เพื่อหลีกหนีจากลมหายใจอันเหม็นคาว เวลานี้พยัคฆ์เหยากวงยังคงอยู่ห่างจากมู่เหยาหลายสิบเมตร ทว่ามู่เหยายังคงสัมผัสได้ถึงคมลมที่อุ้งเท้าทั้งสองของมันตวัดขึ้นมา ราวกับใบมีดที่คมกริบจนแทบจะบาดผิว
อุ้งเท้าแปรเปลี่ยนเป็นสีแดงฉาน เห็นได้ชัดว่าครานี้มันใช้พลังปราณ พลังของปราณนั้นมิอาจประเมินได้ แม้แต่อุ้งเท้าที่ดูเกลี้ยงเกลาเช่นนั้นก็ยังมีอานุภาพถึงเพียงนี้
เห็นเหยื่อยืนนิ่งไม่ไหวติง พยัคฆ์เหยากวงก็อดไม่ได้ที่จะลำพองใจ
หึหึ เป็นอย่างไรเล่า ขาอ่อนแรงแล้วสินะ!
ถึงอย่างไรก็เป็นแค่มนุษย์ธรรมดาที่ไม่มีแม้แต่ร่องรอยการไหลเวียนของพลังปราณ จะมีเรี่ยวแรงสักเท่าใดกันเชียว…
พยัคฆ์เหยากวงกระโจนทะยานร่างทั้งร่าง หมายจะทับถมมู่เหยาลงราวกับขุนเขาทลาย—
ทว่าเมื่อลอยตัวอยู่กลางอากาศ มันกลับพลันพบว่าตนเองขยับเขยื้อนไม่ได้เสียแล้ว
“วิชามัดตรึงร่างน่ะเหรอ เรื่องเล็กน้อย”
“คาดไม่ถึงว่ามนุษย์ผู้นี้จะมีพลังฝีมืออยู่บ้าง ทว่าพลังที่แม้แต่ข้ายังไม่อาจรับรู้ได้ ก็เป็นเพียงธุลีดินเท่านั้น การดิ้นรนเฮือกสุดท้ายเล็กน้อยเช่นนี้ ข้าไม่ใส่ใจแม้แต่น้อย!”
พยัคฆ์เหยากวงออกแรงสะบัดสบาย ๆ
ไม่ขยับ
ครานี้เองที่พยัคฆ์เหยากวงเริ่มตระหนก มันรวบรวมพลังปราณครั้งแล้วครั้งเล่า ทว่าแม้จะเค้นพลังทั่วร่างก็ไม่อาจขยับเขยื้อนได้แม้แต่น้อย
“เป็นไปไม่ได้! นางอ่อนแอกว่าเหยื่อตัวเมื่อครู่นี้เสียอีก… เหตุใดจึงสามารถใช้วิชามัดตรึงร่างที่แม้แต่ข้าก็ไม่อาจหลุดพ้นได้!”
เรื่องนี้มู่เหยาสามารถอธิบายได้
สิ่งที่นางใช้หาใช่วิชามัดตรึงร่างไม่ เพราะนางไม่เคยร่ำเรียนวิชานั้น สิ่งที่นางใช้คือพลังพิเศษที่สามารถตรึงคนหรือสิ่งของให้หยุดนิ่งได้
เพียงแค่จ้องมองเป้าหมาย ก็สามารถใช้พลังพิเศษทำให้เป้าหมายหยุดนิ่ง ขยับเขยื้อนไม่ได้
พลังพิเศษและวิชาเซียนล้วนเป็นทักษะที่เหนือธรรมชาติ พยัคฆ์เหยากวงไม่มีพลังพิเศษ ย่อมไม่อาจต้านทานพลังวิเศษใด ๆ ได้ เช่นเดียวกับที่นางไร้ซึ่งพลังปราณ ก็ไม่อาจต้านทานวิชาเซียนใด ๆ ได้เช่นกัน
พยัคฆ์เหยากวงออกแรงจนแทบจะอุจจาระไม่ออก มันไม่เข้าใจ ทั้งที่พลังปราณของตนเองกำลังสูญเสียไปเรื่อย ๆ เหตุใดวิชามัดตรึงร่างนี้จึงไม่มีทีท่าว่าจะคลายลงเลยแม้แต่น้อย!
พลังพิเศษในการตรึงร่างนั้นดีจริง ทว่ามันมีข้อบกพร่องประการหนึ่ง
นั่นคือจำเป็นต้องจ้องมองเป้าหมายที่ถูกตรึงไว้ตลอดเวลา แม้เพียงกระพริบตา พลังพิเศษก็จะสูญสิ้น
แม้ว่านางจะฝึกฝนมาอย่างดี การเบิกตานิ่งโดยไม่กระพริบ มู่เหยาก็สามารถทนได้เพียงห้านาทีเท่านั้น
บัดนี้ล่วงเลยมาสามนาทีแล้ว ถึงเวลาที่ต้องตัดสินใจหาทางออก
ก่อนหน้านี้ มู่เหยาไม่เคยพบเห็นสัตว์เทพชั้นสูงตนอื่น พลังพิเศษอื่น ๆ ที่นางมี มู่เหยาไม่แน่ใจว่าจะได้ผลกับพยัคฆ์เหยากวงตรงหน้าหรือไม่
ทว่าเมื่อครู่มู่เหยาใช้พลังมองทะลุปรุโปร่งสังเกตแล้ว ในแง่ของโครงสร้างทางชีวภาพ พยัคฆ์เหยากวงก็เป็นเสือตัวหนึ่งจริง ๆ ประกอบด้วยเลือดเนื้อ อวัยวะภายในก็ไม่แตกต่างจากเสือทั่วไป
เช่นนั้นก็ใช้วิธีนั้นเถิด
มู่เหยาขยับลำคอเล็กน้อย แล้วเปล่งเสียงดังฟังชัด—
“เสือสองตัว เสือสองตัว วิ่งเร็วไว วิ่งเร็วไว ตัวหนึ่งไม่มีตา อีกตัวไม่มีหู ช่างประหลาด ช่างประหลาด~~”
เพลงนั้นคุ้นหูอยู่บ้าง ทว่าทำนองเพี้ยนจนฟังดูขัดหูยิ่งนัก เพลงไม่ได้ยาว แต่ทว่ามู่เหยากลับร้องวนซ้ำไปซ้ำมา
พยัคฆ์เหยากวงรู้สึกว่าหูเสือของตนเองถูกทรมานจนแทบจะทนไม่ไหว
ขณะที่มันกำลังจะสาปแช่งอยู่ในใจ พลันดวงตาก็หดเล็กลง
หัวใจ หัวใจเจ็บปวดเหลือเกิน!
ทั้งที่ไม่มีแรงภายนอกใด ๆ มากระทำ ทว่าหัวใจทั้งดวงกลับเริ่มสั่นสะเทือนอย่างต่อเนื่องโดยไม่อาจควบคุมได้ และความถี่ของการสั่นก็เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ราวกับจะระเบิดออกในอีกไม่ช้า!
ร่างของพยัคฆ์เหยากวงราวกับถูกบีบรัดจนแทบขาดใจ ทุกส่วนของกล้ามเนื้อกระตุกเกร็งอย่างรุนแรง
ต้นกำเนิดของแรงสั่นสะเทือน...ต้นกำเนิดของแรงสั่นสะเทือนมาจาก...
มาจากเสียงเพลงที่แสนจะบาดหูนั้นเอง...
สิ่งที่พยัคฆ์เหยากวงคาดการณ์ไว้นั้นถูกต้องทุกประการ
นี่คือพลังพิเศษของการสั่นพ้องคลื่นเสียงที่มู่เหยาใช้ เพียงแค่ความถี่ของเสียงเพลงตรงกับอัตราการเต้นของหัวใจพยัคฆ์เหยากวง ก็สามารถก่อให้เกิดการสั่นสะเทือนจนหัวใจระเบิดและสิ้นชีพได้
สำหรับสิ่งมีชีวิตที่ไร้ซึ่งพลังพิเศษ หากไม่ใช้อุปกรณ์พิเศษที่ต่อต้านพลังเหนือธรรมชาติแล้ว การเอามืออุดหูย่อมไร้ประโยชน์โดยสิ้นเชิง
ส่วนเหตุผลว่าทำไมถึงเป็นเสือสองตัว...
นั่นก็เพราะก่อนที่มู่เหยาจะทะลุมิติ นางร้องเพลงนี้เป็นอยู่เพลงเดียว และหลังจากมายังโลกนี้ก็ไม่เคยได้ยินเหล่าศิษย์พี่ร้องเพลงอื่นเลย...
พยัคฆ์เหยากวงทรุดกายลงกับพื้นอย่างอ่อนแรง เพิ่งจะตระหนักว่าตนเองหลุดพ้นจากพันธนาการของอาคมตรึงร่างตั้งแต่เมื่อใดก็ไม่อาจทราบได้ มันพยายามยกอุ้งเท้าขึ้นป้องหูอย่างยากลำบาก แต่ก็พบอย่างสิ้นหวังว่า แม้จะไม่ได้ยินเสียงเพลงนั้นแล้ว การสั่นสะเทือนของหัวใจก็ยังคงดำเนินต่อไป
ใช่ว่าพยัคฆ์เหยากวงจะไม่เคยพบเจอผู้ฝึกตนสายเสียงมาก่อน แต่ผู้ฝึกตนสายเสียงที่ร้ายกาจถึงเพียงนี้ นับเป็นครั้ง...แรก...ในชีวิตของมัน...
ในขณะที่มันกำลังเตรียมใจยอมรับความตาย แสงสุดท้ายแห่งสติก็พลันวาบขึ้นในห้วงความคิด
มีสิ่งมีชีวิตอยู่ชนิดหนึ่ง ที่เหล่ามนุษย์ล้วนชื่นชอบนัก!
พยัคฆ์เหยากวงรวบรวมเรี่ยวแรงเฮือกสุดท้าย แปลงกายเป็นลูกแมวสีขาวบริสุทธิ์ตัวน้อย
“เหมียว~~~” แม้เสียงจะยังสั่นเครืออยู่บ้าง แต่มันก็พยายามเปล่งเสียง “ภาษาต่างถิ่น” นี้ออกมาจากลำคอจนได้
ไม่มีใครสามารถต้านทานเสน่ห์ของแมวเหมียวได้ และมู่เหยาก็เป็นหนึ่งในมนุษย์เหล่านั้น
ตั้งแต่โลกก่อน มู่เหยาใฝ่ฝันอยากจะเลี้ยงสัตว์เลี้ยงจริงๆ สักตัว ไม่ใช่สิ่งมีชีวิตทดลองที่เตรียมไว้สำหรับล่าสังหาร
“เจ้า...อยากเป็นสัตว์เลี้ยงของข้าหรือ?” มู่เหยาหยุดร้องเพลง พลางใช้พลังตรึงร่างกับพยัคฆ์เหยากวงอีกครั้ง...โอ้ ไม่สิ ตอนนี้ต้องเรียกว่าแมวเหยากวงแล้ว น้ำเสียงของนางเจือความตื่นเต้นเล็กน้อย
เพื่อให้พยัคฆ์เหยากวงเข้าใจ มู่เหยาจึงพูดด้วยภาษาเสืออย่างแน่นอน
หากใช้ภาษาแมวย่อมไม่ได้ผล จากเสียงร้องเมื่อครู่ของแมวเหยากวง มู่เหยารู้ได้ทันทีว่าภาษาต่างประเทศของมันช่างอ่อนหัดเสียเหลือเกิน
“เหมียว!” แมวเหยากวงร้องเสียงหลงด้วยความตกใจ จนลืมเปลี่ยนระบบภาษาไปชั่วขณะ
นาง...พูดภาษาเสือได้อย่างไร!
“ถ้าเจ้าอยากจะยืนกรานเช่นนั้น ข้าก็สามารถพูดภาษาแมวได้เช่นกัน” มู่เหยายักไหล่อย่างจนปัญญา
น้ำเต็มขวดไม่กระเทือน น้ำพร่องขวดส่งเสียงดัง สิ่งมีชีวิตที่มีขนฟูฟ่องบางครั้งก็ชอบโอ้อวด นางก็สามารถสนองความต้องการของแมวเหยากวงได้
“โฮก!!” แมวเหยากวงตกตะลึงยิ่งกว่าเดิม คราวนี้มันกลับมาใช้ภาษาแม่ของตน
นาง...ถึงกับได้ยินเสียงในใจของข้าด้วยหรือนี่?!
“เจ้ามีเวลาห้านาทีในการตัดสินใจ” พลังตรึงร่างมีระยะเวลาจำกัด มู่เหยาเตือนด้วยความหวังดี “เมื่อพ้นห้านาทีไป เจ้าก็ทำได้เพียงเลือกความตายเท่านั้น”
ห้านาทีนั้นนานแค่ไหน...ช่างมันเถอะ ตอนนี้มันต้องรีบคว้าโอกาส!
แมวเหยากวงเริ่มกระวนกระวาย รีบร้องออกมาอย่างรัวเร็ว “เป็น...เป็น...เป็นสัตว์เลี้ยงของท่าน!”
“เป็นอย่างไร?” แม้แมวจะน่ารักเพียงใด มู่เหยาก็ไม่อาจเก็บรักษาสิ่งมีชีวิตอันตรายที่พร้อมจะคุกคามชีวิตนางไว้ข้างกายได้ ปกตินางเคยได้ยินบรรดาศิษย์พี่พูดถึงการทำพันธสัญญาเพื่อควบคุมสัตว์วิญญาณ แต่ด้วยนางยังไร้ซึ่งพลังบำเพ็ญเพียร ในรายละเอียดปลีกย่อย นางจึงไม่รู้จริงๆ
แต่ก็นะ ในเมื่อเป็นถึงสัตว์วิญญาณระดับสูง มู่เหยาเชื่อว่าแมวเหยากวงเองย่อมรู้ดีที่สุด
“ท่านสามารถทำสัญญาผูกพันกับข้าได้! สัญญาแห่งการบำเพ็ญเพียรร่วมกัน…” แมวเหยากวงชำเลืองมองมู่เหยา เห็นนางยังคงมองตนด้วยสายตาเมตตา จึงรีบเปลี่ยนคำพูด “สัญญาแห่งสัตว์เลี้ยง สัญญาแห่งสัตว์เลี้ยง! เมื่อทำสัญญาแล้ว ข้าจะเป็นสัตว์เลี้ยงของท่าน จะไม่มีวันขัดขืนบัญชาของท่านเด็ดขาด!”
สมแล้วที่นางไว้ใจข้า!
มู่เหยาใช้ญาณทิพย์อ่านกระบวนการทำสัญญาสัตว์เลี้ยง
วาดวงเวท หยดโลหิต คล้ายกับที่ศิษย์พี่ทั้งหลายเคยกล่าวไว้
“ดีทีเดียว เจ้าลงมือเถิด” มู่เหยาพยักหน้าอย่างพอใจ “เจ้าเหลือเวลาอีกเพียงสามเค่อแล้ว”
แย่แล้ว เวลาสั้นลง!
แมวเหยากวงพบว่าอุ้งเท้าข้างหนึ่งของตนสามารถขยับได้แล้วโดยไม่รู้ตัว แต่ก็เพียงแค่ข้างเดียวเท่านั้น มันจึงรีบตะกุยตะกายอุ้งเท้า เริ่มวาดวงเวทสัญญาบนพื้น
การที่ต้องวาดวงเวทด้วยตนเองเพื่อผูกมัดตนเป็นสัตว์เลี้ยงนั้น เป็นสิ่งที่แมวเหยากวงไม่เคยพบเจอมาก่อนในชีวิต
ชะตาของข้านี่มัน…ช่างน่าอนาถเสียจริง!
“อืม ดูท่าจะน่าอนาถจริง ๆ” มู่เหยารู้สึกว่าสิ่งที่แมวเหยากวงคิดนั้นมีเหตุผล นางไม่เคยบังคับขู่เข็ญผู้ใด ทุกสิ่งย่อมเจรจาต่อรองกันได้ “เช่นนั้น หากเจ้ารู้สึกอนาถใจ เจ้าก็สามารถเลือกที่จะตายได้นะ”
คงน่าเสียดายอยู่บ้าง แต่ตนเองก็สามารถเลือกเลี้ยงแมวธรรมดาตัวหนึ่งได้ ทั้งยังรับประกันได้ว่าจะไม่มีอันตรายถึงชีวิต อย่างมากก็แค่ข่วนเตียงหรือกัดสายไฟเล่นเท่านั้น ดีเสียอีก
แย่แล้ว! ลืมไปเสียสนิทว่านางอ่านใจและเข้าใจภาษาสัตว์!
“ไม่น่าอนาถ ไม่น่าอนาถ!” แมวเหยากวงรีบร้องลั่นสองครั้ง “ตายสิอนาถกว่า ตายสิอนาถกว่า!”
แมวเหยากวงรีบวาดวงเวทจนเสร็จสิ้น แล้วจึงบรรจุพลังวิญญาณลงไป กล่าวคำ “เชิญ” ต่อมู่เหยาด้วยความเคารพ
สัญญาสัตว์เลี้ยง ผู้ใดหยดโลหิตก่อนเป็นนาย ผู้ใดหยดโลหิตทีหลังเป็นทาส
มู่เหยาหยิบมีดสั้นคุ้มกายที่อาจารย์เตรียมไว้ให้จากด้านข้าง โดยไม่แม้แต่จะมอง ก็กรีดลงบนฝ่ามือตนเองอย่างไม่ใส่ใจ
นี่ นี่ นี่…คนผู้นี้ช่างโหดเหี้ยมเกินไปแล้ว!
แมวเหยากวงมองรอยแผลยาวเหยียดบนฝ่ามือของมู่เหยา เลือดไหลทะลักออกมาไม่หยุดหย่อน แต่มู่เหยากลับไม่กระพริบตาแม้แต่น้อยตอนที่กรีดมือตนเอง…ขนาดกับตัวเองยังโหดเหี้ยมเพียงนี้ แล้วกับผู้อื่นเล่า!
“น…นายท่าน เพียงหยดเดียวก็พอแล้ว!” แมวเหยากวงตัวสั่นเล็กน้อย
“เอาสิ” มู่เหยารวบมือกลับ บาดแผลก็สมานกันในชั่วพริบตา
นี่ นี่มันระดับการบำเพ็ญเพียรสายแพทย์เช่นไรกัน ถึงสามารถรักษาได้ในพริบตา!
แมวเหยากวงยิ่งไม่กล้าละเลย รีบใช้อุ้งเท้าจิกฝ่ามือตนเองจนเป็นรอยถลอกเล็กน้อย เลือดหยดหนึ่งไหลลงสู่วงเวท
ในชั่วขณะที่โลหิตหยดลงสู่วงเวท วงเวทก็เปล่งแสงสีทองอร่าม เป็นสัญญาณว่าสัญญาได้มีผลแล้ว
มู่เหยาสัมผัสได้ถึงพลังผูกมัดที่มีต่อแมวเหยากวงเพิ่มขึ้นในร่างกายของตน
ในที่สุดนางก็สามารถกระพริบตาได้
แมวเหยากวงรู้สึกว่าตนเองสามารถขยับเขยื้อนได้อย่างอิสระเสียที จึงหมุนตัวไปสามรอบด้วยความดีใจ มันกำลังจะกลับคืนร่างเดิมอันสง่างามของตน แต่ก็ถูกมู่เหยาจับความคิดได้ด้วยญาณทิพย์
“เอ่อ…เจ้าไม่อยากเป็นแมวต่อไปหรือ?” มู่เหยาถาม
“เหมียว?” แมวเย้ากวงร้องออกมาโดยไม่รู้ตัว พร้อมกับหยุดความคิดเดิม
“แต่เสือไม่น่ารักสักนิด ข้าไม่อยากได้เสือมาเป็นสัตว์เลี้ยงเลย” มู่เหยากางมือออก “แต่ข้าก็ไม่บังคับเจ้าหรอกนะ หากเจ้าอยากกลับร่างเสือจริง ๆ ข้าก็ไม่รังเกียจที่จะยกเลิกสัญญาแล้วฆ่าเจ้าเสีย”
“ไม่ ไม่ ไม่ ไม่ ไม่!” ศีรษะของแมวเหยากวงสั่นระรัวราวกับกลองป๋องแป๋ง “ข้าใส่ใจ ข้าใส่ใจ! ข้าก็คือแมวตัวหนึ่ง ใช่ ใช่ ใช่ ข้าจะเป็นแมวเช่นนี้ตลอดไป! เหมียว~~”
“ดี” มู่เหยาพยักหน้า “ในเมื่อเป็นสัตว์เลี้ยง เช่นนั้นก็ให้ข้าลูบขนเจ้าก่อนเถิด”
ลูบแมว ดมกลิ่นแมว จุดประสงค์ของการเลี้ยงแมวก็เพื่อสิ่งนี้
ลูบ? หมายถึง...? แม้แมวเหยากวงจะสงสัย แต่เมื่อเห็นมู่เหยาเดินเข้ามาและทำท่าจะย่อตัวลง มันก็รีบหมอบลงอย่างว่าง่าย
มู่เหยายื่นมือออก ลูบไล้ไปตามตัวแมวเหยากวงตั้งแต่หัวจรดหาง
ขนของมันนุ่มลื่น สัมผัสดีเยี่ยมจริง ๆ!
แมวเหยากวงหรี่ตาลง ส่งเสียงครางต่ำในลำคอ
อ๊ะ ไม่คิดเลยว่าจะสบายถึงเพียงนี้ อา สบาย สบาย สบาย...
ลูบไปได้ครึ่งทาง มู่เหยาก็หยุดมือและลุกขึ้นยืน
แมวเหยากวงส่งเสียงขู่ต่ำ ๆ อย่างไม่พอใจ โก่งหลังขึ้นแล้วถูไถตัวเข้ากับมือของมู่เหยาอย่างแรง
ความคิดเห็น
ยังไม่มีความคิดเห็น