“กฎของเกมในครั้งนี้ก็คือ...ไม่มีกฎเกณฑ์ใดๆ ทั้งสิ้น”
“แต่ขอให้ทุกท่านโปรดทราบ ผู้ที่สามารถยืนหยัดอยู่รอดเป็นคนสุดท้ายเท่านั้น เกมจึงจะสิ้นสุดลง”
“ยิ่งไปกว่านั้น พยัคฆ์เหยากวงจะจู่โจมผู้ที่อ่อนแอที่สุดก่อนเสมอ ยกตัวอย่างเช่น ผู้ที่ได้รับบาดเจ็บจะถูกกำจัดออกไปเร็วกว่าผู้ที่แข็งแรง และยิ่งบาดเจ็บสาหัสเท่าใด ก็จะยิ่งตายเร็วขึ้นเท่านั้น”
แมวเหยากวง:...ชื่อเสียงของข้าโดนใส่ร้ายอีกแล้ว
“เหมียว! เหมียว เหมียว!!” แมวเหยากวงคลอเคลียอยู่ที่ปลายเท้าของมู่เหยา พลางส่งเสียงร้องประท้วงเสียงดัง
นี่มันใส่ร้าย! ใส่ร้ายกันชัดๆ! ใครบอกว่าข้าชอบกินพวกบาดเจ็บ! พวกใกล้ตายครึ่งเป็นครึ่งตายใครสนกันเล่า จะกินก็ต้องกินพวกที่เปี่ยมด้วยพลังชีวิตสิ ถึงจะอร่อย!
ผู้อื่นฟังภาษาแมวของแมวเหยากวงไม่เข้าใจ ได้แต่หันกลับมามองด้วยความสงสัย ไม่เข้าใจว่าเหตุใดสัตว์เลี้ยงของศิษย์น้องเล็กถึงมีปฏิกิริยาเช่นนี้
มู่เหยาเข้าใจอย่างถ่องแท้
นางก้มศีรษะลงอย่างสงบ แล้วส่งสายตาอ่อนโยนให้แก่แมวเหยากวง
สายตาที่แสนดีของเจ้านาย ราวกับกำลังเตือนมันว่า หากมันยังไม่รู้ความ เกรงว่าเจ้านายอาจจะฆ่ามันทิ้งแล้วหาแมวตัวใหม่มาเลี้ยงแทนก็ได้
“เหมียว!” แมวเหยากวงรีบยืนตัวตรงสี่ขา หางลู่ลงอย่างเรียบร้อย ไม่กล้าส่งเสียงร้องโวยวายอีกแม้แต่คำเดียว
“อืม...ข้ารู้ว่าบางคนอาจจะรู้สึกว่ามันไม่ยุติธรรม เพราะอย่างไรเสียศิษย์น้องที่มีพลังฝีมือน้อยก็ย่อมไม่อาจต่อกรกับศิษย์พี่ที่มีพลังฝีมือสูงกว่าได้ มันไม่ใช่ความผิดของพวกเจ้า ดังนั้น ข้าจึงได้เตรียม...อาวุธวิเศษบางอย่างไว้ให้พวกเจ้าโดยเฉพาะ พวกมันซ่อนอยู่ที่ไหนกันนะ...ข้าจำได้รางๆ ว่าเหมือนจะซ่อนอยู่หลังโพรงสุนัข...แต่ว่าอยู่ตรงไหนกันแน่...ข้าลืมไปเสียแล้ว”
“เอาล่ะ ศิษย์ทั้งหลาย จงพยายามเข้านะ! ข้าหวังว่าพวกเจ้าทุกคน จะมีโอกาสได้เป็นผู้ชนะที่ยืนหยัดอยู่รอดเป็นคนสุดท้าย”
หลังจากกล่าวประโยคสุดท้ายนั้น ผู้ที่อยู่เบื้องหลังก็เงียบหายไปในทันที
ชั่วขณะหนึ่ง หานหลิงไม่ได้เอ่ยคำใด
เขารู้ดีว่า ไม่จำเป็นต้องให้เขาอธิบายเพิ่มเติม ทุกคนก็ย่อมเข้าใจเจตนาของผู้ที่อยู่เบื้องหลังแล้ว
ไม่มีใครในสำนักวั่งซูเป็นคนโง่เขลา แม้แต่หลูเซิงก็เช่นกัน
หลังจากที่ผู้ที่อยู่เบื้องหลังประกาศสิ่งที่เรียกว่า “กฎ” ออกมา มันก็ราวกับเขียนคำว่า “ฆ่ากันเอง” “สังหารหมู่ศิษย์ร่วมสำนัก” ไว้บนใบหน้าอย่างโจ่งแจ้ง หรือกระทั่งกลัวว่าบางคนจะไม่เข้าใจ จึงได้จงใจเสริมประโยคสุดท้ายเพื่อชี้นำ
ครู่ต่อมา กำปั้นที่ซ่อนอยู่ในแขนเสื้อของหานหลิงก็กำแน่นขึ้นอย่างรุนแรง
นี่คือเกมเอาชีวิตรอดที่ง่ายดายเกินไป เพราะความไร้สมองของมัน จึงโหดเหี้ยมและน่ารังเกียจที่สุด
หานหลิงไม่เคยหวาดกลัวความตาย แต่เกมที่ยอดเยี่ยมจะต้องมีกฎเกณฑ์ที่เหมาะสมพอดี เช่นเดียวกับมิติลับแห่งนี้...มันไม่คู่ควรที่จะถูกเรียกว่าเกม!
“เขากำลังโกหก” ศิษย์พี่สามกอดอก ใบหน้าดูเหมือนไม่ใส่ใจ “คนที่ตายเป็นคนแรก ทั่วร่างมีเพียงร่องรอยบาดแผลจากการตกจากที่สูงเท่านั้น แม้จะมีรอยตกสองครั้ง ครั้งหนึ่งสาหัส อีกครั้งเบากว่า แต่รอยเบาที่สองนั้นเกิดขึ้นหลังจากที่ตายไปแล้ว ก่อนตายคนผู้นี้สมบูรณ์ดีทุกประการ เป็นไปไม่ได้เลยที่จะอ่อนแอกว่า...คนใกล้ตายคนนั้นใช่ไหม?”
กล่าวพลาง ศิษย์พี่สามก็ชี้ไปยังหลูเซิง น้ำเสียงดูถูกเหยียดหยามยิ่งกว่าเดิม
ศิษย์พี่สามเป็นผู้บำเพ็ญเพียรสายแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ หากกล่าวถึงความสามารถในการชันสูตรศพ ไม่มีใครเทียบได้กับศิษย์พี่สาม
เขาเพียงแค่เหลือบมอง ก็สามารถบอกเวลาโดยประมาณที่หลูเซิงได้รับบาดเจ็บได้ แม้จะไม่ทราบเรื่องราวการบาดเจ็บของหลูเซิง ก็เพียงพอที่จะตัดสินได้ว่าหลูเซิงได้รับบาดเจ็บก่อนคนผู้นั้น
“ร่องรอยบาดแผลจากการตกสองครั้ง...ทั้งที่ตายไปแล้ว...หรือว่าตอนที่เราเห็นเขาเหาะขึ้นไปบนฟ้า เขาก็ตายไปแล้ว?” แม้ซ่างกวนอวี้เฟิ่งจะบำเพ็ญเพียรสูงส่ง แต่ความชำนาญด้านการชันสูตรพลิกศพย่อมด้อยกว่าศิษย์พี่สาม นางจึงไม่อาจมองออกถึงร่องรอยบาดเจ็บสองครั้งนั้น “บุคคลนี้ตอนทะยานขึ้นและร่วงหล่นลงมาล้วนมีความเร็วสูงมาก ยากจะมองออกว่าตอนนั้นเป็นตายร้ายดี กระแสปราณแท้...บางทีอาจมีผู้ควบคุมอยู่เบื้องหลังก็เป็นได้”
“เรื่องโกหกนั้น มีความเป็นไปได้จริง” หานหลิงขมวดคิ้วมุ่น “เขาอาจเพียงต้องการยุยงให้พวกเราเข่นฆ่ากันเอง โดยยกเอาคำพูดเหล่านั้นมากล่าวอย่างส่งเดช”
“อ๊า...ซับซ้อนเกินไปแล้ว! คิดไม่ออก!” หวังซินอี๋รู้สึกราวกับศีรษะจะระเบิด “เสียงของเขาก้องกังวานไปทั่วทั้งขุนเขา หากมิใช่ใช้เคล็ดวิชาส่งเสียง ก็ต้องเป็นยันต์ แล้วทำไมพวกเราถึงจับตัวเขาออกมาฆ่าทิ้งเสียเลยไม่ได้เล่า!”
“หือ?” เล่นเกมมานาน หานหลิงกลับไม่เคยมีความคิดเช่นนี้มาก่อน “บางที...อาจจะลองดูก็ได้?”
“แม่เจ้าโว้ย จะต้องคัดออกให้หมด เหลือเพียงคนเดียวถึงจะจบงั้นหรือ?!” เมิ่งจื่อหลีขมวดคิ้วด้วยความกังวลใจที่ดูเหมือนจะไม่ใช่เรื่องเดียวกับคนอื่น “หนึ่งธูปต่อหนึ่งคน นี่ถ้าคัดออกทั้งหมด จะต้องถึงปีไหนเดือนไหนกันเล่า หัวกระต่ายรสเผ็ดของข้าในตอนเย็น...แบบนี้ก็อดกินแน่นอนแล้วสิ...”
“ศิษย์น้องหญิงเจ็ด...” ในฐานะยอดฝีมือนักปรุงอาหาร หลิ่วเยว่ซวนมักจะพกพาเครื่องครัวและเครื่องปรุงต่างๆ ติดตัวอยู่เสมอ ในเมื่อหัวกระต่ายอยู่ที่ศิษย์พี่สาม นางจึงสามารถทำให้ศิษย์น้องหญิงเจ็ดกินได้
หลิ่วเยว่ซวนไม่สันทัดคำพูด น้ำเสียงก็ไม่ดังนัก นางยังพูดไม่ทันจบ เมิ่งจื่อหลีที่กำลังกลัดกลุ้มพลันลุกฮือขึ้นด้วยความฮึกเหิม “ดังนั้น ศิษย์พี่หญิงหก ข้าว่าท่านพูดถูก! ไอ้คนเบื้องหลังนั่น พวกเราต้องจับตัวมันออกมาสับให้ตาย!!”
หลิ่วเยว่ซวนก็คิดว่าการฆ่าคนเบื้องหลังนั่น...เป็นวิธีที่ดี นางจึงไม่ได้พูดอะไรต่อ
“ศิษย์น้องเล็ก เจ้าเงยหน้ามองอะไรอยู่?” ตงฟางหลินสังเกตเห็นความผิดปกติของมู่เหยา จึงตบไหล่มู่เหยาเบาๆ
“ข้ากำลังคิดว่า...” มู่เหยาลูบคางพลางแสดงท่าทางรังเกียจ “วิธีการพูดจาของคนผู้นี้ ยังคงน่าสะอิดสะเอียนเช่นเคย”
สิ่งที่มู่เหยากล่าวถึง ย่อมหมายถึงคนผู้อยู่เบื้องหลังนั่นเอง
“จริงด้วย น่าโดนต่อยสักหมัด!” เมิ่งจื่อหลียกมือขึ้นทำท่าจะชกด้วยความกระตือรือร้น
“แล้วตอนนี้พวกเราจะไปหาโพรงสุนัข? หรือจะไปตามหาไอ้คนเบื้องหลังนั่น? หรือ...จะสืบสวนศพนี้ต่อไป?” หานหลิงถามทุกคน
ความคิดเห็น
ยังไม่มีความคิดเห็น