เนื้อหาสำหรับผู้อายุ 18 ปีขึ้นไป

นิยายเรื่องนี้มีเนื้อหาที่ไม่เหมาะสมสำหรับเยาวชน กรุณายืนยันว่าคุณมีอายุ 18 ปีขึ้นไป

บทที่ 2

จับชู้

บนทางรถม้า เงาร่างสีชมพูสายหนึ่งพุ่งออกมา เหนียนเสวี่ยเจาวิ่งเหยาะไปสองก้าว ก่อนทิ้งตัวลงกับพื้น ขวางอยู่กลางทาง โคลนกระเซ็นกระจาย น้ำในแอ่งถูกสาดจนแตกกระจุย

“หยุด—!”

ชายสวมหมวกงอบกระตุกบังเหียนในมืออย่างแรง ม้ายกกีบหน้าขึ้น ก่อนหยุดชะงักฉับพลันตรงหน้าเหนียนเสวี่ยเจา

“อยากตายนักหรือ!” ครั้นกีบม้าตกลง ชายผู้นั้นมองเห็นคนที่นอนอยู่บนพื้นชัดเจน จึงถอนหายใจอย่างโล่งอก แล้วถลึงตาด่าว่า “นอนแน่นิ่งดำมืดอยู่กับพื้นไม่ขยับ ข้านึกว่าเป็น...”

“สวินเฟิง”

คนในรถม้ากล่าวออกมาเพียงสองคำอย่างเชื่องช้า คล้ายกำลังเตือนบางอย่าง

เมื่อได้ยินคนในรถม้าเรียกชื่อตน สวินเฟิงก็แค่นเสียงเย็นชา ก่อนเงยตาขึ้นมองเหนียนเสวี่ยเจาที่อยู่บนพื้นอีกครั้ง ท่าทีราวกับจะอาศัยอำนาจรังแกคน

เหนียนเสวี่ยเจาไม่มีอารมณ์มาฟังเขาสั่งสอน นางรีบลุกพรวด รวบสามก้าวเป็นสองก้าวปีนขึ้นรถม้า

ซางหลิ่น ไปตายเสีย!

มือซ้ายเปิดม่านหน้ารถม้า มือขวาถอดปิ่นทองบนศีรษะ การเคลื่อนไหวของเหนียนเสวี่ยเจาลื่นไหลต่อเนื่อง นางรวบรวมเรี่ยวแรงทั้งหมด พุ่งเข้าหาคนในรถม้าตรงๆ ปิ่นทองกรีดผ่านอาภรณ์สีน้ำเงินเข้ม แทงเข้าใส่กลางอก

เหนียนเสวี่ยเจาชะงักงัน ไม่มีภาพเลือดสาดเต็มหน้าอย่างที่นึกไว้ คนตรงหน้ายังคงนั่งนิ่งอยู่บนตั่งดังเดิม ครู่ต่อมา คมกระบี่เย็นเยียบเสียดกระดูกก็แนบลงที่ข้างคอจากด้านหลัง หยาดฝนเย็นเฉียบไหลเลียบสันกระบี่ลงมาตามลำคอ ซึมเข้าไปในสาบเสื้อของนาง

เย็นชะมัด!

นางสะท้านโดยไม่อาจห้ามได้ คมกระบี่ที่จ่ออยู่ตรงต้นคอกดลงอีกแรง กรีดเป็นแผลตื้น สวินเฟิงเอ่ยเสียงแข็ง “เจ้าเป็นใคร ใครส่งเจ้ามา”

“คิดลอบสังหารท่านเสนาบดีใหญ่ ไม่อยากมีชีวิตแล้วหรือ!”

เหนียนเสวี่ยเจาคลายมือที่กำปิ่นทองไว้ ปิ่นนั้นยังคงปักคาอยู่ตรงอกซางหลิ่น

ชายที่ชักกระบี่อยู่นอกรถม้าตวาดก้องอีกครั้ง “ถ้าไม่พูด ก็ตายเสีย!”

ตั้งแต่นางก้าวขึ้นรถม้าคันนี้ ก็ไม่เคยคิดจะมีชีวิตรอดออกไปอยู่แล้ว

ก็แค่ตายไม่ใช่หรือ นางเคยตายมาแล้วครั้งหนึ่ง ยังจะกลัวอะไรอีก

แต่ถึงอย่างนั้นนางก็ยังไม่ยอมจำนน กำฝ่ามือแน่น เล็บจิกทะลุเนื้อจนเลือดซึม นางก้มหน้า ร่างทั้งร่างสั่นสะท้านด้วยความชิงชัง

เหตุใดสวรรค์ถึงไม่ยุติธรรมเพียงนี้ อุตส่าห์มอบโอกาสให้นางได้กลับมาแก้แค้นอีกครั้ง แต่กลับให้นางกลายเป็นคุณหนูที่ไร้แม้แรงมัดไก่ เรี่ยวแรงพอจะดันปิ่นทองให้ลึกเข้าไปในหัวใจอีกเพียงหนึ่งชุ่นยังไม่มี

เห็นอยู่แท้ๆ ว่าใกล้เพียงนั้น เหลืออีกนิดเดียว นางก็จะได้สังหารเขาด้วยมือตนเอง

เพียงกำจัดขุนนางชั่วข้างกายหานชิงได้ นางก็ตายอย่างหมดห่วงแล้วแท้ๆ แต่เหตุใดทุกอย่างถึงไม่เป็นดั่งใจไปเสียหมด

ถ้าเช่นนั้นก็เอาชีวิตนางไปเสีย ให้กลายเป็นผีร้ายกลับมาทวงหนี้จากเขาอีกครั้ง

เมื่อเห็นเหนียนเสวี่ยเจายังคงก้มหน้าไม่ยอมพูด สวินเฟิงกัดฟันแน่น ยกมือขึ้นหมายจะฟันลงไปในทันที

“ไม่เป็นไร” คนที่นั่งอยู่บนรถม้ากล่าวเสียงเย็น “เจ้าขับม้าต่อเถิด”

หัวใจของเหนียนเสวี่ยเจาจมวูบ นางเงยหน้าขึ้นอย่างตื่นตะลึง เห็นเพียงซางหลิ่นยกมือขึ้นจับปิ่นทองแล้วกระชากออกอย่างแรง ปลายแหลมของปิ่นยังมีเลือดหยดติ๋งๆ

เพราะอะไร

คนทั้งราชสำนักรู้กันดีว่าซางหลิ่นเป็นคนที่ทนสิ่งขุ่นเคืองแม้เพียงเม็ดทรายเดียวไม่ได้ ขอเพียงคนหรือเรื่องใดทำให้เขาเกิดความระแวง เขาย่อมตัดไฟแต่ต้นลม ไม่เปิดโอกาสไว้แม้แต่น้อย

“ตามกฎทัพตระกูลซาง คนผู้นี้สมควรถูกตัดหัว เหตุใดจึงต้องไว้ชีวิต!” สวินเฟิงเองก็ไม่เข้าใจ เขากวาดตามองหญิงบนพื้นไปคราหนึ่ง ก่อนหันมามองซางหลิ่นฉับพลัน “หรือว่าท่านถูกใจนางเข้าแล้ว”

คำพูดนี้กลับเตือนสติเหนียนเสวี่ยเจาขึ้นมา นางขมวดคิ้ว ด่าตัวเองในใจว่าโง่งม

เมื่อก่อนนางเป็นองค์หญิงใหญ่ เขาซางหลิ่นไม่แม้แต่ชายตา มอบแต่ประตูปิดใส่นาง

แต่ตอนนี้นางเป็นว่าที่ภรรยาของเขาแล้ว กลอุบายหญิงงาม การทรมานใจให้ปวดร้าว ยังมีอานุภาพมากกว่าปิ่นทองเล่มนี้เสียอีก

ดวงตาเหนียนเสวี่ยเจากลับมีประกายขึ้นอีกครั้ง นางกดรอยยิ้มที่มุมปากไว้ไม่อยู่ มองคิ้วตาเรียบเฉยดุจสายน้ำของซางหลิ่น พลางสาบานอยู่ในใจ คนผู้นี้ทรยศต่อเสด็จพ่อของนาง ทรยศต่อราชสกุลเหนียน สักวันหนึ่งนางจะทำให้ท่านเสนาบดีใหญ่ผู้นี้พังพินาศในมือนาง ให้เขายินยอมพร้อมใจลงนรกอเวจีเพื่อนาง ให้เขาได้ลิ้มรสว่าการถูกคนที่ไว้ใจหักหลังนั้นเป็นเช่นไร!

กำลังจมอยู่ในความสะใจที่เหมือนล้างแค้นได้สำเร็จ เนื้อแก้มของนางกลับถูกคนตรงหน้าบีบขึ้นมา ครู่ต่อมา มือคู่นั้นออกแรงเล็กน้อย หันศีรษะนางไปอีกทาง ให้เผชิญหน้ากับคนที่อยู่นอกรถม้าซึ่งยังถือกระบี่จ่อคอนางอยู่

ซางหลิ่นกล่าวเรียบๆ “นี่ก็คือเจ้าสาวใหม่ของข้า ผู้ซึ่งพรุ่งนี้จะยกสินสอดไปสู่ขอ มะรืนก็จะแต่งเข้าประตูจวน”

สวินเฟิงเบิกตากว้าง ครั้นเห็นหน้าเหนียนเสวี่ยเจาชัดๆ ทั้งคนก็นิ่งค้างอยู่กับที่ เมื่อครู่เพราะดึกมาก อีกทั้งใบหน้านางยังเปื้อนโคลนเต็มไปหมด เขาจึงจำไม่ได้ คนที่เกือบจะฟันหัวขาดเมื่อครู่นี้ ก็คือนายหญิงในอนาคตของเขาเอง

“ยังไม่ลดกระบี่อีก หรือเจ้าจะให้ข้าอยู่เดียวดายไปตลอดชีวิต”

คนบนตั่งเอ่ยขึ้นอีกครั้ง

สวินเฟิงตกใจจนมือสั่น กระบี่หลุดร่วงลงพื้นสั่นกุกกัก แสงจันทร์สะท้อนคมดาบวาบเข้าตา

เหนียนเสวี่ยเจาอาศัยจังหวะนั้นลุกขึ้น พุ่งเข้าซบอกซางหลิ่น คนที่นั่งนิ่งอยู่ทั้งร่างแข็งค้าง มงกุฎหยกบนศีรษะไหววูบตามแรงปะทะ คิ้วของเขาขมวดขึ้นโดยไม่รู้ตัว เพิ่งจะยกมือหมายผลักคนออก ก็ได้ยินคนตรงหน้าเปลี่ยนจากท่าทีฮึกเหิมก่อนหน้า กลายเป็นเช็ดน้ำตาพลางเอ่ยเสียงอ่อนหวานว่า

“ท่านพี่ ข้ากลัวเหลือเกิน ท่านจับดูสิ มือข้าเย็นไปหมดแล้ว” พูดจบเหนียนเสวี่ยเจาก็จะคว้ามือเขา

ซางหลิ่นจับข้อมือนางไว้ ดึงนางออกห่างจากตัวเล็กน้อย แล้วกล่าวเย็นชา “ท่านพี่หรือ”

เหนียนเสวี่ยเจาพยักหน้าถี่ยิบ “ใช่แล้วเจ้าค่ะ มะรืนเราก็จะแต่งงานกันแล้ว ข้าเปลี่ยนคำเรียกล่วงหน้าไว้ก่อน ถึงวันนั้นจะได้เรียกได้คล่องปาก”

เห็นเขาเงียบงัน ไม่มีปฏิกิริยาแม้แต่น้อย เหนียนเสวี่ยเจาก็เริ่มตีกลองอยู่ในใจ หรือว่าคำหวานเมื่อครู่นี้ยังไม่จริงใจพอ

“ท่านพี่ ท่านรู้หรือไม่ หากเมื่อครู่คมกระบี่นั้นเลื่อนลงมาอีกหนึ่งชุ่น ข้าจะเป็นเช่นไร” เหนียนเสวี่ยเจายกมือไปแตะข้อมือซางหลิ่นย้อนกลับ ดวงตาใสกระจ่างคู่หนึ่งจ้องเขาเขม็ง เอ่ยถามอย่างคาดหวัง

ก็ตายสิ ตายแบบหัวหลุดจากคอ ไร้แม้ศพสมบูรณ์นั่นแหละ

ซางหลิ่นสบตาคู่นั้น คำที่เกือบหลุดจากปากกลับถูกกลืนลงไปทั้งหมด ช่างเถอะ เขาเองก็อยากเห็นเหมือนกันว่า หญิงบ้าผู้นี้จะเล่นลูกไม้อะไรอีก

“จะเป็นเช่นไร”

“ก่อนตาย ข้าย่อมต้องมองท่านพี่อยู่ตลอด จนกว่าศีรษะจะหลุดจากคอ ก็ตายตาไม่หลับ สายในตาในใจเหลือเพียงท่านพี่คนเดียว ชาติหน้า ชาติหน้าอีก ก็จะจดจำใบหน้านี้ไว้ให้มั่น เฝ้าคิดถึง ไม่ลืมเลือนชั่วนิรันดร์”

เหนียนเสวี่ยเจาเอ่ยคำหวานออกมาอย่างลื่นไหล สายตากลับไต่ขึ้นไปบนคิ้วตาของเขาโดยไม่รู้ตัว มองเพียงครานี้ไม่เท่าไร เสียงกลองในใจกลับยิ่งกระหน่ำหนักขึ้น นางไม่เคยพินิจใบหน้าของซางหลิ่นดีๆ มาก่อน บัดนี้เมื่อมองอย่างตั้งใจ คิ้วตาที่เย็นสะอาดราวภูผาห่างไกลต้องหิมะ จมูกโด่งคมดุจคมมีด ช่างเป็นโฉมงามหาใดเปรียบในใต้หล้าโดยแท้!

นางมองจนเคลิบเคลิ้ม

ใบหน้าหล่อเหลานั้นพลันโน้มเข้ามาใกล้ ลมหายใจของซางหลิ่นพ่นลงบนใบหน้านาง คันยุบยิบ เหนียนเสวี่ยเจายิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัว ดูท่าคำหวานเมื่อครู่จะได้ผล นางว่าแล้ว คนไร้ใจเพียงใดในโลกนี้ ก็หนีด่านหญิงงามไม่พ้นหรอก

สบตากันอยู่เนิ่นนาน จนเหนียนเสวี่ยเจารู้สึกลำคอเมื่อยไปหมด คนตรงหน้าจึงเอ่ยขึ้นช้าๆ ว่า “จริงหรือ”

“แต่ตอนเที่ยงวันนี้ ฮูหยินของข้าเพิ่งมาถึงจวน ข่มขู่เอาชีวิตเป็นเดิมพันว่าจะไม่แต่งกับข้าเด็ดขาด”

รอยยิ้มของเหนียนเสวี่ยเจาค้างแข็งอยู่ที่มุมปาก ลมหายใจติดคอ กลืนไม่เข้าคายไม่ออก

นางไม่ยิ้มแล้ว แต่ซางหลิ่นกลับยิ้มขึ้นในที่สุด “ยิ่งไปกว่านั้น ฮูหยินของข้าไม่ใช่ว่ามีคนในดวงใจอยู่แล้วหรือ”

“คืนนี้คิดจะหนีตามชายคนนั้นไป สุดท้ายกลับถูกทอดทิ้งกระมัง”

คำพูดของซางหลิ่นระเบิดดังอยู่ข้างหู เหนียนเสวี่ยเจาหัวเราะแห้งๆ อย่างกระอักกระอ่วน เพิ่งจะอ้าปากหมายอธิบาย คนตรงหน้าก็เอ่ยขึ้นอีกครั้ง

“คุณหนูเจียง คนที่ข้าเกลียดที่สุดในชีวิต ก็คือพวกที่โกหกคำโต ไม่รู้จักกาลเทศะ วันนี้ไม่ฆ่าเจ้า เพียงเพราะข้ามีเรื่องสำคัญ ไม่อยากให้ใครจับตา หากเจ้ากล้าแพร่งพรายเรื่องที่คืนนี้ได้พบข้าออกไปแม้เพียงครึ่งคำ ศีรษะของเจ้าก็อย่าหวังว่าจะได้อยู่บนคออย่างดี”

สิ้นคำ สวินเฟิงที่อยู่ด้านหลังเก็บกระบี่ขึ้นจากพื้น ใช้ปลายกระบี่ทำท่าเชิญ “นายท่านของข้ายังมีเรื่องสำคัญต้องจัดการ เชิญคุณหนูเจียงกลับจวนด้วยตนเองเถิด”

เหนียนเสวี่ยเจายังอยากพูดอะไรต่อ แต่คนตรงหน้าหลับตาลง ไม่กล่าววาจาอีก

นอกม่านข้างรถม้า ชุ่ยอวี้เอ่ยเกลี้ยกล่อมด้วยเสียงสั่น “คุณหนู ดึกแล้วเจ้าค่ะ เรารีบกลับจวนกันเถิด นายท่านคงเป็นห่วงแล้ว”

ไม่ได้!

เหนียนเสวี่ยเจากระชับมือที่จับข้อมือซางหลิ่นไว้แน่น คืนนี้นางเพิ่งถูกแทงตายในป่าลึก ซางหลิ่นก็ควบม้ามาปรากฏตัวที่นี่พอดี เขาต้องละอายใจและมาทำลายศพของนางด้วยมือตนเองแน่ๆ ชั่วชีวิตนางรักความงาม ต่อให้ตายก็ต้องถูกฝังอย่างสมเกียรติ นางไม่มีทางปล่อยให้ซางหลิ่นมาทำลายศพนางเด็ดขาด

นางยังคิดไม่ออกว่าจะใช้วิธีหน้าด้านพูดอะไรต่อดี คนตรงหน้ากลับลืมตาขึ้นมองนาง ก่อนขมวดคิ้วอย่างรังเกียจฉับพลัน “กลัวจนฝ่ามือมีเหงื่อซึมแล้ว ยังไม่ยอมปล่อยมือแล้วไปอีก เจ้ามีจุดประสงค์อะไรกันแน่”

เหนียนเสวี่ยเจามองตามสายตาของซางหลิ่นลงไปที่มือของตน หัวคิ้วนางกระตุก หัวใจราวกับหล่นหายไปหนึ่งจังหวะ

ของเหลวที่ซึมออกมาตามง่ามนิ้วนั้นไม่ใช่เหงื่อจากฝ่ามือ แต่เป็นเลือดที่ไหลออกมาจากตอนเมื่อครู่ที่ปลายนิ้วของนางจิกทะลุเนื้อฝ่ามือตนเอง

นางเงยหน้าขึ้นอย่างตะลึงงัน สบเข้ากับสายตาเรียบเฉยสงบนิ่งของซางหลิ่น เขาดูราวกับไม่รู้สึกเลยแม้แต่น้อยว่าคำพูดเมื่อครู่นั้นมีสิ่งใดไม่เหมาะสม

สวินเฟิงที่อยู่ข้างๆ รีบกระแอมไอสองที ซางหลิ่นคล้ายเพิ่งนึกอะไรออก แววตาวูบผ่านความลนลานเสี้ยวหนึ่ง ก่อนชักข้อมือกลับไปซ่อนไว้ในแขนเสื้ออย่างรวดเร็ว แล้วเอ่ยเย็นชา “ออกไป!”

แต่เหนียนเสวี่ยเจากลับอดหัวเราะออกมาไม่ได้ ช่างน่าขันเหลือเกิน น่าขันเสียจริง

ผู้กุมสถานการณ์ราชสำนักมานานนับสิบปี มองคนชั่วเพียงปราดเดียวก็ตัดสินชะตาเป็นตายได้ กลับเป็นคนที่แยกสีทั้งห้าไม่ออก ไม่รู้รสทั้งห้าเสียอย่างนั้น

เหนียนเสวี่ยเจามองเลือดบนมือของตน กลิ่นคาวเลือดตีขึ้นมา นางหัวเราะเย็น ก่อนเงยหน้ามองซางหลิ่นอีกครั้ง สายตาเต็มไปด้วยการข่มขู่ “ที่แท้ท่านเสนาบดีใหญ่ก็แยกสีทั้งห้าไม่ออก ไม่รู้รสทั้งห้าหรอกหรือ...”

สวินเฟิงยกกระบี่ขึ้นมาจ่อคอนางอีกครั้ง “พูดจาเหลวไหลอะไร!”

ซางหลิ่นมองคนตรงหน้าที่มีสีหน้าเปิดเผย ไร้ความเกรงกลัว ในใจกลับบังเกิดความสนใจขึ้นมาหลายส่วน คืนนี้เจียงจือเถาช่างดูไม่เหมือนคนที่เขาเคยรู้จัก

คุณหนูผู้เรียบร้อยมีความรู้ ย่อมไม่มีทางทำสีหน้าคุกรุ่นไปด้วยไอสังหารเช่นคนตรงหน้า ยิ่งไม่อาจมีท่าทีเหมือนคนสิ้นหนทางที่ไม่คิดรักษาชีวิตเช่นนี้

แต่ครู่ต่อมา เหนียนเสวี่ยเจากลับเดินหน้าในความอันธพาลของตนจนสุดทาง “แต่ไม่เป็นไร ข้าอ่านตำราแพทย์มาตั้งแต่เด็ก รอข้าแต่งเข้าไปในจวนตระกูลซางก่อน ข้าย่อมหาวิธีรักษาท่านให้หายได้แน่!”

ซางหลิ่นชะงักไป ราวกับกำลังสงสัยว่าตนมองผิดไปเมื่อครู่หรือไม่ ความดุดันบนใบหน้าคนตรงหน้าหายไปในชั่วพริบตา สายตาที่มองเขาร้อนแรงเสียจนเหมือนจะกลืนเขาทั้งเป็น

เขาหัวเราะเยาะตัวเองเบาๆ เห็นชัดว่าไม่ได้ใส่ใจคำพูดของนางเลย อาการป่วยของเขาเป็นโรคที่เกิดจากใจ ตั้งแต่อายุสิบขวบมาจนถึงวันนี้ ดื่มยามาเท่าไร ใช้ตำรับมานับไม่ถ้วน ก็ไม่เคยดีขึ้นแม้แต่น้อย แต่คนตรงหน้ากลับโอหังไม่น้อยทีเดียว

เขายกนิ้วชี้ขึ้น ค่อยๆ ดันคมกระบี่ที่จ่ออยู่ตรงคอเหนียนเสวี่ยเจาออกไป ก่อนสบตานางแล้วกล่าวเรียบๆ “คุณหนูเจียง เจ้าอยากได้อะไร”

เรื่องราวบนโลกนี้ล้วนมีราคาต่อรอง ขอเพียงยื่นสิ่งแลกเปลี่ยนให้สูงพอ การค้าก็ย่อมสำเร็จ

“ท่าน” คนตรงหน้ากระดกคิ้วขึ้น พอเห็นเขาไม่มีปฏิกิริยา จึงยิ้มแล้วกล่าวต่อ “ข้าอยากได้ท่านอย่างไรเล่า”

สีหน้าที่ควบคุมทุกอย่างได้ดั่งใจของซางหลิ่นแข็งค้างอยู่ตรงนั้นในทันที ดวงตาเต็มไปด้วยความตกตะลึง ผ่านไปครู่ใหญ่จึงเค้นออกมาได้เพียงคำเดียว “เจ้า...”

คนผู้นี้คงไม่ถึงขั้นไร้ยางอายจริงๆ หรอกกระมัง ต่อหน้าผู้คนมากมาย ยังมีคำพูดไร้สาระใดก็กล้าพ่นออกมา

เหนียนเสวี่ยเจาลุกพรวดไปนั่งข้างเขาในทันที เก็บรอยยิ้มลง “ช่างเถอะ ในเมื่อท่านซางไม่เต็มใจเพียงนี้ เช่นนั้นข้าขอเปลี่ยนเงื่อนไข”

“คืนนี้พวกท่านจะไปตามหาศพขององค์หญิงใหญ่ใช่หรือไม่ พาข้าไปด้วยคน”

กำปั้นของซางหลิ่นที่ซ่อนอยู่ในแขนเสื้อกำแน่น เขาหันมามองนาง แววตาเพิ่มความระแวงขึ้นหลายส่วน “เจ้ารู้ได้อย่างไร...”

“ท่านจะถามว่าข้ารู้ได้อย่างไรว่าองค์หญิงใหญ่ตายในป่าลึกนี้หรือ” ยังไม่ทันที่ซางหลิ่นจะพูดจบ เหนียนเสวี่ยเจาก็เอ่ยขัดขึ้น “ข้าเห็นกับตา”

ใบหน้านางสงบนิ่งไม่ต่ำต้อยไม่โอหัง เมื่อเห็นซางหลิ่นนิ่งแข็งไปทั้งร่าง นางก็หัวเราะเบาๆ แล้วเอ่ยทีละคำ “สภาพตอนตายน่าอนาถนัก หน้าอกถูกแทงเป็นรูเลือดหลายแผล เลือดไหลจนหมดตัว ตายตาไม่หลับ”

สวินเฟิงยกมือชี้นาง “นายท่าน นี่มัน...”

ซางหลิ่นยกมือขึ้นห้าม

สวินเฟิงกล่าวต่อ “สตรีผู้นี้รู้มากเกินไปแล้ว เด็ดขาดว่าเก็บไว้ไม่ได้!”

ซางหลิ่นยังคงกล่าวเรียบเฉย “ไม่เป็นไร พานางไปนำทางก็พอ”

หากเป็นไปได้ เขาย่อมอยากฆ่าหญิงผู้นี้ด้วยมือตนเองในเวลานี้ แต่คืนนี้องค์หญิงใหญ่ที่ถือสินสอดมาหาเขาถึงประตูกลับเสียชีวิตไปแล้ว หากว่าที่เจ้าสาวซึ่งจะแต่งเข้าจวนในไม่กี่วันของเขามาตายอยู่ในป่าลึกนี้อีกคน ต่อให้มีปากเป็นร้อยก็ยากจะล้างข้อกล่าวหาได้

สวินเฟิงร้อนใจขึ้นมา “ถึงเรื่องคืนนี้จะพอผ่านไปได้ แต่นางรู้เรื่องโรคเก่าของท่านแล้ว หากแพร่งพรายออกไป พวกคนชั่วที่คิดฉวยโอกาสทำร้ายท่าน เกรงว่าคงเหยียบธรณีประตูจวนตระกูลซางจนสึกแน่!”

เหนียนเสวี่ยเจาลุกขึ้นยืน “อีกเพียงวันเดียว ข้าก็จะแต่งเข้าจวนตระกูลซางแล้ว หากข้าแพร่งพรายเรื่องนี้ออกไป มิเท่ากับหาเรื่องใส่ตัวเองหรือ”

“ยิ่งไปกว่านั้น...” เหนียนเสวี่ยเจาหันไปมองซางหลิ่น ขยิบตาให้เขาคราหนึ่งแล้วกล่าว “เวลานี้ข้าชอบท่านซางเข้าแล้ว ปกป้องเขายังไม่ทัน จะปล่อยให้คนอื่นมาทำร้ายเขาได้อย่างไร”

ทุกคำที่นางเอ่ยฟังจริงจังนัก จนสวินเฟิงได้แต่ถอนหายใจอยู่ข้างๆ อยากโต้กลับก็ไม่รู้จะโต้เช่นไร

หญิงผู้นี้ช่างเหลวไหล ไร้กิริยา คำพูดที่พ่นออกมาไม่ผ่านสมองแม้แต่น้อย เขาขุ่นใจนัก นายท่านของเขาปกติอ่านใจคนเก่งยิ่ง เหตุใดเวลานี้กลับถูกหญิงที่พิรุธเต็มไปหมดคนนี้ทำให้ตาพร่าไปได้!

11,600 ตัวอักษร

ความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น

แชร์: