เนื้อหาสำหรับผู้อายุ 18 ปีขึ้นไป

นิยายเรื่องนี้มีเนื้อหาที่ไม่เหมาะสมสำหรับเยาวชน กรุณายืนยันว่าคุณมีอายุ 18 ปีขึ้นไป

บทที่ 1

วิญญาณเข้าร่าง

ฤดูหนาวปีที่สิบแห่งรัชศกเจาเหอ

สายฟ้าฟาดฉีกความเงียบงันของราตรีอันมืดมิด กลางพงไพรลึกเสียงลมคำราม ฝนกระหน่ำเทลงมาไม่ขาดสาย กิ่งไม้ถูกพัดสะบัดอย่างยุ่งเหยิง ส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดอยู่กลางพายุ

เหล่าองครักษ์ไม่กี่คนที่เพิ่งลงมือสังหารองค์หญิงใหญ่แห่งราชวงศ์จนสิ้นใจ เลือดบนร่างถูกสายฝนชะล้างจนสะอาด ไหลหยดตามชายอาภรณ์ลงสู่ดินโคลน

“ช่างซวยจริง ใกล้จะถึงคืนก่อนวันปีน้อยอยู่แล้ว พวกพี่น้องข้างเรือนโน้นต่างก็เก็บข้าวของเตรียมพักปีใหม่กันหมด มีแต่พวกเราที่ยังต้องมารับงานสกปรกเสี่ยงตายแบบนี้” องครักษ์หนุ่มที่เดินรั้งท้ายอดแคะลิ้นไม่ได้ “จะว่าไปก็ออกจะน่าสงสาร องค์หญิงใหญ่พระองค์นี้ตั้งแต่เล็กก็ถูกส่งไปเลี้ยงในชนบท เพิ่งถูกเรียกกลับเมืองหลวงตอนฝ่าบาทประชวรหนัก บัดนี้กลับมาตายอย่างอนาถถึงเพียงนี้ แม้แต่สุสานกับป้ายวิญญาณยังไม่ได้ตั้งให้เลย”

บุรุษข้างกายเก็บดาบเข้าฝัก พลางหัวเราะอย่างดูแคลน “องค์หญิงใหญ่อะไรกัน ก็แค่เด็กบ้านนอกคนหนึ่งเท่านั้นเอง ใครใช้ให้ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง ไปสืบเรื่องที่ไม่ควรสืบ ไปแตะต้องคนที่ไม่ควรแตะ”

“ได้ยินว่ามารดาผู้ให้กำเนิดองค์หญิงใหญ่ หรือก็คืออดีตฮองเฮา ตอนนั้นลอบคบชู้กับขุนนางนอกวัง สุดท้ายก็ถูกฟันตายด้วยคมดาบ ทิ้งศพไว้กลางทุ่งร้าง” องครักษ์หนุ่มหันกลับไปมองศพสตรีบนพื้นโคลนที่ยังมีเลือดไหลซึมไม่หยุดอย่างอดไม่ได้ ก่อนจะหนาวสะท้านวาบหนึ่ง “ท่านว่าคนเราพอตายแล้ว ฟ้าผ่ารุนแรงถึงเพียงนี้ ราวกับสวรรค์จะทวงความเป็นธรรมแทนให้ เช่นนี้จะเป็นไปได้หรือไม่ว่า...”

เขายังไม่ทันพูดต่อก็ถูกสายตาของชายข้างกายข่มจนกลืนคำพูดกลับลงคอ “คนตายแล้วย่อมฟื้นคืนไม่ได้ หรือจะลุกขึ้นมาล้างแค้นได้จริงหรือ?”

...

ลึกเข้าไปในป่าอีกสองลี้ บนพื้นมีต้นไม้ต้นหนึ่งถูกฟ้าผ่าจนไหม้เกรียมเป็นถ่าน ภายใต้สายฝนที่ซัดชะ มันยังคงส่งควันหนาทึบลอยขึ้นมา

ท่ามกลางหมอกควันขาวขุ่น มีเศษโคลนกระเด็นขึ้นไม่กี่จุด สตรีในอาภรณ์สีชมพูลุกพรวดขึ้นนั่งจากพื้นดินอย่างกะทันหัน

“แค่ก!”

