“ในเมื่อศิษย์สำนักวั่งซูของเรามากันเกือบครบแล้ว เช่นนั้นพวกเราเข้าร่วมในนามสำนักวั่งซูทั้งหมดเลยเป็นอย่างไร?” เจียงหลิ่วยกบัตรเชิญเข้าร่วมในมือขึ้น

“ได้” ศิษย์พี่สามกำมือแน่น บัตรเชิญเข้าร่วมที่ซ่อนอยู่ในแขนเสื้อพลันแปรเปลี่ยนเป็นผุยผงในชั่วพริบตา

เช่นนี้ก็ไม่ต้องคิดหาข้ออ้างหลีกเลี่ยงผู้อื่น นับว่าเป็นเรื่องดี

“ได้จริงหรือเจ้าคะ?” หวังซินอี๋ยังคงหวาดหวั่นว่าจะต้องมีบัตรเชิญคนละใบ เมื่อได้ยินคำพูดของเจียงหลิ่ว ดวงตาก็พลันเป็นประกาย

“แน่นอนสิ บัตรเชิญเข้าร่วมนี้เป็นแบบหมู่คณะ เป็นแบบที่ส่งให้เจ้าสำนักนั่นแหละ” เจียงหลิ่วพยักหน้าโดยไม่ลังเล

“ดีจริง ๆ เลยเจ้าค่ะ!” หวังซินอี๋อุทานด้วยความตื่นเต้น แล้วก็รู้สึกแปลกใจขึ้นมา “ท่านอาจารย์ ท่าน… ดูออกได้อย่างไรคะ ว่านี่เป็นบัตรเชิญแบบหมู่คณะ?”

ในใจของหวังซินอี๋ไม่มีสิ่งใดปิดบัง เมื่อรู้สึกสงสัยก็เอ่ยถามออกมา

ในสายตาของหวังซินอี๋ สิ่งที่อาจารย์ถืออยู่นั้น ชัดเจนว่าเป็นเพียงจดหมายเชิญเข้าร่วมฟังบรรยายเรื่องการบำรุงรักษาสุขภาพเท่านั้น!

เพื่อปลอมแปลงให้เหมือนจริงที่สุด ในบัตรเชิญเข้าร่วมนี้นั้น มีเพียงค่ายกลที่เป็นค่ายกลเคลื่อนย้ายในทันทีของค่ายฤดูร้อนพันธมิตรสวรรค์เท่านั้น ส่วนตัวอักษรและลวดลายอื่น ๆ ล้วนเป็นจดหมายเชิญเข้าร่วมฟังบรรยายเรื่องการบำรุงรักษาสุขภาพตามมาตรฐาน

ว่าไปแล้ว ค่ายฤดูร้อนพันธมิตรเซียน กลับมีบัตรเชิญแบบหมู่คณะและแบบส่วนตัว… ทันสมัยถึงเพียงนี้เชียวหรือ?

“อ่า เอ่อ… ก็… ก็เพราะว่า…” เจียงหลิ่วมีสีหน้าล่อกแล่ก ดวงตาพลางกวาดมองไปรอบ ๆ อย่างมีพิรุธ “ก็เพราะตรงนี้เขียนไว้นี่นา ว่าสามารถพาญาติสนิทมิตรสหายเข้าร่วมฟังบรรยายเรื่องการบำรุงรักษาสุขภาพได้ด้วยกัน ข้าก็เลยเดาว่า น่าจะเป็นอย่างนั้นมั้ง?”

“ท่านอาจารย์พูดถูกแล้วขอรับ” ในคืนที่ตัดสินใจเข้าร่วมเกมนั้น หานหลิงก็ได้ค้นหาคำหลักว่า “ค่ายฤดูร้อนพันธมิตรเซียน” จากสารานุกรมไป๋ตู้ในทันที ซึ่งแน่นอนว่ามีรายละเอียดความแตกต่างของบัตรเชิญเข้าร่วมนี้อยู่ “ค่ายฤดูร้อนพันธมิตรเซียนมีบัตรเชิญเข้าร่วมในนามสำนัก และบัตรเชิญเข้าร่วมในนามส่วนตัวจริง ๆ อย่างบัตรในมือข้า เป็นแบบส่วนตัว สามารถเคลื่อนย้ายได้เพียงคนเดียว ส่วนบัตรในมือท่านอาจารย์สามารถเคลื่อนย้ายคนได้มากมายขนาดนี้ ย่อมต้องเป็นบัตรเชิญเข้าร่วมในนามสำนักทั้งหมดอย่างแน่นอน”

โชคดีที่มีหานหลิงช่วยแก้สถานการณ์ หวังซินอี๋เพียงแค่สงสัยชั่วครู่ เมื่อได้รับคำตอบก็ไม่ได้ซักถามอีก เจียงหลิ่วจึงถอนหายใจออกมาอย่างเงียบ ๆ ในที่สุด

เจียงหลิ่วไม่ได้ตั้งใจจะปิดบังเหล่าศิษย์ของตนแต่ประการใด อย่างไรเสีย ตอนนี้นางก็เป็นเพียงปลาเค็มที่หมดอาลัยตายอยาก นี่คือความจริง ไม่ใช่การหลอกลวง วีรบุรุษย่อมไม่ถามถึงที่มา อดีตที่ล้มเหลวนั้น… หากเป็นไปได้ นางก็ไม่อยากจะเอ่ยถึงอีก

โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเวลานี้ ที่ยืนอยู่หน้าประตูสำนักของอดีตอาจารย์

คำตอบของคำถามของศิษย์พี่หญิงหกนั้น แท้จริงแล้วง่ายดายยิ่ง

เพราะผู้ก่อตั้งค่ายฤดูร้อนพันธมิตรเซียน ก็คืออาจารย์ของพวกเขานั่นเอง

กฎเกณฑ์ที่ตนเองกำหนดขึ้น ย่อมต้องเข้าใจเป็นอย่างดีมิใช่หรือ

ตั้งแต่เมื่อมู่เหยาเพิ่งเข้ามาเป็นศิษย์ได้ไม่นาน นางก็รับรู้เรื่องนี้แล้ว

มู่เหยาปกติแล้วคลุกคลีกับอาจารย์มากที่สุด นอกเหนือจากการบ่นพึมพำแล้ว ในเวลานั้นอาจารย์เพิ่งรับนางเป็นศิษย์ใหม่ ๆ จึงมักจะหวนรำลึกถึงเรื่องราวในอดีตเมื่อได้เห็นสิ่งต่าง ๆ มู่เหยามีความสามารถในการอ่านใจโดยไม่ได้ตั้งใจ แม้ไม่อยากสอดส่องเรื่องส่วนตัวของผู้อื่น ก็รับรู้มามากพอสมควร

สำนักที่อาจารย์เคยเข้าร่วม ก็คือสำนักเฉียนคุน

กล่าวอีกนัยหนึ่ง อาจารย์ แท้จริงแล้วคือเจ้าสำนักเฉียนคุนรุ่นก่อน

ในช่วงที่นางดำรงตำแหน่ง ได้ก่อตั้งกิจกรรมที่ทันสมัยมากมาย เช่น ค่ายฤดูร้อนพันธมิตรเซียน

ในเวลานั้น อาจารย์ก็เคยมีอุดมการณ์อันยิ่งใหญ่ หวังที่จะผลักดันการปฏิรูปการศึกษาให้ทันสมัยในหมู่สำนักเซียน

ผลลัพธ์ในภายหลัง…

ไม่เพียงแต่ล้มเหลวเท่านั้น แต่ยังลาออกจากตำแหน่ง และถึงขั้นหมดอาลัยตายอยากในที่สุด

เจียงหลิ่วพาสานุศิษย์แห่งสำนักวั่งซูเดินมาถึงหน้าประตูใหญ่ของสำนักเฉียนคุน

“สวัสดี” เจียงหลิ่วกำลังจะก้าวเท้าข้ามธรณีประตู ทว่ากลับถูกศิษย์ผู้หนึ่งในชุดเครื่องแบบของสำนักเฉียนคุนเข้ามาขวางไว้ ศิษย์ผู้นั้นยิ้มแย้มสุภาพ กล่าวว่า “ยินดีต้อนรับแขกผู้มีเกียรติทุกท่าน โปรดแสดงบัตรเชิญเข้าร่วมค่ายฤดูร้อนด้วยขอรับ”

ศิษย์ผู้นี้ดูไม่เยาว์วัยนัก แต่เจียงหลิ่วกลับไม่คุ้นหน้าเขาเลยแม้แต่น้อย

ก็จริงดังว่า เวลาล่วงเลยมากว่าร้อยปีแล้ว ศิษย์ในสำนักก็ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนไปหลายสิบรุ่นแล้ว ควรกล่าวว่าในสำนักเฉียนคุนอันกว้างใหญ่นี้ ผู้ที่รู้จักนางนั้นมีเพียงน้อยนิด

“นี่” เจียงหลิ่วส่งบัตรเชิญให้

ศิษย์ผู้นั้นรับบัตรเชิญไป พลันที่สายตาจับจ้องข้อความบนบัตร เขาก็อดที่จะชะงักงันไม่ได้

นี่… นี่คือบัตรเชิญเข้าร่วมค่ายฤดูร้อนจริง ๆ หรือนี่?

โชคดีที่เขาเป็นพนักงานต้อนรับชั้นยอดที่ได้รับการฝึกฝนมาอย่างดี แม้จะตกตะลึงเพียงใด เขาก็ยังคงรักษารอยยิ้มบนใบหน้า และดำเนินการตามขั้นตอนปกติ โดยใช้ศิลาวิญญาณพิเศษของเจ้าสำนักตรวจสอบไปยัง… เอ่อ… บัตรเชิญเข้าร่วมการบรรยายบำรุงสุขภาพแผ่นนั้น…

ศิลาวิญญาณเปล่งประกายสีม่วงเรืองรอง สิ่งนี้กลับเป็นบัตรเชิญเข้าร่วมค่ายฤดูร้อนของจริงเสียด้วยซ้ำ!

ศิษย์ผู้นั้นรีบหุบปากที่อ้าค้างด้วยความตกใจ แล้วกลับมายิ้มสุภาพอีกครั้ง กล่าวว่า “ตรวจสอบเรียบร้อยแล้ว สำนักวั่งซู เชิญด้านในขอรับ”

ศิษย์ผู้นั้นผายมือเป็นเชิงเชิญให้ทุกคนเข้าไปด้านใน

“สำนักวั่งซู?”

“นี่มันสำนักอะไร ข้าไม่เคยได้ยินมาก่อน… เป็นสำนักที่เพิ่งมาใหม่ในปีนี้หรือ?”

“มีกันอยู่แค่เจ็ดแปดคน ดูเหมือนจะเป็นสำนักเล็ก ๆ เสียด้วยซ้ำ กลับมีศิษย์ที่ไม่มีรากวิญญาณด้วย? ล้อเล่นกันใช่ไหมเนี่ย”

“ดูอ่อนแอมาก คงแค่มาเข้าร่วมเพื่อประดับบารมี ไม่น่ากลัวอะไรหรอก”

ในชั่วขณะที่ก้าวข้ามธรณีประตูเข้าไป มู่เหยาก็ได้ยินเสียงความคิดจากทุกสารทิศ

ค่ายฤดูร้อนของพันธมิตรเซียนมีประเพณีสืบทอดมาหลายร้อยปี เป็นกิจกรรมที่มีคุณค่าอย่างยิ่งในโลกแห่งการบำเพ็ญเพียร การปรากฏตัวของกลุ่มคนที่ไม่เคยเห็นมาก่อน แถมยังไม่ได้สวมชุดเครื่องแบบที่เป็นเอกลักษณ์ สีแดงบ้าง ขาวบ้าง ชมพูบ้าง เขียวบ้าง ทำให้พวกเขาโดดเด่นเป็นพิเศษ ศิษย์จากสำนักอื่น ๆ โดยรอบจึงอดไม่ได้ที่จะหันมามอง

เสียงความคิดเหล่านั้นหลากหลาย แต่โดยรวมแล้วก็ค่อนข้างเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ส่วนใหญ่ไม่ได้ใส่ใจมากนัก มองดูสองสามครั้งแล้วก็หันไปทำอย่างอื่นต่อ

ในแต่ละปี มีสำนักเล็ก ๆ จำนวนไม่น้อยที่พยายามหาช่องทางเข้ามายังค่ายฤดูร้อน แม้ว่าการที่สำนักหนึ่งจะขัดสนถึงขั้นไม่มีแม้แต่ชุดเครื่องแบบที่เป็นเอกลักษณ์ มีคนมาเพียงเจ็ดแปดคน แถมยังลากคนไม่มีรากวิญญาณมาให้ครบจำนวนนั้นเป็นเรื่องที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน แต่ถึงอย่างไร สำนักเหล่านี้ก็เป็นเพียงแค่กลุ่มคนที่มายังค่ายฤดูร้อนเพื่อเพิ่มพูนเรื่องราวไว้โอ้อวด และสะดวกต่อการโฆษณาเพื่อรับศิษย์ใหม่เท่านั้น ไม่ได้มีค่าพอให้สำนักใหญ่ ๆ ให้ความสนใจมากนัก

คำว่า “ขัดสน” มู่เหยาเพิ่งเคยได้ยินคนอื่นใช้บรรยายถึงศิษย์พี่และอาจารย์เป็นครั้งแรก

ชุดคลุมสีแดงของศิษย์พี่หญิงใหญ่ มู่เหยายังพอจำได้เลือนรางว่าน่าจะทอจากใยของหนอนไหมมู่ชุน ซึ่งเป็นสัตว์อสูรระดับหนึ่ง ศิษย์พี่หญิงใหญ่คงจับมาแค่ร้อยกว่าตัว ใยก็เพียงพอแล้ว ไม่เพียงแต่กันน้ำกันไฟได้ดีเยี่ยม เนื้อผ้ายังนุ่มสบาย เป็นวัตถุดิบที่จำเป็นสำหรับการอยู่บ้านและการเดินทางจริง ๆ

ชุดของศิษย์พี่สามนั้นไม่ต้องกล่าวถึง แม้จะเป็นจอมมารที่ปลอมตนมา ก็ยังคงเป็นจอมมารอยู่ดี อาภรณ์ดำสนิททั้งชุด ตั้งแต่เสื้อคลุม เสื้อตัวใน กางเกง ไปจนถึงรองเท้า แม้จะดูเรียบง่ายทว่ากลับแฝงไว้ด้วยความหรูหราอย่างลุ่มลึก ส่วนชุดสีเขียวอมเหลืองของศิษย์พี่หญิงสี่นั้น แท้จริงแล้วเป็นชุดเรียบง่ายที่นางสั่งทำเป็นพิเศษจากปรมาจารย์ผู้บำเพ็ญฌานและเชี่ยวชาญการสร้างอาวุธวิเศษที่เร้นกายอยู่ เหตุที่ศิษย์พี่หญิงสี่สามารถพบพานปรมาจารย์ผู้นี้ซึ่งยากจะพบเห็นตัวได้นั้น ก็เนื่องมาจากปรมาจารย์ผู้บำเพ็ญฌานโปรดปรานรสชาติอาหารที่ศิษย์พี่หญิงสี่ปรุงเป็นอย่างยิ่ง ถึงขั้นต้องมาลิ้มลองทุกวันมิเคยขาด

สำหรับศิษย์พี่ห้านั้น เปลี่ยนอาภรณ์บ่อยครั้งยิ่งนัก ในแหวนมิติของเขานั้น เต็มไปด้วยอาวุธวิญญาณและอาวุธเซียนที่ได้มาจากหลากหลายช่องทางจนแทบล้นตู้...

มิใช่ว่าสำนักวั่งซูจะขัดสน เพียงแต่โดยพื้นฐานแล้วเสื้อผ้าที่ทุกคนสวมใส่นั้นมีเพียงชิ้นเดียวในโลก การจะทำชุดเครื่องแบบให้ทั้งสำนักจึงเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ ดั่งเช่นไหมมู่ชุนของศิษย์พี่หญิงใหญ่ หากจับมาอีกคงใกล้สูญพันธุ์ การทำให้สิ่งมีชีวิตสูญสิ้น ย่อมเป็นการทำลายระบบนิเวศ มิควร มิควร

ส่วนเรื่องจำนวนคนเจ็ดแปดคนนั้น...มู่เหยาเองยอมรับว่าตนเป็นเพียงคนธรรมดาที่มาเข้าร่วมเพื่อเป็นส่วนหนึ่งเท่านั้น แต่เหล่าศิษย์พี่คนอื่นๆ นั้น หากคัดออกมาแล้วล้วนแต่เก่งกาจเกินสิบคนรวมกันเสียอีก แม้จะลากนางที่เป็นภาระไปด้วย ก็มิได้ด้อยกว่าสำนักอื่นเลยแม้แต่น้อย

7,219 ตัวอักษร

ความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น

แชร์: