปเถิด ขอหลับเอาแรงอีกสักตื่นก่อนค่อยว่ากัน

ทว่านางเพิ่งเอนพิงเสาไม้ลงรักแดงข้างประตูได้ไม่นาน ด้านนอกก็เกิดเสียงเอะอะขึ้น

“องค์หญิงรอง นายท่านของข้ากำลังพักผ่อนอยู่ พระองค์บุกเข้าไปเช่นนี้ไม่ได้!” เป็นเสียงของสวินเฟิง

เหนียนเสวี่ยเจายกมือปิดหู กำลังจะเปลี่ยนข้างไปนอนต่อ

เดี๋ยวก่อน!

องค์หญิงรองหรือ?

นางลืมตาขึ้นฉับพลัน ครานี้หายง่วงเป็นปลิดทิ้ง

องค์หญิงรองผู้นี้ มิใช่คู่แค้นแต่เยาว์วัยของนางหรอกหรือ

เมื่อครั้งบ้านเมืองเพิ่งสถาปนาขึ้นใหม่ เสด็จแม่ของนางในฐานะภรรยาหลวงของฮ่องเต้ จึงได้รับการสถาปนาเป็นฮองเฮา ส่วนนางได้รับตำแหน่งองค์หญิงใหญ่

แต่ผ่านไปเพียงปีเดียว เสด็จพ่อก็รับแม่ลูกคู่หนึ่งจากนอกวังเข้ามาอย่างเอิกเกริก ประกาศจะสถาปนาสตรีผู้นั้นเป็นหวงกุ้ยเฟย

ในเมื่อฮองเฮายังทรงดำรงตำแหน่งอยู่ การสถาปนาหวงกุ้ยเฟยย่อมไม่ต่างจากการทำให้ตำแหน่งฮองเฮาของเสด็จแม่ถูกแขวนลอยโดยสิ้นเชิง

เสด็จแม่เอาชีวิตเข้าขัด ขุนนางทั้งหลายก็พร้อมใจกันถวายฎีกาคัดค้าน เสด็จพ่อจึงยอมล้มเลิก เพียงแต่มอบฐานันดรองค์หญิงรองให้เด็กหญิงผู้นั้น อีกทั้งยังสร้างตำหนักใหม่ให้แม่ลูกคู่นั้นด้วย จวนขององค์หญิงรองกลับหรูหรายิ่งกว่าตำหนักขององค์หญิงใหญ่เช่นนางเป็นร้อยเท่า

สิบปีที่อยู่ในวัง นางปะทะกับอีกฝ่ายมาไม่น้อย

“หลีกไป!” เสียงสตรีแหลมจัดดังมาจากหน้าประตู “หัวหน้าหน่วยเล็กๆ คนหนึ่งยังกล้าขวางทางข้า อยากตายหรือไร”

เหนียนเสวี่ยเจายกมุมปากขึ้น หลายปีมานี้ อุปนิสัยขององค์หญิงเจียอี๋พระองค์นี้ก็ยังไม่เปลี่ยน

ยังคงอวดดีเอาแต่ใจ ถือดีเพราะความโปรดปรานเช่นเดิม

ที่รีบร้อนมาถึงเพียงนี้ ส่วนใหญ่คงได้ยินข่าวลือในเมืองหลวงเข้าแล้ว เพราะเมื่อเช้าใต้สายตาผู้คนมากมาย นางเกาะซางหลิ่นขึ้นรถม้าไปกับเขา องค์หญิงเจียอี๋ผู้ลุ่มหลงในตัวเขามาแต่เดิม จะยอมปล่อยไปง่ายๆ ได้อย่างไร

เหนียนเสวี่ยเจาปัดฝุ่นที่ก้นเสื้อ พลันวิ่งพรวดเข้าไปในห้อง ประตูถูกผลักเปิดและปิดเสียงดังปัง คนบนตั่งสะดุ้งตื่นขึ้นทันที

“เจ้าจะทำอะไรอีก” ซางหลิ่นนอนอยู่บนตั่ง ร่างกายหนักอึ้งราวกับถูกเทตะกั่วใส่ ขยับไม่ได้แม้แต่น้อย เพียงเอ่ยออกมาประโยคหนึ่ง ก็ไอพ่นฟองเลือดออกมา

เหนียนเสวี่ยเจาพุ่งไปข้างตั่ง ยื่นมือปิดปากเขาไว้ “ข้าจะบอกท่านให้นะ องค์หญิงรองใกล้จะก้าวเข้ามาในลานนี้แล้ว ท่านก็คงไม่อยากให้นางเห็นสภาพท่านในตอนนี้ใช่หรือไม่”

พอได้ยินคำว่าองค์หญิงรอง ซางหลิ่นก็ขมวดคิ้วทันใด “นางมาได้อย่างไร เรื่องที่ข้าถูกพิษ...”

ลมหายใจของซางหลิ่นเป่ารดลงบนฝ่ามือนาง ทำให้เหนียนเสวี่ยเจาคันยุบยิบ นางจึงชิงพูดก่อนว่า “ท่านวางใจได้ เรื่องท่านถูกพิษ มีเพียงคนในจวนเราที่รู้ ท่านไม่ต้องกลัว ขอเพียงอีกประเดี๋ยวท่านทำตามที่ข้าบอก ข้ารับรองว่าจะทำให้นางมาอย่างเดือดดาลเพียงใด ก็กลับไปอย่างอกแตกตายเพียงนั้น!”

ให้เขาไม่ต้องกลัวหรือ นี่นับเป็นครั้งแรกที่มีคนพูดกับเขาเช่นนี้ ปกติกองทัพตระกูลซางออกศึกนอกเมืองอย่างเกรียงไกร เข่นฆ่ามานับไม่ถ้วน ส่วนตัวเขาเองก็พลิกเมฆพลิกฝนในราชสำนัก เขย่ากระดานหมากการเมืองตามใจ มีแต่ผู้อื่นหวาดกลัวเขา แล้วเมื่อใดกันที่ใครจะคิดว่าเขาจะกลัวคนอื่น

ซางหลิ่นเห็นนางมีสีหน้าราวกับกำลังสนุกสุดขีด ก็เกิดลางสังหรณ์ไม่ดีขึ้นมาในใจ เขาหรี่ตามองนางอย่างระแวง “เจ้าคิดจะทำอะไร”

เหนียนเสวี่ยเจาเผยรอยยิ้มออกมา ครั้นถัดจากนั้นก็มุดเข้าไปใต้ผ้าห่มในพริบตา

เห็นคนที่ถูกนางกดอยู่ข้างใต้ทั้งเดือดดาลทั้งขยับตัวไม่ได้ นางก็หัวเราะเสียจนหยุดไม่อยู่

แต่ที่นางหัวเราะ มิใช่เพราะได้สมใจหยอกล้อคนผู้นี้ หากเป็นเพราะองค์หญิงเจียอี๋ต่างหาก

ตั้งแต่ยังเด็กอยู่ในวัง เสด็จพ่อก็ทรงโปรดปรานอีกฝ่าย ไม่ว่าจะสิ่งของหรือเรื่องใดล้วนจัดให้นางก่อนทุกอย่าง สมดังใจนางทุกประการ ส่วนเหนียนเสวี่ยเจาไม่ว่าเมื่อใดก็เป็นฝ่ายที่ถูกบีบให้ยอมถอยอยู่เสมอ

ในอดีตนางเป็นองค์หญิงใหญ่ เพื่อเสด็จแม่ เพื่อพระอนุชารัชทายาท และเพื่อไม่ให้ตำหนักหย่งชิวที่เดิมก็ลำบากอยู่แล้วต้องยิ่งทุกข์หนักเข้าไปอีก นางจึงได้แต่กล้ำกลืนอดทน

ทว่านางเองก็เป็นคนใจสู้ รักแพ้รักชนะ ลับหลังจึงหาเรื่องอีกฝ่ายไม่น้อย

แต่ตอนนี้ไม่เหมือนเดิมแล้ว นางคือคุณหนูตระกูลใหญ่ คู่หมั้นของซางหลิ่น

คนทั้งใต้หล้าล้วนรู้ว่าองค์หญิงรองพระองค์นี้หลงรักเสนาบดีใหญ่แห่งราชสำนักมาตั้งแต่เยาว์วัย คราวนี้แหละ นางเหนียนเสวี่ยเจาจะอาศัยบารมีของซางหลิ่น เอาชนะนางอย่างเปิดเผย งดงาม และเต็มภาคภูมิให้จงได้สักครั้ง!

10,200 ตัวอักษร

ความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น

แชร์: