ผู้ที่เหลืออยู่ แม้จะไม่ถึงกับร้องโวยวายออกมาเหมือนไอ้ขี้ขลาดนั่น แต่ก็ตัวสั่นงันงกไปตาม ๆ กัน ตอนแรกก็แอบย่องเข้ามาอย่างทุลักทุเล ถูกของประหลาดพวกนี้หนีบแล้วก็เหนียวหนึบจับตัวเอาไว้ กำลังคิดหาวิธีเอาตัวรอดอยู่ดี ๆ จู่ ๆ จากความมืดมิดก็กลายเป็นกลางวัน ถูกคนของสำนักวั่งซูโอบล้อมเอาไว้เสียแล้ว นี่มัน...นี่มันเรื่องผีสิงชัด ๆ!
พวกเขาสามกลุ่มเดิมทีไม่รู้จักกัน แต่ในยามที่ตกต่ำเช่นนี้ กลับกลายเป็นคนร่วมชะตากรรม เห็นหน้ากันก็ถูกชะตา พากันกอดคอร้องไห้ประสาคนสิ้นหวัง
“ศิษย์น้องแปด เจ้าไม่ได้บอกว่าซอมบี้พวกนี้เสียสติ ดุร้ายอย่างถึงที่สุดหรอกรึ?” ศิษย์พี่สามมองไปยังพวกเศษสวะที่เบียดกันกลมเป็นก้อนอยู่ตรงหน้า แววตาก็พลันมืดครึ้มลง มือที่กำลูกตานั่นอยู่ก็บีบแรงขึ้นจนมันแหลกเหลวกลายเป็นเนื้อเละ ๆ “แค่นี้?”
“ซานเอ๋อร์!” เจียงหลิ่วมองเห็นดังนั้น ในที่สุดก็ทนไม่ไหวต้องร้องห้าม “อาจารย์บอกเจ้ากี่ครั้งกี่หนแล้ว ให้ประหยัดเสบียง ประหยัดเสบียง อย่าเอาของกินของเยว่ซวนไปทำท่าทางเป็นปีศาจร้ายอยู่ร่ำไป ดูลูกตาหมูของเจ้าสิ เอาไปทำหูหมูแก้ว มันจะไม่อร่อยกว่ารึไง อย่างน้อยที่สุดก็เอาไปผ่าพิสูจน์โครงสร้างลูกตา ยังจะพอเป็นประโยชน์ทางการแพทย์ได้บ้าง! เจ้าไปบี้มันทิ้งทำไมกันเล่า…”
อาจารย์เรียกศิษย์คนอื่น ๆ ด้วยชื่อจริง มีเพียงศิษย์พี่สามเท่านั้นที่ถูกเรียกว่า “ซานเอ๋อร์” ไม่ใช่เพราะรักใคร่เป็นพิเศษ หรือเกลียดชังเป็นพิเศษ แต่เป็นเพราะศิษย์พี่สามไม่มีชื่อ
จะว่าไปก็ไม่ใช่ว่าไม่มีเสียทีเดียว แต่เป็นเพราะศิษย์พี่สามบอกพวกเขาเองว่า “ข้าไม่มีชื่อ พวกเจ้าอยากจะเรียกอะไรก็เรียกเถอะ”
แต่ลำดับอาวุโสของเขากลับเป็นลำดับที่สามเสียด้วย เรื่อง “จะเรียกศิษย์คนที่สามว่าอะไรดี” ทำเอาอาจารย์กลุ้มใจอยู่ตั้งนาน
“หึ” ศิษย์พี่สามแค่นเสียงเย็นชา ในฝ่ามือรวบรวมพลังปราณ ในชั่วพริบตาก็มีกลุ่มหมอกดำปกคลุมลูกตาหมูที่แหลกเหลวนั่น
“ปีศาจ…ปีศาจ…!” พวกคนโง่ที่กอดกันกลมยิ่งหวาดกลัวมากขึ้น พากันย่อตัวลีบเล็กลง กอดกันแน่นยิ่งกว่าเดิม
มู่เหยาที่ไม่เข้าใจเรื่องการบำเพ็ญเซียนยังมองออกถึงความแตกต่างระหว่างหมอกดำกับปราณแท้สีใสไร้สีของผู้บำเพ็ญเซียนคนอื่น ๆ นับประสาอะไรกับผู้บำเพ็ญเซียนพวกนี้
ถึงแม้ระดับพลังจะต่ำต้อย แต่สามัญสำนึกพื้นฐานก็ยังมีอยู่
ศิษย์พี่สามเป็นผู้บำเพ็ญมาร
นี่เป็นเรื่องที่คนทั้งสำนักวั่งซูรู้กันดีอยู่แล้ว ไม่ถือว่าเป็นความลับอะไร
โดยทั่วไปแล้ว ผู้บำเพ็ญเซียนกับผู้บำเพ็ญมารมักจะไม่ถูกกัน แต่คนของสำนักวั่งซูเห็นได้ชัดว่าไม่ได้อยู่ในข่ายของคำว่า “โดยทั่วไป”
มู่เหยามองซ้ายมองขวา มองบนมองล่าง ไม่เคยเห็นคนธรรมดาคนไหนในสำนักวั่งซูเลยนอกจากตัวเอง และตัวเองก็ไม่ได้เป็นผู฿บำเพ็ญเซียน ดังนั้นจึงไม่เข้าข่ายเงื่อนไขของการไม่ถูกกับผู้บำเพ็ญมาร
ครู่ต่อมา หมอกดำก็จางหายไป เนื้อเละ ๆ ในฝ่ามือของศิษย์พี่สามแม้จะไม่สามารถกลับกลายเป็นลูกตาได้ แต่ก็อย่างน้อยก็ห้ามเลือดและสมานบาดแผลบางส่วน กลายเป็นก้อนเนื้อที่สมบูรณ์ เขายื่นมันไปตรงหน้าเจียงหลิ่ว “คราวนี้ กินได้แล้ว”
พวกคนโง่ที่กอดกันกลมมองกันตาค้าง
เขา เขา เขา…เป็นถึงผู้บำเพ็ญแพทย์รึเนี่ย! มองจากหัวจรดเท้าตรงไหนก็ไม่เหมือนหมอที่คอยช่วยเหลือผู้คนเลยสักนิด!!
มู่เหยารู้สึกว่า นี่แหละคือความผิดของพวกโง่พวกนี้
มีคำกล่าวโบราณว่า คนเรานั้นดูแต่ภายนอกไม่ได้ ทำไมถึงได้มองคนด้วยความคิดตายตัวเช่นนี้เล่า
ศิษย์พี่สามไม่ได้เป็นเพียงผู้บำเพ็ญแพทย์ แต่ยังเป็นผู้บำเพ็ญแพทย์ที่มีฝีมือสูงมากอีกด้วย ยกตัวอย่างเช่น บาดแผลของเสี่ยวหลานก่อนหน้านี้ หากศิษย์พี่สามอยู่ บางทีนางก็ไม่จำเป็นต้องแอบลงมือช่วยเลยก็ได้
“อย่างไรก็ตาม เสี่ยวหลิง คำพูดเมื่อครู่ของซานเอ๋อร์ก็ไม่ผิดนัก ข้าดูแล้วพวกเขามีสติสัมปชัญญะดีทีเดียว และมิได้ดูดุร้ายเลยสักนิด เมื่อครู่…คงมิใช่เพียงถูกขังมาทั้งคืนจนเสียสติไปแล้วกระมัง?” ไม่ว่าจะมองอย่างไร เจียงหลิ่วก็มิรู้สึกว่าพวกกระจอกเหล่านี้เป็นซอมบี้
“ซอมบี้ที่อาการกำเริบเป็นพัก ๆ ข้าก็เคยพบเจอมาบ้าง ระวังไว้หน่อยก็ดี” หานหลิงค่อย ๆ ส่ายศีรษะ “ในเมื่อพวกเขายังคงมีสติสัมปชัญญะดี เราก็สามารถสอบถามถึงเหตุผลที่พวกเขามา มาจากที่ใด และเหตุใดจึงลอบเข้ามาในสำนักวั่งซูของข้าในยามวิกาลได้”
“ศิษย์น้องแปดกล่าวถูกต้องแล้ว” ซ่างกวนอวี้เฟิ่งพยักหน้าเห็นด้วย พลันสะบัดมือชักกระบี่ ในชั่วพริบตา กระบี่ยาวจากข้างเอวของนางก็พุ่งทะยานออกไป แปรเปลี่ยนเป็นกระบี่นับสิบเล่ม ในขณะที่พวกโง่งมเหล่านั้นยังมิทันได้ตั้งตัว ปลายกระบี่ก็จ่ออยู่ที่เส้นเลือดใหญ่ข้างลำคอแล้ว เพียงขยับเข้าไปอีกครึ่งนิ้ว พวกมันก็สิ้นชีพตรงนั้นทันที
“พูด! พวกเจ้าเป็นใครส่งมา และมีจุดประสงค์อันใด!” ดวงตาของซ่างกวนอวี้เฟิ่งคมกริบยิ่งขึ้น พร้อมทั้งกระชับกระบี่ในมือ
“ขะ ข้า…พวกข้าจะไม่พูด!” หนึ่งในนั้นกล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ แต่ก็พยายามแสดงความแข็งกร้าวออกมา
“ใช่! พวกเราคือหน่วยรบพิเศษ พวกเราไม่มีวันทรยศต่อนายเหนือหัวของพวกเรา!” หน่วยรบพิเศษอีกกลุ่มหนึ่งประกาศเสียงดัง
“ถูกต้อง! อย่างมากพวกเจ้าก็แค่ฆ่าพวกเรา พวกเราไม่กลัว!” หน่วยสุดท้ายก็ตะโกนออกมาเช่นกัน
ด้วยญาณหยั่งรู้ในจิตใจ มู่เหยาตัดสินได้ว่าคำพูดเหล่านั้นของพวกมัน…มิได้มีเจตนาโกหกแม้แต่น้อย เป็นคำพูดที่ออกมาจากใจจริง
สมกับเป็นหน่วยรบพิเศษจริง ๆ พวกมันกลัวผี กลัวเรื่องเหนือธรรมชาติ แต่กลับมิได้หวาดหวั่นต่อความตายเลยแม้แต่น้อย
หลังจากทั้งสามกลุ่มตะโกนจบ พวกมันก็หันกลับไปมองหน้ากันและกัน ทันใดนั้นดวงตาทั้งสองข้างก็คลอไปด้วยน้ำตาแห่งความซาบซึ้ง
ไม่คาดคิดเลยว่า นอกจากจะเป็นเพื่อนร่วมชะตากรรมแล้ว ยังเป็นเพื่อนร่วมงานอีกด้วย! นับแต่นี้ไป พวกเขาคือพี่น้องร่วมสาบานต่างมารดา!
“ศิษย์พี่หญิงใหญ่ ให้ข้าจัดการเองเถอะ” ศิษย์พี่สามยื่นมือห้ามซ่างกวนอวี้เฟิ่งแล้วเดินเข้าไปข้างหน้า มองไปยังกองขยะที่ขดตัวอยู่ด้วยรอยยิ้มที่แสนประหลาด
เขาเคยสอบสวนผู้คนมามากมาย จนเบื่อหน่ายต่อเสียงร้องโอดโอยด้วยความเจ็บปวดอันน่าเบื่อหน่ายแล้วขอร้องอ้อนวอนในที่สุด แต่เขากลับสนใจคำพูดสี่คำของศิษย์น้องแปดที่ว่า “อาการกำเริบเป็นพัก ๆ” เป็นอย่างมาก
เขาอยากจะรู้ว่าต้องบีบคั้นถึงขนาดไหน พวกมันถึงจะแสดงอาการกลายเป็นซอมบี้ กลายเป็นสิ่งที่เขาสนใจ
“ทะ ท่าน…ท่านจะทำอะไร?”
เมื่อเผชิญหน้ากับผู้บำเพ็ญเพียรสายมารผู้นี้ พวกเขากลับรู้สึกหวาดกลัวอย่างประหลาดที่เกิดขึ้นจากก้นบึ้งของหัวใจ
ราวกับว่า…ราวกับว่ามันมิได้จบลงด้วยความตายง่าย ๆ…
ศิษย์พี่สามโน้มตัวลงกระซิบข้างหูของคนเหล่านั้นเบา ๆ ว่า—
“พวกเจ้าลองทายดูสิ?”
กล่าวจบ ศิษย์พี่สามก็หัวเราะออกมาเป็นชุด พลันยกมือขึ้นดีดนิ้ว
กลุ่มหมอกดำปรากฏขึ้นจากความว่างเปล่า ห่อหุ้มร่างของหน่วยรบพิเศษที่นอนอยู่บนพื้นดินไว้ในทันที ห่อหุ้มไว้อย่างแน่นหนาจนแสงลอดผ่านเข้าไปมิได้ แม้แต่ผู้ที่มีพลังบ่มเพาะสูงส่งเช่นเจียงหลิ่วก็มิอาจมองเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นภายในหมอกดำได้
ต่อมา ทุกคนก็ได้ยินเสียงร้องโหยหวนอันน่าเวทนาที่ดังออกมาจากหมอกดำเป็นเวลานานเท่ากับการเผาธูปหนึ่งดอก
เมื่อหมอกดำจางหายไป หน่วยรบพิเศษที่อยู่บนพื้นดินแต่ละคนก็มีเหงื่อไหลท่วมตัวราวกับอบไอน้ำ เสื้อผ้าเปียกชุ่มไปหมด นอนแผ่หลาอยู่บนพื้นดิน ขาและเท้ากระตุกเป็นครั้งคราว
“ขะ ข้า…ข้าจะบอก…” ปากของหน่วยรบพิเศษขยับอยู่ครู่ใหญ่ ก่อนจะเปล่งเสียงแผ่วเบาออกมา “ข้า…ข้าจะบอกทุกสิ่งที่ข้ารู้…”
“ข้า…ก็ด้วย…”
“แล้วก็…ข้าด้วย…”
เสียงของนักฆ่าชุดดำแผ่วเบา ราวเสียงกระซิบจากความว่างเปล่า พัดมาตามลม พร้อมกับความสั่นเครือ
“คราวนี้เหมือนเสียงผีหลอกของจริงเลยแฮะ หรือจะเป็นเสียงผีขันที?”
ศิษย์พี่สามแค่นเสียงอย่างไม่ใส่ใจ สะบัดแขนเสื้อแล้วเดินหันหลังไป
“สมแล้วที่เป็นศิษย์น้องสาม” ซ่างกวนอวี้เฟิ่งคารวะศิษย์น้องสามผู้กลับมาอย่างมีชัย
“เก่งจริง ๆ เลยนะ ซานเอ๋อร์” เจียงหลิ่วยกนิ้วโป้งให้ศิษย์พี่สาม
“ศิษย์พี่สาม สุดยอด!” นอกจากความเลื่อมใสแล้ว หวังซินอี๋ยังอดสงสัยไม่ได้ “ศิษย์พี่สาม ในกลุ่มหมอกนั้น ท่านทำอะไรกันแน่?”
นางเคยอ่านเจอวิธีการทรมานเพื่อเค้นความจริงมามากมาย แต่เพิ่งเคยเห็นของจริงเป็นครั้งแรก จะไม่อยากรู้รายละเอียดได้อย่างไร
“แค่กลวิธีทรมานเล็กน้อย เรื่องธรรมดา” ศิษย์พี่สามโบกมือไปมา พลางส่งเสียงแสดงความผิดหวัง
“ผ่าจนเละขนาดนั้นยังไม่เปลี่ยนไป ไม่พบแม้แต่น้อยว่าผิดแผกจากคนปกติ เฮอะ เศษขยะกองหนึ่ง”
“จริง ๆ ด้วย...อืม กลวิธีทรมานที่แสนจะ...เล็กน้อย”
เรื่องราวที่เกิดขึ้นในหมอกดำนั้น อันที่จริงมู่เหยาพอจะรู้เรื่องอยู่บ้าง
ด้วยพลังพิเศษติดตัวอย่างญาณทิพย์ นางยากที่จะไม่ได้ยินเสียงร้องขอชีวิตราวกับมาจากนรกขุมสิบแปดเหล่านั้น
และ...เพราะความอยากรู้อยากเห็น อันที่จริงมู่เหยาได้ใช้พลังทะลุปรุโปร่งมองเข้าไปแวบหนึ่ง “ว้าว ภาพนั้นมัน...”
“ชิ” เพื่อหลีกเลี่ยงอาการนอนไม่หลับในตอนกลางคืน มู่เหยารู้สึกว่า บางเรื่อง ท่านอาจารย์และเหล่าศิษย์พี่คงไม่ควรรู้
อย่างน้อยก็ต้องมีประสบการณ์เหมือนศิษย์พี่สาม ถึงจะไม่อาเจียนออกมา
สุดท้ายแล้ว ศิษย์พี่สามเป็นผู้บำเพ็ญเพียรสายแพทย์ ดังนั้น...ไม่ว่าจะเละเทะแค่ไหน ตราบใดที่ยังมีเวลา ศิษย์พี่สามก็สามารถรักษาให้หายได้
คนก็ยังเป็นคนเดิม ร่างกายก็...ถือว่ายังเป็นร่างกายเดิมกระมัง
“น่าจะ...ต่อไม่ผิดหรอกนะ”
ความคิดเห็น
ยังไม่มีความคิดเห็น