เสียงไอเบาๆ ดังขึ้น เหนียนเสวี่ยเจาพยายามลืมตา ยกกำปั้นขึ้นทุบหน้าอกตนเองอย่างแรง ทุกครั้งที่ไอ ศีรษะก็พลันปวดจี๊ดขึ้นมาคราหนึ่ง

นาง...เป็นอะไรไป?

ควันขาวค่อยๆ จางลง นางมองกองถ่านไหม้นั้นอย่างเลื่อนลอย แล้วเงยหน้ามองกิ่งไม้รอบด้านที่กำลังโหมกระหน่ำ ฝนเม็ดใหญ่ที่สาดลงมาทำให้นางลืมตาแทบไม่ขึ้น

เหนียนเสวี่ยเจาหลับตาฉับ พลางสูดลมหายใจเย็นเยียบด้วยความเจ็บปวด ครานี้นางได้สติเต็มที่แล้ว

ไม่ถูกต้อง!

นาง...มิใช่ว่าตายไปแล้วหรือ?

เพียงครู่ก่อน ความเจ็บแปลบจากแผลเลือดทะลักทั่วร่างเหมือนยังคงหลงเหลืออยู่

นางลืมตาขึ้นทันที ก่อนก้มลงมองอย่างตื่นตระหนก มือคู่นั้นขาวผ่องดุจหยกงาม ครู่ก่อนถูกนางทุบหน้าอกอย่างแรงจนขึ้นสีแดงเรื่อบางๆ

ไม่...นี่ไม่ใช่มือของนางแน่

นางเติบโตมาในชนบทตั้งแต่เล็ก อาศัยข้าวจากชาวบ้านประทังชีวิต ต้องทำงานหนักทั้งวันจนฝ่ามือด้านเป็นตาปุ่ม มือของนางควรเรียวยาวแข็งแรง มิใช่บอบบางดุจต้นหอมเช่นยามนี้ แม้แต่ซอกเล็บก็ยังใสสะอาด

รวมทั้งอาภรณ์นี้ เสื้อผ้าโปร่งเนื้อนุ่มสีชมพูปักดิ้นทองดิ้นเงินอย่างประณีต ก็ไม่ใช่เครื่องแต่งกายที่นางสวมอยู่ตอนถูกจับมัดเข้ามาในป่าแห่งนี้

“คุณหนู!” สาวน้อยหน้าตาเปื้อนโคลนวิ่งมาจากที่ไกล ดวงตากลมใสคล้ายลูกกวางของนางดึงดูดสายตาเหนียนเสวี่ยเจาไปเสียหมด จนเรื่องก่อนหน้านั้นถูกลืมเลือนไปชั่วขณะ ยามอยู่ชนบท นางมักอดหยอกเย้าสตรีงามๆ ไม่ได้ จนสาวๆ ทั้งหมู่บ้านต่างพากันเดินอ้อมเมื่อนางผ่าน

ยังไม่ทันได้สติ สาวน้อยคนนั้นก็โผพรวดเข้ามาในอ้อมอก ร้องไห้สะอึกสะอื้นจนแทบขาดใจ “คุณหนู ท่านยังไม่ตาย ดีเหลือเกิน ชุ่ยอวี้นึกว่าจะไม่ได้พบคุณหนูอีกแล้ว...”

คุณหนู?

เหนียนเสวี่ยเจาชะงัก ไม่เคยมีผู้ใดเรียกนางเช่นนี้มาก่อน

ยามอยู่ชนบท ชาวบ้านละแวกนั้นล้วนเรียกนางว่าเจาเจา ยามอยู่เมืองหลวง ราษฎรทั้งหลายต่างเรียกนางว่าองค์หญิงใหญ่

คำว่า “คุณหนู” สำหรับเหนียนเสวี่ยเจาแล้วฟังดูแปลกหูเหลือเกิน นางจึงอดเอ่ยถามไม่ได้ว่า “เจ้าจำคนผิดหรือไม่? ข้ามิใช่คุณหนูอะไรทั้งนั้น”

สาวน้อยในอ้อมอกผละออก นั่งมองนางนิ่งงัน พอเห็นแววตาแปลกหน้าของนางเข้าก็ร้องไห้หนักกว่าเดิม

“หรือคุณหนูจะถูกฟ้าผ่าจนสมองเสียไปแล้ว ถึงได้จำชุ่ยอวี้ไม่ได้ บ่าวอยู่รับใช้ท่านมาตั้งแต่เล็กนะเจ้าคะ”

เหนียนเสวี่ยเจาชะงัก ก่อนยื่นหน้าไปยังแอ่งน้ำข้างๆ พอส่องดูเท่านั้นก็ตกใจจนร้องออกมา ดวงตาเบิกกว้างกลมดิก

ใบหน้านี้...ช่วงนี้นางคุ้นนัก

นี่มิใช่คุณหนูสายตรงตระกูลเจียง เจียงจือเถา ผู้ทำให้นางขายหน้าครั้งใหญ่ในเมืองหลวงหรอกหรือ?!

หลายเดือนก่อน นางได้รับพระราชโองการด่วนจากเมืองหลวง คนที่ทางราชสำนักส่งมารับรีบเร่งเดินทางทั้งกลางวันกลางคืน ถึงกับควบม้าตายไปสามตัวกว่าจะพานางกลับมายังตำหนักบรรทมของเสด็จพ่อได้

ภายในตำหนักหย่งคัง เหล่าขันทีที่คอยปรนนิบัติต่างคุกเข่าเรียงรายสองข้าง ส่งเสียงคร่ำครวญอาลัย

เดิมนางคิดว่าเสด็จพ่อคงนึกถึงบุตรสาวที่ถูกเนรเทศไปชายแดนผู้นี้ได้แล้ว จึงเรียกกลับมาเสวยสุข ทว่าใครจะคิด คนบนพระแท่นบรรทมกลับประชวรหนักจนแม้แต่อ้าปากยังทำไม่ไหว เหลือเพียงดวงตาที่ฝืนลืมขึ้นมองนาง พลางหลั่งน้ำตาไม่หยุด

ขันทีจ้าวที่ยืนอยู่ข้างๆ ปาดน้ำตาแล้วบอกนางว่า “ก่อนฝ่าบาทจะสูญเสียพระสุรเสียง ทรงพร่ำเรียกหาองค์หญิงใหญ่อยู่ทุกเมื่อ องค์หญิงใหญ่ยอมเสด็จกลับมาถวายพระเนตรเช่นนี้ ในพระทัยฝ่าบาทย่อมยินดียิ่งนัก”

แต่เมื่อมองริมพระโอษฐ์ที่คล้ำม่วงของคนบนเตียง ใจของเหนียนเสวี่ยเจากลับกระตุกวูบ

เมื่อครั้งนั้น เสด็จแม่ถูกกล่าวหาว่าลอบคบขุนนางนอกวัง นางจึงพลอยถูกส่งไปเลี้ยงในชนบทแถบชายแดนระหว่างแคว้นเหนียนกับแคว้นจิ้ง ที่นั่นศึกสงครามเกิดไม่ขาดสาย นางอาศัยความรู้ทางการแพทย์ที่อ่านจากตำรามาตั้งแต่วัยเยาว์ ไปรักษาผู้บาดเจ็บในกองทัพเพื่อแลกอาหารประทังชีวิต เห็นวิธีตายมานับร้อยพัน จนฝึกฝนตนเองจนมีฝีมือไม่น้อย

เพียงมองแวบเดียว นางก็รู้ว่าพระอาการประชวรของเสด็จพ่อมิใช่เรื่องบังเอิญ หากแต่เป็นพิษเรื้อรังจากยาพิษชนิดหนึ่ง

