ตอนที่ 5: คนกลัวคน
เช้าวันที่สามของวันสิ้นโลก อากาศร้อนชื้นเหมือนทุกเช้าของกรุงเทพฯ — อย่างน้อยสภาพอากาศก็ไม่ได้เปลี่ยนตามโลก
กล้วยตื่นก่อนแสงแรก ตาซ้ายที่เป็นสีเหลืองเรืองจางๆ ในความมืด เธอรู้ตัวเพราะเห็นแสงสะท้อนในกระจกห้องน้ำปั๊มน้ำมัน — ดวงตาที่ไม่ใช่ของมนุษย์จ้องกลับมา
เธอรีบเบือนหน้าหนี
เปิ้ลนอนกรนเบาๆ บนเก้าอี้ที่ต่อกัน ไม้เบสบอลวางข้างตัว ใบตองนั่งหลับพิงกำแพง สมุดจดบันทึกเปิดค้างอยู่บนตัก — เธอจดอะไรไว้ก่อนหลับ กล้วยแอบมองเห็นตาราง กราฟ คำว่า "อัตราการลุกลาม" และ "ตัวแปรที่ยังไม่ทราบ"
ใบตองพยายามหาทางรักษาให้ฉัน แม้แต่ตอนนอน
กล้วยมองแขนซ้าย แกะผ้าพันออกดู ผิวเหลืองอมเขียวยังอยู่ จางลงจากอาหารกะทะเทพเมื่อคืน แต่ลามขึ้นเลยข้อศอกเล็กน้อย — สุทธิแล้วยังลามต่อ แค่ช้าลง
27 วัน
เธอพันผ้ากลับ ดึงแขนเสื้อลง แล้วปลุกทุกคน
---
"วันนี้ต้องไปให้ไกลที่สุด" กล้วยพูดระหว่างที่ทั้งสามคนแบ่งขนมปังกินเป็นอาหารเช้า (ไม่ได้ทำในกะทะเทพ — ต้องประหยัดแก๊สไว้) "เราอยู่แถวรัชดา ต้องออกไปทางชานเมือง ยิ่งห่างใจกลางยิ่งปลอดภัย"
"มุ่งหน้าไปทางไหนดี?" ใบตองถาม กางแผนที่กรุงเทพฯ ที่เปิ้ลหยิบมาจากร้านหนังสือร้าง "ถ้าเขตปลอดภัยอยู่ชานเมือง น่าจะเป็นทางเหนือหรือตะวันออก ทหารมักจะตั้งฐานใกล้ค่าย"
"ทางเหนือ" เปิ้ลชี้แผนที่ "ผมเคยได้ยินวิทยุก่อนสัญญาณดับ พูดถึงฐานทหารแถวดอนเมือง"
"ดอนเมือง..." กล้วยสูดอากาศ จมูกรับกลิ่นซอมบี้จากทิศต่างๆ "ทางเหนือ... กลิ่นซอมบี้หนาแน่นมากจากทิศตะวันตกเฉียงเหนือ น่าจะเป็นย่านจตุจักร"
"สวนจตุจักร?" ใบตองเลิกคิ้ว
"ไม่รู้ แต่ทิศนั้นมีซอมบี้เยอะผิดปกติ เหมือนมีอะไรดึงดูดพวกมันรวมกลุ่ม"
ทั้งสามคนตัดสินใจอ้อมไปทางตะวันออก ผ่านย่านห้วยขวาง ตัดขึ้นไปทางรัชโยธิน แล้วค่อยเลี้ยวขึ้นเหนือ หลีกเลี่ยงย่านที่กล้วยได้กลิ่นหนาแน่น
---
การเดินทางผ่านกรุงเทพฯ ที่ล่มสลายเป็นประสบการณ์ที่ไม่มีคำบรรยายไหนพอ
ถนนที่เคยติดรถจนขยับไม่ได้กลายเป็นสุสานรถยนต์ — รถจอดทิ้งทุกทิศทาง ประตูเปิดค้าง บางคันมีรอยเลือดบนเบาะ ตึกสูงที่เคยเป็นสัญลักษณ์ของเมืองยืนนิ่งเป็นอนุสาวรีย์ของยุคที่ผ่านไปแล้ว กระจกบานใหญ่แตกร้าว ผ้าม่านปลิวจากหน้าต่างที่เปิดค้าง
เปิ้ลเดินถ่ายวิดีโอเงียบๆ — เงียบผิดปกติสำหรับเขา ไม่พูดใส่กล้อง แค่ถ่ายภาพเมืองที่เคยมีชีวิตชีวาที่สุดแห่งหนึ่งในเอเชีย ตอนนี้เงียบเหมือนพิพิธภัณฑ์
"ตรงนั้นเป็นร้านส้มตำที่ผมเคยไปรีวิว" เปิ้ลชี้ร้านริมถนนที่ประตูพัง "ป้าเจ้าของร้านใส่ปูมาก ดังมาก คิวยาวทุกวัน"
เงียบ
"ไม่รู้ป้าเป็นยังไง" เขาพูดเบาๆ แล้วเดินต่อ
ใบตองเดินข้างกล้วย สังเกตสิ่งต่างๆ ระหว่างทาง "ดูนั่น" เธอชี้ต้นไม้ริมถนน "ต้นมะขามนี่ปกติ แต่ดูข้างๆ"
กล้วยมอง — ข้างต้นมะขามมีต้นกล้วยงอกขึ้นมา ไม่ใช่ต้นกล้วยปกติ มันงอกจากรอยแตกของพื้นซีเมนต์ ลำต้นสีเขียวเข้มผิดปกติ ใบสีม่วงอมดำ
"เชื้อ Fungus Musaceae-X ไม่ได้แค่ติดคน" ใบตองพูด "มันเปลี่ยนระบบนิเวศด้วย ต้นกล้วยกลายพันธุ์เหล่านี้คือ 'โรงงานผลิตสปอร์' พวกมันปล่อยสปอร์ในอากาศ เร่งการแพร่ระบาด"
"แปลว่ายิ่งอยู่ในเมืองนาน ยิ่งเสี่ยง?" เปิ้ลถาม
"สำหรับคนที่ยังไม่ติดเชื้อ ใช่" ใบตองมองกล้วย "สำหรับคนที่ติดแล้ว... สปอร์อาจเร่งกระบวนการ"
กล้วยเร่งฝีเท้า "ไปเร็วขึ้น"
---
ผ่านไปสองชั่วโมง พวกเขาเดินมาถึงย่านห้วยขวาง ซอมบี้กล้วยดิบมีอยู่ประปราย ไม่สนใจกล้วย แต่เปิ้ลกับใบตองต้องเดินหลังเธอตลอด — กล้วยกลายเป็น "โล่มนุษย์" โดยปริยาย ซอมบี้ระดับ 1 ได้กลิ่นเชื้อในตัวเธอแล้วเดินผ่าน ไม่สังเกตคนสองคนที่เดินตามหลัง
"มีประโยชน์เหมือนกันนะเนี่ย" เปิ้ลกระซิบ
"อย่าพูดแบบนั้น" ใบตองว่า
"ไม่ ผมหมายความว่า—"
"รู้ แต่อย่าพูด"
กล้วยไม่ได้หันมา แต่เธอยิ้มนิดหนึ่ง
แล้วเธอก็หยุด
จมูกรับกลิ่นคลื่นใหญ่ — กลิ่นซอมบี้เยอะมาก จากด้านหน้า ไม่ใช่กล้วยดิบ กลิ่นหนักกว่า เข้มกว่า ห่ามและสุกปนกัน
"หยุด" กล้วยยกมือ
"อะไร?" เปิ้ลถาม
"ข้างหน้า... ซอมบี้เยอะมาก อย่างน้อยยี่สิบ สามสิบตัว ระดับปนกัน กล้วยดิบ กล้วยห่าม... และมีกล้วยสุกอย่างน้อยสองตัว"
"สามสิบ!?" เปิ้ลกลืนน้ำลาย
"เราอ้อมไม่ได้เหรอ?" ใบตองถาม
กล้วยสูดอากาศอีกครั้ง หมุนตัวช้าๆ — กลิ่นจากทางซ้าย ทางขวา ข้างหลัง ข้างหน้า
"พวกมันกระจายตัวเป็นวงกว้าง อ้อมได้แต่ต้องย้อนกลับไปไกล เสียเวลาหลายชั่วโมง"
"หรือ..." ใบตองมองรอบ สายตาหยุดที่ตึกสูงข้างทาง — ห้างสรรพสินค้าขนาดกลาง หกชั้น ชื่อ "เมโทร พลาซ่า" ป้ายห้อยเอียง กระจกหน้าล่างแตกแต่ชั้นบนยังดูสมบูรณ์ "เราตัดผ่านในห้างได้ไหม? เข้าหน้า ออกหลัง ข้ามไปอีกฝั่งถนนโดยไม่ต้องเดินผ่านฝูงที่อยู่กลางถนน"
กล้วยสูดอากาศ ตรวจห้าง "ข้างในมีซอมบี้อยู่บ้าง... สัก สี่ห้าตัว กล้วยดิบทั้งหมด จัดการได้"
"ไปเลย" เปิ้ลยกไม้เบสบอล "ผมพร้อม"
---
ภายในห้างเมโทร พลาซ่า มืดสลัว แสงเดียวที่มีมาจากสกายไลท์บนหลังคาชั้นบนสุดที่ส่องลงมาผ่านช่องบันไดเลื่อน สร้างลำแสงเป็นเสาทองกลางความมืด
ชั้นล่างเป็นโซนเครื่องสำอางและแฟชั่น ตู้กระจกแตก มาเนกินล้มระเนระนาด กลิ่นน้ำหอมเก่าผสมกลิ่นหวานเอียนของเชื้อราลอยอยู่ในอากาศ
ซอมบี้กล้วยดิบสามตัวเดินวนอยู่ชั้นหนึ่ง กล้วยเดินนำ ซอมบี้มองแล้วเดินผ่าน ไม่สนใจ เปิ้ลกับใบตองเดินตามหลังชิดเธอ ผ่านไปอย่างเงียบๆ
พวกเขาขึ้นบันไดเลื่อนที่หยุดทำงานไปถึงชั้นสาม — โซนอาหาร ศูนย์อาหารของห้างยังมีของเหลืออยู่พอสมควร ตู้เย็นหยุดทำงานแล้วแต่ของแห้งยังอยู่
"หยุดพักตรงนี้สักครู่" กล้วยพูด "หาของกินเพิ่ม แล้วค่อยไปต่อ"
เปิ้ลไม่ต้องบอกสองครั้ง เขาบุกเข้าร้านก๋วยเตี๋ยวหาเส้นแห้งและเครื่องปรุง ใบตองเข้าร้านขายยาที่อยู่ใกล้ๆ หายาปฐมพยาบาล
กล้วยวางกะทะเทพบนเตาแก๊สในศูนย์อาหาร ถังแก๊สยังเหลือ เปิดไฟ
"ทำก๋วยเตี๋ยวกันเถอะ" เธอพูด "มื้อเที่ยงแบบวันสิ้นโลก"
เปิ้ลถ่ายกล้วยทำอาหาร "พี่กล้วยกำลังปรุงก๋วยเตี๋ยวในห้างร้างกลางเมืองซอมบี้ นี่คือรีวิวอาหารที่ hardcore ที่สุดในชีวิตผม" เขากระซิบใส่กล้อง
กลิ่นก๋วยเตี๋ยวลอยขึ้น — หอมกรุ่น เกินจริง อย่างที่อาหารจากกะทะเทพเป็นเสมอ อักษรที่ก้นกะทะเรืองแสงส้มอ่อนๆ ใต้น้ำซุป
สามคนนั่งล้อมกะทะกิน เงียบสงบท่ามกลางห้างร้าง ลำแสงจากสกายไลท์ส่องลงมาตรงโต๊ะพอดี เหมือนใครจัดไฟสปอตไลท์ให้
"อร่อยที่สุดเท่าที่เคยกิน" เปิ้ลตักคำที่สาม น้ำตาคลอ "จริงๆ นะ ไม่ได้พูดเกินไป อร่อยจนอยากร้องไห้"
"นายร้องไห้ทุกอย่าง" ใบตองพูด แต่ตัวเองก็ตักกินอย่างเอร็ดอร่อย
กล้วยมองแขนซ้าย — ผิวจางลงอีกนิด ทุกมื้อที่ทำจากกะทะเทพช่วยซื้อเวลาให้เธอ
ถ้าทำอาหารจากกะทะนี้ทุกมื้อ ฉันอาจมีเวลามากกว่า 27 วัน
แต่จะหาวัตถุดิบและเชื้อเพลิงไปได้อีกนานแค่ไหน?
---
เสียงฝีเท้าดังมาจากชั้นบน
ไม่ใช่ซอมบี้ — กล้วยรู้ จมูกไม่ได้กลิ่นเชื้อ นี่คือคน
"มีคน" เธอกระซิบ
ทั้งสามหยิบอาวุธ — กะทะ ไม้เบสบอล ขวดแก้วของใบตอง
เสียงฝีเท้าใกล้เข้ามา ตามด้วยเสียงกระซิบ
"เห็นไฟแสงสว่าง... มีคนอยู่ข้างล่าง..."
"ระวัง อาจเป็นโจร..."
หัวบันไดชั้นสี่ — มีคนโผล่ออกมา
กลุ่มคนห้าคน สามชาย สองหญิง อาวุธเป็นมีดทำครัว ท่อเหล็ก ไม้กวาดด้ามยาว ใบหน้าซีดโทรมจากการหลบซ่อนหลายวัน เสื้อผ้ายับ ตาโหล
ทั้งสองกลุ่มเผชิญหน้ากัน
"พวกคุณเป็นคน!" ชายหนุ่มคนหน้าสุดพูด ท่อเหล็กในมือลดลง "เป็นคนจริงๆ!"
"ใช่ครับ คนจริงๆ!" เปิ้ลยิ้มกว้าง "อยู่ที่นี่มานานหรือเปล่า?"
ชายหนุ่มคนนั้นพยักหน้า "สามวันแล้ว อยู่กันบนชั้นห้า ซอมบี้ไม่ค่อยขึ้นมาข้างบน พวกผมเหลืออาหารอีกไม่กี่มื้อ ได้กลิ่นอาหารก็เลยลงมาดู"
"มานั่งกินด้วยกัน!" เปิ้ลเสนอทันที "ก๋วยเตี๋ยวกะทะเทพ ฝีมือพี่กล้วย อร่อยจนลืมว่าโลกพังแล้ว"
กลุ่มผู้รอดชีวิตค่อยๆ เดินลงมา ระมัดระวัง แต่กลิ่นอาหารชนะความกลัว พวกเขานั่งลง กล้วยตักก๋วยเตี๋ยวแบ่งให้ ทุกคนกินอย่างหิวกระหาย
"อร่อย..." หญิงสาวคนหนึ่งร้องเกือบร้องไห้ "อร่อยมาก ไม่ได้กินของร้อนมาสามวัน"
บรรยากาศอบอุ่นขึ้น ผู้คนเริ่มคุยกัน เล่าเรื่องที่เจอมา กลุ่มห้าคนนี้เป็นคนจากออฟฟิศเดียวกัน หนีมาด้วยกันตั้งแต่วันแรก
กล้วยนั่งฟัง ยิ้มบาง รู้สึกอบอุ่นเป็นครั้งแรกในหลายวัน
นี่แหละ อาหารทำให้คนยังเป็นคน
แล้วมันก็เกิดขึ้น
กล้วยเอื้อมมือไปตักก๋วยเตี๋ยว แขนเสื้อเลื่อนขึ้น เผยให้เห็นผิวเหลืองอมเขียวที่ข้อมือซ้าย ผ้าพันที่หลวมออก
ชายหนุ่มที่เป็นหัวหน้ากลุ่มเห็น
สายตาเขาเปลี่ยน
"แ—แขน..." เขาถอยหลัง เก้าอี้ครูดพื้นดัง "แขนของคุณ! ผิวมันเป็น—"
กล้วยรีบดึงแขนเสื้อลง "ไม่ ฟังก่อน—"
"ดูตาสิ!" หญิงอีกคนร้อง ชี้หน้ากล้วย "ตาข้างซ้าย! มันเป็นสีเหลือง! เหมือนซอมบี้!"
ทุกคนในกลุ่มห้าคนลุกขึ้นพร้อมกัน ถอยห่าง มีดและท่อเหล็กยกขึ้น
"คุณติดเชื้อ!" ชายหนุ่มตะโกน เสียงสั่น "คุณเป็นซอมบี้!"
"ฉันไม่ใช่ซอมบี้!" กล้วยยกมือขึ้น "ฉันติดเชื้อแต่ยังควบคุมตัวเองได้ ฉันเพิ่งทำอาหารให้พวกคุณกิน! ถ้าฉันจะทำร้ายพวกคุณ ฉันทำไปตั้งแต่—"
"ปนเปื้อนเชื้อ!" ชายอีกคน ร่างท้วม ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความกลัว "อาหารนั่น ปนเปื้อนเชื้อหรือเปล่า! พวกเรากินเข้าไปแล้ว!"
"ไม่!" กล้วยร้อง "อาหารจากกะทะนี้—"
"หยุด!" ใบตองก้าวออกมายืนระหว่างกล้วยกับกลุ่มผู้รอดชีวิต เสียงเรียบแต่แข็ง "ฟังฉัน ฉันเป็นนักวิทยาศาสตร์ สาขาโรคพืช เชื้อ Fungus Musaceae-X ไม่แพร่ผ่านอาหารที่ปรุงสุกด้วยความร้อน ความร้อนทำลายสปอร์ อาหารที่พวกคุณกินปลอดภัย"
"แล้วรู้ได้ยังไง!" ชายร่างท้วมไม่ฟัง "นักวิทยาศาสตร์ก็ไม่ได้หยุดโรคนี้ได้!"
"เพราะมันเพิ่งเริ่ม!" ใบตองเสียงดังขึ้น — ดังที่สุดเท่าที่กล้วยเคยได้ยิน "และเพราะคนเอาแต่ตกใจกลัวแทนที่จะฟัง! คนที่ยืนอยู่ตรงนี้เพิ่งทำอาหารให้พวกคุณกิน เธอเสี่ยงเปิดเผยตัวเพื่อช่วยเหลือ และพวกคุณเอาอาวุธจี้เธอ?"
เงียบ
เปิ้ลก้าวมายืนข้างกล้วย ไม้เบสบอลวางพาดบ่า "พี่กล้วยช่วยชีวิตผมเมื่อวาน ตบซอมบี้ระดับ 3 ด้วยกะทะ ถ้าพี่เป็นซอมบี้ ผมไม่ยืนอยู่ตรงนี้หรอก"
ชายหนุ่มหัวหน้ากลุ่มมองกล้วย มองใบตอง มองเปิ้ล ความกลัวยังอยู่ในตา แต่ผสมกับอะไรบางอย่าง — อาจเป็นความละอาย
"...ขอโทษ" เขาพูดเบาๆ "แต่... ผมไม่อยากเสี่ยง ครอบครัวผม—" เขาหันไปมองหญิงสาวข้างตัว "เมียผมอยู่ด้วย ถ้ามีอะไรเกิดขึ้น..."
"ฉันเข้าใจ" กล้วยพูด เสียงสงบกว่าที่ใจรู้สึก "ฉันจะไป ไม่ต้องกลัว"
"กล้วย—" ใบตองเริ่มพูด
"ไม่เป็นไร ใบตอง" กล้วยยิ้ม รอยยิ้มที่ไม่ถึงตา "เขาแค่กลัว ทุกคนก็กลัว"
เธอเก็บกะทะ สะพายเป้ หันหลังเดินออก
เปิ้ลกับใบตองตามมาทันที ไม่ลังเล
---
พวกเขาเดินลงบันไดเลื่อนเงียบๆ กล้วยเดินนำ ไม่หันกลับไปมอง
ผ่านชั้นสอง ชั้นหนึ่ง ออกประตูหลังห้างตามแผนเดิม
ข้างนอกถนนโล่ง ฝูงซอมบี้ที่กล้วยได้กลิ่นอยู่ไกลออกไปทางถนนใหญ่ ทางนี้ปลอดภัย
สามคนเดินเงียบไปสักพัก
"พี่กล้วย..." เปิ้ลพูดก่อน "อย่าคิดมากนะครับ พวกเขาแค่—"
"ฉันรู้" กล้วยพูดเสียงปกติ "เขาแค่กลัว ฉันไม่โกรธ"
ใบตองเดินเงียบข้างๆ ไม่พูดอะไร แต่มือเธอเอื้อมมาจับแขนขวาของกล้วยเบาๆ — แขนข้างที่ยังเป็นคน
กล้วยสะดุ้งเล็กน้อย แล้วก็ไม่ได้ปัดมือออก
"ฉันจะหาทางรักษาเธอ" ใบตองพูดเบาๆ "แล้วเธอจะไม่ต้องซ่อนอีก"
น้ำตาคลอในตาข้างขวาของกล้วย — ตาข้างที่ยังเป็นคน
เธอกะพริบตาไล่มัน
"ขอบคุณ"
---
บ่ายแก่ กล้วยพาทีมเลี้ยวเข้าซอยเล็กที่จมูกบอกว่าปลอดภัย ผ่านตึกแถวร้าง ลอดใต้ทางด่วน ข้ามสะพานข้ามคลองที่น้ำเปลี่ยนเป็นสีเขียวเข้ม (เชื้อราในน้ำ?) จนถึงย่านรัชโยธินตอนเย็น
ระหว่างเดิน เปิ้ลพยายามสร้างบรรยากาศ
"ผมเคยทำคอนเทนต์สายเอาตัวรอดนะครับ" เขาเล่า "อยู่ป่าสามวัน กินแมลง สร้างที่พัก จุดไฟด้วยก้อนหิน ได้วิวเยอะเหมือนกัน"
"แล้วจบยังไง?" ใบตองถาม
"โทรเรียกแกร็บกลับบ้านวันที่สอง" เปิ้ลยอมรับ "แมลงมันเหม็นมาก"
กล้วยหัวเราะ — เสียงหัวเราะจริงๆ ครั้งแรกหลังเรื่องในห้าง
"แต่ตอนนี้ไม่มีแกร็บแล้วนะ" ใบตองพูด
"ก็เลยต้องอยู่จริงๆ ซะที" เปิ้ลยิ้ม "บางทีวันสิ้นโลกอาจเป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่เกิดกับคอนเทนต์ของผม"
"ประโยคนั้นมีปัญหาหลายอย่างมาก" ใบตองถอนหายใจ
กล้วยยิ้ม มองสองคนที่เดินข้างๆ
คนในห้างกลัวฉัน — แต่สองคนนี้ไม่กลัว
บางทีแค่นี้ก็พอ
---
พวกเขาหาที่พักค้างคืนในตึกแถวสองชั้นที่ยังสมบูรณ์ ชั้นล่างเป็นร้านซักรีดร้าง ชั้นบนมีห้องเล็กๆ ที่ปิดได้มิดชิด กล้วยตรวจด้วยจมูก — ปลอดภัย
เธอทำข้าวต้มหมูกระป๋องในกะทะเทพเป็นมื้อเย็น สามคนนั่งกินด้วยกันบนพื้นห้องชั้นสอง แสงเทียนจากเทียนที่เปิ้ลหามาได้ส่องจางๆ
"ตอนเราเจอคนอื่นอีก" กล้วยพูดขึ้นระหว่างกิน "ฉันจะพันแขนให้แน่นกว่าเดิม แล้วก็... อย่าบอกเรื่องเชื้อของฉัน"
"กล้วย—"
"ไม่ใช่เพราะอาย" เธอพูดเร็ว "เพราะปลอดภัยกว่า ทั้งของเราและของพวกเขา ถ้าเขารู้ เขาตกใจ ตกใจแล้วทำอะไรผิดพลาด คนตาย ไม่คุ้ม"
ใบตองนิ่ง แล้วพยักหน้า "ตรรกะสมเหตุผล"
"พี่กล้วยไม่ควรต้องซ่อน" เปิ้ลพูดเบาๆ "แต่ผมเข้าใจ"
กล้วยมองแขนซ้าย ผ้าพันแน่น ซ่อนทุกอย่างไว้ข้างใน
ฉันเป็นทั้งอาวุธและภัยคุกคาม ทั้งคนช่วยและสิ่งที่ต้องกลัว
วันนี้ฉันเรียนรู้ว่าซอมบี้ไม่ใช่ศัตรูตัวเดียว
ความกลัวของมนุษย์ด้วยกันเองก็อันตรายไม่แพ้กัน
กล้วยกินข้าวต้มคำสุดท้าย วางชาม แล้วพูด
"พรุ่งนี้ไปต่อ เป้าหมายยังเหมือนเดิม — หาเขตปลอดภัย หาทางรักษา หาทางเอาตัวรอด"
เธอมองกะทะเทพที่วางข้างเตา อักษรโบราณยังอุ่นวาบอยู่จางๆ
"แล้วก็... ทำอาหารให้คนกินเยอะๆ ไม่ว่าเขาจะกลัวฉันหรือเปล่าก็ตาม"
เปิ้ลยิ้ม ยกมือถือขึ้น — เขาถ่ายฉากนี้ไว้ด้วย กล้วยนั่งข้างกะทะเทพในแสงเทียน ดวงตาข้างหนึ่งเป็นคน อีกข้างเป็นสิ่งที่ไม่ใช่คน แต่รอยยิ้มบนใบหน้าเธอเป็นมนุษย์ที่สุดเท่าที่เขาเคยเห็น
"ตอนนี้ผมตั้งชื่อตอนว่า" เปิ้ลกระซิบใส่กล้อง "'เชฟกะทะเทพ'"
ความคิดเห็น
ยังไม่มีความคิดเห็น