หลังจากนำใบลงทะเบียนข้อมูลที่เผาฮุยยี่สิบสามกรอกเสร็จเรียบร้อยแล้วไปวางไว้บนโต๊ะหนังสือของศิษย์พี่รอง มู่เหยาก็ถือว่าเสร็จสิ้นภารกิจต้อนรับแขกอย่างสมบูรณ์ จากนั้นจึงกลับไปยังห้องของตนเองเพื่อไปนอนชดเชย

มุดเข้าไปในผ้าห่มอุ่นนุ่ม มู่เหยาขดตัวในท่าที่สบายที่สุด โอบกอดผ้าห่มแล้วก็ผล็อยหลับไปอย่างรวดเร็ว

การได้เป็นคนธรรมดาที่กินอิ่มนอนหลับ ช่างเป็นเรื่องน่ายินดีเสียจริง…

เพื่อนร่วมหอของมู่เหยาในชาติก่อนเคยกล่าวไว้ว่า ขีดสุดของคนธรรมดาคือการหมกตัวอยู่บ้านทุกวัน กินอิ่มก็นอนหลับ ตื่นขึ้นมาเองตามธรรมชาติ

ก่อนที่จะทะลุมิติมา มู่เหยาไม่เคยคาดคิดเลยว่าวันหนึ่ง นางจะสามารถใช้ชีวิตไปถึงขีดสุดเช่นนี้ได้

เพื่อนเอ๋ย ในที่สุดข้าก็ทำความปรารถนาของเจ้าให้เป็นจริงแล้ว!

ราวกับว่าหลับไปอีกหนึ่งชั่วยาม มู่เหยาก็รู้สึกอิ่มเต็มตื้น ตื่นขึ้นมาเองตามธรรมชาติพร้อมกับขยี้ดวงตาที่ยังปรืออยู่เบา ๆ

นางยังคงอ้อยอิ่งอยู่บนเตียงอีกประมาณหนึ่งเค่อ จากนั้นมู่เหยาก็ค่อย ๆ คลานออกจากผ้าห่ม และเริ่มล้างหน้าล้างตาเปลี่ยนเสื้อผ้าด้วยความเชื่องช้ากว่าเดิม

ในขณะที่มู่เหยากำลังสวมถุงเท้าข้างซ้าย อาจารย์ของนาง เจียงหลิ่ว ก็กลับมาถึงพอดี

“เหยาเหยา—ออกมาช่วยข้าถือของหน่อยเร็วเข้า—ซื้อของมาเยอะแยะไปหมด—”

คนยังมาไม่ถึงแต่เสียงมาก่อน วิชาราชสีห์คำรามของท่านอาจารย์ก้องกังวานไปทั่วเขาวั่งซู จนทำให้นกน้อยที่เกาะอยู่พากันตกใจบินว่อนขึ้นไปอีกครั้ง

ถึงว่าใคร ๆ ต่างก็บอกว่าเขาวั่งซูแห่งนี้เป็นที่กันดารนกไม่ขี้ นกมันไม่กล้าขี้จริง ๆ นั่นแหละ ไม่อย่างนั้นถ้ากำลังขี้อยู่แล้วมีคนตะโกนเสียงดังลั่นขึ้นมา ทำให้ขี้มันขาดกลางคัน ประสบการณ์การขี้คงจะแย่สุด ๆ

มู่เหยาไม่ได้รีบร้อน นางยังคงสวมถุงเท้าข้างขวาต่อจนเสร็จเรียบร้อย จากนั้นจึงสวมรองเท้าอย่างตั้งใจ ก่อนจะเปิดประตูห้องออกมา

อ่า ความรู้สึกอิ่มนอนนี่มันดีจริง ๆ!

มู่เหยาบิดขี้เกียจ เหยียดกายรับแสงแดดอุ่นที่สาดส่องลงมา จากนั้นจึงลดมือลง

ในขณะเดียวกัน นางก็เคลื่อนย้ายร่างไปปรากฏตัวอยู่ใกล้กับประตูทางเข้าสำนักแล้ว

อาจารย์สอนไว้ดีจริง ๆ ว่าเมื่อเจอเรื่องราวใด ๆ อย่าได้ตื่นตระหนก อย่างไรเสียเดินไปก็ไม่ทันอยู่ดี สู้ค่อย ๆ ไปจะดีกว่า ถ้าไปไม่ถึงจริง ๆ ก็ค่อย ๆ แอบใช้พลังพิเศษโกงเอา

หลู่ซิ่นเคยกล่าวไว้ว่า การโกงที่จับไม่ได้ ไม่เรียกว่าการโกง

มู่เหยาปรับสภาพจิตใจให้สงบลง ก่อนจะเดินไปเปิดประตูไม้เก่า ๆ อีกครั้ง เจียงหลิ่วก็เดินมาถึงหน้าประตูพอดี

ภายในสำนักวั่งซูแทบทุกคนล้วนซ่อนเร้นสุดยอดวิชา มีพลังฝีมือที่ไม่ธรรมดา มู่เหยาในฐานะศิษย์น้องเล็กเพียงคนเดียวที่ไม่มีแม้แต่รากวิญญาณ ไม่สามารถฝึกตนได้ สิ่งที่นางทำได้ก็มีเพียงช่วยบรรดาศิษย์พี่ชายหญิงและอาจารย์เท่าที่ความสามารถจะเอื้ออำนวย

เช่น การเป็นยามเฝ้าประตูและพนักงานต้อนรับมืออาชีพ

เจียงหลิ่วเพิ่งกลับจากการซื้อของที่ตลาดในเมืองใกล้เคียง หอบหิ้วสัมภาระพะรุงพะรัง ทั้งถุงใหญ่ถุงเล็ก และยังอุ้มกล่องใหญ่อีกสามใบ จนแทบจะบดบังร่างของนางทั้งหมด

มู่เหยารีบเข้าไปรับถุงและกล่องบางส่วนจากมืออาจารย์ เมื่อกล่องที่บดบังสายตาของเจียงหลิ่วค่อย ๆ ถูกเคลื่อนย้ายออกไป ในที่สุดเจียงหลิ่วก็สามารถมองเห็นใบหน้าของมู่เหยาได้

“เหยาเหยา ช่วงที่ข้าไม่อยู่…” เจียงหลิ่วกำลังจะเอ่ยถามถึงสถานการณ์ต่าง ๆ แต่เมื่อเห็นใบหน้าของมู่เหยาก็ขมวดคิ้วทันที “เหยาเหยา เจ้า… เพิ่งตื่นนอนอีกแล้วใช่หรือไม่?”

มู่เหยาตั้งใจจะพูดเลี่ยง ๆ ไป แต่ไม่คิดว่าสุดท้ายก็จะถูกจับได้อยู่ดี

นางส่งเสียงอืม ๆ อา ๆ อย่างมีพิรุธ ไม่กล้าตอบอะไรมากไปกว่านั้น

เจียงหลิ่วเห็นเช่นนั้นแล้วก็อดถอนหายใจออกมาอย่างจนใจไม่ได้ “เฮ้อ เหยาเหยา ข้าบอกเจ้ากี่ครั้งกี่หนแล้วนะ อายุก็ยังน้อย อย่าอดหลับอดนอน อย่าตื่นสาย ต้องนอนให้ได้วันละแปดชั่วโมง นั่นก็คือสี่ชั่วยาว อย่าเข้านอนหลังยามไห่ อย่าตื่นสายเกินยามเฉิน ต้องรักษากิจวัตรที่ถูกต้องตามหลักอนามัย ต้องบำรุงรักษาสุขภาพ เข้าใจหรือไม่! ร่างกายคือรากฐานของการปฏิวัติ เจ้ายังเด็กนัก ต้องใส่ใจสุขภาพให้มาก อย่าไปเลียนแบบพวกศิษย์พี่ศิษย์น้องของเจ้า ที่ไม่หลับไม่นอนกลางคืน กินข้าวไม่ตรงเวลา เอาแต่ไปผจญภัยในแดนลับอันตรายอยู่ทุกวี่วัน อารมณ์ขึ้นลงง่าย ดีใจเสียใจจนเกินงาม นั่นมันนิสัยไม่ดี นิสัยไม่ดีรู้ไหม! รอให้เจ้าอายุเท่าอาจารย์เมื่อไหร่ เจ้าจะเข้าใจเองแหละ...”

เจียงหลิ่วพึมพำบ่นสอนมู่เหยาไม่หยุดปากขณะเดินเข้าไปข้างในด้วยกัน โชคดีที่มู่เหยาได้ยินจนชินชาไปแล้ว สามารถทำเป็นหูทวนลม ปล่อยให้เสียงบ่นนั้นเป็นเพียงเสียงประกอบฉากเหมือนเสียงสวดมนต์

เจียงหลิ่วคืออาจารย์ของมู่เหยาและเหล่าศิษย์พี่ศิษย์น้อง ทั้งยังเป็นเจ้าสำนักวั่งซูอีกด้วย

แม้จะเรียกว่าอาจารย์ แต่ความจริงแล้วเจียงหลิ่วไม่เคยสอนความรู้เรื่องการบำเพ็ญเพียรที่ถูกต้องให้แก่ศิษย์สำนักวั่งซูเลยสักครั้ง แถมยังไม่เคยช่วยเหลือพวกเขาสร้างเสริมพลังปราณอีกด้วย ตามคำกล่าวของเจียงหลิ่วเอง นางเป็น “ไลฟ์โค้ช” ไม่ใช่ “อาจารย์สอนฝึกตน” หน้าที่หลักคือการเล่าเรื่องราวเพิ่มแรงจูงใจและทักษะการบำรุงรักษาสุขภาพ

ใช่แล้ว การบำรุงรักษาสุขภาพ

เจียงหลิ่วไม่มีงานอดิเรกอื่นใดในชีวิต นอกจากหลงใหลในการบำรุงรักษาสุขภาพ นางไม่เคยทำกิจธุระใด ๆ ในสำนักวั่งซู เอาแต่หมกมุ่นอยู่ในห้อง คิดค้นประดิษฐ์สิ่งของบำรุงสุขภาพต่าง ๆ นานา พอมีอารมณ์ก็เขียนตำราลับบำรุงสุขภาพ สิ่งเดียวที่น่าเสียดายคือขายไม่ออกสักอย่าง

คนที่เอาแต่พร่ำเพ้อถึงการบำรุงรักษาสุขภาพ มักจะมีอดีตที่รุ่งโรจน์อย่างไม่ธรรมดา และเจียงหลิ่วก็เช่นกัน

มันก็เหมือนกับความหรูหราเสื่อมคลาย กลับคืนสู่ความเรียบง่าย ใบไม้ร่วงกลับคืนสู่ราก มู่เหยารู้ว่าอาจารย์ของนางนั้นผ่านความรุ่งเรืองมามากมาย สุดท้ายจึงรู้ว่าความธรรมดาคือความจริงแท้

และเช่นเดียวกับนาง อาจารย์ก็เป็นผู้ที่มาจากอีกภพภูมิหนึ่ง

ก่อนที่จะข้ามภพมา อาจารย์เคยเป็นครูประชาบาลที่ขยันขันแข็งและใฝ่ก้าวหน้า

นางเพิ่งได้รับรางวัลชนะเลิศในการแข่งขันครูดีเด่นระดับเขต และกำลังเตรียมตัวที่จะเข้าสู่การแข่งขันระดับเมือง เพื่อแสดงความสามารถอย่างเต็มที่ แต่แล้วก็เกิดอุบัติเหตุขึ้น นางจึงจากโลกนี้ไป

คนธรรมดาตายก็คือตาย แต่ท่านอาจารย์นั้นไม่ธรรมดา

นางทะลุมิติมาด้วย

แม้กาลเวลาจะผันแปร แต่อาจารย์ก็ยังคงเป็นครูประชาบาลที่ขยันขันแข็งและใฝ่ก้าวหน้า

นางไม่มีความสนใจในการบำเพ็ญเพียร นางฝึกฝนอย่างขยันขันแข็ง เพียงเพื่อที่จะเป็นครูสอนการบำเพ็ญเพียรที่ดีในอนาคต

ต่อมา ความปรารถนาของอาจารย์ก็เป็นจริง

นางค่อย ๆ เลื่อนตำแหน่งจากศิษย์สำนักใหญ่แห่งหนึ่ง กลายเป็นอาจารย์ และยังได้รับการเลื่อนขั้นเงินเดือนอย่างราบรื่น นางกลายเป็นครูใหญ่ หรือก็คือเจ้าสำนัก

ฤดูกาลผันผ่าน ร้อนหนาวสลับเปลี่ยน อาจารย์ได้สอนสั่งศิษย์รุ่นแล้วรุ่นเล่า...และก็สังหารศิษย์ไปรุ่นแล้วรุ่นเล่าเช่นกัน

ช่างแม่งการสอนบำเพ็ญเพียร สอนบ้าอะไร!

อาจารย์หมดไฟ

นางลาออกจากสำนักใหญ่แห่งหนึ่งอย่างเด็ดเดี่ยว เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกญาติพี่น้องคะยั้นคะยอให้หางานที่มั่นคงทำ นางจึงตั้งตนเป็นใหญ่บนภูเขาวั่งซูอันห่างไกล แม้แต่ชื่อสำนักก็ยังขี้เกียจคิด ตั้งชื่อตรง ๆ ว่า “สำนักวั่งซู” ด้วยปรัชญาการสอนแบบปลาเค็มที่ว่า “ประตูบ้านข้าเปิดเสมอ ใครอยากติดเบ็ดก็เข้ามา” นางแสดงออกอย่างชัดเจนว่าไม่สอนอะไรเลย และเหล่าศิษย์ก็เห็นได้ชัดว่าไม่เคยตั้งใจฟังคำสอนของนาง

ในที่สุด มู่เหยาและเจียงหลิ่วก็หอบหิ้วสัมภาระพะรุงพะรังมาถึงห้องของเจียงหลิ่วได้สำเร็จ เจียงหลิ่วเองก็เพิ่งจะหยุดบ่นพึมพำไม่หยุดหย่อนเสียที

หลังจากวางของทั้งหมดลง เจียงหลิ่วก็เพิ่งนึกขึ้นมาได้ว่าเดิมทีนางต้องการจะถามอะไร “อ้อ ใช่แล้ว เหยาเหยา ช่วงที่ข้าไม่อยู่ มีเรื่องอะไรเกิดขึ้นบ้างหรือไม่?”

เหล่าศิษย์คนอื่นๆ ของสำนักวั่งซูนั้นปกติก็มักจะหายตัวไปทั่วสารทิศอยู่แล้ว สถานการณ์ที่ทั้งสำนักเหลือเพียงนางกับมู่เหยาเช่นวันนี้ก็ไม่ใช่เรื่องแปลก ศิษย์คนอื่นๆ เจียงหลิ่วไม่เคยเป็นห่วง มีเพียงศิษย์น้อยของนาง มู่เหยา เท่านั้นที่นางวางใจไม่ได้

มิใช่ว่าเจียงหลิ่วลำเอียง ในเมื่อนางเป็นอาจารย์ของศิษย์ทุกคน แน่นอนว่านางก็เคยเป็นห่วงศิษย์คนอื่นๆ เพียงแต่ข้อเท็จจริงหลายครั้งพิสูจน์แล้วว่าความกังวลของนางนั้นไร้สาระสิ้นดี ด้วยเหตุที่การกังวลบ่อยๆ ไม่ดีต่อหัวใจและไม่เป็นประโยชน์ต่อการบำรุงรักษาสุขภาพ เจียงหลิ่วจึงตัดความยุ่งยากและกังวลเพียงแค่มู่เหยาเท่านั้น

ในโลกที่แทบทุกคนสามารถบำเพ็ญเซียนได้ มู่เหยาที่ไม่สามารถบำเพ็ญเซียนได้ก็เปรียบเสมือนปลาบนเขียงที่ใครๆ ก็สามารถรังแกได้ นางจึงดำรงอยู่ในฐานะที่ต่ำต้อยที่สุดในสังคม เหตุใดเจียงหลิ่วจึงจะไม่เป็นห่วงเล่า

เมื่อเช้านี้ เจียงหลิ่วตั้งใจจะชวนมู่เหยาออกไปเดินตลาดด้วยกัน แต่เห็นมู่เหยานอนหลับสบาย นางจึงไม่อยากปลุกมู่เหยา เพียงแต่นางได้แผ่ปราณแท้คุ้มครองร่างของมู่เหยาไว้ เผื่อกรณีฉุกเฉินใดๆ นางจะได้ใช้ยันต์เคลื่อนย้ายพริบตา กลับมาอยู่ข้างกายมู่เหยาได้ทันที

มู่เหยาเองก็รู้เรื่องนี้ดี นางจึงใช้พลังพิเศษของตนเองในตอนที่เผาฮุยยี่สิบสามลงมือ การซื้อของเป็นเรื่องน่ายินดี แต่ถ้าถูกขัดจังหวะอย่างกะทันหันก็คงกลายเป็นเรื่องเศร้า มู่เหยาไม่อยากขัดจังหวะการซื้อของอย่างสนุกสนานของอาจารย์ หากเรื่องใดที่นางสามารถจัดการเองได้ นางก็จะพยายามจัดการด้วยตนเอง

“อืม มีผู้ท้าทายของศิษย์พี่รองมาคนหนึ่ง ท่าทีดีมาก ข้าพาเขาไปที่ห้องพักคอยของศิษย์พี่รองแล้ว และกรอกแบบฟอร์มเรียบร้อยแล้วด้วย” มู่เหยากล่าวอย่างไม่แสดงสีหน้าใดๆ

นางไม่ได้โกหกเสียหน่อย หลังจากลบความทรงจำไปแล้ว ท่าทีก็ดีขึ้นจริงๆ นี่นา

“ดี” เมื่อได้ยินว่าผู้มาเยือนเข้าไปในห้องพักคอยแล้ว เจียงหลิ่วก็วางใจ

นอกห้องพักคอยแต่ละห้องมีอาคมที่เจียงหลิ่วลงมือด้วยตนเอง เมื่อเข้าไปในห้องพักคอยแล้ว ต่อให้ต้องการออกมาก็ทำไม่ได้ เพื่อรับประกันว่าจะไม่มีอันตรายใดๆ ต่อมู่เหยา

เรื่องผู้ท้าทายเป็นสิ่งที่สำนักวั่งซูคุ้นเคยเป็นอย่างดี เจียงหลิ่วเองก็ชินชากับเรื่องนี้มานานแล้ว ความคิดที่จะนำหุ่นเท่าตัวจริงไปวางไว้ในห้องพักคอยก็เป็นความคิดของเจียงหลิ่วเองด้วยซ้ำ

“เหยาเหยา คราวนี้เป็นชายหรือหญิง… อ๊ะ ไม่ใช่สิ ตอนนี้เขาส่งเสริมเรื่องความหลากหลายทางเพศ จะชายหรือหญิงก็ไม่สำคัญ… สรุปว่าหล่อเหลาหรือไม่?” เจียงหลิ่วกระพริบตา ดูเหมือนจะตั้งตารอเป็นอย่างมาก

แม้ว่าเจียงหลิ่วจะเป็นโสดมาตั้งแต่เกิด เป็นสาวโสดร้อยปี แต่ในฐานะอาจารย์ นางก็ย่อมเป็นห่วงเรื่องคู่ครองของเหล่าศิษย์อยู่แล้ว

“มีหนวดเคราครึ้ม รูปร่างกำยำ หยาบคาย แถมยังชื่อเผาฮุยยี่สิบสาม ท่าทางคงไม่มีหวัง” มู่เหยา ส่ายหน้าอย่างเสียดาย

เจียงหลิ่วได้ยินดังนั้นก็ถอนหายใจอย่างผิดหวัง “เอาเถอะ งั้นก็… คราวหน้าแล้วกัน!”

“เลิกพูดเรื่องพวกนั้นดีกว่า เหยาเหยา มาดูเถิดว่าอาจารย์ซื้อของดีอะไรมาบ้าง!” พอเอ่ยถึงเรื่องนี้ เจียงหลิ่วก็พลันกระตือรือร้นขึ้นมาทันที นางเริ่มแกะห่อใหญ่ห่อเล็กทีละชิ้นๆ “นี่คือเก๋ากี้ที่เพิ่งเก็บเกี่ยววันนี้เองนะ เจ้าลองดมดูสิ ยังมีกลิ่นหอมของแสงอาทิตย์อยู่เลย… นี่คือชาเก๊กฮวย นี่คือชาทิกวนอิม นี่คือหล่อฮังก้วย นี่คือลูกเดือย แล้วก็ยังมีฟักทอง ไก่แก่ นกพิราบ…”

เจียงหลิ่วควานหาอยู่นาน สารพัดวัตถุดิบสำหรับบำรุงสุขภาพและทำซุปบำรุงก็วางเรียงรายเต็มโต๊ะ ทุกอย่างล้วนคุ้นตาเสียจนน่าประหลาดใจ แทบทุกครั้งที่อาจารย์ออกไปซื้อของก็จะซื้อแต่พวกนี้ จนกลายเป็นลูกค้าชั้นดีที่เหล่าพ่อค้าแม่ค้ารักใคร่ เรียกขานกันในหมู่คนทั่วไปว่า ‘เหยื่อรายใหญ่’

“ยังมีอีกๆ ยังมีพวกนี้ด้วย!” แกะถุงเสร็จ เจียงหลิ่วก็เริ่มแกะกล่องต่อ “นี่คือกาต้มน้ำบำรุงสุขภาพรุ่นล่าสุด สร้างจากหินวิญญาณชั้นเลิศ ไม่เพียงแต่จะร้อนเองได้ ยังสามารถปรับอุณหภูมิได้ด้วยนะ! …แล้วก็นี่ หม้อบำรุง! …ถุงมือบำรุง! …แจกันบำรุง! …”

แม้ว่ามู่เหยาจะไม่รู้ว่าถุงมือบำรุงกับแจกันบำรุงมันคือสิ่งใดกันแน่ แต่มู่เหยาจำได้อย่างแม่นมั่นว่า ครั้งหนึ่งตอนที่นางใช้ญาณทิพย์ช่วยอาจารย์หาของ นางเห็นถุงเท้าบำรุงที่อาจารย์ซื้อเมื่อปีก่อนวางอยู่ตรงมุมกำแพงหลังโต๊ะ มันมีฝุ่นหนาเตอะเกาะอยู่ แถมยังมีแมงมุมตัวเล็กๆ สองตัวอาศัยอยู่ข้างในด้วยซ้ำ

“สุดท้าย และสำคัญที่สุดก็คือ—สิ่งนี้!” เจียงหลิ่วอัดพลังปราณเข้าไปในแหวนมิติของตนเอง ครู่ต่อมา สิ่งของขนาดใหญ่ก็ปรากฏขึ้นข้างกายนาง “เตียงบำรุง แถมฟรีที่นอนบำรุงอีกหนึ่งผืน!”

ว้าว

มิน่าเล่า มู่เหยาถึงได้รู้สึกแปลกใจอยู่ว่า ทำไมวันนี้อาจารย์ถึงไม่ใช้แหวนมิติเก็บของที่ซื้อมา แต่กลับหอบหิ้วถุงใหญ่ถุงเล็กเต็มมือ ที่แท้ก็เป็นเพราะจะเอาเตียงนี้ใส่เข้าไป แหวนมิติถึงได้ไม่มีที่ว่างแล้วนั่นเอง

สมเหตุสมผล ช่างสมเหตุสมผลเสียจริง

“ข้าบอกเจ้าเลยนะ เหยาเหยา เตียงบำรุงนี้ดีมากๆ เลยนะ แค่เอนกายลงไปเท่านั้นแหละ อาการปวดเอวก็หาย ปวดขาก็คลาย แถมยังช่วยให้เส้นลมปราณไหลเวียนสะดวก เลือดลมเดินดี รักษาได้สารพัดโรค!” เจียงหลิ่วแนะนำเตียงบำรุงของตนเอง พลางพูดด้วยความตื่นเต้นมากขึ้นเรื่อยๆ “เหยาเหยา เจ้ารีบขึ้นมานอนดูสิ บางทีรากวิญญาณของเจ้า อาจจะงอกออกมาก็ได้นะ!”

เมื่อหลายปีก่อน เจียงหลิ่วเคยคิดหาวิธีต่างๆ นานาเพื่อช่วยให้มู่เหยากลับมามีรากวิญญาณ หรือหาวิธีบำเพ็ญเพียรโดยไม่ต้องมีรากวิญญาณ แต่ก็ล้มเหลวทั้งหมด

ราวกับนิวตันในวัยชราที่เริ่มศึกษาเทววิทยา เมื่อเจียงหลิ่วพบว่าตนเองจนปัญญา ไม่สามารถหาวิธีใดได้อีกแล้ว ก็เริ่มกลายเป็นคนที่ไม่แน่ใจในสิ่งใดๆ และหันไปพึ่งพาสิ่งที่อธิบายไม่ได้

เช่น เตียงบำรุงในครั้งนี้

มู่เหยาใช้ดวงตาทิพย์มองดูอย่างละเอียดแล้ว นี่มันก็แค่เตียงไม้ธรรมดาๆ ไม่มีโครงสร้างพิเศษอะไรทั้งสิ้น เป็น ‘ภาษีความโง่’ อย่างแท้จริง

“เหยาเหยา เร็วเข้าสิ” เห็นมู่เหยามัวแต่ยืนนิ่ง เจียงหลิ่วก็รีบเร่งอีกครั้ง

“ท่านอาจารย์ เดี๋ยวก่อนเจ้าค่ะ” มู่เหยาอึกอักลังเล สุดท้ายก็ตัดสินใจ—

“เอ่อ คือว่า ขอศิษย์ถอดรองเท้าก่อน แล้วค่อยขึ้นเตียงนะเจ้าคะ”

หลังจากนอนลงบนเตียงแล้ว หากจะบอกว่าไม่รู้สึกอะไรเลย ก็คงจะไม่ถูกต้องนัก

อย่างน้อย มู่เหยาก็รู้สึกถึงแรงกดที่แผ่นหลัง แม้ว่าจะมีที่นอนบำรุงที่แถมมาปูทับอยู่ นางก็ยังคงรู้สึกถึงความแข็งกระด้างของแผ่นไม้เตียงที่ทิ่มแทงหลังจนปวดร้าว!

หรืออาจเป็นเพราะความรู้สึกไม่สบายที่แผ่นหลัง มู่เหยาจึงรู้สึกได้ถึงกระเพาะอาหารที่ประท้วงขึ้นมาในเวลาเหมาะเจาะ เตือนว่ามันยังว่างเปล่ามาตั้งแต่เช้าจรดเย็น เสียงท้องร้องดัง ‘โครกคราก’ อย่างเข้ากันดีกับสถานการณ์”

“ท่านอาจารย์ ข้าจำได้ว่าท่านเคยกล่าวไว้ เตียงนี้มัน...รักษาได้สารพัดโรคไม่ใช่หรือเจ้าคะ?”มู่เหยานอนเหยียดกายอยู่บนเตียง มองไปยังเจียงหลิ่วด้วยดวงตากลมโตใสซื่อ “เช่นนั้น อาการหิวโหย มันรักษาได้หรือไม่?”

11,641 ตัวอักษร

ความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น

แชร์: