บทที่ 4
รับธนูแทน
เหนียนเสวี่ยเจาชะงักไป ก่อนเงยตาขึ้นมองซางหลิ่น
คนผู้นั้นยืนอยู่ที่เดิม สีหน้าเรียบนิ่งไร้คลื่นอารมณ์ ราวกับไม่รู้สึกเลยว่า คำพูดของตนเองมีตรงไหนผิด
คืนนี้เขาเพิ่งได้รู้ข่าวว่าเหนียนเสวี่ยเจาตายแล้ว เดิมทีก็อารมณ์ขุ่นมัวอยู่ก่อน บัดนี้ยังต้องมาแย่งศพกับคนเจ้าชู้อีก เขาขมวดคิ้ว ความหงุดหงิดพลุ่งขึ้นมาในอก “สวินเฟิง เก็บศพ”
เซี่ยสือเยี่ยนยืนอยู่หน้าร่างไร้วิญญาณ ได้ยินดังนั้นก็เหลือบมองเหนียนเสวี่ยเจาครั้งหนึ่ง เห็นนางไม่พูดอะไรอีก จึงไม่ได้ขวางไว้ เพียงเอ่ยอย่างเรียบเฉยว่า “คนทั้งใต้หล้าต่างนึกว่าใต้เท้าเสนาบดีใหญ่กับองค์หญิงใหญ่เป็นศัตรูคู่อาฆาต ใครจะคาดคิดว่า บัดนี้นางตายแล้ว คนที่ยอมมารับศพ นอกจากข้าแล้ว กลับยังมีเจ้าอีกคน”
วาจานี้มีทั้งเสียงเยาะหยันอยู่ครึ่งหนึ่ง และเจือศัตรูอยู่อีกครึ่งหนึ่ง
สวินเฟิงยัดร่างใส่กระสอบป่าน มัดขึ้นรถม้าอย่างคล่องแคล่วต่อเนื่องราวสายน้ำ เหมือนเคยทำเรื่องเช่นนี้มามากไม่น้อย เหนียนเสวี่ยเจาที่มองอยู่ด้านข้างอดจุ๊ปากไม่ได้ แค่ดูก็รู้ว่าเป็นทหารที่ไม่ได้ถูกฝึกมาจากคนดีอันใด
ซางหลิ่นไม่ใส่ใจคำพูดของเซี่ยสือเยี่ยน หันหลังเหยียบขึ้นรถม้า
เซี่ยสือเยี่ยนแค่นเสียงเย็น “เฮ้ย! ข้าไม่สนว่าเจ้าจะเป็นขุนนางคนสำคัญหรือเป็นคนโปรดของฝ่าบาท หากให้ข้ารู้ว่าเจ้าไม่ได้จัดการฝังเสวี่ยเจาให้ดี ข้าจะไปถึงเรือน รับนางกลับมาด้วยตนเองแน่”
ซางหลิ่นเหลือบมองศพทีหนึ่ง ก่อนมองเซี่ยสือเยี่ยนอีกที แล้วเอ่ยเสียงเย็นว่า “คนที่ฆ่านาง ไม่ใช่ข้า เจ้าไม่จำเป็นต้องแสดงความเป็นศัตรูกับข้าถึงเพียงนี้”
“เจ้า!” เซี่ยสือเยี่ยนกำหมัดแน่น เพิ่งจะก้าวขึ้นหน้า ก็ได้ยินอีกฝ่ายเอ่ยต่อว่า
“แทนที่จะมายืนเดือดดาลอยู่ตรงนี้ ไม่สู้ไปสืบให้ดีเสียหน่อยดีกว่า ว่าใครกันแน่ที่อยากได้ชีวิตขององค์หญิงใหญ่ จนแม้ตายแล้วก็ยังไม่ยอมให้นางได้ฝังอย่างสมเกียรติ”
พอสิ้นคำ เหนียนเสวี่ยเจารู้สึกวาบเย็นขึ้นที่แผ่นหลัง ขนลุกเกรียวไปทั้งตัว
ไม่ใช่เขาหรือ? ถ้าเช่นนั้นจะเป็นใครได้อีก?
ไม่สิ จะเชื่อคำพูดของคนผู้นี้ไม่ได้ เผื่อว่าเขาแค่อยากหลอกเอาศพนางกลับจวนเล่า?
เหนียนเสวี่ยเจารีบสาวเท้าตามไปสองก้าว คว้าชายแขนเสื้อของซางหลิ่นไว้
ถูกนางกระชากเช่นนั้น ฝีเท้าที่กำลังก้าวขึ้นรถม้าของเขาก็ชะงักลง ก่อนหันมามองนาง
“เรื่องที่รับปากเจ้า ข้าทำเสร็จตามนัดแล้ว ต่อจากนี้เจ้ายังจะไปที่ใด ไปอย่างไร ต่อให้จะเป็นหรือตาย ก็ไม่เกี่ยวกับข้าอีกแม้แต่น้อย”
เหนียนเสวี่ยเจาเพิ่งจะอ้าปาก ทว่าสายตากลับเผลอไปหยุดอยู่ที่ต้นไม้ด้านหลังเขา เงาดำสายหนึ่งพุ่งขึ้นไป กิ่งไม้ดังเอี๊ยดอ๊าด ชายชุดดำปิดหน้าคนหนึ่งนั่งคร่อมอยู่บนกิ่งไม้ ธนูในมือยิงตรงมาทันที
“ระวัง!” เหนียนเสวี่ยเจาร้องเสียงหลง กระโจนขึ้นรถม้าแล้วหมุนตัวโถมเข้าใส่ซางหลิ่นจนล้มลง
ลูกธนูที่พุ่งฝ่าดงไม้ปักเข้าที่ไหล่ด้านหลังของนาง เหนียนเสวี่ยเจาครางอู้อี้ ยังไม่ทันได้ร้องเจ็บ ม้าด้านล่างก็แตกตื่น สะบัดกีบวิ่งทะยานออกไป
“อ๊ะ!” เอวของเหนียนเสวี่ยเจาอ่อนยวบ ร่างกำลังจะพลิกตกลงไป
นางหลับตาปี๋ ไม่กล้ามองอีก คิ้วขมวดแน่น ชั่วพริบตาต่อมา มือใหญ่คู่หนึ่งก็รัดรอบเอวของนาง จับนางขังไว้ในวงแขนอย่างมั่นคง
เมื่อเหนียนเสวี่ยเจาได้สติแล้วลืมตาขึ้น ก็พบว่าตนเองกำลังพาดอยู่บนร่างซางหลิ่น ส่วนซางหลิ่นมือหนึ่งจับบังเหียน อีกมือกุมเอวของนางไว้ ก้มตามองนางแล้วเอ่ยว่า “ปล่อยมือได้หรือยัง?”
รถม้าค่อยๆ ทรงตัวมั่นคงขึ้น เสียงตะโกนของสวินเฟิงที่ตามมาจากด้านหลังยิ่งห่างออกไปทุกที
เหนียนเสวี่ยเจาดันข้อศอกขึ้นจากร่างซางหลิ่น ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนทั้งร่างจะอ่อนยวบลงอีกครั้ง สองแขนโอบรัดเอวเขาไว้แน่น เอาใบหน้าซุกลงบนอกแน่นแข็งของเขา
เมื่อครู่นางเพิ่งรับธนูแทนเขาเต็มๆ หากไม่แสร้งให้น่าเวทนายิ่งหน่อย คนผู้นี้จะเก็บบุญคุณช่วยชีวิตไว้ในใจได้อย่างไร
เหนียนเสวี่ยเจาแกล้งทำเป็นเจ็บไหล่ขวาจนขมวดคิ้ว ดวงตาคู่งามที่คลอไปด้วยน้ำตามองสบสายตารังเกียจเล็กๆ ของซางหลิ่น “ท่านพี่ ข้าเจ็บเหลือเกิน ขยับไม่ได้แล้ว”
ทั้งสองสบตากันอยู่พักใหญ่ สุดท้ายกลับเป็นซางหลิ่นที่ถอยก่อน เห็นว่ารถม้าทรงตัวแล้ว เขาจึงปล่อยบังเหียน ประคองเหนียนเสวี่ยเจาขึ้นมา ลุกพานางเข้าไปในรถม้า
ยังไม่ทันที่เหนียนเสวี่ยเจาจะพูดอะไรต่อ เขาก็ไม่กล้าชักช้าแม้ชั่วครู่ พลิกม่านรถม้าแล้วออกไปนั่งด้านนอกทันที
เหนียนเสวี่ยเจานอนอยู่บนตั่ง มองเงาร่างที่สะท้อนจากหลังม่านรถม้าซึ่งปลิวไหวตามลม แล้วเอ่ยถามว่า “ตอนนี้เราจะไปที่ใดกัน?”
ซางหลิ่นตอบ “กลับจวน”
ดวงตาเหนียนเสวี่ยเจาเป็นประกายขึ้นทันที “จวนตระกูลซางหรือจวนตระกูลเจียง? ถ้ากลับจวนซาง...ท่านจะรับข้าไว้หรือไม่?”
ซางหลิ่น “...”
เขาไม่พูดอะไรอีก เพราะกลัวว่านางจะหลุดคำเหลวไหลอะไรออกมาอีก
เขายืนหยัดอยู่กลางราชสำนักมาสิบปี คนตระกูลใหญ่และขุนนางในเมืองหลวงจับจ้องเขามาสิบปี คุณหนูตระกูลสูงศักดิ์ถูกคนในบ้านยัดเยียดมาข้างกายเขาทีละคน มีทั้งกุลสตรีผู้รอบรู้ในกิริยามารยาท มีทั้งผู้เชี่ยวชาญพิณ หมากล้อม อักษร ภาพวาด บ้างก็มีท่วงท่าร่ายรำเป็นเลิศ แต่ไม่มีสักคนที่ก้าวเข้าไปในจวนตระกูลซางได้แม้แต่ครึ่งก้าว กระทั่งเข้าใกล้ตัวเขายังไม่มีสิทธิ์
แต่กลับเป็นสตรีที่อยู่ในรถม้าคนนั้น คนที่พูดจาสองแง่สามง่ามเต็มปาก ตอนเที่ยงยังมาปฏิเสธการแต่งงาน จะหนีตามคุณชายตระกูลเจียงไป ครั้นตกกลางคืนกลับมาพัวพันเขาไม่ยอมไปไหน แถมยังฉวยโอกาสเนื้อแนบเนื้อกับเขาเสียทุกอย่าง
สีแดงเรื่อค่อยๆ ลามขึ้นมาถึงปลายหู เขาบังคับตนเองไม่ให้คิดต่อ ทว่าคนที่นอนอยู่บนตั่งด้านหลังกลับร้องเจ็บไม่หยุด จนทำให้เขาใจหงุดหงิดว้าวุ่น
เหนียนเสวี่ยเจา “อีกนานหรือไม่ ตอนนี้ข้าไม่ใช่แค่เจ็บไหล่ ข้ายังหนาวด้วย ซางหลิ่น เจ้าคิดว่าข้าจะตายหรือไม่?”
เหนียนเสวี่ยเจา “ตอนนี้ยังมึนหัวนิดหน่อยด้วย ข้าถูกพิษใช่หรือไม่?”
เหนียนเสวี่ยเจา “ซางหลิ่น! หากเจ้ายังไม่เข้ามาดูข้าอีก ก็รอเป็นพ่อม่ายหนุ่มได้เลย!”
คนด้านนอกตอบสนองในที่สุด แต่มีเพียงสองคำเรียบเย็น “หุบปาก”
คราวนี้สตรีด้านในกลับเชื่อฟัง ไม่เอ่ยอะไรอีก ทว่าซางหลิ่นที่นั่งอยู่หน้ารถ ใจกลับยิ่งกระสับกระส่ายกว่าเดิม รถม้าแล่นไปได้กว่าครึ่งทาง อีกเพียงหนึ่งเค่อก็จะพ้นป่า แต่นางกลับไม่ส่งเสียงแม้แต่คำเดียว
เขาอดหันกลับไปมองไม่ได้ คนหลังม่านรถที่นอนอยู่บนตั่งเหงื่อแตกท่วมศีรษะ
เขากระตุกบังเหียนอย่างแรง หยุดรถไว้หลังพุ่มไม้ จากนั้นหันกายเดินเข้าไปในรถ
“เจียงจือเถา” เขาหยุดยืนตรงหน้านาง เรียกชื่อนางออกมา คนผู้นั้นขมวดคิ้วแน่น ลืมตาแทบไม่ขึ้น ยื่นมือข้างหนึ่งมาคว้าชายเสื้อเขาไว้แน่น ราวกับกลัวว่าเขาจะจากไป
สีปากของเหนียนเสวี่ยเจาเกือบขาวซีดไร้เลือดแล้ว แต่ซางหลิ่นกลับมองไม่เห็น
นางขยับริมฝีปาก ก่อนฝืนเอ่ยว่า “คราวนี้ข้าไม่ได้หลอกเจ้า ธนูดอกนั้นมีพิษ”
เกรงว่าเขาจะไม่เชื่อ เหนียนเสวี่ยเจาจึงยื่นมืออีกข้างไปจับข้อมือเขา ดึงมาแตะที่หน้าผากของตน ร้อนระอุเสียจนแทบลวกมือ
จากประสบการณ์รักษาคนไข้มาหลายปีของนาง พิษที่ชุบอยู่บนธนูดอกนี้ น่าจะเป็นพิษอู๋
แต่พิษชนิดนี้เกิดจากหญ้าอู๋ในทะเลทรายชายแดน เหตุใดจึงมาโผล่ถึงเมืองหลวงได้?
เมื่อหลายปีก่อน นางเคยรักษาทหารคนหนึ่งที่เมืองจิ่นเซียง จึงรู้ดีว่าพิษนี้ร้ายกาจเพียงใด
เพียงผิวหนังสัมผัสก็ทำให้คนไข้มีไข้สูง สูญเสียความอบอุ่นในร่างกาย หากเข้าไปถึงกระแสเลือด เกรงว่าจะต้องตายสถานเดียว
ยังจำได้ว่า ตอนนั้นเพื่อช่วยทหารคนนั้น นางฝืนกรีดแผลที่โดนมีดอาบพิษออกไปครึ่งชุ่น ปล่อยเลือดไปตั้งครึ่งอ่าง ถึงจะดึงชีวิตคนกลับมาได้อย่างหวุดหวิด
เหนียนเสวี่ยเจาส่ายหน้า ไม่ได้ นางเป็นคนกลัวเจ็บที่สุด ต่อให้ต้องตาย นางก็ไม่ยอมกรีดแผลปล่อยเลือดเพื่อเอาชีวิตรอดเด็ดขาด
ซางหลิ่นเห็นสภาพของนางก็ชะงักไป ก่อนหมุนตัวเดินออกจากรถม้า
เหนียนเสวี่ยเจาตะลึงงัน ผ้าไหมในมือที่กำแน่นถูกฉีกขาด นางอดด่าเสียงต่ำไม่ได้ “อะไรกัน อย่างน้อยข้าก็เป็นผู้มีพระคุณช่วยชีวิตเจ้า เจ้ายังจะปล่อยให้ข้าตายต่อหน้าเช่นนี้หรือ?!”
นอกม่านรถ ซางหลิ่นสะบัดบังเหียน รถม้าพลันเร่งความเร็วขึ้นทันที
เมื่อครู่ตอนเจียงจือเถาจับข้อมือเขา เขาก็รู้แล้วว่าเรื่องไม่ดี นิ้วมือนั้นเย็นเยียบถึงกระดูก หากยื้อไปอีก เกรงว่านางจะสูญเสียความอบอุ่นจนเป็นอันตราย
ข้างหน้าอีกราวสองร้อยเมตรมีถ้ำแห่งหนึ่ง สามารถก่อไฟให้นางผิงได้
เหนียนเสวี่ยเจามองเสื้อคลุมสีน้ำเงินเข้มที่ตนกระชากขาดติดมือมา ฝืนยิ้มขมขื่นออกมา ด่าคนผู้นั้นในใจว่าไร้เยื่อใย
เดิมทีก็เป็นคนที่เห็นแก่ผลประโยชน์ของตนถึงขั้นเอาชีวิตคนได้อยู่แล้ว แล้วจะยื่นมือช่วยเพราะบุญคุณช่วยชีวิตเพียงน้อยนิดได้อย่างไร เป็นนางเองที่ไร้เดียงสาเกินไป
ร่างกายเริ่มสั่นไม่หยุด เมื่อครู่ยังหนาวจนสั่น ตอนนี้กลับเริ่มมีเหงื่อออก ทั้งตัวราวกับถูกย่างอยู่บนกองไฟ
เปลือกตาของเหนียนเสวี่ยเจาเริ่มหนักขึ้น นางยกมือบีบง่ามมือไว้แรงๆ พยายามบังคับให้ตนเองมีสติ แต่จิตสำนึกกลับค่อยๆ เลือนรางลงอย่างควบคุมไม่ได้
รถม้าที่โยกไกวเสียจนนางหวาดหวั่นหยุดลงกะทันหัน ร่างของนางเอนวูบ กำลังจะกลิ้งตกจากตั่ง ก็มีมือใหญ่คู่หนึ่งประคองบั้นเอวด้านหลังไว้ ก่อนยกทั้งคนทั้งผ้าห่มบนตั่งขึ้นพาดบ่า
ถูกซางหลิ่นแบกออกจากรถม้า ลมหนาวพัดมาเป็นระลอกๆ กลับทำให้นางรู้สึกเย็นสบายอย่างน่าประหลาด
จนกระทั่งถูกโยนลงในถ้ำ ห่อร่างด้วยผ้าห่มหนาหนัก ความร้อนรุ่มนั้นก็ถาโถมกลับมาอีกครั้ง นางง่วงจนลืมตาไม่ขึ้น ตามสัญชาตญาณจึงยื่นมือผลักไส ผ้าห่มที่เพิ่งห่อไว้ดีๆ ก็กระจัดกระจายลงพื้น
ครั้งหนึ่ง สองครั้ง สามครั้ง...
ซางหลิ่นหมดความอดทน กระบี่อวี้หลีพ้นฝัก เขาใช้ปลายกระบี่ยกชายผ้าห่มขึ้น เอ่ยเสียงเย็นว่า “เจ้าเลือกเอง จะห่อผ้าห่มให้ดีๆ หรือจะให้ข้าช่วยให้เจ้าตายอย่างไม่ทรมานเดี๋ยวนี้”
เหนียนเสวี่ยเจาถูกคมกระบี่วาบผ่านจนสติกลับมามากขึ้น นางลืมตาหรี่ๆ ขึ้นมา ดึงชายผ้าห่มจากคมกระบี่ แล้วรีบห่อตัวให้แน่นอย่างคล่องแคล่ว
พอทำเสร็จ นางก็เม้มปากอย่างไม่ยอมแพ้ ส่งสายตาค้อนซางหลิ่นทีหนึ่ง “ทั้งที่เป็นคำพูดห่วงใยแท้ๆ กลับต้องพูดออกมาอย่างไร้เยื่อใยถึงเพียงนี้ มีที่ไหนกันพูดไม่เข้าหูก็ชักดาบใส่คู่หมั้นของตนเอง!”
“ข้าไม่เคยตามใจใคร เจ้าหากไม่อยากแต่ง พรุ่งนี้ก็โยนสินสอดทิ้งเสีย”
“เฮ้ย!” เหนียนเสวี่ยเจาอดร้องขึ้นไม่ได้ ทันทีที่เปล่งเสียง ร่างนางก็สะดุ้งหนาวอีกครั้ง
ช่างเถิดๆ ผู้รู้จักปรับตัวตามสถานการณ์ย่อมเป็นวีรชน ตอนนี้ร่างเล็กอ่อนแอของนางยังไม่ใช่เวลาจะไปปะทะกับเขาตรงๆ เอาไว้ฟื้นกำลังให้ดีก่อน วันหน้าค่อยหาโอกาสเอาคืนเขา!
“นายท่าน!” สวินเฟิงวิ่งกระหืดกระหอบมาตลอดทาง ครั้นพุ่งเข้ามาในป่าก็หอบหายใจแล้วเอ่ยต่อ “เจ้าคนสวมหน้ากากเมื่อครู่นั้นมีคนคอยรับช่วง ข้าไล่ไปถึงปากทางออกจากป่า ตัวคนก็หายไปแล้ว”
ซางหลิ่นกระตุกมุมปากน้อยๆ เอาแต่ก้มหน้าเรียงกิ่งไม้แห้งเล็กๆ ที่เก็บมาจากมุมผนัง
อารมณ์ร้อนของสวินเฟิงกดไม่อยู่ เอ่ยต่อว่า “คืนนี้พอกลับจวน ข้าจะพาคนออกตามหาเอง พอขุดตัวมันเจอเมื่อใด ดูสิว่าข้าจะไม่สับมันเป็นหมื่นชิ้น”
ซางหลิ่นเอ่ยเรียบๆ ว่า “ก็แค่สหายเก่าคนหนึ่ง ไม่จำเป็นต้องเอิกเกริกถึงเพียงนั้น”
เห็นซางหลิ่นเอาแต่ถือหินจุดไฟตั้งใจจะก่อไฟ สวินเฟิงก็ยิ่งเดือดดาล กระแทกเท้าใส่กำแพงหินทีหนึ่ง “แล้วความหมายของนายท่านก็คือ ปล่อยผ่านไปอย่างนั้นหรือ?”
เขาเดินไปยืนตรงหน้าซางหลิ่น ชี้บาดแผลที่ถูกคมมีดเฉือนบนตัว “แล้วบาดแผลทั้งตัวข้านี้ จะให้ไปเอาความกับใคร!”
กองไม้แห้งติดไฟขึ้นมา ซางหลิ่นไม่สนใจเขา ลุกขึ้นเดินไปด้านหลังเหนียนเสวี่ยเจา อุ้มทั้งคนทั้งผ้าห่มขึ้นมา พาไปวางใกล้กองไฟ
“พกเหล้ามาหรือไม่?” ซางหลิ่นยอมมองเขาเสียที สวินเฟิงถูกถามโดยไม่ทันตั้งตัวก็งงอยู่บ้าง เขาพยักหน้า ปลดน้ำเต้าที่ห้อยเอวส่งให้ซางหลิ่น
“นายท่าน เอาเหล้าไปทำสิ่งใด? ปกติท่านไม่แตะสักหยดไม่ใช่หรือ?”
ซางหลิ่นเอากระบี่อวี้หลีไปอังไฟ ดื่มเหล้าคำหนึ่งแล้วพ่นลงบนคมกระบี่ “ตอบแทนบุญคุณ”
หน้าเหนียนเสวี่ยเจาแดงวาบขึ้นมาทันที คำที่นางด่าเขาอยู่ในรถม้าเมื่อครู่ เขาได้ยินหมดเลยหรือ???
สวินเฟิงยังไม่ทันเข้าใจ ก็ถูกซางหลิ่นสั่งให้หันหลังไป
ผ้าห่มที่ห่อเหนียนเสวี่ยเจาไว้แน่นถูกดึงลงจากบ่าและลำคอ ซางหลิ่นลงมือฉับเดียว ตัดก้านธนูขาด
เหนียนเสวี่ยเจาสะดุ้งเฮือก ไหล่ยกเกร็งด้วยความเจ็บจนสูดลมหายใจเย็นเยียบเฮือกหนึ่ง เพิ่งจะหันกลับไป ก็ถูกเขาห้ามไว้ก่อน “อย่าขยับ”
ซางหลิ่นจับก้านธนูไว้ เหนียนเสวี่ยเจารีบร้อง “เดี๋ยวก่อน!”
“เอ่อ...ถ้าเจ้าจะดึงธนู ช่วยดึงจากด้านหน้าได้หรือไม่ ข้ามองไม่เห็น ข้ากลัว”
เห็นซางหลิ่นไม่พูดอะไร เหนียนเสวี่ยเจาก็ค่อยๆ หมุนตัวกลับมาเอง อย่างไรเสียคนผู้นี้ไม่พูด ก็มักหมายความว่ายอมรับแล้ว
ซางหลิ่นเอามือแตะไว้ที่กระดูกไหปลาร้าของนาง อีกมือหนึ่งออกแรงเล็กน้อย เพิ่งเริ่มเท่านั้น เหนียนเสวี่ยเจาก็เจ็บจนตัวสั่นอีกครั้ง นางคว้าข้อมือเขาไว้แน่น น้ำตาแทบร่วง “ไม่ดึงได้หรือไม่?”
“เจ้าคิดว่าเล่า?”
สบตากับใบหน้าเย็นชานิ่งแข็งนั้นอยู่สามอึดใจ เหนียนเสวี่ยเจาก็ก้มหน้าลงอย่างหมดแรง
ซางหลิ่นออกแรงอีกครั้ง ก้านธนูเริ่มคลายออก เหนียนเสวี่ยเจาเจ็บจนเหงื่อซึมเต็มหน้าผาก นิ้วที่กำแน่นจนข้อนิ้วซีดขาวก็ยังทนความปวดไม่ไหว ฟันเริ่มกระทบกันไม่หยุด โดยไม่ทันคิด นางก้มลงกัดเข้าที่ลำคอด้านข้างของคนตรงหน้าอย่างแรง
นางต้องเจ็บเพราะเขา อย่างน้อยก็ต้องให้เขาได้ลิ้มรสนี้บ้าง
ความคิดเห็น
ยังไม่มีความคิดเห็น