มีผู้มาเยือน

และยังเป็นคนคุ้นเคยเสียด้วย

มิผิดจากที่คาดการณ์ไว้ ในอีกเสี้ยวลมหายใจต่อมา บุรุษผู้หนึ่งก็เร่งรุดมาถึงร่างของนาง เมื่อเห็นเป็นมู่เหยาแล้วก็อดมิได้ที่จะประหลาดใจ “ศิษย์น้องเล็ก เหตุใดเจ้าจึง…?”

ผู้มาเยือนนั้นมิใช่ใครอื่น หากแต่เป็นศิษย์พี่รองตงฟางหลินแห่งสำนักวั่งซู

ตงฟางหลินย่อมต้องมาร่วมค่ายฤดูร้อนของพันธมิตรเซียนอยู่แล้ว เดิมทีเขาก็เป็นหนึ่งในผู้ที่ได้รับการเชิญ มิเช่นนั้นเหล่าผู้กล้าตายกลุ่มนั้นคงไม่ลอบวางยาเขาในคราวก่อน

นี่ถือเป็นสถานที่บ่มเพาะที่ขาดเสียมิได้สำหรับผู้ที่มุ่งสู่การเลื่อนระดับ หลังจากศึกครั้งนี้ ศิษย์พี่รองมิเพียงแต่จะสร้างชื่อเสียงให้กึกก้อง หากทว่ายังจะได้รับการพัฒนาพลังฝีมืออย่างก้าวกระโดด นับเป็นกิจกรรมจำเป็นสำหรับการบ่มเพาะและปราบปรามปีศาจ ซึ่งเป็นกิจวัตรอย่างหนึ่งของศิษย์พี่รอง

เพียงแต่การที่คนอื่น ๆ ในสำนักวั่งซูมาที่นี่ด้วยนั้น เป็นสิ่งที่เหนือความคาดหมายของศิษย์พี่รอง

“ข้ามากับเหล่าศิษย์พี่และท่านอาจารย์” มู่เหยาอธิบาย “เพราะ… เอ่อ ด้วยเหตุบังเอิญต่าง ๆ นานา กล่าวโดยสรุปคือ ท่านอาจารย์ได้รับเทียบเชิญให้เข้าร่วมในนามสำนัก และเพราะอุบัติเหตุที่เผลอไปกระตุ้นการเคลื่อนย้ายมิติ ตอนนั้นข้า ศิษย์พี่หญิงใหญ่ ศิษย์พี่สาม ศิษย์พี่หญิงสี่ ศิษย์พี่ห้า ศิษย์พี่หญิงหก ศิษย์พี่แปด และท่านอาจารย์ พวกเราอยู่ด้วยกันทั้งหมด หลังจากถูกส่งตัวมาแล้ว ทุกคนก็เห็นว่ามาถึงที่นี่แล้วทั้งที มิสู้เข้าร่วมเสียเลย พวกเราจึงเข้าร่วมในนามสำนักวั่งซู”

“เป็นเช่นนี้นี่เอง” ตงฟางหลินพยักหน้าอย่างครุ่นคิด “มิแปลกใจเลยว่าเหตุใดเมื่อข้าออกเดินทางในเช้าวันนี้ จึงรู้สึกว่าภายในสำนักเงียบสงัดจนเกินไป… แต่ศิษย์น้องเล็ก เหตุใดเจ้าจึงอยู่เพียงลำพังเล่า? สหายร่วมทีมของเจ้าอยู่ที่ใด?”

“สหายร่วมทีมของข้า เพิ่งจะตกลงไปในเหวลึกเมื่อครู่” มู่เหยากล่าวตามความเป็นจริง

“เช่นนั้นให้ข้าลงไปช่วยหรือไม่?” แม้ตงฟางหลินจะมิรู้ว่าสหายร่วมทีมของศิษย์น้องเล็กเป็นใคร แต่ถึงอย่างไรก็เป็นสหายร่วมทีมของศิษย์น้องเล็ก

“ข้าไม่รู้” มู่เหยาส่ายศีรษะ แต่ก็กล่าวเสริมขึ้น “สหายร่วมทีมของข้า ที่จริงคือศิษย์พี่ห้า”

“ศิษย์น้องห้ากระนั้นหรือ” ความกังวลในใจของตงฟางหลินพลันมลายหายไป “เช่นนั้นคงมิเป็นไร พวกเราอย่าได้รบกวนเลย”

คราวก่อนที่เขาเดินทางร่วมกับศิษย์น้องห้าไปยังยอดเขาลูกหนึ่งเพื่อบ่มเพาะตนเอง ใครเลยจะคาดคิดว่าด้วยความอ่อนด้อยในพลังฝีมือของตนเอง จะเป็นเหตุให้ศิษย์น้องห้าถูกสัตว์ร้ายคาบไป เขาร้อนใจจนแทบจะปลิดชีพตนเองเพื่อไถ่โทษ ทว่ามิคาดคิดว่าศิษย์น้องห้ากลับมาพร้อมกับไข่มุกราตรีเม็ดหนึ่ง กล่าวว่าเหตุที่สัตว์ร้ายมิได้เขมือบเขาทันทีนั้น เป็นเพราะไข่มุกราตรีเม็ดนั้นติดคอสัตว์ร้ายกลืนมิลง หลังจากที่เขาช่วยนำไข่มุกราตรีออกมาแล้ว สัตว์ร้ายคงต้องการแสดงความขอบคุณ จึงปล่อยเขากลับมา

ครั้งก่อนหน้านั้น เขาได้ยินมาว่าศิษย์น้องห้าได้รับผลกระทบจากตนเองจนถูกผู้เยี่ยมยุทธ์จากสี่สำนักใหญ่รุมโจมตี เขารีบรุดไปอย่างร้อนใจ ทว่าสิ่งที่ได้เห็นกลับเป็นภาพผู้เยี่ยมยุทธ์จากสี่สำนักใหญ่กำลังเข้าแถวส่งคัมภีร์ลับให้แก่ศิษย์น้องห้า

ครั้งก่อนหน้านั้นอีก…

กล่าวโดยสรุป หลังจากที่ประสบพบเจอเรื่องราวมากมายเช่นนี้ ตงฟางหลินก็ตระหนักแล้วว่า ทุกสรรพสิ่งที่ดูอันตราย เมื่อตกไปอยู่กับศิษย์น้องห้าแล้ว ล้วนกลายเป็นโอกาสอันดีทั้งสิ้น

หากเข้าไปช่วยเหลือโดยพลการ เกรงว่าจะเป็นการขัดขวางโอกาสอันน่าอิจฉาเหล่านั้นของศิษย์น้องห้าเสียมากกว่า

“แต่ศิษย์พี่รอง ท่านรีบรุดมายังที่แห่งนี้ด้วยเหตุอันใดหรือเจ้าคะ?” เรื่องราวของมู่เหยาได้รับการคลี่คลายแล้ว ทว่าเรื่องราวของศิษย์พี่รองยังคงเป็นปริศนา

เมื่อพิจารณาจากสีหน้าประหลาดใจของศิษย์พี่รองเมื่อเห็นนางแล้ว เห็นได้ชัดว่ามิได้มาเพื่อตามหานาง

“ศิษย์น้องเล็กเคยได้ยินชื่อของสัตว์วิญญาณชั้นเลิศตนหนึ่งหรือไม่?” ตงฟางหลินรู้ดีว่าศิษย์น้องเล็กมิมีพลังฝีมือ และในยามปกติก็มิค่อยสนใจเรื่องราวของการบำเพ็ญเซียน

“สุดยอดสัตว์วิญญาณ?” มู่เหยาเอียงศีรษะ แสร้งทำเป็นครุ่นคิด ทว่าหางตากลับเหลือบมองไปยังร่างของแมวเหยากวงที่ยังคงคลอเคลียอยู่แทบเท้าของนาง

คงจะไม่ใช่...คงจะไม่ใช่กระมัง ที่ศิษย์พี่รองกล่าวถึง...จะเป็นมันหรือ?

