มู่เหยาชะงัก มองไปยังแมวเหยากวงอย่างลังเล

แมวเหยากวงจ้องมองมู่เหยาด้วยสีหน้าเหลือเชื่อ

มู่เหยาจ้องตอบแมวเหยากวง พลางครุ่นคิดอยู่ครู่ใหญ่ จากนั้นจึงค่อยๆ พยักหน้าอย่างไม่มั่นใจนัก ดูเหมือนจะยอมเชื่อแมวเหยากวงอย่างเสียไม่ได้

“เหมียว!” แมวเหยากวงส่งเสียงร้องอย่างตื่นเต้น หางของมันตั้งชันขึ้น

นางไม่เชื่อข้าจริงๆ หรือนี่! นางเป็นถึงเจ้านายของข้า เหตุใดจึงไม่เชื่อข้า!

มู่เหยาเปลี่ยนเป็นใช้มือข้างเดียวหิ้วหลังคอแมวเหยากวงขึ้นมา พร้อมกับแบมืออีกข้างแสดงความบริสุทธิ์ใจ แสดงให้เห็นว่าสุดท้ายนางก็เชื่อมันแล้วมิใช่หรือ

“เหมียว!!” แมวเหยากวงขนพองสยองเกล้ามากยิ่งขึ้น

นางยังลังเลอีก! ไม่เพียงแต่ลังเลเท่านั้น ยังลังเลนานเสียด้วย! ความเชื่อสุดท้ายนั่น...ก็ดูเหมือนจะฝืนใจมากเกินไปหน่อยนะ!

ตนเองทำสัญญาสัตว์เลี้ยงวิญญาณกับนางแล้ว หากมิได้รับการอนุญาตจากเจ้านาย ตนเองไม่มีทางกินคนได้แน่นอน ไม่ต้องพูดถึงกินคนเลย หากมิใช่เพื่อป้องกันตัวแล้ว การทำร้ายผู้คนโดยพลการก็ทำไม่ได้!

อ้อ ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้นี่เอง

มู่เหยา มองแมวเย้ากวงที่ถูกหิ้วคอขึ้นมา ไหล่ทั้งสองข้างห่อลง ดูอ่อนแอและน่าสงสาร นางลูบคางครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นมุมปากก็ปรากฏรอยยิ้มเจ้าเล่ห์

“เหมียว!” แมวเหยากวงร้องออกมาอย่างตกใจ

อะไรกัน นางไม่รู้อย่างนั้นหรือ? แย่แล้ว มันขุดหลุมฝังตัวเองเข้าแล้วใช่หรือไม่...

เมื่อแน่ใจแล้วว่าแมวเหยากวงจะไม่กินคน มู่เหยาจึงปล่อยแมวเหยากวงที่ไร้พิษภัยลง

ถึงแม้แมวเหยากวงจะไม่มีอันตราย สถานการณ์ตรงหน้าก็มิได้ปลอดภัยเลยแม้แต่น้อย

ฉากเมื่อครู่ คำพูดเหล่านั้น ช่างเหมือนดันเจี้ยนในเกมเสียจริง

ดังนั้น ดันเจี้ยนเกมของศิษย์พี่แปดจึงเป็นเรื่องจริง

มู่เหยารู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้เข้าร่วมในเกมนี้ กลายเป็นหนึ่งในสมาชิกทีมตัวเอก แต่เรื่องที่เป็นมืออาชีพ ก็ต้องให้มืออาชีพจัดการ

ศิษย์พี่รองเป็นถึงเทพมังกรที่เก่งกาจ เพียงแต่ความเชี่ยวชาญไม่ตรงสาย เทพมังกรในดันเจี้ยนเกม มีแต่จะตายเร็วขึ้นเท่านั้น

สิ่งที่ต้องทำเร่งด่วนที่สุดคือการตามหาศิษย์พี่แปด และรวมตัวกับเพื่อนร่วมสำนักวั่งซูคนอื่นๆ

ตงฟางหลินอยู่ในสภาพระแวดระวังภัยรอบด้าน พลางถามมู่เหยาที่อยู่ด้านหลังว่า “ศิษย์น้องเล็ก ศิษย์พี่หญิงและบรรดาศิษย์น้องที่เจ้ากล่าวถึงเมื่อครู่ ตอนนี้อยู่ในเขาแห่งนี้ทั้งหมดหรือ?”

“ไม่รู้เจ้าค่ะ” มู่เหยาส่ายหน้า “ศิษย์พี่ห้าตกลงไปแล้ว ท่านอาจารย์ในฐานะผู้นำกลุ่มไม่สามารถเข้าร่วมการทดสอบได้ ส่วนศิษย์พี่หญิงและศิษย์พี่ชายคนอื่นๆ...หากยังไม่ทำภารกิจสำเร็จ ก็คงจะอยู่ในเขานี้”

“ดี” ศิษย์พี่รองเต็มไปด้วยความชอบธรรมอันสูงส่ง และในยามคับขันก็ยิ่งพึ่งพาได้เป็นพิเศษ “ศิษย์น้องเล็ก สถานการณ์ตอนนี้ยังไม่ชัดเจน พลังฝีมือของข้าต่ำต้อย เกรงว่าจะปกป้องเจ้าได้ไม่ทั่วถึง พวกเราต้องตามหาศิษย์พี่หญิงและศิษย์น้องคนอื่นๆ ก่อน”

แม้ว่าเหตุผลจะแตกต่างกันเล็กน้อย แต่ความคิดของศิษย์พี่รองก็ตรงกับมู่เหยา

“ดีเจ้าค่ะ!” มู่เหยาตอบตกลงอย่างเด็ดเดี่ยว “แต่ศิษย์พี่รอง แล้วหลูเซิงจะทำอย่างไรดีเจ้าคะ?”

ตงฟางหลินหันไปมองห่อสัมภาระบนตัว จากนั้นก็มองไปยังหลูเซิงที่นอนหมดสติฟูมปากอยู่บนพื้นดิน พลางส่ายหน้าอย่างจนปัญญา “เฮ้อ เช่นนั้นก็คงต้องรอภายหลังแล้วค่อยคืนให้เขา หากภายหลังเคราะห์กรรมนี้แล้ว หาเขาไม่พบจริงๆ ก็คงต้องนำไปคืนให้สำนักของเขา ถือว่าเป็นการคืนให้แล้วกัน”

มู่เหยาฟังดังนั้นก็ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อยๆ พยักหน้า

ศิษย์พี่รองยังคงคิดการณ์ได้รอบคอบกว่า หากหลูเซิงยังมีชีวิตอยู่ ก็ค่อยคืนให้ภายหลัง หากหลูเซิงไม่อยู่แล้ว อย่างไรเสียมรดกของเขาก็ตกเป็นของสำนักอยู่ดี คืนให้สำนักก็ย่อมไม่มีปัญหา!

“เอาสิ เช่นนั้นพวกเราไปกันเถอะเจ้าค่ะ” มู่เหยาเพิ่งจะคิดตามตงฟางหลินไปจากที่นี่ พลันรู้สึกชายกระโปรงถูกใครดึงไว้ ทันใดนั้นเสียงแหบพร่าแฝงความน้อยใจก็ดังมาจากข้างหลัง

“พี่ตงฟาง...อย่างน้อย...อย่างน้อยพวกเราก็เคย...ร่วมปลูกต้นไม้ด้วยกัน...ท่านอย่า...อย่าใจจืดใจดำนักเลย...”

ที่แท้ก็คือพี่ชายหลูเซิงผู้นั้น ในที่สุดก็ฟื้นขึ้นมาเป็นครั้งที่สาม

จากพลังอ่านใจ มู่เหยาแน่ใจว่าที่เขาหมดสติไปนั้นหมดสติจริง ๆ แต่เพราะสองครั้งหลังถูกทำให้ตกใจจนสลบ สติจึงไม่ดับวูบสนิท ยังพอได้ยินเสียงภายนอกเล็ดลอดมาบ้าง

‘ลุกจากเตียงยามป่วยหนักด้วยความตกใจ’ มู่เหยาคาดว่า...คราวนี้เขาคงถูกทำให้โกรธจนตื่น

“เจ้า...” มู่เหยามองไปยังหลูเซิงที่คลานอยู่แทบเท้าตนเอง พยายามดึงกระโปรงของนางเพื่อขยับไปข้างหน้า พลางเลิกคิ้วขึ้น “เจ้ากล้าดึงกระโปรงสตรี ยังคิดจะมุดใต้กระโปรงอีก เจ้าคนต่ำทราม!”

“ข้า ข้า ข้า...” พี่ชายหลูเซิงรีบปล่อยมือ หอบหายใจถี่ ดวงตาปรือปรอย ดูท่าทางเหมือนจะถูกทำให้โกรธจน ‘สามดอกบาน’ เป็น ‘สี่ดอก’ แต่โชคดีที่สัญชาตญาณเอาชีวิตรอดอันแรงกล้าของเขากดเอาไว้ได้ทัน

แม้ตงฟางหลินจะมองออกว่าหลูเซิงอาจจะ...บางที...อาจจะไม่ได้มีเจตนาลวนลามศิษย์น้องเล็ก แต่เขาก็ยังคงดึงศิษย์น้องเล็กมาไว้ข้างหลังตนเอง เพื่อให้ศิษย์น้องเล็กอยู่ห่างจากไอ้โรคจิตที่คลานอยู่บนพื้นให้มากที่สุด

จากนั้น ตงฟางหลินก็ปลดห่อสัมภาระจากด้านหลัง ส่งไปตรงหน้าหลูเซิง “สหายหลู นี่คือของที่ท่านทำตกไว้ก่อนหน้านี้”

“อ๊ะ? ขอบคุณ” หลูเซิงที่บาดเจ็บสาหัสยังไม่หายดี คิดอะไรก็ยากอยู่แล้ว จึงค่อนข้างงุนงง เผลอรับมา “ขอบคุณสหายเต๋า...”

“คืนให้หมดแล้ว ศิษย์น้องเล็ก พวกเราไปกันได้แล้ว” ตงฟางหลินหันหลังกลับทันที ไม่มีท่าทีลังเลแม้แต่น้อย

สมเหตุสมผลยิ่งนัก!

เดิมทีมู่เหยายังคงคิดถึงปัญหาที่ว่าอย่างไรเสียก็ต้องไม่ใจอ่อนพาหลูเซิงไปด้วยกัน ตอนนี้พอศิษย์พี่รองเตือน มู่เหยาก็เพิ่งนึกขึ้นได้ว่านี่มันไม่ใช่ปัญหาอะไรเลย! ที่รอหลูเซิงอยู่ตรงนี้ก็เพื่อจะคืนของให้เท่านั้น ตอนนี้หลูเซิงก็ฟื้นแล้ว คืนของเสร็จก็จบเรื่อง จะต้องลังเลอะไรอีก!

หากเป็นนาง เกรงว่าความคิดคงจะสับสนวุ่นวายไปแล้ว การที่ศิษย์พี่รองจดจ่ออยู่กับเป้าหมาย ไม่ปล่อยวาง ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ยังคงมุ่งมั่นที่จะทำเป้าหมายให้สำเร็จ ‘กัดติดภูผาเขียว ไม่ปล่อยวาง’ นี่แหละถึงจะเป็นผู้ที่สามารถทำเรื่องใหญ่ได้!

ทว่า คราวนี้กลับกลายเป็นตงฟางหลินที่ขยับไปไหนไม่ได้

หลูเซิงคว้าชายเสื้อของตงฟางหลินอีกครั้ง พยายามอย่างสุดกำลังที่จะขยับไปข้างหน้า

“อ๊ะ เจ้า เจ้า เจ้า...” มู่เหยาชี้หน้าหลูเซิง “เจ้ายังกล้าดึงชายเสื้อบุรุษ แถมยังมองใต้กระโปรงบุรุษอีก ว้าย กินทั้งชายทั้งหญิง ช่างต่ำทรามยิ่งกว่าเดิม!”

หลูเซิง: “...ครืด ๆ”

หลูเซิงถูกยั่วโมโหจนพ่นฟองขาวออกมาสองฟอง แต่ความปรารถนาที่จะมีชีวิตรอดอย่างแรงกล้ายังคงทำให้เขายังไม่หมดสติไป

หลูเซิงบังคับตัวเองให้พยายามไม่มองมู่เหยา หันไปอ้อนวอนตงฟางหลินแทน “ศิษย์พี่ตงฟาง...เห็นแก่ที่พวกเราเคยร่วมมือกันอย่างราบรื่นมาก่อน...ได้โปรด...พาข้าไปด้วยเถอะ...”

เขาบาดเจ็บสาหัส แถมยังเคยเอาอะไรไปเขวี้ยงใส่ก้นพยัคฆ์เหยากวงอีกด้วย ถ้าต้องนอนคว่ำหน้าอยู่กลางป่ากลางเขาแบบนี้ พยัคฆ์เหยากวงต้องกินเขาเป็นรายแรกแน่!

“ราบรื่นก็ไม่เชิง แต่เจ้าพูดถูก ก่อนที่เจ้าจะเขวี้ยงของใส่ก้นพยัคฆ์เหยากวง พวกเราก็ร่วมมือกันได้ค่อนข้างดี” ตงฟางหลินเอามือลูบคาง ราวกับกำลังครุ่นคิด“อืม อืม!” หลูเซิงเปี่ยมด้วยความคาดหวัง จ้องมองตงฟางหลินไม่กะพริบตา ดวงตาเปล่งประกายแห่งความหวัง

“แต่สถานการณ์ตอนนี้ เจ้าก็น่าจะได้ยินก่อนที่จะสลบไปครั้งก่อน ว่าเผชิญหน้ากับอันตรายที่ไม่รู้ เราคงไม่สามารถพาคนที่ยืนยังไม่ได้มาเป็นภาระได้หรอกกระมัง?” ตงฟางหลินกล่าวอย่างจนปัญญา พลางแบมือ

คำกล่าวของตงฟางหลินมีเหตุผลเสียจนหลูเซิงเองก็ไม่อาจโต้แย้งได้

เห็นหลูเซิงเงียบงันไปนาน ตงฟางหลินจึงดึงชายเสื้อออกจากมือหลูเซิง โบกมือเรียกมู่เหยา “ศิษย์น้องเล็ก พวกเราไปกันเถอะ…”

“เดี๋ยวก่อน!” หลูเซิงที่นอนคว่ำอยู่รีบยื่นมือออกไป “ดังนั้น ท่านตงฟาง หมายความว่า… เพียงแค่ข้า… ข้าสามารถยืนขึ้นได้… ท่านก็ยินดีจะพาข้าไปด้วยหรือ?”

“ได้” ตงฟางหลินพยักหน้า

เพียงแค่หลูเซิงเดินได้ จะตามไปด้วยก็ไม่เป็นไร อย่างไรเสียเขาก็ไม่ได้มีหน้าที่ปกป้องหลูเซิงอยู่แล้ว ยิ่งไปกว่านั้น หากหลูเซิงเดินได้ด้วยตัวเอง ต่อให้เขาไม่อนุญาต หลูเซิงก็มีขา หากคิดจะตามเขาก็คงห้ามไม่ได้ จะให้ลงมือทำร้ายก็ดูจะไร้คุณธรรมเกินไป

“ท่าน… พวกท่านรอประเดี๋ยว… อืม…”

ฟังจากน้ำเสียงก็รู้ว่าหลูเซิงออกแรงอย่างมาก ความพยายามในการเปล่งเสียง “อืม” นั้น เทียบได้กับตอนที่ศิษย์พี่เจ็ดท้องผูกเลยทีเดียว

หลูเซิงใช้สองมือยันพื้น ถีบเท้าทั้งสองข้างออกแรงสุดกำลัง ราวกับใช้เรี่ยวแรงทั้งหมดที่มี และในที่สุดก็… ลุกขึ้นยืนได้จริงๆ!

มู่เหยารู้สึกตื้นตันจนขอบตาเริ่มร้อนผ่าว

นี่คือปาฏิหาริย์ทางการแพทย์! นี่แหละคือปาฏิหาริย์ทางการแพทย์ที่แท้จริง!

6,948 ตัวอักษร

ความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น

แชร์: