ในขณะที่มู่เหยาขึ้นเวทีประลอง ก็เป็นเวลาเริ่มการแข่งขันพอดี ช่างเป็นช่วงเวลาที่คับขันยิ่งนัก
ไม่นาน ผู้เชี่ยวชาญก็ประกาศหัวข้อการแข่งขันในครั้งนี้ นั่นคือ “รสชาติของบ้าน”
หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ทั้งสองฝ่ายก็เริ่มลงมืออย่างรวดเร็ว
“ผู้ช่วยของพ่อครัวหวังกำลังบดเนื้อ ในขณะที่พ่อครัวหวังกำลังจัดการกับหอยเชลล์แห้งและอุ้งตีนหมี ดูเหมือนว่าเขาจะทำอาหารจานเด่นของเขา ‘ครอบครัวปรองดอง ทุกสิ่งราบรื่น’”
ชายชราใต้เวทีลูบเคราเบาๆ เห็นได้ชัดว่าเป็นผู้บรรยายมืออาชีพ
มุกคลาสสิกของนิยายอาหารประการที่สี่ เมื่อตัวเอกแข่งขันทำอาหารกับผู้อื่น จะต้องมีผู้บรรยายอยู่ข้างๆ เสมอ
“ครอบครัวปรองดอง ทุกสิ่งราบรื่น? นั่นคืออาหารอะไร? ทำอย่างไร?” ข้างๆ ชายชรายังมีเด็กหนุ่มคนหนึ่ง ดูออกว่าการแข่งขันครั้งนี้สำคัญไม่น้อย ถึงกับมีผู้บรรยายสองคน แถมยังมีคนคอยรับมุกมืออาชีพอีกด้วย
“‘ครอบครัวปรองดอง ทุกสิ่งราบรื่น’ ใช้วัตถุดิบมากมาย กรรมวิธีซับซ้อน ต้องนำเนื้อบดไปทอดก่อน ทอดให้เป็นรูปร่างบ้าน จากนั้นแกะสลักหอยเชลล์แห้ง ปลิงทะเล เนื้อกวาง อุ้งตีนหมี และแป้งโดว์ให้เป็นรูปร่างคนในครอบครัวและอาหาร วางไว้ในบ้าน ต่อมานำไก่ กระเพาะปลา เห็ดภูเขา และวัตถุดิบอื่นๆ ที่สดและหอมมากมาต้มจนน้ำซุปทั้งหม้อเหลือเพียงชามเดียว จากนั้นใช้พลังปราณทำให้น้ำซุปแข็งตัวอย่างรวดเร็ว ราดลงบนหลังคา จำลองภาพหิมะแรกที่ละลายเพราะความร้อนจากปล่องไฟ จึงกลายเป็นเมนู ‘ครอบครัวปรองดอง ทุกสิ่งราบรื่น’ สื่อถึงภาพครอบครัวใหญ่รวมตัวกันกินอาหารมื้อเย็นในช่วงปีใหม่ กรรมวิธีที่ซับซ้อนเช่นนี้ ทุกขั้นตอนล้วนล้มเหลวได้ง่าย และยังต้องการพลังฝีมือของทั้งพ่อครัวและผู้ช่วยสูงมาก จนถึงปัจจุบัน มีเพียงพ่อครัวหวังเท่านั้นที่สามารถทำได้ นับว่าเป็นสุดยอดจริงๆ” ชายชราส่ายหัวช้าๆ กล่าวว่า “โจทย์นี้เป็นประโยชน์ต่อพ่อครัวหวังอย่างมาก”
มู่เหยาที่ยืนอยู่ข้างๆ ก็ไม่มีอะไรทำ จึงตั้งใจฟังคำอธิบายของผู้บรรยาย เธอฟังที่เขาพูดยาวเหยียดก็ไม่เข้าใจอยู่ดี เธอจับใจความจากคำพูดเหล่านั้นได้เพียงสองคำเท่านั้น นั่นคือ แพง เหนื่อย ล้วนเป็นมาตรฐานของอาหารระดับสูง
มุกคลาสสิกของนิยายอาหารประการที่ห้า ก่อนที่จะบรรยายถึงตัวเอก จะต้องเน้นย้ำก่อนว่าคู่ต่อสู้เก่งกาจเพียงใด
“ว้าว! ฟังดูเก่งมากเลย!” เด็กหนุ่มปรบมือพลางรับมุกต่อ “อย่างนี้แสดงว่าแม่ครัวหลิ่วแห่งโรงอาหารสำนักวั่งซูจะต้องแพ้แน่นอนเลยใช่ไหมขอรับ?”
“ก็ไม่แน่” ชายชราพูดแล้วก็หยุด “เพียงแต่…”
“เพียงแต่อะไรครับ?” เด็กหนุ่มเงยหน้าถามอย่างไร้เดียงสา
“เพียงแต่พ่อครัวหวังกับผู้ช่วยของเขาร่วมงานกันมาหลายปีแล้ว และทั้งสองคนก็มีพลังฝีมือที่ไม่ธรรมดา ในขณะที่ผู้ช่วยของแม่ครัวหลิ่ว เห็นได้ชัดว่าไม่เชี่ยวชาญการทำอาหาร แถมยังเป็นคนที่ไม่มีรากวิญญาณอีกด้วย เกรงว่าจะตามความเร็วไม่ทัน” ชายชราถอนหายใจ
มู่เหยาก็รู้สึกว่าการยืนฟังนิทานอยู่ที่นี่มันไม่ดีจริงๆ
“ศิษย์พี่หญิงสี่ มีอะไรที่ข้าพอจะช่วยได้บ้างไหมเจ้าคะ?” มู่เหยาลังเลที่จะก้าวไปข้างหน้า
คำพูดของชายชราข้างๆ หลิ่วเยว่ซวนก็ได้ยินบ้างไม่ได้ยินบ้าง
เวลาจำกัด หลิ่วเยว่ซวนจึงไม่สามารถหยุดมือได้ หลังจากคิดอย่างรวดเร็ว เธอก็ถามว่า “ศิษย์น้องเล็ก ฝีมือการใช้มีดของเจ้าเป็นอย่างไรบ้าง?”
“น่าจะ… พอได้นิดหน่อยเจ้าค่ะ” มู่เหยาไม่ค่อยมั่นใจ
ไม่เคยใช้มีดหั่นผัก แต่เคยใช้มีดฟันคน… นับไหม?
ในชาติก่อน เพื่อหลีกเลี่ยงเหตุการณ์ไม่คาดฝัน เช่น ปืนลั่นใส่ตัวเองหรือกระสุนหมดระหว่างปฏิบัติภารกิจ นอกเหนือจากทักษะการยิงปืนขั้นพื้นฐานแล้ว มู่เหยาจึงฝึกฝนการใช้อาวุธทุกชนิด ทั้งดาบ หอก กระบี่ ทวน แต่ในโลกแห่งการบำเพ็ญเพียรแห่งนี้ สิ่งเหล่านั้นกลับไร้ค่าจนไม่อาจกล่าวถึง นางจึงไม่เคยเอ่ยถึงเรื่องนี้กับผู้ใด
“เช่นนั้นเจ้าช่วยข้าหั่นผักหน่อยเถิด” หลิ่วเยว่ซวนเอ่ยขณะที่มือยังคงวุ่นวาย ชี้ไปยังเขียงข้างตัว
“เจ้าค่ะ” มู่เหยาพยักหน้ารับอย่างว่าง่าย
หากเพียงแค่หั่นผัก…นางคงไม่ถึงกับระเบิดเขียงทิ้งหรอกกระมัง
มู่เหยาหยิบหัวหอมข้างเขียงขึ้นมา “ศิษย์พี่หญิงสี่เจ้าคะ หอมใหญ่หั่นอย่างไรหรือเจ้าคะ?”
“หั่นเป็นเส้น” หลิ่วเยว่ซวนรีบหันมามองแวบหนึ่งขณะที่มือยังคงสาละวนอยู่กับการทำอาหาร
การที่คนเดียวต้องทำหน้าที่ของสองคน แม้แต่ศิษย์พี่หญิงสี่ผู้มีฝีมือทำอาหารล้ำเลิศยังดูเหนื่อยล้าเป็นอย่างยิ่ง
หั่นเป็นเส้น…แล้วต้องหั่นเป็นเส้นแบบไหนกันเล่า…
มู่เหยาไม่อาจรบกวนศิษย์พี่หญิงสี่ได้อีก จึงต้องลงมือคลำทางด้วยตนเอง
นางจำได้ว่าเคยได้ยินผู้คนกล่าวถึง “เต้าหู้เหวินซือ” ซึ่งเป็นอาหารที่แสดงถึงฝีมือการใช้มีดได้อย่างดีที่สุด เพราะต้องหั่นเต้าหู้ให้ละเอียดราวเส้นผม หรือว่านางจะลอง…หอมใหญ่เหวินซือ?
มู่เหยาไม่เคยลองทำมาก่อน แต่หากใช้พลังวิเศษเนตรพันลี้ ก็น่าจะง่ายดายกระมัง
เนตรพันลี้ ไม่เพียงแต่สามารถมองเห็นสิ่งของที่อยู่ไกลนับพันลี้ได้เท่านั้น แต่ยังสามารถขยายภาพสิ่งของที่อยู่ใกล้ให้ใหญ่ขึ้นได้หลายร้อยเท่าอีกด้วย
และกระบวนการหั่นหอมใหญ่เป็นเส้นหลังจากนั้นก็ราบรื่นดังที่มู่เหยาคาดการณ์ไว้
หอมใหญ่ที่หั่นออกมาละเอียดราวเส้นผมจริง ๆ เมื่อนำไปแช่น้ำก็สามารถตั้งตรงได้
ดีมาก สำเร็จอย่างงดงาม
เมื่อหั่นไปได้ราวเจ็ดแปดส่วน มู่เหยาจึงยกแขนเสื้อขึ้นซับเหงื่อเล็กน้อยที่หน้าผาก
ทว่า ในขณะนั้นเอง ความรู้สึกแสบร้อนฉุนเฉียวพลันพุ่งตรงเข้าสู่ดวงตาของมู่เหยา
อันที่จริง ในระหว่างการหั่นหอมใหญ่เหวินซือเมื่อครู่นี้ มู่เหยารู้สึกเช่นนี้แวบ ๆ มาตลอด แต่ด้วยความที่ยังควบคุมได้ นางจึงฝืนกดมันเอาไว้ แต่ความรู้สึกในครั้งนี้กลับรุนแรงและถาโถมเข้ามาอย่างหนักหน่วง มู่เหยาควบคุมไม่อยู่ น้ำใส ๆ สองสายจึงไหลรินลงมาจากหางตา
ไม่น่าเลย นางร้องไห้ได้อย่างไรกัน หากจะพูดถึงการร้องไห้ ชาติก่อนนางยังไม่เคยร้องไห้เลย ชาตินี้มีชีวิตที่ดีเช่นนี้จะร้องไห้เรื่องอะไรกัน… มู่เหยาปาดน้ำตาไปพลางก็สงสัยไปพลาง ไม่คาดคิดว่ายิ่งปาดน้ำตากลับยิ่งไหลมากขึ้น สุดท้ายก็กลายเป็นร้องไห้สะอึกสะอื้น
มีคำกล่าวว่าไม่มีการเปรียบเทียบก็ไม่มีความเจ็บปวด หรือเป็นเพราะชาตินี้ของนางดีเกินไป เมื่อมีการเปรียบเทียบ มีความเจ็บปวด นางจึงร้องไห้?
“ศิษย์น้องเล็ก เจ้าหั่น…” หลิ่วเยว่ซวนหันกลับมา ทว่าสีหน้าพลันเปลี่ยนเป็นตกตะลึง “!! ศิษย์น้องเล็ก เหตุใดเจ้าร้องไห้หนักเช่นนี้!”
การหั่นหอมใหญ่อาจทำให้แสบตาจนน้ำตาไหลได้จริง แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่น่าจะเป็นเช่นนี้! ศิษย์น้องเล็กต้องเสียใจและเจ็บปวดจริง ๆ แน่!
ต้องเป็นคำพูดของคนพวกนั้นแน่… หลิ่วเยว่ซวนละมือจากงานที่ทำอยู่ กำมือแน่น ความรู้สึกผิดและละอายใจถาโถมเข้ามา ศิษย์น้องเล็กไม่ถนัดงานครัวแท้ ๆ แต่เป็นนางเองที่เห็นแก่ตัว บังคับให้ศิษย์น้องเล็กขึ้นเวทีนี้… สุดท้ายแล้ว ผลแพ้ชนะจะสำคัญอะไรกัน!
เมื่อมู่เหยาเห็นดังนั้นก็รู้ว่าสถานการณ์ไม่ดีแล้ว
หากศิษย์พี่หญิงสี่ยังคงวอกแวกเพราะนางเช่นนี้ คงไม่ทันการณ์จริง ๆ!
“ศิษย์พี่หญิงสี่!” มู่เหยารีบอธิบาย “ข้า ข้าร้องไห้เพราะ…เพราะ…”
นางจะบอกว่าเพราะนึกถึงเรื่องราวในชาติก่อนก็ไม่ได้…
มู่เหยาจึงกล่าวอย่างอ้อมค้อม “เป็นเพราะ ข้านึกถึงบ้านเก่าของข้าเจ้าค่ะ”
สถานที่กินนอน ก็น่าจะนับว่าเป็นบ้านได้กระมัง
“ที่แท้ก็คิดถึงบ้านสินะ”
หลิ่วเยว่ซวนค่อยๆ หันหน้าไป
ตั้งแต่ศิษย์น้องเล็กเข้ามาในสำนัก นางก็อยู่เพียงลำพังมาโดยตลอด ไม่เคยเห็นหน้าครอบครัวของนางเลย และหัวข้อในวันนี้ก็ช่างเป็นเรื่อง ‘รสชาติของบ้าน’ เสียด้วย...
ไม่...ไม่ใช่เช่นนั้น...
ศิษย์พี่หญิงสี่ดูเหมือนจะคิดไปไกลเสียแล้ว มู่เหยาครุ่นคิดว่าจะอธิบายอย่างไรดี...
เช่นนั้นนางจะตั้งใจทำอาหารครั้งนี้ให้ดียิ่งขึ้น และจะให้ศิษย์น้องเล็กลิ้มลองเป็นคนแรก!
หลิ่วเยว่ซวนตั้งมั่นในใจ
ดูเหมือนว่าข้าคงไม่ต้องอธิบายอะไรอีกแล้ว
มู่เหยาลดศีรษะลง ตั้งใจหั่นหอมใหญ่ต่อไป
ไม่ว่ากระบวนการจะเป็นอย่างไร แต่ผลลัพธ์สุดท้ายออกมาดีขึ้นก็ถือว่าใช้ได้แล้วมิใช่หรือ
อีกอย่าง นางจะได้กินเป็นคนแรกด้วย...หึหึหึ
คงเป็นเพราะร้องไห้ออกมาแล้ว พอมาหั่นหอมใหญ่อีกครั้ง ความรู้สึกแสบร้อนจนอยากร้องไห้ก็ยากจะยับยั้ง น้ำตาเอ่อคลอเบ้า ดวงตาของมู่เหยาพร่าเลือนไปหมด หากนางไม่มีพลังพิเศษมองทะลุ นางคงหั่นนิ้วมือตัวเองขาดไปสามนิ้วแล้วกระมัง
ทว่า ในขณะที่สายตาของมู่เหยาพร่ามัว นางกลับรู้สึกถึงไอสังหารแผ่ซ่านมาจากด้านข้าง
หลิ่วเยว่ซวนหันกลับไปในเวลาเดียวกัน พลังในมือพลันเคลื่อนไหว—
แต่มู่เหยาเร็วกว่าหลิ่วเยว่ซวน
ในสถานการณ์ที่มองไม่เห็นเช่นนี้ ปฏิกิริยาสะท้อนกลับของมู่เหยากลับรุนแรงยิ่งกว่าเดิม
นางตบโต๊ะอย่างแรง ร่างทั้งร่างพลันลอยขึ้นกลางอากาศ หลบพ้นไอสังหารนั้นได้ จากนั้นก็เหวี่ยงมีดทำครัวในมือกลับไป
มู่เหยาพยายามกะพริบตาถี่ๆ ไล่น้ำตาที่เอ่อล้น เมื่อสายตากลับมามองเห็นชัดเจน นางก็พบว่านั่นไม่ใช่ไอสังหาร แต่เป็นปราณแท้ที่คล้ายคลึงกับไอสังหารอย่างมาก
และคนที่ปล่อยปราณแท้มาโจมตีนางก็คือ...
เอ่อ...ผู้ช่วยพ่อครัวแซ่หวังที่กำลังนั่งตัวสั่นอยู่บนพื้น มองดูเขียงและโต๊ะที่ถูกผ่าครึ่งตรงหน้า และบริเวณเป้ากางเกงของเขาก็เริ่มมีรอยเปียกชื้นที่น่าสงสัย...นั่นเอง
วิ้ว
มู่เหยาเกาจมูกอย่างมีพิรุธ แสร้งทำเป็นเงยหน้าผิวปาก
ดูเหมือนว่าต่อไปคงต้องหลีกเลี่ยงการหั่นผักแล้วสินะ
ที่แท้เขียงก็ระเบิดได้ด้วย...
ความคิดเห็น
ยังไม่มีความคิดเห็น