ตงฟางหลินเอาใจใส่แต่การตอบคำถามของศิษย์น้องเล็ก มู่เหยาเองก็จดจ่ออยู่กับการหวาดกลัวว่าความลับจะแตก ทั้งสองจึงมิได้สังเกตว่าศิษย์ผู้น่าสงสารที่นอนหมดสติอยู่ด้านข้างนับแต่ถูกพยัคฆ์เหยากวงไล่ล่าจนสลบไป บัดนี้ค่อยๆ ฟื้นคืนสติแล้ว

“สหาย! ท่าน...” ศิษย์ผู้นั้นเมื่อเห็นตงฟางหลินก็ยินดีเป็นอย่างยิ่ง รีบยื่นมือออกไปข้างหนึ่ง ทว่าด้วยบาดแผลสาหัส สุดท้ายจึงเป็นเพียงเสียงแผ่วเบา

สิ่งที่เลวร้ายยิ่งกว่านั้นคือ ในขณะที่ศิษย์ผู้น่าสงสารผู้นั้นเอ่ยปาก ตงฟางหลินก็บังเอิญเอ่ยตอบคำถามของมู่เหยาขึ้นมาพร้อมกันว่า “ถูกต้องแล้ว มีนามว่า...พยัคฆ์เหยากวง”

“พยัคฆ์เหยากวง!”

คำนี้มู่เหยาฟังแล้วยังมิได้รู้สึกอันใด ทว่าศิษย์ผู้น่าสงสารที่เพิ่งฟื้นกลับได้ยินชื่อนี้ก็ร้องอุทานด้วยความตระหนกตกใจ ก่อนจะกลอกตาและสลบไปอีกครั้ง

“เอ่อ...ก่อนหน้านี้เคยได้ยินศิษย์พี่หญิงใหญ่กับศิษย์พี่หญิงหกคุยเล่นกันถึงชื่อนี้...” มู่เหยาตอบก็ตอบไป ทว่าเมื่อมองดูสถานการณ์ในตอนนี้ คำตอบนั้นดูเหมือนจะมิได้สำคัญอันใดอีกต่อไป

“อันที่จริง ข้าตามกลิ่นอายของพยัคฆ์เหยากวงมา...” ตงฟางหลินมองไปยังศิษย์ที่สลบไปอีกครั้งบนพื้น เห็นได้ชัดว่ากำลังครุ่นคิดว่าจะช่วยเหลือผู้นั้นอย่างไร คำตอบเมื่อครู่จึงเป็นเพียงการตอบโดยไม่รู้ตัว

“อ้อ ใช่แล้ว ศิษย์พี่รอง ตามกฎแล้ว ท่านก็ควรจะมีสหายร่วมทีมคนหนึ่ง สหายของท่านเล่า?” มู่เหยาส่วนใหญ่คิดจะใช้โอกาสที่ศิษย์ผู้น่าสงสารผู้นี้ฟื้นขึ้นมา เบี่ยงเบนประเด็นเรื่องพยัคฆ์เหยากวงไปให้พ้น

หากศิษย์พี่รองถามนางว่าพยัคฆ์เหยากวงอยู่ที่ใด เคยเห็นพยัคฆ์เหยากวงหรือไม่...นางคงมิอาจกล่าวได้ว่าพยัคฆ์เหยากวงในขณะนี้ กำลังอยู่แทบเท้าของนางกระมัง?

“สหายร่วมทีมของข้า...ในขณะนี้กำลังอยู่แทบเท้าของเจ้า” ตงฟางหลินกล่าวพลางหัวเราะเบาๆ อย่างขำขันระคนจนใจ

หา?!

มู่เหยาตกใจจนถอยหลังไปก้าวหนึ่ง

ความหมายของศิษย์พี่รองคือ...สหายร่วมทีมของเขา คือพยัคฆ์เหยากวงงั้นหรือ?!

4,999 ตัวอักษร

ความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น

แชร์: