“ซอมบี้หรือ?” ตงฟางหลินในเวลานั้นมิได้อยู่ในสำนักวั่งซู เมื่อได้ยินคำนี้ก็รู้สึกแปลกหูยิ่งนัก
“ซอมบี้คือสิ่งใดกัน?” เมิ่งจื่อหลีเองก็มิได้อยู่ในสำนักวั่งซู นางมีคำถามเช่นเดียวกับตงฟางหลิน “แต่ว่าคนผู้นี้…ดูคุ้นตานัก…”
กล่าวพลาง เมิ่งจื่อหลีก็กล้า ๆ กลัว ๆ เดินไปข้างหน้าสองสามก้าว ตั้งใจจะสังเกต “ซอมบี้” ผู้นั้นให้ถี่ถ้วน
“ไม่…ไม่…ช่วย…ข้า…” ซอมบี้พลันแสดงอาการตื่นตระหนกยิ่งขึ้น เหวี่ยงมือทั้งสองข้างไปมาอย่างสับสน ทำให้เมิ่งจื่อหลีตกใจจนต้องถอยหลังกลับไป
“ศิษย์น้องแปด ท่านหมายความว่าสิ่งนี้คือซอมบี้หรือ?” ซากศพกระต่ายถูกศิษย์พี่สามเก็บเข้าไปในแหวนมิติแล้ว บัดนี้เขามองพิจารณาซากศพเดินได้ครู่หนึ่ง ก่อนจะกอดอกเอ่ยขึ้น น้ำเสียงเต็มไปด้วยความรังเกียจ
“ศิษย์พี่สามรู้จักคนผู้นี้หรือ?” เหล่าศิษย์สำนักวั่งซูอยู่ร่วมกันมานานปี ย่อมรู้จักนิสัยใจคอกันเป็นอย่างดี เมื่อได้ยินศิษย์พี่สามกล่าวเช่นนั้น หานหลิงก็รู้ว่าศิษย์พี่สามย่อมต้องรู้เรื่องราวบางอย่าง
“มิได้เรียกว่ารู้จัก เพียงแต่เคยเห็น” ศิษย์พี่สามแค่นเสียงเย็นชา “หากสิ่งนี้คือซอมบี้จริง เช่นนั้นซอมบี้ก็มิได้น่ากลัวอันใด เพียงแค่มีผงเหาะเหิน ยาเม็ดปิดเสียง และผงไร้เส้นเอ็น ประกอบกับโชคชะตาอีกเล็กน้อย ข้าก็สามารถสร้างซอมบี้ได้เป็นหมื่นเป็นแสน”
ศิษย์พี่สามเป็นผู้บำเพ็ญตนสายแพทย์ ย่อมเชี่ยวชาญการใช้ยาเป็นธรรมดา
มิเพียงเชี่ยวชาญการใช้ยา หากยังชำนาญการใช้พิษยิ่งนัก
ผงเหาะเหิน มิใช่การเหาะเหินขึ้นสู่สวรรค์จากการบำเพ็ญเพียร หากแต่เป็นการเหาะเหินโดยมิต้องบำเพ็ญเพียร—กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ตายในทันที
ยาเม็ดปิดเสียง ตามชื่อ คือยาพิษร้ายแรงที่ทำให้เงียบเสียงไปตลอดกาล
ผงไร้เส้นเอ็น มิได้หมายความว่าผงนี้ไม่มีเส้นเอ็น หากแต่หมายความว่าผู้ที่กินผงนี้เข้าไปจะไม่มีเส้นเอ็น เส้นเอ็นในที่นี้หมายถึงเส้นเอ็นมือและเส้นเอ็นเท้า เป็นต้น
“อี๋ ฟังดูน่ากลัวยิ่งนัก” เมิ่งจื่อหลีอุทานเสียง “อี๋” พลางถอยหลังไปเล็กน้อย “เช่นนั้น คนที่อยู่ตรงหน้าท่าน คือท่านที่ทำให้เขากลายเป็นสภาพเช่นนี้หรือ?”
“มิใช่ทั้งหมด” ศิษย์พี่สามกล่าวอย่างไม่ใส่ใจนัก เหลือบมอง “ซอมบี้” ผู้นั้นแวบหนึ่ง “ยังมีโชคชะตาเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย”
“เล่ารายละเอียดให้ฟังหน่อยได้หรือไม่?” แม้จะถอยหลังไปครึ่งก้าว แต่เห็นได้ชัดว่าในดวงตาของเมิ่งจื่อหลีเต็มไปด้วยความตื่นเต้นและสนใจ
“ไม่เล่า น่าเบื่อ” ศิษย์พี่สามแค่นเสียงเย็นชา
“ศิษย์พี่สาม สถานการณ์ปัจจุบันนั้นพิเศษยิ่งนัก พวกเราต่างตกอยู่ในวงล้อม และยังมี…สิ่งที่เหมือนซอมบี้…ปรากฏขึ้น หวังว่าศิษย์พี่สามจะบอกเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นให้พวกเราทราบ บางทีพวกเราอาจจะสามารถช่วยกันหาเบาะแสได้” หานหลิงประสานมือคารวะ กล่าวด้วยน้ำเสียงขอร้อง
“เช่นนั้นคงจะทำให้พวกเจ้าผิดหวังเสียแล้ว ย่อมไม่มีเบาะแสแม้แต่น้อย” ศิษย์พี่สามเหลือบมองไปยังทุกคน ก่อนจะฟาดฝ่ามือไปกลางอากาศ พลังมารจากฝ่ามือรวมตัวกันกลางอากาศ ก่อเกิดเป็นม้วนภาพคล้ายหน้าจอ “พวกเจ้าอยากรู้กันนัก ก็ดูเอาเถิด”
“นี่ นี่มันคือวิชามาร คลื่นเงามายา! เขาเป็นมาร…” หลูเซิงอุทานได้เพียงครึ่งคำ ก็พลันพบว่าไม่มีผู้ใดสนใจเขาเลยแม้แต่คนเดียว ในทันทีนั้นเขาก็เกิดความสงสัยในตัวเอง หรือว่าเขาตาฝาดไป? หรือว่าเขาไม่ควรตกใจเกินเหตุ? แต่สำนักเซียนและพรรคมารมิใช่เป็นศัตรูกันมาตลอดหรอกหรือ…
หลังจากลังเลอยู่ครู่ใหญ่ หลูเซิงก็ตัดสินใจอีกครั้ง หากไม่เข้าใจ ก็เข้าร่วมเสียเลย เช่นนั้นเขาก็จะทำทีเป็นไม่มีอะไรเกิดขึ้น
คลื่นเงามายา เกือบจะเทียบเท่ากับภาพบันทึกเหตุการณ์ ใช้พลังมารของผู้ใช้ สามารถแปรเปลี่ยนเรื่องราวที่เคยประสบมาให้ปรากฏเป็นภาพต่อหน้าผู้อื่นได้
สายตาทุกคู่จับจ้องอยู่ที่ภาพซึ่งปรากฏขึ้นจากวิชานิมิตภาพของศิษย์พี่สาม แทบไม่มีใครสังเกตเห็นความประหลาดใจและการเปลี่ยนแปลงในชั่วพริบตาของหลูเซิง ยกเว้นมู่เหยา
จิตวิทยาการคล้อยตามผู้อื่นของหลูเซิงนี่...นับว่าแข็งแกร่งที่สุดเท่าที่มู่เหยาเคยพบเจอมา
การคล้อยตามผู้อื่นได้ถึงเพียงนี้ บางทีอาจเป็นทักษะที่ดีในการเข้ากลุ่มก็เป็นได้
เฉกเช่นเวลานี้ ที่เขากลมกลืนอยู่ในหมู่ศิษย์สำนักวั่งซู มู่เหยารู้สึกว่าเขาดูเป็นศิษย์ร่วมสำนักของเหล่าศิษย์พี่มากกว่าตัวนางเสียอีก
ความทรงจำช่วงนี้ของศิษย์พี่สาม ตอนที่นางถูกอ่านใจโดยไม่ได้ตั้งใจเมื่อครู่ มู่เหยาพอจะรู้มาบ้างเป็นช่วง ๆ แต่เพราะรู้มาบ้างแล้ว ยิ่งทำให้นางอยากเห็นฉบับเต็ม ยิ่งไปกว่านั้น วิชานิมิตภาพนี้ยังมีภาพให้เห็นด้วย ซึ่งแตกต่างจากการอ่านใจที่มีเพียงตัวอักษร
ม่านหมอกสีดำในม้วนภาพค่อย ๆ จางหายไป บันทึกภาพก็เริ่มเล่นอย่างเป็นทางการ
เรื่องราวเริ่มต้นหลังจากแยกกลุ่มขึ้นเขา
สมาชิกกลุ่มอีกคนของศิษย์พี่สามคือสตรีผู้หนึ่ง
ในชั่วขณะที่ใบหน้าของสตรีผู้นั้นปรากฏขึ้นในภาพ สีหน้าของเมิ่งจื่อหลีก็ฉายแววตระหนักในทันที
ดูจากเสื้อผ้าของสตรีผู้นั้นแล้ว น่าจะเป็นศิษย์ของสำนักไท่เวย ซึ่งเป็นหนึ่งในห้าสำนักใหญ่ของพันธมิตรเซียนในปัจจุบัน
ภารกิจที่ศิษย์พี่สามได้รับก็เรียบง่ายมาก เพียงแค่เก็บผลไม้วิญญาณห้าสิบลูก
...ดังนั้น ที่แท้ก็เป็นโครงการเกษตรสินะ มีทั้งปลูกต้นไม้ รดน้ำ กำจัดวัชพืช และเก็บผลไม้ ครบวงจรตั้งแต่ต้นจนจบเลยทีเดียว
หลังจากได้รับมอบหมายภารกิจแล้ว แน่นอนว่าก็ต้องลงมือทำ
ทว่า ตั้งแต่ก้าวแรกที่เข้าสู่ขุนเขา ทุกสิ่งก็เริ่มผิดปกติไป
โดยปกติแล้ว ศิษย์พี่สามไม่ชอบสุงสิงกับผู้อื่นมากนัก โดยเฉพาะคนนอกสำนักวั่งซูที่เป็นคนของพันธมิตรเซียน แต่ไม่คาดคิดว่าสตรีร่วมกลุ่มผู้นี้กลับเป็นคนช่างพูดเสียเหลือเกิน! ตั้งแต่เริ่มเข้าป่า นางก็กระโดดโลดเต้นไปมา ดูสดใสร่าเริงตลอดทาง ชวนศิษย์พี่สามคุยโน่นคุยนี่ เช่น “การพบกันคือวาสนา ข้าคือเมิ่งไต้หลิวแห่งสำนักไท่เวย ท่านล่ะ?” “ทำไมท่านไม่ค่อยพูด หรือว่าท่านขี้อาย?” “ว้าว ดูดอกไม้นั่นสิ สวยงามมาก! ข้าบอกแล้วไง ต่อให้บำเพ็ญเพียร ก็ใช่ว่าจะต้องนั่งอยู่ในห้องทั้งวัน ท่านดูสิ อากาศบริสุทธิ์ของธรรมชาตินี่มัน...ช่างสดชื่นหัวใจเสียจริง!”
ศิษย์พี่สามมองสตรีที่กระโดดโลดเต้นไม่หยุดด้วยความหงุดหงิด ในใจร้อนรุ่ม พลิกสองนิ้ว ยาเม็ดเล็กจิ๋วก็ปรากฏขึ้นระหว่างนิ้วของเขา
ศิษย์พี่สามดีดยาเม็ดนั้นออกไปอย่างไม่ใส่ใจ ยาเม็ดนั้นฉวยโอกาสตอนที่ปากที่พูดไม่หยุดของนางหยุดลงเพื่อกลืนน้ำลาย เล็ดลอดเข้าไปในลำคอของสตรีผู้นั้น
สิ่งที่ห่อหุ้มอยู่ในยาเม็ดนั้นคือ ‘ผงไร้เส้นเอ็น’
กระโดดโลดเต้นได้ขนาดนี้ ลด ๆ ลงบ้างก็ดี
เดิมทีคิดว่าคงจะผ่านไปอย่างสงบสุข แต่ทว่าฤทธิ์ยาออกช้า ถ้อยคำไร้สาระของสตรีผู้นั้นก็ยังไม่หยุดลง—
“น้องชาย ไม่ต้องกลัวนะ มีพี่สาวปกป้องเจ้า รับรองว่าเจ้าปลอดภัยตลอดทาง!”
เมื่อได้ยินคนผู้นั้นเรียกตนเองว่าน้องชาย แถมยังกล้าเรียกตนต่อหน้าว่าพี่สาว แววตาของศิษย์พี่สามก็เปลี่ยนเป็นเหี้ยมเกรียมในทันที
แม้ว่าโดยปกติศิษย์พี่สามจะแสดงท่าทีราวกับปีศาจร้ายอยู่เสมอ แต่ในความเป็นจริงแล้ว เขาลงมือจริง ๆ ไม่บ่อยนัก เว้นแต่เขาสนใจ หรือมีใครบางคนมาแตะต้อง ‘เกล็ดมังกร’ ของเขา
ศิษย์พี่สามคือจอมมารร้าย ดังนั้น ‘เกล็ดมังกร’ ของเขาจึงแตกต่างจากประธานบริษัทผู้ยิ่งใหญ่หรือมังกรทะยานฟ้าทั่วไป เกล็ดมังกรของคนอื่นส่วนใหญ่จะเป็นบุคคล แต่เกล็ดมังกรของศิษย์พี่สามคือตัวเขาเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ส่วนสูงของเขา
“ด้วยเหตุแห่งสายเลือด บิดามารดาของศิษย์พี่สามนั้นมีรูปร่างไม่สูงนัก ครั้นเมื่อถึงรุ่นศิษย์พี่สามแล้ว บิดามารดาจึงได้วางแผนล่วงหน้า ตั้งแต่เยาว์วัยได้ป้อนยาจีนพิสดารนานัปการให้แก่ศิษย์พี่สาม ทั้งยังแสวงหาผู้บำเพ็ญเพียรสายมารมาช่วยรักษา สุดท้ายแม้กระทั่งศิษย์พี่สามเองก็ยังกลายเป็นหมอเทวดาผู้มีฝีมือ แต่กระนั้น ปัญหาเรื่องความสูงกลับมิได้คลี่คลายลงแม้แต่น้อย
ในปีนี้ ศิษย์พี่สามมีอายุถึงสี่ร้อยห้าสิบปีแล้ว ทว่าความสูงของเขากลับหยุดอยู่ที่หนึ่งร้อยสี่สิบเซนติเมตรตลอดกาล
ที่ร้ายยิ่งกว่านั้น ศิษย์พี่สามกลับมีใบหน้าอ่อนเยาว์ราวเด็กน้อย เมื่อประกอบกับส่วนสูงอันสมบูรณ์แบบนั้นแล้ว ช่างเป็นภาพของเด็กชายหน้าตาน่ารักเสียจริง!
นี่อาจเป็นเหตุผลที่ศิษย์พี่สามมักแสดงท่าทางมืดมิดราวกับปีศาจ พยายามทำตัวให้ดูเคร่งขรึม เพื่อให้ดูมีอายุมากขึ้น
ทว่า สตรีผู้น่ารำคาญผู้นี้ กลับบังอาจเรียกเขาว่าน้องชาย!
ศิษย์พี่สามปรารถนาจะบีบคอสตรีผู้นั้นให้ดับดิ้นในทันที แต่เมื่อคำนึงว่าครานี้เขาเข้ามาในฐานะศิษย์สำนักวั่งซู จึงไม่สมควรลงมือสังหารผู้คนโดยตรง
ศิษย์พี่สามกระดิกนิ้ว ปลายนิ้วพลันปรากฏไอหมอกสีดำเลือนราง ในชั่วพริบตา หินกลมขนาดใหญ่ก็ปรากฏขึ้นเหนือศีรษะของสตรีผู้นั้น แล้วตกลงมากระแทกนางอย่างจัง!
สตรีผู้นั้นถูกหินทับอย่างจัง ท่านพี่สามตบมือเบาๆ แล้วเดินหน้าต่อไป
แต่เรื่องราว กลับยังไม่จบลง
หลังจากศิษย์พี่สามเดินไปได้อีกครู่หนึ่ง สตรีผู้นั้นกลับตามมาทัน
แม้เสื้อผ้าของนางจะเปรอะเปื้อนขาดวิ่นจากการถูกหินทับ จนปรากฏร่องรอยคราบเลือดจางๆ ทว่าร่างกายของนางกลับมิได้เป็นอันตรายใดๆ แม้แต่การเดินก็ไม่ได้รับผลกระทบ
“ไม่คาดคิดเลยว่าบนเขานี้จะมีหินร่วงหล่นอันตรายเช่นนี้… โชคดีที่ข้ามีวาสนา ถูกหินทับตรงที่บังเอิญมีใครขุดหลุมไว้ ข้าจึงหลบเข้าไปในหลุมได้ ได้รับบาดเจ็บเพียงเล็กน้อยเท่านั้น” สตรีผู้นั้นหันมายิ้มให้ศิษย์พี่สามอย่างสดใส “ท่านไม่เป็นอะไรก็ดีแล้ว”
ศิษย์พี่สามขมวดคิ้ว
ช่างเป็นโชคชะตาที่น่าขันสิ้นดี
ศิษย์พี่สามมิอาจทราบได้ว่าเหตุใดสตรีผู้นี้จึงมีโชคดีถึงเพียงนี้ แต่แท้จริงแล้ว มู่เหยาย่อมรู้ดี
สตรีผู้นี้ เมิ่งไต้หลิว เพียงแค่ได้ยินชื่อก็พอจะทราบได้ว่านางคือพี่สาวของศิษย์พี่หญิงเจ็ด เมิ่งจื่อหลี และนางยังเป็นสตรีที่ทะลุมิติมาจากโลกยุคปัจจุบันอีกด้วย
ในร่างของนางนั้น มีสิ่งที่พิเศษเหนือผู้ใด นั่นคือ – รัศมีนางเอก โดยทั่วไปแล้ว นางจะไม่มีวันตาย
เมื่อกล่าวถึงเรื่องราวของศิษย์พี่หญิงเจ็ด อาจจะซับซ้อนอยู่บ้าง เมื่อครั้งที่มู่เหยาได้รับรู้เรื่องราวบางส่วนผ่านญาณหยั่งรู้โดยไม่ได้ตั้งใจ นางก็รู้สึกงุนงงอยู่พักใหญ่ กว่าจะปะติดปะต่อเรื่องราวทั้งหมดได้ก็กินเวลาเกือบหนึ่งปี
กล่าวโดยสรุป ศิษย์พี่หญิงเจ็ด แท้จริงแล้วคือเมิ่งไต้หลิวแต่เดิม
ก่อนอายุสิบแปดปี ศิษย์พี่หญิงเจ็ดเป็นเมิ่งไต้หลิวมาโดยตลอด จนกระทั่งวันหนึ่งที่นางตื่นขึ้นมา นางก็พบว่าวิญญาณของตนเองออกจากร่างไปแล้ว และผู้ที่ครอบครองร่างของนางในขณะนั้น คือสตรีที่อ้างว่าชื่อ “หลี่เมิ่งฝาน” ผู้ทะลุมิติมา
ใช่แล้ว ศิษย์พี่หญิงเจ็ด นางถูกทะลุมิติใส่
หลังจากที่หลี่เมิ่งฝานเข้ามาสวมรอยเป็นเมิ่งไต้หลิวแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างก็เริ่มผิดเพี้ยนไป คนรอบข้างราวกับถูกนางทำให้สติปัญญาเสื่อมถอย หญิงสาวไม่ว่าจะบูชานางอย่างงมงายหรือไม่ก็จ้องแต่จะกลั่นแกล้งนางอย่างไร้เหตุผล ส่วนบุรุษนั้น โดยพื้นฐานแล้วทุกคนต่างหลงรักนาง แย่งชิงนางจนถึงขั้นบาดหมางกันเอง
หลังจากวิญญาณถูกขับออกจากร่าง ศิษย์พี่หญิงเจ็ดก็ไม่รู้จะทำอย่างไร ได้แต่ล่องลอยอยู่พักหนึ่ง ต่อมา วันหนึ่ง นางก็กลับชาติมาเกิดใหม่อย่างกะทันหัน
คราวนี้ นางมาเกิดเป็นเมิ่งจื่อหลี น้องสาวต่างมารดาของเมิ่งไต้หลิว
หลังจากจุติใหม่ในครั้งนั้น นางมักจะได้ยินเสียงนำทางแว่วมา บอกกล่าวทำนองว่าเดิมทีนางเคยเป็นผู้ที่เหาะเหินขึ้นสวรรค์มาแล้ว เพียงแต่เบื่อหน่ายชีวิตบนนั้นจึงลงมาจุติเล่นในโลกมนุษย์ ใครเลยจะคาดคิดว่าร่างกายนางจะถูกผู้มาจากอีกภพยึดครองไปเสียได้ แต่ก็ดีเหมือนกัน ถือโอกาสนี้ให้นางได้ลงมาเผชิญเคราะห์กรรมเสียเลย
ยุคสมัยก้าวหน้า การเผชิญเคราะห์มิได้จำกัดอยู่เพียงเคราะห์สายฟ้า หรือเคราะห์รักอันแสนซ้ำซากอีกต่อไป หากแต่ได้วิวัฒนาการเป็น “เคราะห์ 996” “เคราะห์กระแสสังคม” “เคราะห์ถูกเร่งแต่งงาน” และแน่นอนว่า นอกเหนือจากเคราะห์ที่อิงกับโลกความเป็นจริงเหล่านี้แล้ว ยังสามารถเลือกเคราะห์ที่มีเรื่องราวชวนติดตามมากกว่า เช่น “เคราะห์ดอกบัวขาว” “เคราะห์ชายเจ้าชู้” เป็นต้น
และเคราะห์ที่เมิ่งจื่อหลีกำลังเผชิญในครั้งนี้ก็คือ “เคราะห์ผู้มาจากอีกภพ”
เมื่อเป็นผู้มาจากอีกภพ การกระทำทุกอย่างที่นางเคยก่อไว้กับศิษย์พี่สามก่อนหน้านี้จึงมีคำอธิบาย
หนึ่งในวิธีการแสดงความ “แตกต่าง” อันเป็นเอกลักษณ์ของนางเอกนิยายแนวทะลุมิติ คือ การเป็นคนเปิดเผย ร่าเริง ไร้พิษภัย มองโลกในแง่ดี คอยปลดเปลื้องความมืดมนในจิตใจของชายหนุ่ม และแสดงความห่วงใยอย่างถูกจังหวะ จนทำให้ชายหนุ่มผู้นั้นรู้สึกว่าสตรีผู้นี้คือผู้มาไถ่บาป และนับแต่นั้นมาก็ยอมศิโรราบเป็นดั่งสุนัขผู้ซื่อสัตย์
น่าเสียดายที่ศิษย์พี่สามเพียงแค่แสดงท่าทีภายนอกว่าชื่นชอบความมืดมน แท้จริงแล้วเขาไม่ได้มืดหม่น และไม่ต้องการความห่วงใยใด ๆ
หากไม่ใช่เพราะความห่วงใยที่เอ่อล้นของเหล่าผู้อาวุโสในพรรคมาร เขาก็คงไม่หาเรื่องออกมาข้างนอก
“วันนี้อากาศดีเสียจริง แถมข้ายังรอดตายมาได้ เพื่อเป็นการฉลอง ข้าจะร้องเพลงให้ฟัง!” หญิงสาวหันหน้าสู่แสงตะวัน ใช้มือข้างหนึ่งบังตา พลางหันขวับกลับมาด้วยความตื่นเต้น
ศิษย์พี่สามไม่เข้าใจเลยว่าสมองของคนผู้นี้สร้างมาจากสิ่งใด แค่พูดคุยก็ดังหนวกหูอยู่แล้ว ตอนนี้นางยังคิดจะส่งเสียงให้ดังกว่าเดิมอีก
“แค่ก ๆ” เมิ่งไต้หลิวขยับลำคอเล็กน้อย จากนั้นก็เปล่งเสียงร้องเพลงดังลั่น –
“สุดขอบฟ้าอันกว้างใหญ่คือความรักของฉัน ใต้ขุนเขาเขียวขจี ดอกไม้งามกำลังเบ่งบาน~~ ขายความรักของฉัน ทิ้งมันไปเสีย~~ เธอคือแอปเปิ้ลน้อย ๆ ของฉัน~~”
เสียงเพลงไพเราะหรือไม่ ศิษย์พี่สามไม่อาจทราบได้ เขาไม่เคยได้ยินทำนองเหล่านี้มาก่อน ย่อมไม่อาจตัดสินได้ว่านางร้องเพี้ยนหรือไม่
แต่สิ่งที่เขารู้สึกคือ นี่มันเพลงบ้าบออะไรกัน! ยังฟังยากกว่าเสียงแหบแห้งที่ท่านผู้เฒ่าสามแห่งพรรคมารชอบลากเสียงร้องหน้าต่างทุกเช้าเสียอีก มันช่างหนวกหูจนแสบตา!
วงจรความคิดเช่นนี้ ศิษย์พี่สามย่อมไม่อาจเข้าใจได้ แต่มู่เหยาเข้าใจดี
นอกเหนือจากการถูกกล่อมเกลาจากเพื่อนร่วมหอพักในชาติก่อนที่ชื่นชอบนิยายออนไลน์แล้ว ชาตินี้ยังติดตามศิษย์พี่หญิงหกอ่านนิยายรักน้ำเน่าไร้สมองมาไม่น้อย
ศิษย์พี่หญิงหกนั้นโปรดปรานนิยายรักน้ำเน่าไร้สมอง และนิยายรักดราม่าสมัยเก่าเป็นพิเศษ ทุกครั้งที่อ่านนิยายกระแสหลักจบ ก็จะต้องหวนกลับไปเสพนิยายเหล่านั้นอีกครั้ง ซึ่งมู่เหยาก็ชื่นชอบเช่นกัน
อีกหนึ่งวิธีการแสดงความ “แตกต่าง” อันเป็นเอกลักษณ์ของนางเอกนิยายแนวทะลุมิติ คือ การใช้เพลงสมัยใหม่มาสะกดใจผู้คนในยุคโบราณ ชายหนุ่มจะหวั่นไหวไปกับท่วงทำนองอันแสนไพเราะที่ไม่เหมือนใคร และใบหน้างดงามยามขับขานภายใต้แสงอาทิตย์
…แม้จะไม่รู้ว่าเมิ่งไต้หลิวคิดอะไรอยู่ ทำไมถึงร้องเพลงที่ไม่เข้ากับบรรยากาศเช่นนี้
แต่กลับรู้สึก… เร้าใจ อย่างเช่นเหล่าศิษย์พี่ทั้งหลายที่กำลังมองอยู่ในขณะนี้ หลายคนเริ่มอดใจไม่ไหวที่จะกระดิกเท้าตามจังหวะ การที่พวกเขายังคงนั่งนิ่งอยู่ได้ก็นับว่าเป็นความอดทนขั้นสูงสุดแล้ว
แม้ศิษย์พี่สามจะไม่มีปฏิกิริยาใด ๆ แต่ก็เห็นได้ชัดว่าเมิ่งไต้หลิวมีความสุขกับการร้องเพลงเป็นอย่างมาก เพียงแต่ใบหน้าของศิษย์พี่สามกลับดำมืดลงเรื่อย ๆ
ศิษย์พี่สามเหยียดฝ่ามืออีกครั้ง คราวนี้นิ้วชี้ นิ้วกลาง และนิ้วนางคีบเม็ดยาที่เล็กกว่าเดิมสามเม็ด เพียงแค่สะบัดมือเบา ๆ โดยไม่ต้องกลืนเสียด้วยซ้ำ เม็ดยาทั้งสามก็ลื่นไหลเข้าไปในท้องของเมิ่งไต้หลิวอย่างง่ายดาย
เม็ดยาทั้งสามนี้คือ ยาเม็ดปิดเสียง
“น้องชาย ดูนั่นสิ ผลไม้วิญญาณ!” ในที่สุดเมิ่งไต้หลิวก็หยุดร้องเพลง นางชี้ไปยังต้นไม้ต้นหนึ่งข้างหน้าด้วยความตื่นเต้นแล้วร้องเรียกศิษย์พี่สาม
คนปกติเมื่อถูกล้ำเส้นความอดทนก็คงแค่ครั้งเดียว แต่นางผู้นี้หาเป็นเช่นนั้นไม่ นางย่ำยีมันถึงสองครา
ทว่าคราวนี้ศิษย์พี่สามมิได้ลงมือผลีผลาม
หากมีหลุมพรางให้นางหลบซ่อนอีก ก็คงเปล่าประโยชน์
“ต้นไม้นี่สูงเสียจริง…” เมิ่งไต้หลิวครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะร้องออกมาด้วยความดีใจ “ข้าคิดออกแล้ว! น้องชาย ท่านช่วยข้าตัดไม้มาหน่อยได้หรือไม่?”
“ไม่ได้” ศิษย์พี่สามปฏิเสธอย่างเด็ดขาด
คนผู้นี้เป็นบ้าไปแล้วกระมัง? น่ารำคาญมากพออยู่แล้ว ยังกล้ามาสั่งใช้งานผู้อื่นอีก?
เมื่อเห็นศิษย์พี่สามตอบนางเสียที เมิ่งไต้หลิวก็ดูมีความสุขยิ่งนัก
บางทีในใจของนาง การที่ชายหนุ่มผู้เงียบขรึมและไม่ค่อยพูดจาเอ่ยปากกับนาง อาจหมายถึงความพิเศษก็เป็นได้
เมื่อศิษย์พี่สามไม่ช่วย เมิ่งไต้หลิวก็ลงมือทำเอง แม้ระดับพลังบ่มเพาะของนางจะไม่สูงนัก แต่ก็ไม่ต่ำจนเกินไป อยู่ในระดับกระจายพลัง ขั้นที่แปด การตัดต้นไม้สักต้นจึงไม่ใช่เรื่องยากเย็น
หลังจากตัดต้นไม้เสร็จ นางก็ดึงเถาวัลย์มาอีกสองสามเส้น
เมิ่งไต้หลิวใช้พลังปราณอย่างรวดเร็วตัดต้นไม้ให้เป็นท่อนไม้ขนาดเท่ากัน แล้วนำเถาวัลย์มาประกอบเข้าด้วยกัน สุดท้ายก็ประดิษฐ์ออกมาเป็น – ลิฟต์!
โดยมีศิลาวิญญาณเป็นแกนกลาง ติดตั้งไว้ข้างลำต้น เพียงแค่ขึ้นไปยืนแล้วใช้พลังปราณกระตุ้น ก็สามารถขึ้นลงได้โดยอัตโนมัติ
ศิษย์พี่สามรู้สึกว่าคนผู้นี้ช่างเป็นคนวิกลจริตเสียจริง
แต่ในระหว่างที่นางวุ่นวายอยู่นั้น เขาก็ได้สำรวจสภาพแวดล้อมโดยรอบจนแน่ใจแล้วว่านางไม่มีทางหลบซ่อนได้อีก ศิษย์พี่สามถึงกับเสริมความแข็งแกร่งของพื้นดิน เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการสังหารนางในขั้นตอนต่อไป
นี่คืออีกหนึ่งวิธีสุดคลาสสิกของนางเอกนิยายทะลุมิติที่แสดงความ “แตกต่าง” ของตนเอง นั่นคือการนำความรู้สมัยใหม่เพียงเล็กน้อยมาดัดแปลง สร้างเครื่องมือประหลาด ๆ เพื่อแสดงความฉลาดหลักแหลมของตนเอง เรียกเสียงชื่นชมจากผู้คนมากมาย และทำให้ชายหนุ่มทั้งหลายต้องยอมศิโรราบต่อสติปัญญาของนาง
ในจุดนี้ มู่เหยาเห็นด้วยกับศิษย์พี่สามเป็นอย่างยิ่ง
ไม่ต้องพูดถึงว่าลิฟต์ที่สร้างขึ้นมานั้นหยาบกระด้างและใช้งานได้จริงหรือไม่ อย่างไรเสียเมิ่งไต้หลิวทะลุมิติมายังโลกแห่งการบำเพ็ญเพียร! หากนางสร้างรถถัง ปืนใหญ่ หรือเรือบรรทุกเครื่องบินออกมา ทำให้ผู้คนในโลกเซียนตกตะลึงก็คงไม่แปลก แต่ลิฟต์เนี่ยนะ มันมีประโยชน์อันใดกัน? โลกเซียนโดยพื้นฐานแล้วทุกคนล้วนเหาะเหินเดินอากาศได้ ต้นไม้เตี้ย ๆ แค่นี้ ยังต้องเสียเวลาทำลิฟต์ให้วุ่นวายไปไย? บินขึ้นไปก็จบเรื่องแล้ว ยิ่งไปกว่านั้น สุดท้ายก็ยังต้องใช้พลังปราณอยู่ดี…
การแสดงเทคโนโลยีสมัยใหม่ของเมิ่งไต้หลิวในครั้งนี้ ช่างเป็นการกระทำที่สิ้นเปลืองและไร้สาระโดยแท้
เมิ่งไต้หลิวใช้ลิฟต์ขึ้นไปยังยอดไม้ เหยียบลงบนกิ่งไม้อย่างระมัดระวัง เพื่อเอื้อมไปเก็บผลไม้ลูกที่อยู่ไกลที่สุด
รอบ ๆ นั้นมิได้มีเพียงต้นไม้วิญญาณต้นเดียว และบนต้นไม้ก็มิได้มีผลไม้อยู่เพียงลูกเดียว
แต่นางก็ดื้อดึงที่จะต้องเก็บลูกนั้นให้ได้
ในขณะที่ศิษย์พี่สามกำลังเตรียมลงมือ เมิ่งไต้หลิวกลับพลาดท่าลื่นตกลงมาเสียเอง
คราวนี้ไม่เกี่ยวข้องกับความ “แตกต่าง” ใด ๆ แล้ว แต่เป็นสูตรสำเร็จสุดคลาสสิกของนิยายทะลุมิติ นั่นคือปีนต้นไม้ต้องตก ตกแล้วต้องกอด กอดแล้วต้องหมุนตัว
แต่ศิษย์พี่สามย่อมไม่มีทางไปรับนางอย่างแน่นอน
ไม่เพียงแต่ไม่เอื้อมมือไปรับ ศิษย์พี่สามถึงกับปรบมือในใจด้วยความยินดี และถือโอกาสนี้โจมตีไปที่เท้าของเมิ่งไต้หลิว ทำให้ร่างของเมิ่งไต้หลิวหัวทิ่มลงพื้น จากนั้นก็ซ้ำด้วยพลังมารจากด้านบนลงสู่ร่างของเมิ่งไต้หลิวอีกครั้ง ส่งแรงกระแทกให้ร่างของนางกระแทกลงบนพื้นดินที่แข็งกระด้างยิ่งกว่าเดิมอย่างรุนแรง
คราวนี้ศีรษะของเมิ่งไต้หลิวโขกลงบนพื้นอย่างจัง จนเกิดเสียงดังสนั่น
ศิษย์พี่สามแค่นเสียงเย็นชา สะบัดแขนเสื้อ แล้วคว้าผลไม้วิญญาณมาได้หลายสิบผลอย่างง่ายดาย
ขณะที่ศิษย์พี่สามกำลังจะรีบจัดการให้เสร็จแล้วไปจากที่นี่โดยเร็ว เสียงของคนที่บอกว่าจะเล่นเกมก็ดังมาจากท้องฟ้า
ต่อมา ศิษย์พี่สามก็ได้ยินเสียงสัญญาณสื่อสารของศิษย์พี่สองเรียกให้ไปรวมตัวกัน
เดิมทีศิษย์พี่สามตั้งใจจะรีบไปตามนัดทันที
ทว่า เมิ่งไต้หลิวที่พี่สามคิดว่าน่าจะตายไปแล้ว กลับลุกขึ้นยืนได้อีกครั้ง
คราวนี้เมิ่งไต้หลิวบาดเจ็บสาหัสทีเดียว ศีรษะของนางแตกไปหลายแห่ง เลือดไหลอาบแก้มลงมา
เมิ่งไต้หลิวปาดเลือดบนใบหน้าด้วยแขนเสื้อที่สกปรกอย่างไม่ใส่ใจ แล้วหัวเราะกล่าวว่า “น้องชายไม่ต้องห่วง ข้าไม่เป็นอะไร”
สองครั้งยังไม่พอ ต้องสามครั้ง
ศิษย์พี่สามทนไม่ไหวอีกต่อไป ไม่ต้องทนแล้ว เขาดีดผงเหาะเหินเข้าปากเมิ่งไต้หลิวโดยตรง
“ผลไม้วิญญาณยังเก็บไม่หมด ข้าไปลองอีกที!” เมิ่งไต้หลิวคิดบวกอย่างกระตือรือร้น นั่งลิฟต์กลับขึ้นไปอีกครั้ง แล้วใส่หินวิญญาณเข้าไปในลิฟต์—
ไม่รู้ว่าลิฟต์เสีย หรือเมิ่งไต้หลิวเปิดใช้งานผิดวิธี จู่ ๆ ลิฟต์ก็เริ่มกระแทกลงพื้นเสียงดังครืน ๆ ครืน ๆ และเนื่องจากศิษย์พี่สามเคยทำให้พื้นแข็งขึ้น เมื่อกระแทกพื้นลิฟต์ก็กระเด้งขึ้น กระแทกแล้วกระเด้งขึ้นอยู่อย่างนั้น กลายเป็นสั่นคลอนไปมา จนเมิ่งไต้หลิวในลิฟต์น้ำลายฟูมปาก ตาเหลือก เลือดบนศีรษะกระเซ็นไปทั่ว
ศิษย์พี่สามเก็บผลไม้วิญญาณเพิ่มอีกสองสามผล จนครบตามจำนวนที่ต้องทำภารกิจ จากนั้นก็หันหลังเดินจากไป
แน่นอนว่าศิษย์พี่สามคิดว่าเมิ่งไต้หลิวตายสนิทไปแล้วคราวนี้
ทว่า พลังของรัศมีนางเอก ศิษย์พี่สามยังไม่เข้าใจดีพอ
ไม่คาดคิดว่าต่อมาเมิ่งไต้หลิวถึงกับปากเบี้ยวขาเป๋ พูดจาไม่รู้เรื่อง แขนขาแข็งทื่อ แต่ยังคงตามติดเขาไปตลอดทาง ทำให้ศิษย์พี่สามเสียเวลาระหว่างทางไปไม่น้อย จนมาถึงช้ากว่ากำหนด—นี่คือปัญหาที่เขาเจอระหว่างทาง
เมื่อวิดีโอจบลง พลังมารก็สลายไป
ทุกคนยังคงจมอยู่ในความน่ารำคาญราวกับฝันร้ายของหญิงสาวตรงหน้า นานจนไม่อาจสลัดหลุด
หานหลิงรู้สึกเสียใจเล็กน้อย
ที่ศิษย์พี่สามไม่ให้พวกเขาดูตั้งแต่แรก แท้จริงแล้วเป็นผลดีต่อพวกเขา
ยิ่งไปกว่านั้น วิดีโอนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเกมนี้เลยแม้แต่น้อย หรือแม้แต่ซอมบี้ก็ไม่เกี่ยว
หญิงสาวตรงหน้าเป็นเพียงร่างพิเศษที่ถูกวางยาซ้ำแล้วซ้ำเล่า บาดเจ็บซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่ก็ไม่ตายสักที ใช่แล้ว ไม่ใช่ซอมบี้...
“พี่...พี่...ช่วย...ช่วย...”
เมิ่งไต้หลิวที่เหมือนคนตายทั้งเป็น จู่ ๆ ก็ตื่นเต้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน นางพยายามอย่างสุดกำลังที่จะเค้นคำพูดออกมาจากลำคอ ทุกส่วนของกล้ามเนื้อพยายามดิ้นรน
นี่มันไม่ปกติแล้ว!
มู่เหยาหันขวับไป แต่ก็สายเกินไป
เมิ่งไต้หลิวที่รอดตายจากหายนะมาหลายครั้ง จู่ ๆ ก็เงียบเสียงไป นางสิ้นลมหายใจอย่างเงียบเชียบ ดวงตาทั้งสองข้างเบิกโพลง ร่างกายทรุดฮวบลงกับพื้น
เมิ่งไต้หลิว ตายแล้วจริง ๆ
“หมดเวลาอีกหนึ่งธูป ผู้ถูกคัดออกคนที่สองก็ปรากฏตัวแล้วนะ”
“ข้าพลันนึกขึ้นมาได้ ก่อนหน้านี้ ดูเหมือนข้าจะลืมแจ้งกฎเกณฑ์ของเกมให้ทุกท่านทราบ ตอนนี้มาเพิ่มเติมก็คงยังไม่สายกระมัง?”
……ตายไปตั้งสองคนแล้ว เพิ่งจะบอกว่ายังไม่สายเนี่ยนะ?
สิ่งที่ทำให้เมิ่งจื่อหลีตกตะลึงในขณะนี้ กลับมิใช่เสียงนั้น เพราะยังมีเรื่องที่น่าตกตะลึงยิ่งกว่า
เมื่อครู่ก่อน ผู้นำทางของนางเพิ่งจะแจ้งแก่นางว่า เนื่องจากสตรีข้ามภพผู้นั้นถึงแก่ความตายด้วยความสามารถในการข้ามภพของตนเอง ดังนั้น “เคราะห์ภัยแห่งผู้ข้ามภพ” ของนางในครั้งนี้ จึงผ่านพ้นไปโดยราบรื่น
นี่นางยังมิได้ลงมือทำสิ่งใดเลย นี่ก็……สำเร็จแล้วหรือ?
ควรจะกล่าวว่า ได้มาโดยง่ายดายราวกับไม่ต้องลงแรง หรือจะบอกว่ายังรู้สึกไม่เป็นจริงเลยกันนะ……อย่างไรก็ตาม ดีใจก็ดีใจ แต่ก็ช่างไร้เหตุผลสิ้นดี
ความคิดเห็น
ยังไม่มีความคิดเห็น