นางกำลังจะเริ่มสืบเรื่องนี้ ข่าวลือในเมืองหลวงกลับแพร่สะพัดไปทั่ว

“ท่านเสนาบดีใหญ่นี่ช่างเลอะเลือนนัก ได้รับความโปรดปรานล้นฟ้าแล้วยังไม่รู้จักพอ ถึงกับคิดวางยาพิษฮ่องเต้ หวังชิงอำนาจเสียเอง”

“คราวนี้แย่แล้ว แต่ก่อนเป็นเขยทองคำที่บุตรสาวตระกูลใหญ่ทั้งเมืองต่างหมายปอง บัดนี้กลับตกเป็นคนที่ใครๆ ก็หลีกหนี ช่างน่าเวทนาเสียจริง”

เหนียนเสวี่ยเจายิ้มพลางคิด ผู้ใดบอกว่าไม่มีใครกล้าแต่งกับเขา?

เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น นางแบกสินเดิมพุ่งตรงเข้าไปยังจวนของท่านเสนาบดีใหญ่ผู้นั้น ทว่าเพิ่งถึงก็ถูกหนังสือสมรสฉบับหนึ่งสาดใส่หน้าอย่างไม่ทันตั้งตัว

เสนาบดีใหญ่ผู้มีชื่อเสียงฉาวโฉ่ไปทั่วเมืองหลวงในตอนนี้ อีกสามวันต่อจากนั้นจะเข้าพิธีแต่งงานกับบุตรีสายตรงของเสนาบดีเจียง

เหนียนเสวี่ยเจาถูกปิดประตูใส่ก็ไม่เป็นไร นางหน้าหนาเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว แต่เรื่องนี้กลับลือกระฉ่อนไปทั่วเมือง ตรอกเล็กซอยน้อยต่างพากันเล่าว่า องค์หญิงใหญ่แห่งราชวงศ์ผู้สง่างาม ยังแพ้ให้แก่บุตรีเสนาบดี

ตัวนางหาได้ใส่ใจไม่ อย่างไรเพราะเรื่องอื้อฉาวของตระกูลฝ่ายมารดา ชื่อเสียที่แบกอยู่ก็มีมากพอแล้ว มิได้ขาดเรื่องนี้อีกหนึ่งเรื่อง

แต่เมื่อคำพวกนี้ลอยไปถึงหูของน้องชายฝาแฝดร่วมครรภ์ของนาง รสชาติของเรื่องก็เปลี่ยนไปทันที

องค์รัชทายาทผู้ปกติวางตนสุภาพอ่อนโยนกลับลุกขึ้นกลางท้องพระโรง ตะโกนกร้าวว่าจะถลกหนังเสนาบดีใหญ่ผู้นั้นออกทั้งเป็น และตัดหัวพวกที่พูดจาเหลวไหลเสียให้หมด

ขุนนางในราชสำนักต่างกล่าวหาว่านางเป็นตัวหายนะของบ้านเมือง พากันคุกเข่าอยู่หน้าตำหนักหย่งคัง วิงวอนฝ่าบาทให้ทรงเมตตา ส่งนางออกจากเมืองหลวงไปอีกครั้ง

“เหนียนหานชิง!” เหนียนเสวี่ยเจาทั้งรักทั้งชัง ดึงหูองค์รัชทายาทพลางด่าต่ำๆ “ตอนนั้นเสด็จแม่สอนพวกเราไว้อย่างไร สุขทุกข์โกรธเกลียดอย่าแสดงออกทางสีหน้า ผู้อื่นจึงจะจับจุดอ่อนไม่ได้ เช่นนั้นเจ้าถึงจะนั่งตำแหน่งรัชทายาทได้มั่นคง!”

เหนียนหานชิงคุกเข่าอยู่บนพื้น โอบเอวนางไว้แล้วอ้อนวอน “เสด็จพี่ ข้ารู้ว่าผิดแล้ว แต่ข้ามีเสด็จพี่เพียงคนเดียว ข้าไม่มีวันยอมให้คนพวกนั้นพูดถึงท่านเช่นนั้น ต่อให้ต้องถูกปลดจากตำแหน่งรัชทายาท ข้าก็จะคุ้มครองเสด็จพี่ให้ปลอดภัย”

ยามยังเยาว์ เสด็จแม่มัวเมาในความรัก เอาแต่ยุ่งอยู่กับการลอบนัดพบขุนนางนอกวัง แรกๆ เหนียนเสวี่ยเจายังเคยยกมือปิดตาเหนียนหานชิง พาเขาไปหลบในป่าลึกนอกกำแพงวัง แล้วเล่านิทานให้ฟังเพื่อฆ่าเวลา นางไม่อยากให้เขาได้เห็นเรื่องโสมมเหล่านั้นด้วยตาตนเอง

แต่ต่อมาเรื่องแดงขึ้น เสด็จพ่อกวาดล้างตระกูลฝ่ายมารดาจนสิ้นซาก แล้วส่งนางไปยังหมู่บ้านชายแดน ส่วนเหนียนหานชิงในฐานะองค์รัชทายาทได้รับข้อยกเว้นให้อยู่ในวังต่อ แต่ถูกกักอยู่ในตำหนักบูรพาถึงห้าปี ตลอดห้าปีนั้น เขาเขียนจดหมายถึงนางคืนละฉบับ ทุกฉบับล้วนถามว่า เมื่อใดจะได้ฟังเสด็จพี่เล่านิทานอีก เมื่อใดเสด็จพี่จะกลับมาหาเขา

บัดนี้นางถูกเรียกด่วนกลับเมืองหลวง น้องชายผู้นี้กลัวแต่ว่านางจะหนาว จะหิว จึงสั่งซ่อมสร้างจวนองค์หญิงใหญ่ขึ้นใหม่ให้โดยเฉพาะ กระทั่งถ่านทองยังเตรียมไว้เต็มที่

“ขอเพียงเป็นสิ่งที่เสด็จพี่โปรด แม้แต่ดวงดาวสุดขอบฟ้า ข้าก็จะไปนำมาให้เสด็จพี่ได้”

ดวงตาของเด็กหนุ่มแดงก่ำ ดูราวกับน้อยใจยิ่งกว่านางเสียอีก นัยน์ตาดำขลับคู่นั้นจ้องมองนางตรงๆ “หากเสด็จพี่จะลงโทษเพราะเรื่องวันนี้ ก็บิดหูข้าเสียเลยเถิด”

“เฮ้อ...” เหนียนเสวี่ยเจามองดวงตาใสวาวชุ่มน้ำ สุดท้ายก็ใจอ่อนอยู่ดี ใครใช้ให้นางแพ้คนหน้าตาดีเสียเล่า เหนียนหานชิงได้ความงามมาจากนาง ดวงตาสุกใส ฟันขาวสะอาด หน้าตาหล่อเหลาเกลี้ยงเกลา นางไม่อาจทนมองดวงตาคู่นั้นหลั่งน้ำตาได้จริงๆ

และยิ่งไม่อาจเอ่ยเรื่องโสมมในราชสำนักออกมาตรงๆ

ก่อนออกจากวัง นางทำเช่นเดียวกับที่เขาเคยทำมาตลอดห้าปี เขียนจดหมายฉบับหนึ่งวางไว้บนโต๊ะหนังสือของเขา

“เขียนอย่างรีบร้อน ถ้อยคำน้อยนัก เรื่องอาการประชวรหนักของเสด็จพ่อมีเงื่อนงำอื่น ข้าได้ผนึกชีพจรของพระองค์ไว้แล้ว ช่วยชะลอพิษไม่ให้ลุกลามสู่ปอดและอวัยวะภายใน คนวางยาพิษคิดร้ายต่อราชสำนักอย่างยิ่ง เจ้าอยู่ในวัง จงระวังตัวให้มาก”

ยามนี้ข่าวลือเรื่องการวางยาพิษในเมืองหลวงกำลังรุนแรง นางมิได้เอ่ยนามของ “ท่านเสนาบดีใหญ่” ออกมาตรงๆ คิดว่าอย่างไรเขาก็น่าจะเข้าใจความหมายในถ้อยคำนั้น

นางมิได้หวังให้น้องชายโง่งมบริสุทธิ์ดุจแผ่นกระดาษขาวผู้นั้นสืบพบสิ่งใด เพียงแต่กลัวว่าอาจารย์ของเขา...“ท่านเสนาบดีใหญ่” ผู้นั้น จะลงมือต่อเขาอีกขั้น

นางเพิ่งออกจากวัง ยังไม่ทันขึ้นรถม้ากลับจวนองค์หญิงใหญ่ ก็ถูกจับมัดพาเข้าป่าลึกและแทงเสียแล้ว

“ท่านเสนาบดีใหญ่หรือ เป็นคนอย่างเจ้าด้วยหรือที่จะสืบเรื่องของเขา?”

“ไปยั่วคนที่ไม่ควรยั่ว ไปสืบเรื่องที่ไม่ควรสืบ องค์หญิงใหญ่ทรงฉลาดมาแต่กำเนิด ทางที่ดีอย่าดิ้นรนเลย อีกสักครู่จะได้ตายอย่างไม่ทรมานนัก”

พอนึกถึงตรงนี้ เหนียนเสวี่ยเจาก็กำมือแน่นจนข้อนิ้วซีดขาว

คราวก่อนนางประเมินอำนาจของท่านเสนาบดีใหญ่ต่ำไปจริงๆ นางไม่ได้พูดอะไรออกมาเพราะกลัวกำแพงมีหู จดหมายเพิ่งเขียนเสร็จไม่ถึงหนึ่งเค่อ ยังไม่ทันก้าวพ้นประตูวังครึ่งก้าว เขาก็ส่งคนมาปลิดชีพนางกลางพงไพรเสียแล้ว

เสียงเกือกม้าซ้อนทับดังขึ้นจากไกลเข้ามาใกล้

“คุณหนู!” ชุ่ยอวี้เขย่าข้อมือนางด้วยความตระหนก “มี...มีคนมาแล้ว หรือจะเป็นพวกคนสวมผ้าปิดหน้ากลุ่มนั้นเมื่อครู่นี้?”

คนสวมผ้าปิดหน้า?

เหนียนเสวี่ยเจามองนางแวบหนึ่ง เห็นริมฝีปากของชุ่ยอวี้ซีดขาวในฉับพลันก็เลิกคิ้วขึ้น หึ ชักน่าสนุกเสียแล้ว ดูท่าก่อนหน้านี้ชุ่ยอวี้กับคุณหนูของนางคงได้เห็นภาพที่นางถูกแทงด้วยตาตนเองเข้าเต็มๆ เพียงแต่ว่า บุตรีสายตรงของเสนาบดี ผู้เป็นกุลสตรีจากตระกูลใหญ่ จะออกมาอยู่ในป่าลึกยามกลางคืนด้วยเหตุใดกัน?

นางกดมือตัวสั่นของชุ่ยอวี้ลง แล้วลากอีกฝ่ายไปซ่อนหลังพุ่มหญ้าข้างต้นไม้

ครั้นย่อตัวลง นางก็อดสะบัดแขนขวาไม่ได้ แขนเสื้อชุ่มฝนจนหนักอึ้ง ไม่มีแรงแม้แต่จะยก ร่างของคุณหนูช่างอ่อนแอสิ้นดี แค่ลากคนคนหนึ่งยังแทบทำเอาเส้นเอ็นเคล็ดกระดูกคลอน

เหนียนเสวี่ยเจาแหวกพุ่มหญ้าออก เผยดวงตาเรียวสดใสคู่หนึ่ง มองซ้ายมองขวา ทั้งประเมิน ทั้งระแวดระวัง

“ฮึบ!” เกือกม้าเหยียบลงในแอ่งน้ำ กระเซ็นเป็นฝอยละออง คนขี่ม้าสวมหมวกงอบสีดำเพียงผู้เดียวควบม้าอยู่ข้างรถม้าลายเมฆจากหยกงาม ไม่กล้าชะลอแม้แต่น้อย ฟาดแส้ม้าอย่างต่อเนื่อง สายตามองไปตามรอยล้อรถที่เพิ่งผ่าน พร้อมกวาดสายตาหาบางสิ่งอยู่โดยรอบ

พอเห็นตัวรถชัดเจน ดวงตาเหนียนเสวี่ยเจาก็พลันสว่างวาบ

รถม้าคันนั้นประกอบด้วยหยกขาวเนื้อละเอียด แกะเป็นลายมังกรทั้งคัน รอยต่อแต่ละส่วนฝังด้วยเส้นทองเส้นเงินแน่นหนา ยามนี้ในเมืองหลวง ผู้ที่ใช้ลายมังกรได้ นอกจากเสด็จพ่อของนางแล้ว ก็มีเพียง “ท่านเสนาบดีใหญ่” ผู้นั้นเท่านั้น

ในฐานะขุนนางผู้มีคุณูปการต่อการก่อตั้งราชวงศ์ ทั้งบุ๋นและบู๊ต่างยอดเยี่ยมเป็นหนึ่ง ทว่าวางตนไม่โอหัง มีคุณธรรม ซื่อตรง สุจริต คอยประคับประคองราชกิจมาหลายสิบปี กลับไม่มีผู้ใดหาข้อตำหนิได้สักอย่าง

อายุเพียงยี่สิบต้นๆ ฝ่าบาทก็พระราชทานศักดินาให้เขาแล้ว ยังทรงให้เป็นอาจารย์ขององค์รัชทายาท คอยอบรมชี้แนะอยู่ข้างกาย

หลายปีมานี้ทั้งราชสำนักต่างถกเถียงกันไม่ขาดปาก ล้วนกล่าวว่าท่านเสนาบดีใหญ่ผู้นี้คือดวงตาและโอษฐ์ของฝ่าบาท คำพูดของเขาเปรียบดั่งพระราชโองการทอง แม้แต่ฝ่าบาทเองยังทรงดำเนินตาม

หากไม่ใช่เพราะจู่ๆ ฝ่าบาทพิษกำเริบจนประชวรหนัก ท่านเสนาบดีใหญ่ผู้นี้คงกลายเป็นดวงจันทร์บนฟ้า ผู้ใดก็เอื้อมไม่ถึงจริงๆ

ช่างบังเอิญเหลือเกินที่ศัตรูมาพบกันบนทางแคบ!

เหนียนเสวี่ยเจายิ้มเย็นวาบ

ท่านเสนาบดีใหญ่ผู้ลือชาทั่วเมืองผู้นี้ ล่อลวงน้องชายของนาง วางยาพิษเสด็จพ่อของนาง คร่าชีวิตนาง นางจะต้องพันพัวกับเขาให้ถึงที่สุด ให้เขาชดใช้ให้สาสม!

เหนียนเสวี่ยเจาไม่สนสิ่งอื่นอีก ลากสังขารอันหนักอึ้งลุกขึ้นหมายพุ่งออกไปกลางถนน แต่ชุ่ยอวี้ที่อยู่ข้างกายกลับไวมือ ฉวยชายเสื้อนางไว้แน่น พลางกล่าวอย่างร้อนรน “คุณหนู นั่นคือรถม้าของท่านเสนาบดีใหญ่นะเจ้าคะ ได้ยินว่าท่านเสนาบดีใหญ่ผู้นี้อารมณ์ร้ายยิ่งนัก แม้แต่ฝ่าบาทก็ยังไม่เคยเห็นเขายิ้มสักครั้ง พวกเราควรหลบให้ไกลจะดีกว่า...”

ชุ่ยอวี้ยังพูดไม่ทันจบ คนตรงหน้าก็ลื่นหลุดจากมือนางราวปลาไหล นางจึงร้องถามอย่างร้อนใจ “คุณหนู ท่านจะไปทำอะไรกันแน่?”

เหนียนเสวี่ยเจาดึงแขนเสื้อกลับ หันมายิ้มให้นาง ดวงตาเต็มไปด้วยประกายเจ้าเล่ห์

“แน่นอนว่าต้องไปพบคู่หมั้นของข้าให้ดีเสียหน่อย!”

11,548 ตัวอักษร

ความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น

แชร์: