เห็นได้ชัดว่ามันรักษาไม่ได้
ต่อให้เจียงหลิ่วจะเชื่อมั่นในการบำรุงรักษาสุขภาพเพียงใด นางย่อมรู้ดีว่าการบำรุงสุขภาพไม่อาจทดแทนข้าวสวยได้
สิ่งเดียวที่สามารถทดแทนข้าวสวยได้คือการบำเพ็ญเพียร แต่เหยาเหยาทำไม่ได้
เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ เจียงหลิ่วก็รู้สึกว่าตนเองช่างไร้ประโยชน์เสียจริง แม้แต่ศิษย์ของตนเองยังช่วยไม่ได้ แล้วนางจะเป็นอาจารย์ได้อย่างไร!
“เหยาเหยา!” เจียงหลิ่วกำมือแน่น เริ่มต้นบ่นพึมพำ “ข้าบอกเจ้ากี่ครั้งแล้วว่าให้บำรุงรักษาสุขภาพน่ะ เข้าใจไหม! กินอาหารให้ตรงเวลาสามมื้อ โดยเฉพาะอาหารเช้า! เหตุใดจึงไม่กินอาหารเช้าจนท้องหิวเช่นนี้! แล้วอาหารกลางวัน ดูสิว่านี่มันกี่โมงแล้ว…”
วิธีการยืดอายุขัยของคนธรรมดา ที่เจียงหลิ่วคิดออกก็มีเพียงการบำรุงรักษาสุขภาพเท่านั้น
“…เจ้ารอสักครู่ ข้าจะไปตุ๋นซุปบำรุงในหม้อบำรุงให้เจ้าเดี๋ยวนี้”
กล่าวจบ เจียงหลิ่วก็หันหลังรีบเดินไปยังโต๊ะที่มีวัตถุดิบบำรุงสุขภาพของตน
“ท่านอาจารย์!” มู่เหยารีบยันกายลุกขึ้นนั่ง คว้าชายเสื้อของเจียงหลิ่วไว้ “ข้าหิวมากจริง ๆ รอไม่ไหวแล้ว ข้าไปโรงอาหารของศิษย์พี่หญิงสี่ดีกว่า!”
“ซุปบำรุง” ของท่านอาจารย์นั้น เมื่อครั้งที่มู่เหยายังเยาว์วัย นางเคยดื่มไปครั้งหนึ่ง รสชาตินั้น… ยากจะลืมเลือนไปชั่วชีวิต
มู่เหยาไม่รู้จริง ๆ ว่าท่านอาจารย์นำพิราบ อินทผาลัม พุทราจีน เห็ดหูหนูขาว เก่ากี้ และวัตถุดิบที่ดูมีประโยชน์ต่อสุขภาพมากมายเหล่านั้น มาปรุงแต่งจนมีลักษณะคล้ายยาเบื่อหนูได้อย่างไร แต่ครั้งหนึ่งมู่เหยาเคยแอบนำ “ซุปบำรุง” ที่เหลือมาทดลอง ปรากฏว่ามีประสิทธิภาพในการไล่หนูเป็นเลิศ ถึงขนาดทำให้หนูที่เห็นบ้านนางต้องหลีกเลี่ยงไปไกลถึงสิบจั้งตลอดครึ่งปี
“อ้อ จริงด้วย พิราบของข้ายังไม่ได้เตรียม ใช้เวลาทำนานเกินไปจริง ๆ” เจียงหลิ่วพยักหน้า มู่เหยาจึงถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก
สำนักวั่งซูตั้งอยู่ในที่ห่างไกล ทว่าสำนักมีขนาดเล็ก ไม่มีเรือนว่างมากพอที่จะจัดตั้งเป็นโรงอาหาร ศิษย์พี่หญิงสี่ หลิ่วเยว่ซวน ผู้รับผิดชอบเรื่องอาหาร จึงเปิดโรงอาหารไว้นอกสำนัก ในเมืองใหญ่ที่อยู่ใกล้สำนักที่สุด ซึ่งก็คือเมืองหมิงหยาง
เมืองหมิงหยางนี้จะว่าใกล้ก็ไม่ใกล้ จะว่าไกลก็ไม่ไกล อยู่ห่างออกไปราวสี่ร้อยกว่าลี้
ในยามปกติ ศิษย์พี่หญิงสี่เหาะเหินเดินอากาศไปกลับที่ทำงาน จึงไม่ต้องเสียเวลามากนัก แต่สำหรับคนธรรมดาอย่างศิษย์น้องเล็ก มู่เหยา การเดินทางไปกลับเช่นนั้นย่อมเป็นเรื่องยากลำบาก ด้วยเหตุนี้ หลิ่วเยว่ซวนจึงตั้งค่ายกลเคลื่อนย้ายไว้ที่ส่วนลึกด้านหลังของสำนัก หลังจากไปทำงานในแต่ละวัน สิ่งแรกที่นางทำคือการเปิดใช้งานค่ายกล เพื่อให้ศิษย์น้องเล็กสามารถมาที่โรงอาหารได้ทุกเมื่อ
โรงอาหาร สมดังชื่อ ย่อมเป็นสถานที่จัดหาอาหารและเครื่องดื่มให้แก่ศิษย์สำนักวั่งซู ก่อนที่มู่เหยาจะเข้ามาในสำนักวั่งซู แน่นอนว่าสำนักไม่มีโรงอาหาร เพราะไม่มีใครจำเป็นต้องกินอาหาร
จุดเริ่มต้นกิจการของหลิ่วเยว่ซวน เกิดขึ้นเมื่อหลายปีก่อน ตอนที่มู่เหยาเข้ามาในสำนักวั่งซู
แม้ว่ามู่เหยาจะเป็นผู้มีพลังพิเศษ แต่ผู้มีพลังพิเศษก็ไม่มีความสามารถในการอดอาหาร ดังนั้น ไม่นาน มู่เหยาก็หิว
ภายใต้เสียงท้องร้องโครกคราก มู่เหยากับเหล่าศิษย์พี่หญิงชายและอาจารย์ ต่างก็ได้แต่มองหน้ากันเลิ่กลั่ก
สำนักวั่งซูตั้งอยู่ในที่ห่างไกล มองไปรอบด้าน ในรัศมีร้อยลี้ นอกจากศิษย์สำนักวั่งซูแล้ว แม้แต่สิ่งมีชีวิตอื่นใดก็ไม่มี ตอนนั้น เจียงหลิ่วยังไม่มีหม้อบำรุง ส่วนศิษย์คนอื่น ๆ ก็เพราะบำเพ็ญเพียรจนไม่ต้องกินอาหารแล้ว จึงไม่เคยข้องแวะกับห้องครัวเลย
ส่วนมู่เหยา...ในระหว่างที่กำลังปฏิบัติภารกิจอยู่นั้น นางเคยมีโอกาสได้ทำอาหารอยู่ครั้งหนึ่ง ต่อมา...อืม...นางทำห้องครัวระเบิด
และมันเป็นการระเบิดจริง ๆ ตรงตามตัวอักษร รัศมีการระเบิดกว้างถึงสี่สิบเมตร ทุกสิ่งราบเป็นหน้ากลอง ภารกิจของนางจึงสำเร็จลุล่วงโดยปริยาย
ด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัย มู่เหยาจึงไม่กล้าลงมือทำอะไรโดยพลการ เหล่าศิษย์พี่หญิงชายและอาจารย์ต่างจับจ้องนางด้วยความเป็นห่วง นางจึงไม่สามารถใช้พลังพิเศษเคลื่อนย้ายพริบตาไปยังเมืองที่อยู่ห่างออกไปหลายร้อยลี้เพื่อไปกินอาหารได้ ยิ่งไปกว่านั้น นางเพิ่งมายังโลกนี้ได้ไม่นาน นางจึงไม่มีเงิน อาหารที่คนกินเหลือก็บูดเน่า การขโมยอาหารก็ผิดศีลธรรม
ในที่สุด ในช่วงเวลาคับขันนั้นเอง ศิษย์พี่หญิงสี่ก็พลันเกิดประกายความคิด ราวกับเส้นลมปราณถูกเปิดออก นางก็ตื่นรู้ถึงความสามารถในการทำอาหารในฉับพลัน
ศิษย์พี่หญิงสี่ไม่รอช้า รีบไปยังเขาวั่งซู จับไก่ป่ามาตัวหนึ่ง ชำแหละเรียบร้อยแล้วยัดเครื่องปรุงง่าย ๆ ที่เหลืออยู่ในสำนักวั่งซูเข้าไปในท้องไก่ จากนั้นก็นำไก่ทั้งตัวฝังลงดิน แล้วใช้เวทเพลิงเผาอบอยู่เหนือพื้นดิน
ครู่ต่อมา ศิษย์พี่หญิงสี่รวบรวมพลังไว้ที่ฝ่ามือ แล้วฟาดลงไปอย่างแรง ไก่ย่างก็ทะยานขึ้นจากดินในทันที กลิ่นหอมอบอวลไปทั่วบริเวณ ผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ต่างอุทานออกมาด้วยความประหลาดใจ
เมื่อหวนรำลึกถึงเหตุการณ์ในครั้งนั้น มู่เหยาจึงเข้าใจ
หากจะตั้งชื่อบทนั้น คงต้องชื่อว่า “บทที่หนึ่ง ไก่ขอทาน”
ต่อมา มู่เหยาอิ่มท้องได้อย่างราบรื่น และศิษย์พี่หญิงสี่ก็ค้นพบเป้าหมายในชีวิตของตนเองได้อย่างราบรื่นเช่นกัน และนับแต่นั้นมาก็ยากที่จะหยุดยั้ง
ในเวลาเพียงไม่กี่ปี ศิษย์พี่หญิงสี่ก็พัฒนาจากดินและเวทเพลิงในตอนแรก กลายมาเป็นเจ้าของโรงเตี๊ยมที่ใหญ่ที่สุดและมีชื่อเสียงที่สุดในเมือง ช่างเป็นการเติบโตที่รวดเร็วจนน่าทึ่ง
หากถามมู่เหยาว่ารู้สึกอย่างไรที่มีศิษย์พี่หญิงที่กลายเป็นนางเอกนิยายแนวธุรกิจอาหารเช่นนี้ มู่เหยาคงรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่ง
การได้กินอาหารอร่อย ๆ ทุกมื้อ ย่อมเป็นความสุขอย่างหนึ่งในชีวิต
ในฐานะนางเอกสายธุรกิจ ข้อดีที่ใหญ่ที่สุดอย่างหนึ่งของศิษย์พี่หญิงสี่คือการไม่ลืมรากเหง้า
ดังนั้น แม้ว่าขนาดของโรงอาหารจะขยายใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ และมีลูกจ้างเพิ่มมากขึ้น ชื่อร้านของศิษย์พี่หญิงสี่ก็ยังคงเป็น “โรงอาหารสำนักวั่งซู”
ในช่วงแรกของการตั้งชื่อ ทุกคนต่างสงสัยว่าชื่อนี้มีความหมายว่าอย่างไร ต่อมาเมื่อผู้เชี่ยวชาญด้านอาหารท้องถิ่นได้ทำการศึกษา พวกเขาก็ลงความเห็นเป็นเอกฉันท์ว่า “วั่งซู” เป็นอาหารตำรับพิเศษชนิดหนึ่ง เช่นเดียวกับ “อาหารหวยหยาง” และ “อาหารฮุยโจว” ด้วยเหตุนี้ จึงอธิบายได้ว่าทำไม “โรงอาหารสำนักวั่งซู” ถึงอร่อยเช่นนี้ และไม่มีใครสามารถลอกเลียนแบบได้
เมื่อมู่เหยาเดินทางมาถึงโรงอาหารของศิษย์พี่หญิงสี่ผ่านค่ายกล ก็ไม่ใช่เวลาอาหารแล้ว แต่หน้าโรงอาหารก็ยังมีแถวยาวเหยียดคดเคี้ยว
ในช่วงแรกของการก่อตั้งโรงอาหาร เมื่อธุรกิจเริ่มเฟื่องฟู เคยเกิดเหตุการณ์ที่แถวหน้าร้านยาวเหยียดไปจนถึงฝั่งตรงข้ามถนน ทำให้รถม้าติดขัด โชคดีที่เจียงหลิ่วให้คำแนะนำ หลังจากนั้น หลิ่วเยว่ซวนจึงจัดให้ลูกค้าเข้าแถวเป็นรูปงูเลื้อย โดยมีรั้วกั้นตรงกลาง ทำให้ประหยัดพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และไม่เกิดปัญหาการจราจรติดขัดอีกต่อไป
เมื่อหลิ่วเยว่ซวนกล่าวขอบคุณอาจารย์ เจียงหลิ่วก็โบกมือ “ไม่ ไม่ใช่ความดีความชอบของข้า นี่คือปัญญาของสวนสนุก”
เมื่ออาจารย์กล่าวเช่นนั้น มู่เหยาจึงนึกขึ้นได้ว่าจริงด้วย เพื่อนร่วมหอเคยบอกนางว่า สวนสนุกบางแห่งเล่นสองนาที รอคิวสองชั่วโมงอะไรทำนองนั้น ที่แท้ก็เป็นแถวแบบนี้นี่เอง
หลิ่วเยว่ซวนเคยคิดที่จะเปิดช่องทางพิเศษให้มู่เหยา แต่ถูกมู่เหยาปฏิเสธอย่างหนักแน่น
“ศิษย์พี่หญิงสี่ การต่อแถวสิ่งที่สำคัญที่สุดคือความยุติธรรม หากแขกท่านอื่นเห็นว่าข้ามีอภิสิทธิ์ พวกเขาย่อมไม่พอใจเป็นแน่” มู่เหยาเอ่ยด้วยสีหน้าจริงจัง “ศิษย์พี่หญิงสี่ ท่านทำมาค้าขายมิใช่เรื่องง่าย ศิษย์น้องผู้นี้จึงไม่อยากรบกวนท่าน”
หลิ่วเยว่ซวนรู้สึกซาบซึ้งใจเป็นอย่างยิ่ง
มู่เหยาเองก็มีความสุขกับการต่อแถวอยู่ไม่น้อย
ในชาติก่อน ด้วยภารกิจที่นางได้รับมอบหมาย นางจึงไม่เคยได้ไปเที่ยวสวนสนุกเลยสักครั้ง ในเมื่อการไปเที่ยวสวนสนุก สิ่งสำคัญก็คือการได้สัมผัสประสบการณ์การต่อแถว เช่นนั้นแล้ว การที่นางได้ต่อแถวทุกวัน เมื่อบวกลบคูณหารแล้ว นางก็เท่ากับได้ไปเที่ยวสวนสนุกทุกวัน ช่างเป็นเรื่องน่ายินดีเสียจริง
ความคิดเห็น
ยังไม่มีความคิดเห็น