เนื้อหาสำหรับผู้อายุ 18 ปีขึ้นไป

นิยายเรื่องนี้มีเนื้อหาที่ไม่เหมาะสมสำหรับเยาวชน กรุณายืนยันว่าคุณมีอายุ 18 ปีขึ้นไป

“ฤกษ์มงคลมาถึงแล้ว—”

เสียงร้องของสี่เหนียงดังขึ้นจากนอกประตูเรือน ฉืออิ๋งถูกผ้าคลุมหน้าสีแดงสดปักลายยวนยางคลุมปิดใบหน้า นางก้าวขึ้นสู่เกี้ยวรับเจ้าสาวท่ามกลางเสียงฆ้องกลองและเสียงอวยพรที่ดังซ้อนกันเป็นระลอก

จากจวนชางหย่วนป๋อฝั่งตะวันตกของเมืองถึงจวนเจาอ๋องฝั่งตะวันออกระยะทางกินอาณาเขตเกือบครึ่งเมืองหลวง เกี้ยวแต่งงานโยกไหวกระแทกไปตลอดทาง เสียงแตรมงคลที่บรรเลงขึ้นกลับแฝงความเศร้าสร้อยราวกับถูกลมหนาวต้นฤดูใบไม้ผลิย้อมสีหม่น

ตลอดเส้นทางเสียงซุบซิบนินทาของชาวบ้านดังไม่ขาดสาย “ยกลูกสาวในบ้านไปแต่งกับคนตาบอดทั้งสองข้างซ้ำยังอารมณ์ร้าย ทั้งที่เป็นถึงจวนป๋อยังกล้ายิ้มรับแขกได้อีก”

“เจาอ๋องอุปนิสัยโหดเหี้ยมนัก ได้ยินว่าชอบทรมานคนอย่างโหดร้าย คุณหนูตระกูลฉือแต่งเข้าไปเกรงว่าจะเป็นชะตาดอกไม้ร่วงโรย”

“ก็ไม่แน่ ได้ยินว่าเจาอ๋องบาดเจ็บสาหัสชีวิตแขวนอยู่บนเส้นด้าย วันนี้แม้แต่รับตัวเจ้าสาวยังมาเองไม่ได้ คุณหนูผู้นี้แต่งไปอาจเป็นหม้ายตั้งแต่วันแรกก็ได้…”

ผู้คนพูดกันเจ็ดปากแปดเสียง ถึงขั้นมีคนพนันกันว่าสตรีผู้นี้จะมีชีวิตอยู่ในจวนเจาอ๋องได้กี่วัน แต่ไม่มีใครรู้เลยว่าเจ้าสาวในเกี้ยวนี้มิใช่ฉืออิ่งเย่ว์บุตรสาวภรรยาเอกของจวนชางหย่วนป๋อ แต่เป็นบุตรสาวสายรองที่ถูกเลี้ยงไว้ในเรือนชนบทนอกเมือง— ฉืออิ๋ง

ภายใต้ผ้าคลุมหน้าสีแดงสดที่ไหวเบาๆ ผืนนั้นซ่อนใบหน้าอ่อนละมุนขาวผ่องดุจหยกอยู่ ฉืออิ๋งนั่งตัวตรงอยู่ในเกี้ยวทุกกิริยาท่าทางรักษาความสง่างามสมฐานะคุณหนูใหญ่ของจวนป๋อ เพียงแต่นิ้วขาวซีดที่กำผ้าเช็ดหน้าแน่นยังคงเผยความหวาดหวั่นในใจออกมาโดยไม่อาจปิดบัง

จะไม่ให้หวาดหวั่นได้อย่างไร บุตรสาวสายรองที่จวนป๋อเคยทอดทิ้ง ถูกครอบครัวสับเปลี่ยนตัวอย่างแนบเนียนให้มาสวมรอยแต่งงานแทนพี่สาวลูกภรรยาเอกกับอสูรร้ายที่ชื่อเสียงฉาวโฉ่ ผู้ที่ก้าวขาครึ่งหนึ่งเข้าสู่ปรโลกแล้ว ต่อให้เป็นใครก็ยากจะสงบนิ่งได้

ก่อนออกเรือนฮูหยินเอกแซ่อินได้ป้อนยาให้ท่านแม่ของนางอยู่หลายวัน อาการป่วยที่นอนติดเตียงมานานของท่านแม่ดูดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ฉืออิ๋งจึงรู้ดีว่าการแต่งงานครั้งนี้นางไม่มีทางหลีกเลี่ยงได้แล้ว

มารดาผู้ให้กำเนิดของฉืออิ๋งเดิมเป็นอนุของบิดา ชางหย่วนป๋อ แต่เจ็ดปีก่อนเพราะฉืออิ๋งเล่นซุกซนไปชนอินฮูหยินที่กำลังตั้งครรภ์จนทำให้แท้งบุตร บิดาโกรธเกรี้ยวเป็นอย่างยิ่งไม่ฟังคำอธิบายใดๆ ก็ฟาดแส้ใส่นางและท่านแม่ทันที

นางมั่นใจว่าไม่เคยชนหน้าท้องของอินฮูหยินเลย แต่ไม่มีใครเชื่อคำพูดของนาง!

ท่านแม่ปกป้องนางสุดชีวิตรับแส้ไปสี่สิบที ตอนถูกส่งไปเรือนชนบทนอกเมืองแทบไม่เหลือชีวิตแล้ว หลังจากนั้นร่างกายก็ทรุดโทรมลงเรื่อยๆ ฤดูหนาวปีก่อนก็เกือบเอาชีวิตไม่รอดด้วยซ้ำ

นางหลอกบ่าวหญิงที่เฝ้าเรือนหนีออกมากลับไปที่จวนป๋อเพื่อคุกเข่าก้มคำนับขอยา แต่เมื่ออินฮูหยินเห็นใบหน้านี้ของนางกลับเกิดความคิดอื่นขึ้นมา…

ฉืออิ๋งหลับตาลงเล็บมือที่กำแน่นฝังลึกลงในฝ่ามือ จนถึงวันนี้นางกับท่านแม่ยังต้องชดใช้สำหรับความผิดที่ไม่เคยทำ

ยามเย็นขบวนรับเจ้าสาวหยุดลงหน้าจวนเจาอ๋อง

เสียงฆ้องกลองและความเอะอะค่อยๆ เงียบหายแทนที่ด้วยเสียงฝีเท้าและเสียงโลหะของอาวุธกระทบกันอย่างเย็นยะเยือกของทหารอารักขาจวนที่เป็นระเบียบและเคร่งขรึม

ฉืออิ๋งลงจากเกี้ยว นางไม่กล้าคิดสิ่งอื่นใดอีกพยายามตั้งสติกลั้นหายใจ หัวใจเต้นแรงจนแทบหลุดออกจากอกเพราะเกรงว่าจะถูกจับได้ว่าเป็นตัวปลอม โชคดีที่เป็นเพียงการลาดตระเวนตามปกติ มิได้มีผู้ใดผิดสังเกต

เหงื่อเย็นผุดขึ้นเต็มฝ่ามือของฉืออิ๋ง ไม่นานก็มีคนเข้ามา เสียงสตรีอ่อนโยนแฝงรอยยิ้มเอ่ยขึ้นว่า “พระชายา บ่าวคือฉงหลิน นางกำนัลข้างกายจวงเฟย ได้รับคำสั่งให้มารับพระชายาเจ้าค่ะ”

เมื่อฉืออิ๋งได้ยินเช่นนั้นจึงค่อยโล่งอก พยายามประคองเสียงให้มั่นคง “ขอบคุณฉงหลินกูกู”

ฉงหลินกล่าวว่า “ท่านอ๋องบาดเจ็บสาหัสตอนนี้ยังไม่อาจมารับตัวพระชายาด้วยพระองค์เองได้ จวงเฟยก็ทรงประชวรต้องพักฟื้นอย่างสงบ ดังนั้นจวนจึงมิได้จัดงานเลี้ยงอย่างยิ่งใหญ่หวังว่าพระชายาจะไม่ถือสา วันหน้าท่านอ๋องและจวงเฟยจะชดเชยให้พระชายาแน่นอนเจ้าค่ะ”

ฉืออิ๋งพยักหน้าเบาๆ แสดงความเข้าใจ นางเป็นเพียงผู้สวมรอยไม่ได้ใส่ใจความโอ่อ่าใดๆ ด้วยซ้ำ หากทำตัวให้กลืนไปกับอากาศได้ก็ยิ่งดี

ทว่าท่าทีที่เรียบเฉยเกินไปกลับทำให้ฉงหลินมองพระชายาคนใหม่เพิ่มขึ้นอีกนิด เดิมคิดว่าพระชายามาจากตระกูลสูงศักดิ์ต่อให้ไม่โดดเด่นนักก็ย่อมเป็นคุณหนูที่ถูกเลี้ยงดูอย่างตามใจ ด้วยสภาพของท่านอ๋องในตอนนี้บรรดาสตรีจากตระกูลใหญ่ควรจะร้องไห้ไม่ยอมแต่ง หรือไม่ก็ต้องตำหนิจวนอ๋องว่าไม่ให้เกียรติไม่คาดคิดว่าพระชายาจะยอมรับทุกอย่างอย่างสงบ เสียงพูดก็อ่อนโยนไม่มีเค้าความเอาแต่ใจเลยสักนิด ช่าง...แตกต่างจากข่าวที่เคยได้ยิน

ปีก่อนเมื่อฝ่าบาทพระราชทานสมรส จวงเฟยเคยให้คนไปสืบเรื่องคุณหนูใหญ่ตระกูลฉือ ได้ยินว่ามีนิสัยเอาแต่ใจชอบใช้อำนาจในจวน แต่ช่วงหลายเดือนที่รอออกเรือนกลับเก็บตัวเงียบไม่มีข่าวใดเล็ดลอดออกมา คงเป็นเพราะจวนป๋อสั่งสอนอย่างเข้มงวดกระมังนิสัยจึงเปลี่ยนไป อย่างไรก็ดีนิสัยอ่อนโยนย่อมเป็นเรื่องดี

“พระชายาระวังเท้าด้วย เชิญด้านในเจ้าค่ะ”

ฉืออิ๋งพยักหน้า เดินเข้าจวนภายใต้การประคองของสี่เหนียง ก้าวข้ามอานม้า ข้ามกระถางไฟแล้วก้าวเข้าสู่เขตเรือนหลังของจวนเจาอ๋อง

ถึงตรงนี้ พิธีอภิเษกก็สิ้นสุดลง

...ไม่มีการไหว้ฟ้าไหว้ดิน

...ไม่มีแขก

...ไม่มีพิธีนั่งเตียงโปรยเงิน หรือดื่มสุราร่วมถ้วย

กระทั่งเจ้าบ่าว…ก็ไม่มี...

เมื่อนางพิธีถอดผ้าคลุมหน้าออก ฉืออิ๋งมองเตียงแต่งงานที่ว่างเปล่าแล้วถอนหายใจโล่งอกอย่างเงียบๆ

ฉงหลินกูกูเดินเข้ามาจากหลังฉากบังตา สิ่งที่เห็นคือใบหน้าสตรีงดงามเจิดจ้าดุจดอกไม้แรกแย้ม คิ้วเรียวดั่งภูเขาฤดูใบไม้ผลิ ดวงตาใสดุจสายน้ำ ผิวพรรณขาวผ่อง เอวบางอ่อนช้อย ที่หูประดับต่างหูหยกส่องแสงแวววาว ริมฝีปากแดงสดยิ่งกว่าผ้าคลุมหน้าแต่งงาน นับว่างามชดช้อยเย้ายวนอย่างยิ่ง แม้จะอยู่ในวังมานานกว่ายี่สิบปีเห็นหญิงงามมานับไม่ถ้วน ฉงหลินยังอดตะลึงไม่ได้

นางเห็นสายตาพระชายามองไปยังห้องที่ว่างเปล่าจึงรีบอธิบายว่า “ที่นี่คือเรือนซู่ยวี่ไจ๋ พระชายาจะพำนักที่นี่ชั่วคราว ท่านอ๋องรักษาตัวอยู่ที่เรือนทางทิศตะวันออก เมื่อใดที่อาการดีขึ้นจะมาอยู่ร่วมเรือนกับพระชายาเจ้าค่ะ”

ฉืออิ๋งพยักหน้า “ลำบากกูกูแล้ว”

เมื่อเห็นสีหน้าประหลาดใจเล็กน้อยของฉงหลินกูกู นางจึงฉุกคิดได้ว่าตนดูสงบเกินไปหรือไม่ ไม่เพียงไม่ใส่ใจการแต่งงานกระทั่งอาการของเจาอ๋องก็ยังดูไม่ไยดี ในฐานะพระชายาที่ใช้ชื่อฉืออิ่งเย่ว์ จะไม่ถามไถ่ ‘สามี’ เลยได้อย่างไร ฉืออิ๋งครุ่นคิดครู่หนึ่งก่อนเอ่ยถามอย่างเหมาะสม</p>

“ท่านอ๋อง…อาการเป็นอย่างไรบ้าง? ทราบหรือไม่ว่าใครเป็นผู้ทำร้าย?”

ฉงหลินลังเลก่อนถอนใจ “เรื่องนี้กล่าวแล้วยาวนัก”

ฉืออิ๋งพอจะเดาได้บ้าง หลายปีมานี้นางอยู่กับท่านแม่—เซวียซื่อในเรือนชนบทนอกเมือง ไม่รับรู้เรื่องในเมืองหลวงสักนิด จนก่อนวันแต่งงานบิดากับอินฮูหยินจึงเล่าเรื่องจวนเจาอ๋องให้ฟังคร่าวๆ ก็เพื่อไม่ให้นางถามสิ่งใดก็ไม่รู้เรื่อง

เรื่องนี้ต้องเริ่มจากพี่ชายของเจาอ๋อง—ติ้งอ๋อง

ติ้งอ๋องเป็นโอรสองค์โตมีทั้งสติปัญญาและความสามารถจนได้รับการยกย่องว่าเป็นอ๋องผู้ทรงคุณธรรม แต่เมื่อห้าปีก่อนเมื่อไปออกรบที่แดนตะวันตกกลับถูกลูกธนูสังหารกลางสนามรบ จวงเฟยทนรับความสูญเสียไม่ไหวจึงเสียสติ

ภายหลังเมื่อเจาอ๋องออกจากวังมาตั้งจวน ฝ่าบาทจึงอนุญาตให้จวงเฟยติดตามออกมาพักรักษาตัว ทั้งสองจึงอาศัยอยู่ด้วยกันในจวนเจาอ๋อง

กระทั่งปีก่อนความจริงเรื่องการตายของติ้งอ๋องถูกเปิดเผย ที่แท้เป็นฝีมือของอ๋องฝ่ายอื่นร่วมมือกับแม่ทัพใต้บัญชาการล่อลวงติ้งอ๋องเข้าสู่กับดักศัตรู และในระหว่างที่เจาอ๋องสืบหาความจริงนี้ก็ถูกลอบสังหารจนดวงตาทั้งสองข้างมืดบอด

เจาอ๋องตาบอด จวงเฟยคลุ้มคลั่ง และนางเอง…มีใบหน้าคล้ายพี่สาวลูกภรรยาเอกถึงเจ็ดส่วน—นี่คือเหตุผลที่จวนชางหย่วนป๋อกล้าสับเปลี่ยนตัวเจ้าสาวต่อหน้าพระพักตร์ฝ่าบาท

แต่สิ่งที่ฉืออิ๋งไม่เข้าใจคือในเมื่อเจาอ๋องหมดสิทธิ์สืบราชบัลลังก์ จวงเฟยก็สิ้นพระเมตตาจากฝ่าบาทแล้วเหตุใดยังมีผู้คิดกำจัดเขาให้สิ้นซาก

ฉืออิ๋งกล่าวแสดงความห่วงใยได้เพียงเท่านี้... เมื่อเห็นว่านางไม่กล่าวสิ่งใดต่อฉงหลินกูกูจึงโบกมือเรียกบ่าวหญิงหนึ่งคนและสาวใช้อีกสี่คนเข้ามา บ่าวหญิงวัยราวสี่สิบดูคล่องแคล่วท่าทางสุขุม ตามด้วยสาวใช้ทั้งสี่ที่แต่งกายเป็นระเบียบเรียบร้อย

ฉงหลินกูกูแนะนำว่า “นี่คือฝางชุนกูกู ต่อไปจะเป็นผู้ดูแลพระชายาและช่วยจัดการกิจในเรือนหลัง ส่วนสี่คนนี้ชื่อ ชิงจือ อิ๋นเชวี่ย ซางจือ และเพ่ยหลาน จะคอยรับใช้พระชายาในชีวิตประจำวัน”

ฝางชุนกูกูก้าวออกมาคำนับ สาวใช้ทั้งสี่ก็ทำความเคารพตาม

ฉืออิ๋งพยักหน้า เรียกให้สาวใช้ทั้งหมดลุกขึ้น นางพาสาวใช้ติดตัวมาสองคนซึ่งล้วนเป็นคนของอินฮูหยิน บัดนี้มีเพิ่มมาอีกห้าคนย่อมไม่อาจปฏิเสธได้

จากนี้ไป นางได้แต่ต้องระวังทุกย่างก้าว

ยามค่ำสาวใช้ช่วยถอดเครื่องประดับล้างเครื่องประทินโฉม รับประทานอาหารและชำระร่างกาย

ฉืออิ๋งไม่คุ้นกับการมีคนรับใช้แต่ต้องฝืนตนเองเพื่อให้ดูเหมาะสมกับฐานะ หลังอาบน้ำนางนั่งพักอยู่บนเตียง ฝางชุนกูกูถือสมุดเล่มหนึ่งเข้ามามอบให้ ‘พระชายา’ เมื่อฉืออิ๋งรับมาเปิดออก ภาพชายหญิงแนบชิดปรากฏต่อสายตา ใบหน้านางร้อนผ่าวทันที

ฝางชุนกูกูกล่าวเสียงอ่อน “กฎเกณฑ์เรื่องการเข้าห้องหอคงมีผู้อาวุโสสอนท่านไว้แล้วแต่ท่านอ๋องมีสภาพพิเศษ จวงเฟยจึงกำชับให้บ่าวมาชี้แนะอีกเล็กน้อย เพื่อช่วยให้การสมรสของพระชายาและท่านอ๋องเป็นไปอย่างราบรื่น”

ฉืออิ๋งเก็บอาการเขินอายแล้วพยักหน้าเบาๆ แท้จริงอินฮูหยินไม่เคยสอนเรื่องเหล่านี้เลย เพียงได้ยินว่าเจาอ๋องบาดเจ็บหนักคงไม่อาจร่วมเตียงได้จึงไม่ใส่ใจที่จะสั่งสอนนาง

ฝางชุนกูกูกล่าวต่อ “แม้ท่านอ๋องจะมองไม่เห็นแต่ก็ไม่ชอบให้คนใกล้ชิดดูแล การกินอยู่สวมใส่ชำระกายล้วนทำด้วยพระองค์เอง การเคลื่อนไหวไม่ต่างจากคนทั่วไป เพียงแต่เรื่องบนเตียงไม่เคยมีประสบการณ์มาก่อน อีกทั้งไม่เคยมีอนุหรือสาวใช้ห้องข้าง ด้วยเหตุนี้พระชายาจึงต้องเป็นฝ่ายริเริ่มมากหน่อย” ฉืออิ๋งก้มหน้าลงต่ำกว่าเดิม นางเองยังไม่รู้จะว่าอย่างไรแล้วจะริเริ่มได้อย่างไรเล่า

ฝางชุนกูกูเห็นอาการนั้น จึงกล่าวอย่างอ่อนโยน “ท่านอ๋องมองไม่เห็นไม่อาจรับรู้ความสุขเช่นคนทั่วไป จำเป็นต้องอาศัยการลูบไล้ การจุมพิตและท่าทางบางอย่างเพื่อกระตุ้นความรู้สึก หากท่านอ๋องเริ่มคลำหาทาง ก็ขอพระชายาให้ความร่วมมือชี้นำให้ถูกตำแหน่ง…”

ฝางชุนกูกูยังชี้ให้ดูท่าที่เหมาะแก่การมีบุตร

ฉืออิ๋งเปิดมาถึงหน้าหนึ่งพอดี เป็นท่าที่สตรีอยู่ด้านบน ภาพชวนให้ตื่นตระหนกเกินไป มือของนางสั่นเล็กน้อยใบหูจนถึงลำคอขาวผ่องล้วนแดงฉาน

8,582 ตัวอักษร

ความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น

แชร์: