บทที่ 6
หนุนหลัง
สีหน้าของฮูหยินเจียงซีดเผือดในฉับพลัน นางฝืนยิ้มเอ่ยประจบว่า “ใต้เท้าซางคงเข้าใจผิดแล้วกระมัง บุตรสาวไม่เอาถ่านของบ้านข้าทำผิดเอง จึงยืนกรานจะไปคุกเข่าอยู่ในสระน้ำนั่น พวกเราห้ามเท่าไรก็ห้ามไม่อยู่เจ้าค่ะ”
ซางหลิ่นยิ้มบาง “จริงหรือ”
พอเห็นซางหลิ่นยิ้ม ฮูหยินเจียงก็ลอบยืดหลังตรงขึ้นหลายส่วน คิดดูแล้วก็ใช่ ใต้เท้าซางยอมรับการแต่งงานกับตระกูลเจียง นอกจากเป็นพระบัญชาแล้ว ก็ยังนับว่าให้เกียรติตระกูลเจียงอยู่บ้าง อย่างไรเสียในราชสำนักแห่งนี้ นายท่านของนางก็เป็นถึงเสนาบดี รับใช้ข้างกายฮ่องเต้มิได้น้อยไปกว่าเขา บรรดาขุนนางน้อยใหญ่ในเมืองหลวงล้วนพากันเข้ามาประจบเอาใจอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน
นางเหลือบมองเหนียนเสวี่ยเจาคราหนึ่ง ก่อนเอ่ยว่า “ย่อมเป็นเช่นนั้นอยู่แล้ว เพียงแต่ใต้เท้าซางเห็นแก่ที่บุตรสาวบ้านข้ายอมรับผิดอย่างดี อีกทั้งเห็นแก่หน้าตระกูลเจียง ก็โปรดผ่อนปรนให้นางสักครั้งเถิดเจ้าค่ะ”
รอยยิ้มบนใบหน้าซางหลิ่นเลือนหายไปในพริบตา แม้แต่หางตายังไม่ชายมองนาง “ข้าถามเจ้าหรือ”
เหนียนเสวี่ยเจาที่ยังแช่อยู่ในสระน้ำเย็นจัด เกาะแท่นหินลอบมองอยู่นานแล้ว ท้ายที่สุดเมื่อคืนนี้นางกัดเขาเข้าเต็มแรงหนึ่งคำ ใครจะรู้ว่าคนผู้นี้จะใจแคบเคืองนางหรือไม่ หากเขาเข้าข้างฮูหยินเจียง วันนี้ชีวิตนางคงได้ลำบากแน่
แต่บัดนี้ เมื่อเห็นซางหลิ่นสวนฮูหยินเจียงกลับอย่างไม่ไว้หน้า เหนียนเสวี่ยเจาก็วางใจลงได้เสียที
นางตะเกียกตะกายโบกแขนเสื้ออันหนักอึ้ง ไต่ขึ้นจากสระเย็นจัด เสื้อผ้าที่ชุ่มไปด้วยน้ำเย็นหยดติ๋งๆ ตามฝีเท้าอันโอนเอนของนาง
พอเห็นนางเดินมา สีหน้าฮูหยินเจียงก็ดำทะมึนลงทันที “เสื้อผ้าไม่เรียบร้อย ดูไม่ได้เอาเสียเลย รีบพานางกลับห้องไปเปลี่ยนเสื้อผ้า!”
แต่เหนียนเสวี่ยเจากลับโผเข้าไปใช้สองแขนกอดเอวซางหลิ่นไว้ ศีรษะซุกแนบอกเขา ไม่ยอมปล่อยมือ “ข้าไม่ไป! หากข้าไปแล้วพวกท่านส่งบ่าวไพร่มารังแกข้าอีกจะทำอย่างไร!”
ฮูหยินเจียงตกตะลึงสุดขีด คนทั้งเมืองหลวงล้วนรู้กันดีว่าเสนาบดีใหญ่ผู้นี้สันโดษเป็นนิสัย ไม่ชอบให้ผู้ใดเข้าใกล้ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการแตะเนื้อต้องตัว ตระกูลเจียงของนางคงถูกลูกอกตัญญูผู้นี้พาไปพินาศแน่!
ทว่าใต้เท้าซางผู้นั้นกลับยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น สีหน้าไม่กระเพื่อมราวกับคุ้นชินเสียแล้ว ครู่หนึ่งจึงถลึงตาใส่นางแล้วเอ่ยเรียบๆ ว่า “ปล่อยมือ”
เหนียนเสวี่ยเจาไม่เพียงไม่ปล่อย กลับได้คืบจะเอาศอก ถึงขั้นปีนป่ายขึ้นไป ขาทั้งสองยังยกขึ้นหนีบเขาไว้แน่นไม่ยอมลง
“ไม่ปล่อย” เมื่อได้ความมั่นใจ เหนียนเสวี่ยเจาก็ยิ่งฮึกเหิม ชูมือข้างหนึ่งชี้ไปทางฮูหยินเจียง “ข้าบอกแล้วว่าเมื่อคืนข้าอยู่กับเขา ท่านไม่เชื่อใช่หรือไม่ เช่นนั้นข้าจะพิสูจน์ให้ท่านดู!”
กล่าวจบ เหนียนเสวี่ยเจาก็กระชากคอเสื้อซางหลิ่นโดยตรง รอยกัดที่ยังไม่สมานดีเผยออกมากลางอากาศ
เห็นฮูหยินเจียงยืนอึ้งอยู่ตรงนั้น ขาอ่อนจนแทบสั่น เหนียนเสวี่ยเจาก็เผยเขี้ยวยิ้มกว้าง “เป็นอย่างไร อยากเข้ามาดูใกล้ๆ หรือไม่ รอยฟันนี่พอดีกับฟันของข้าทุกซี่เชียวนะ!”
บ้าไปแล้ว บ้าจริงๆ! เด็กสาวเจียงจือเถาคนนี้ ปกติเป็นคนซื่อๆ เรียบร้อยที่สุด ถูกดุไม่กี่คำก็น้ำตาร่วงแล้ว เดิมทีวันนี้นางคิดว่าเพียงสาดน้ำใส่นางสองถังก็คงยอมรับผิดแต่โดยดี ใครจะคิดว่าตอนนี้ไม่รู้ไปเอาความกล้ามาจากที่ใด ไม่เพียงกล้าปะทะข่มขู่นาง ยังกล้าเสียกิริยาต่อหน้าใต้เท้าซางถึงเพียงนี้อีก
ฮูหยินเจียงกำหมัดแน่น กลืนน้ำลายอย่างตึงเครียด แววตาสั่นระริกจ้องซางหลิ่นไม่วาง กลัวเหลือเกินว่าเขาจะพิโรธขึ้นมาแล้วมีคำสั่งกวาดล้างตระกูลเจียงทั้งตระกูล
“มะ...มิสู้ใต้เท้าซางไปนั่งที่ห้องน้ำชาก่อนดีหรือไม่เจ้าคะ ข้าจะส่งคนไปเชิญนายท่านของข้ามา พอถึงตอนนั้นค่อยหารือเรื่องสินสอดกันอีกที?”
ยังไม่ทันที่ซางหลิ่นจะตอบ เหนียนเสวี่ยเจาก็ชิงพูดขึ้นก่อน “ไม่จำเป็น!”
นางเขย่าแขนเขาแล้วมองซางหลิ่น “สินสอดมากมายปานนี้ จะให้พวกเขาได้ประโยชน์ไปไยกัน วันนี้เจ้าพาข้ากับสินสอดพวกนี้กลับจวนไปพร้อมกันเสียก็สิ้นเรื่อง ในเมื่อคนอย่างข้าตามเจ้าไปแล้ว เช่นนั้นสินสอดก็ลงชื่อเป็นของข้าเสียเลย เป็นอย่างไร?”
ซางหลิ่นชายตามองนางด้วยความเย็นชา แล้วแค่นหัวเราะ “ดูท่าเจ้าควรลงไปแช่ในสระเย็นนั่นอีกสักพัก จะได้ลดความร้อนให้สมองที่ไหม้เสียหายของเจ้า”
“เชอะ!” เหนียนเสวี่ยเจาขมวดคิ้ว “หากข้าแช่จนเป็นอะไรไป เจ้าก็จะกลายเป็นพ่อม่ายหนุ่มแล้ว รู้หรือไม่”
“มิใช่เรื่องดีหรอกหรือ” ซางหลิ่นไม่มองนางอีก
เหนียนเสวี่ยเจาถลึงตาใส่เขา ก่อนขยับเข้าไปกระซิบข้างหู “ข้าไม่สน ตอนนี้เจ้าต้องพาข้าไปเดี๋ยวนี้ อย่างไรเสียข้าก็เกาะเจ้าไม่ปล่อยแล้ว! ไม่เช่นนั้นข้าจะเอาเรื่องที่เมื่อคืนเจ้าถอดเสื้อข้าไปเล่าให้ทั่วเมืองหลวงฟัง!”
“เจ้า!” ร่างซางหลิ่นชะงัก สีหน้ามืดครึ้มลง เขาก้มตามองนาง “เมื่อคืนเจ้าแกล้งหลับหรือ”
นางเบะปาก “เลือดพิษในกายข้าจะต้องระบายออกมา อย่างไรก็ต้องฉีกเสื้อและเปิดแผลอยู่แล้วไม่ใช่หรือ”
สีหน้าคนตรงหน้าคลายลงเล็กน้อย ราวกับถอนหายใจโล่งอก นางพลันสนใจขึ้นมา รีบซักต่อว่า “หรือว่ามีอะไรที่ข้ายังไม่รู้อีก”
ซางหลิ่นเหลือบมองนางอย่างเฉยชา “แผลเจ้าปริออกหมดแล้ว ผ้าที่ข้าพันห้ามเลือดไว้ก็หายไป ยังไปแช่น้ำเย็นอีก ไม่ห่วงว่าตนเองจะรอดหรือไม่ กลับยังจะถามเรื่องไร้สาระพวกนั้นอีก”
เหนียนเสวี่ยเจายิ้ม ดวงตาสว่างวาบขึ้นมา “เจ้าห่วงข้าหรือ!”
แต่ไม่นานนางก็เม้มปากอย่างน้อยใจ “ข้าก็ไม่อยากเป็นเช่นนี้หรอก แต่พอข้าฟื้นขึ้นมา พวกเขาก็ดึงผ้าพันออก แล้วบังคับให้ข้าลงแช่น้ำเย็น ข้าถึงได้ให้เจ้าพาข้าไปนี่อย่างไรเล่า!”
ฮูหยินเจียงที่ยืนอยู่ด้านข้างเอ่ยขึ้นเสียงสั่น “ลูกอกตัญญู เจ้าอย่าได้พูดจาเหลวไหล เห็นๆ อยู่ว่าเป็นเจ้าที่วิ่งลงไปในสระเอง เรื่องนี้จะโทษพวกเราได้อย่างไร!”
ซางหลิ่นหันขวับไปมองทันที น้ำเสียงเยียบเย็น “ผิดถูกอย่างไร ข้าย่อมตัดสินเอง”
หญิงชราผู้ดูแลงานบ้านที่อยู่ด้านข้างเห็นว่าท่าไม่ดี รีบตบหลังฮูหยินเจียงเบาๆ นางจึงได้แต่บิดนิ้วมือแน่น เอ่ยตอบอย่างไม่เต็มใจว่า “เจ้าค่ะ...”
“ลงมา” ซางหลิ่นเขย่าคนที่เกาะอยู่บนตัวเล็กน้อย
เหนียนเสวี่ยเจาแทบร้องไห้ออกมา คนผู้นี้ช่างแข็งดื้อกินยาไม่เข้าเสียจริง นางอยากหนีออกจากตระกูลเจียงไปกับเขา เหตุใดถึงยากเย็นเพียงนี้
แต่ครู่ต่อมา คนผู้นั้นก็ก้มลงมองนาง สีหน้าเอือมระอา “ไม่ใช่ว่าอยากไปกับข้าหรือ หากเจ้าไม่ลงมา แล้วจะเก็บข้าวของได้อย่างไร”
คนที่เมื่อครู่ยังห่อเหี่ยวพลันมีชีวิตชีวาขึ้นมาทันที นางกวาดตามองเรือนสี่ด้านแห่งนี้ แล้วเงยหน้ามองใบหน้าตรงเหนือศีรษะก่อนยิ้มออกมา “ข้าไม่มีอะไรต้องเอาไปหรอก ข้าต้องการแค่เจ้าก็พอ”
แถบสีน้ำเงินตรงหน้าสะดุดตานาง เหนียนเสวี่ยเจาร้องอุทานขึ้น ก่อนยกมือชี้ไปที่มือของหญิงชราผู้นั้น “จริงด้วย ยังมีของอีกอย่างต้องเอาไป เอาผ้าพันห้ามเลือดของข้าคืนมา!”
ซางหลิ่นมองตามสายตานางไป ผ้าคาดสีน้ำเงินเส้นนั้นเปื้อนเลือดจนชุ่ม ผ่านการดึงรั้งมาหลายครั้ง บัดนี้ขาดยุ่ยแทบดูไม่ได้ เขาเอ่ยเรียบๆ ว่า “ขาดเสียขนาดนั้น ยังจะเอาไปทำอะไรอีก”
เหนียนเสวี่ยเจามองเขา พลางเอ่ยทีละคำ “นี่เป็นของชิ้นแรกที่เจ้ามอบให้ข้าด้วยตนเอง ข้าย่อมต้องทะนุถนอมมันไว้ให้ดี”
เห็นคนผู้นี้กอดเขาแน่นไม่ยอมปล่อย ราวกับกลัวเขาหนีไป ซางหลิ่นจึงเหลือบมองสวินเฟิง “เก็บให้นางด้วย”
เหนียนเสวี่ยเจาจึงเกาะอยู่บนตัวเขาเช่นนั้นขึ้นรถม้า เพียงชั่วพริบตา เรื่องที่ทั้งสอง “หวานชื่นลึกซึ้ง” ครานี้ก็แพร่สะพัดไปทั่วเมืองหลวง
ซางหลิ่นถูกคนข้างกายเบียดจนชิดมุมรถม้า เขาเอ่ยเสียงขรึม “ขยับไปนั่งด้านข้างหน่อย”
เหนียนเสวี่ยเจากอดแขนเขาแน่น ยิ่งเบียดเข้าไปหาเขาอีก “ไม่เอา วันนี้ข้าจะให้คนทั้งเมืองหลวงเห็นกันถ้วนหน้า ว่าพวกเราสองคนรักใคร่กันจริง ใจตรงกันยิ่งนัก จะได้ไม่ต้องมีใครเอาเจ้าไปนินทาส่งเดชอีก”
ระยะนี้ชื่อเสียงของซางหลิ่นในเมืองหลวงตกต่ำถึงขีดสุด เรื่องแต่งงานกับคุณหนูตระกูลเจียงก็ถูกลือกันว่าเป็นเครื่องมือให้เขาหลุดพ้นความผิด
ตรอกซอกซอยนอกม่านรถม้าล้วนเต็มไปด้วยเสียงครหาต่อเนื่องไม่ขาดสาย
“ใครบ้างไม่รู้ว่าฮูหยินจวนเจียงกับอดีตฮองเฮาเป็นสหายเก่ากัน ซางหลิ่นเลือกแล้วเลือกอีก สุดท้ายก็เลือกแต่งกับคุณหนูสูงศักดิ์ตระกูลเจียง ไม่ใช่เพื่อฟอกล้างข้อหาว่าปลงพระชนม์องค์หญิงใหญ่หรืออย่างไร”
“ก่อนหน้านี้ก็วางยาพิษฝ่าบาท ตอนนี้เพื่อปิดปากคนทั้งราชสำนัก ยังสังหารองค์หญิงใหญ่ แล้วยังข่มขู่ไม่ให้รัชทายาทขึ้นว่าราชการแทน ช่างเล่นเกมได้ร้ายกาจนัก!”
“น่าเวทนาก็แต่คุณหนูตระกูลเจียง ถูกส่งมาอยู่ข้างกายขุนนางชั่วเช่นนี้ วันคืนที่ต้องอยู่ร่วมกับหมาป่าย่อมไม่ง่ายแน่!”
เหนียนเสวี่ยเจาก้มตัวชะโงกหน้าไปตรงหน้าซางหลิ่น เลิกม่านรถม้าขึ้นพร้อมจุ๊ปากสองที “ได้ยินหรือไม่ ด่ากันเสียหยาบคายจริงๆ”
นางฟังคำด่านอกม่านรถม้าอย่างออกรสออกชาติ ลอบตบมือให้ในใจ แต่สีหน้ากลับไม่แสดงออกแม้แต่น้อย ยังทำทีเหมือนจะออกหน้าแทนเขา
ซางหลิ่นยกมือดันศีรษะนางกลับไปที่เดิม ก่อนเอ่ยเรียบๆ ว่า “ข้าไม่ใส่ใจ”
“แต่ข้าใส่ใจ!” เหนียนเสวี่ยเจาใช้มือข้างหนึ่งเท้าเอว แก้มป่องด้วยความขุ่นใจ “พวกเขาว่าคนของข้า ก็เท่ากับตบหน้าข้า ข้ายอมได้เสียที่ไหน!”
เขาก้มตาลง เหลือบมองคนที่เชิดหน้าอย่างหยิ่งผยอง แล้วจู่ๆ ก็ยิ้มขึ้นมา “ดังนั้นเพราะเจ้าคิดว่าข้าทำให้เจ้าขายหน้า เจ้าจึงโกรธถึงเพียงนี้หรือ”
เหนียนเสวี่ยเจาชะงัก ก่อนหันไปมองเขา “เหตุใดเจ้าจึงคิดเช่นนั้น”
นางยกมือขึ้นประคองใบหน้าอันเคร่งขรึมของเขาไว้ พลางขมวดคิ้วน้อยๆ “ข้าไม่พอใจแทนเจ้าต่างหาก ระหว่างสามีภรรยามิใช่ควรเป็นเช่นนี้หรือ ต้องช่วยเหลือเกื้อกูลกันสิ!”
รอยแดงสายหนึ่งค่อยๆ ไต่ขึ้นบนใบหน้าขาวซีดนั้น เหนียนเสวี่ยเจารับรู้ถึงความร้อนผ่าวในฝ่ามือ พลันลอบยินดี คนผู้นี้กำลังเขินอยู่หรือ
ซางหลิ่นถูกนางทำเช่นนี้ รอยยิ้มก็ค้างอยู่บนใบหน้า เขาเบือนหน้าไปอีกทางแล้วเอ่ยเสียงเย็น “ข้าไม่เคยต้องการความช่วยเหลือจากผู้ใด เรื่องที่มิได้ทำ ต่อให้คนทั้งใต้หล้าชี้หน้าด่า ก็ไม่มีทางกลายเป็นเรื่องจริงขึ้นมา”
เหนียนเสวี่ยเจาเม้มปาก ขยับกลับไปนั่งตรง เดิมทีนางตั้งใจจะให้เขาได้ยินเสียงด่าเหล่านั้น เผื่อจะปลุกความละอายใจในตัวเขาขึ้นมาบ้าง แต่คนผู้นี้กลับยังคงมีสีหน้าเย็นชา ปฏิเสธทุกอย่างไม่เหลือ ช่างแสดงเก่ง ช่างใจแข็งเสียจริง!
เมื่อสัมผัสได้ว่าความอบอุ่นข้างกายห่างออกไปเล็กน้อย ซางหลิ่นก็แอบเหลือบมองไปทางด้านข้าง เห็นนางมีสีหน้าห่อเหี่ยวเช่นนั้น เขาขมวดคิ้วเบาๆ หรือว่าคำพูดเมื่อครู่ของเขาจะเย็นชาจนเกินไปหน่อย
ซางหลิ่นครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง กำลังจะเอ่ยปาก ทว่าศีรษะกลับมึนวูบขึ้นมา เขากำมือแน่น จับขอบที่นั่งไว้ หน้าอกปวดร้าวเป็นระลอก เขาอ้าปากคิดจะเรียกสวินเฟิงที่อยู่นอกรถ แต่ร่างกายกลับไม่ยอมฟังคำสั่ง เอนล้มลงไปเสียก่อน
ขณะนี้เหนียนเสวี่ยเจายังจมอยู่ในความโมโห นางขบฟันดังกรอดในปาก แอบด่าคนผู้นี้ในใจว่าไร้ยางอายเสียจริง
ด่าไปด่าไป จู่ๆ ก็รู้สึกว่าบนตักหนักวูบลงมา
ให้ตายเถิด!
ซางหลิ่นผู้นี้ล้มทับลงมาบนนางตรงๆ เลย
ได้ยินเพียงเขาไอสองครั้งอย่างฝืดเคือง แล้วกลับกระอักเลือดดำออกมาคำหนึ่ง
นางตกใจจนเสียอาการ รีบตบอกเขาเบาๆ ช่วยลูบให้หายติดขัด ยื่นมือไปประคองใบหน้าเขาแล้วเขย่า “ซางหลิ่น เจ้าเป็นอะไรไป”
แม้ซางหลิ่นผู้นี้จะชั่วช้าสารพัด ตายเสียก็สมควรตาย ทว่าในฐานะที่นางเป็นอยู่ตอนนี้ หากไม่มีเขา นางก็ไม่มีทางยืนหยัดอยู่ในเมืองหลวงได้ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการได้พบหานชิงและช่วยปูทางให้เขา
นางเพิ่งจะได้เกาะขาใหญ่ที่เชื่อถือได้อย่างซางหลิ่นแท้ๆ เหตุใดคนผู้นี้กลับเฉาไปเสียแล้ว
ถึงเขาจะต้องตาย ก็ต้องรอให้นางช่วยหานชิงขึ้นครองบัลลังก์ก่อน แล้วนางค่อยลงมือสังหารเขาด้วยตนเอง! จะปล่อยให้เขาตายด้วยน้ำมือผู้อื่นได้อย่างไร
ปลายนิ้วแนบลงบนใบหน้าของซางหลิ่น เหนียนเสวี่ยเจาจึงเพิ่งรู้ว่า หน้าผากของเขาร้อนจัดอย่างน่าตกใจ ริมฝีปากก็ซีดขาวยิ่งนัก มองกองเลือดดำบนพื้นแล้วหัวใจนางกระตุกวูบ
หรือว่าคนผู้นี้ใช้ร่างของตนเองดึงพิษแทนนาง!
ความคิดเห็น
ยังไม่มีความคิดเห็น