บทที่ 10
อาหารโอชะ
น้ำเสียงนี้พิเศษอยู่บ้าง เพียงได้ยินคำแรก หลีตู้ซูก็แน่ใจแล้วว่าเป็นเว่ยเสวี่ยหมิ่ง
ถูกสามีของตนทอดทิ้งไม่ไยดี สำหรับสตรีอื่นแล้ว แทบไม่ต่างจากถูกมีดกรีดลงกลางหัวใจ
แต่หลีตู้ซูกลับค่อยๆ ยกมุมปากขึ้น รอยยิ้มบนใบหน้าลึกขึ้นทีละน้อย
ชินแล้ว...ชินกับเรื่องที่พอถูกนำไปเปรียบกับถังชิงซู จ้าวซีก็จะเสียสติขึ้นมาทันที
คืนเข้าหอวันแต่งงาน แม้จะบอกว่าต้องยกทัพออกศึก ทว่าก็ยังมิได้เร่งด่วนถึงเพียงนั้น
หลีตู้ซูนั่งอยู่ใต้ผ้าคลุมหน้าแดงสด ใจเต้นระส่ำรอให้จ้าวซีมาเปิดผ้าคลุม ได้ยินเพียงด้านนอกมีเสียงเด็กรับใช้เคาะประตูรัวด้วยความร้อนใจ
“คุณชายสาม แย่แล้วขอรับ คุณหนูถังโรคเก่ากำเริบ อาการหนักยิ่ง!”
ตั้งแต่ยามลงจากเกี้ยว หลีตู้ซูก็รู้สึกได้แล้วว่าบ่าวไพร่ในจวนหย่งอันโหวเย็นชาต่อนางเพียงใด
กระทั่งตอนคำนับฟ้าดิน คนที่มาหาก็มิใช่จ้าวซี หากเป็นเด็กรับใช้คนสนิทที่สุดของเขา
หลีตู้ซูชำเลืองมองออกไปทางช่องผ้าคลุมหน้า เห็นจ้าวซียืนอยู่ริมฝูงคน จ้องถังชิงซูไม่วางตา ส่วนหญิงงามอ่อนแอผู้นั้นดวงตาคลอหยาดน้ำตา สะอื้นจนไหล่สั่น
เดิมทีจวนหย่งอันโหวสมควรต้องให้คำอธิบายแก่หลีตู้ซู ทว่าเพราะวันรุ่งขึ้นจ้าวซีจะต้องออกศึกร่วมทัพ ฮูหยินเฒ่าจ้าวจึงเป็นผู้ตัดสินใจ มอบเรือนเหมยเซียงที่ดีที่สุดให้นาง
ส่วนเรื่องอื่น ผู้ใหญ่ในจวนหย่งอันโหวก็ไม่คิดจะก้าวก่ายอีก
คันชั่งมงคลสำหรับเปิดผ้าคลุมหน้าถูกวางทิ้งไว้ข้างกาย จ้าวซีทิ้งไว้เพียงประโยคเดียว
“เปิดผ้าคลุมหน้าเองเสีย อย่าได้พูดเรื่องนี้ออกไป”
หลีตู้ซูจึงค่อยๆ เปิดผ้าคลุมหน้าด้วยตนเอง มิได้ดื่มสุราร่วมถ้วย เพียงนั่งนิ่งอยู่ในห้องหออันมืดสนิทเงียบๆ จนฟ้าสาง
“คุณหนูใหญ่” ลุงเจียงยังคงกระตือรือร้นเช่นเดิม แต่แท้จริงในใจเขาคิดสิ่งใด ไม่มีผู้ใดล่วงรู้ เพราะไม่ว่าอยู่ต่อหน้าผู้ใด เขาก็ล้วนยิ้มแย้มทั้งนั้น “รถม้าของคุณชายรองกว้างขวางนัก ตอนนี้แดดเริ่มแรงแล้ว รีบขึ้นมาเถิดขอรับ”
ลุงเจียงเป็นฝ่ายให้สารถีขยับรถม้าเข้ามาทางหลีตู้ซูเอง หลีตู้ซูเงยหน้าขึ้น ก็พอดีกับเห็นม่านรถถูกปล่อยลง เผยช่องว่างเล็กๆ ที่มองเห็นนิ้วมือเรียวยาวได้รูปอย่างเลือนราง
“คุณชายรองอยู่ข้างใน เช่นนั้นจะเป็นการรบกวนเกินไปหรือไม่?”
หลีตู้ซูมิใช่คนไม่รู้กาลเทศะ นางมิได้ก้าวเข้าไป เพียงยืนอยู่กับที่แล้วส่งยิ้มให้ลุงเจียง
เพิ่งพบหน้ากันเพียงสองสามครั้ง เว่ยเสวี่ยหมิ่งก็ช่วยนางมาหลายหนแล้ว
ยังไม่ต้องพูดถึงว่าเหมาะสมตามมารยาทหรือไม่ ตอนนี้นางยังมีฐานะเป็นสะใภ้สามแห่งจวนหย่งอันโหว ย่อมต้องระวังคำพูดและการกระทำให้มาก
ถึงแม้ว่า บางทีทั่วเมืองหลวงคงลือกันไปแล้วว่า คุณชายสามแห่งจวนหย่งอันโหว ผู้เป็นสามีของนาง ใจนั้นแขวนอยู่กับคนรักวัยเยาว์ผู้เป็นญาติอย่างถังชิงซูมาเนิ่นนาน
งานเลี้ยงต้อนรับล้างฝุ่นที่จวนแม่ทัพจัดให้เว่ยเสวี่ยหมิ่งเมื่อวานนี้ มีผู้คนจับตามองอยู่ตั้งเท่าไร เรื่องเล็กน้อยของจวนหย่งอันโหวย่อมปิดไม่มิด
บางทีตอนนี้ก็คงมีข่าวลือแพร่ออกไปแล้วว่า ตำแหน่งสะใภ้สามแห่งจวนหย่งอันโหว กำลังจะเปลี่ยนมือ
ในเวลาเช่นนี้ หากคนผู้นั้นมิใช่คนโง่ ก็ควรรู้ว่าควรอยู่ให้ห่างจากหลีตู้ซูจึงจะถูก
เว่ยเสวี่ยหมิ่งเฉลียวฉลาด จะไม่รู้ได้อย่างไร
เพราะฉะนั้น เขาก็เพียงให้ลุงเจียงเอ่ยเชื้อเชิญตามมารยาทเท่านั้น
เพื่อไม่ให้ชาวบ้านที่รายล้อมอยู่ใกล้จวนแม่ทัพ คอยเบิกตากว้างด้วยความอยากรู้อยากเห็น ได้มีเรื่องหัวเราะเยาะโดยไร้เหตุ
แต่ลุงเจียงกลับคล้ายไม่เข้าใจคำปฏิเสธอ้อมๆ ของหลีตู้ซูแม้แต่น้อย ยังให้รถม้าจอดขวางอยู่ข้างนางดังเดิม
จนกระทั่งม่านรถถูกเลิกขึ้นอีกครั้ง เสียงใสเย็นของบุรุษดังออกมาจากด้านใน
“ขึ้นมา”
ไมตรีของลุงเจียง หลีตู้ซูยังพอปฏิเสธได้ อย่างไรเสียเขาก็หวังดี
แต่คำนี้ของเว่ยเสวี่ยหมิ่ง คล้ายย้ำชัดเสียจนหลีตู้ซูไม่มีทางเดินหนีอีกต่อไป
เวลานี้ท้องฟ้าจากที่เพิ่งสางเลือนๆ กลับกลายเป็นอาบไล้ด้วยแสงอรุณเต็มผืนฟ้าแล้ว
มีผู้คนไม่น้อยเดินผ่านหน้าจวนแม่ทัพ ต่างเงยหน้ามองป้ายหน้าจวนด้วยความอยากรู้ ก่อนจะกลอกตาไปมาหยุดอยู่ที่รถม้าหลายคันตรงประตู
เด็กรับใช้ที่คอยอยู่หน้าประตูไม่พอใจแล้ว จึงสะบัดแส้ไล่คน
“ดูอะไรกัน มีตาหรือไม่ เห็นผู้สูงศักดิ์จะเดินทาง ยังไม่รีบหลีกไปอีก?”
นั่นคือหนึ่งในเด็กรับใช้ที่เว่ยตู้เยียนไว้วางใจที่สุด หลีตู้ซูเหลือบมองเพียงแวบเดียว ก็ยกชายกระโปรงขึ้น ก้าวเหยียบตั่งเตี้ย อาศัยมือหมิงเยว่ที่ช่วยเปิดม่านรถให้นาง แล้วนั่งเข้าไปข้างใน
เด็กรับใช้ผู้นั้น นางไม่อยากเห็นหน้าอีกจริงๆ
ครั้งหนึ่ง เว่ยตู้เยียน “นัด” หลีตู้ซูไปยังเขาจำลองในเรือนหลัง นางถูกทิ่มแทงมาจนหวาดกลัว คิดจะหนี
แต่ก็เป็นมือคู่นั้นเองที่กระชากนางไว้แน่น เด็กรับใช้ผู้นั้นยืนอยู่เหนือศีรษะนาง มุมปากเบ้ลง สีหน้าดูแคลน น้ำเสียงเหยียดหยาม
“ของปลอมก็ต้องรู้จักอยู่ในที่ของตัวเอง คุณหนูยังไม่อนุญาตให้ไป ก็ยืนอยู่ตรงนี้เสีย!”
หากนับย้อนดู เวลานั้นก็ผ่านมานานจนกลายเป็นเรื่องเก่าแล้ว
ตอนนั้นเว่ยตู้เยียนเพิ่งอายุเพียงสิบกว่าปี ถูกจวนแม่ทัพตามตัวกลับมาได้หลายปี ค่อยๆ กลายเป็นดวงใจของฮูหยินรองเว่ย จึงกล้ากลั่นแกล้งหลีตู้ซูเช่นนั้น
เด็กรับใช้ข้างกายเว่ยตู้เยียน ก็เพียงช่วยคนชั่วทำชั่วเท่านั้น
“รับประทานอาหารเช้าแล้วหรือยัง”
บุรุษตรงหน้าเงยตาขึ้นน้อยๆ คิ้วตาลุ่มลึก น้ำเสียงฟังไม่ออกเลยว่าพอใจหรือไม่พอใจ
หลีตู้ซูไม่รู้ว่าเขาถามด้วยเจตนาใด จึงก้มตาลงโดยสัญชาตญาณ มิได้สบตาเว่ยเสวี่ยหมิ่ง
“ยังเจ้าค่ะ คุณชายรอง วันนี้ต้องรบกวนท่านจริงๆ ”
“พอดีทางผ่าน” เว่ยเสวี่ยหมิ่งแววตาไหววูบ เสียงเรียบเฉย คล้ายกำลังพูดถึงเรื่องที่ไม่สลักสำคัญ “ไม่ต้องใส่ใจ”
รถม้ายังมิได้เคลื่อนไปทางวัดอู่ฝู จึงยังไม่มีเสียงล้อบดพื้นครืดคราด ทำให้ภายในห้องโดยสารอันกว้างใหญ่กลับรู้สึกคับแคบขึ้นมา
ทั้งที่เป็นฤดูร้อน เว่ยเสวี่ยหมิ่งกลับคลุมเสื้อคลุมไว้บนร่าง ดูจากเนื้อผ้าแล้วยังเป็นผ้าหยุนจิ่นเสียด้วย
หลีตู้ซูเหลือบสายตาไปอย่างไม่ให้ผิดสังเกต ภายในรถม้า มุมหนึ่งกลับมีอ่างน้ำแข็งตั้งอยู่ด้วย
ฟุ่มเฟือยเสียจนเกินไปแล้ว เสื้อคลุมกับอ่างน้ำแข็ง แทบไม่เคยปรากฏอยู่ในที่เดียวกันพร้อมกันเช่นนี้
ก๊อก ก๊อก—
ขณะหลีตู้ซูกำลังคิดฟุ้งซ่าน นิ้วมือเรียวยาวของบุรุษก็โค้งงอขึ้นเล็กน้อย ข้อนิ้วเคาะลงบนไม้หนานมู่ลายทองข้างตัวรถ
เพียงครู่เดียวก็มีสาวใช้เข้ามา วางอาหารสองชุดลงบนโต๊ะเล็กข้างตัวเว่ยเสวี่ยหมิ่งและหลีตู้ซู
“มีโจ๊กพุทราน้ำผึ้งกลิ่นหอมหมื่นลี้ น้ำแกงเต้าหู้ ขนมมันเทศนึ่ง นมเปรี้ยวนึ่งหวาน...”
สาวใช้จัดสำรับไป พลางก้มหน้ารายงานชื่ออาหารให้หลีตู้ซูฟังไป
พอฟังจบยาวเหยียด บนโต๊ะก็มีอาหารวางอยู่ไม่น้อยกว่าสิบอย่าง
แม้แต่ตอนอยู่ในจวนหย่งอันโหว ต้องร่วมโต๊ะกับเหล่าผู้ใหญ่ อาหารเช้าก็มีเพียงแปดเก้าจานเท่านั้น หลีตู้ซูจึง...
นางมองอาหารนานาชนิดตรงหน้า ซึ่งล้วนส่งกลิ่นหอมละมุนชวนลิ้มลอง แล้วก็ตัดสินใจหันไปหาเว่ยเสวี่ยหมิ่งทันที
“คุณชายรอง” หลีตู้ซูพูดช้าๆ น้ำเสียงเบาและนุ่ม จนเว่ยเสวี่ยหมิ่งนึกถึงเจ้าเหมียวที่ลุงเจียงชอบเลี้ยง “มากเกินไปแล้วเจ้าค่ะ กินไม่หมด”
สายตาของเว่ยเสวี่ยหมิ่งกวาดมองร่างนางตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า ร่างเล็กเพียงนี้ ดูอย่างไรก็ไม่แข็งแรงเท่าพวกแมวที่กินปลาเนื้อชิ้นโตทุกวัน
กลับกัน นางคล้ายพวกแมวจรที่ลุงเจียงใจอ่อนเก็บมาเลี้ยงเสียมากกว่า ขนมักพันกันยุ่งไปหมด ทั้งตัวยังมอมแมม
เวลาเอาอาหารไปวางตรงหน้า แมวจรพวกนั้นจะระแวงตัวอย่างยิ่ง
มันไม่กินคำแรกทันที จะต้องกวาดตามองรอบด้านอย่างระมัดระวังเสียก่อน เมื่อแน่ใจว่าไม่มีภัยคุกคามแล้ว จึงค่อยกินอย่างไม่รักษาท่วงท่าทีใด
แต่แมวเช่นนี้ พอเลี้ยงจนคุ้นมือแล้ว ก็ช่างออดอ้อนนัก
เว่ยเสวี่ยหมิ่งมิได้หลบสายตาเลย เขานั่งอย่างผ่อนคลาย ทว่าหลังตรงแน่วอยู่เสมอ ข้อนิ้วที่วางบนโต๊ะเล็กเคาะลงช้าๆ ทีละครั้ง
“ไม่เป็นไร เจ้าใช้เสียเถิด”
จานสุดท้ายเป็นขนมวอลนัตเคลือบน้ำตาลสีอำพัน วางลงตรงหน้าด้วยเสียงกึก เสียงดังขึ้นกว่าเดิมเล็กน้อย
สาวใช้นางนั้นยืนอยู่ใกล้ หลีตู้ซูขยับปลายหูเล็กน้อย จับเสียง “หึ” ที่แผ่วเบาอย่างยิ่งได้อย่างแม่นยำ
นางค่อยๆ เปิดเปลือกตาขึ้น มองให้ชัดว่าเป็นคนคุ้นหน้าครึ่งหนึ่งจากห้องเครื่องของจวนแม่ทัพ แววตาจึงไหววูบ
แต่เช้ามืด หมิงเยว่ปลุกหลีตู้ซูให้ตื่นแล้วก็ไปห้องเครื่องเพื่อรับอาหาร ผลคือไม่เพียงไม่ได้อาหาร ยังถูกจ้องเขม็งใส่จนหน้าเสีย
พอหลีตู้ซูไปด้วยตนเอง ก็เป็นสาวใช้วัยเยาว์นางนี้เองที่เบิกตาเรียวยกหาง มุมปากกดต่ำ
“หมดแล้ว อาหารในจวนล้วนมีส่วนแบ่งตามกำหนด พวกเราไม่รู้ว่าจะต้องจัดของให้คนเป็นพิเศษพวกนี้ด้วย”
แต่พอสาวใช้ของถังชิงซูมา กลับหยิบเอาไปง่ายๆ ถึงเจ็ดแปดส่วน
หมิงเยว่ทนดูไม่ไหว จึงร้องห้ามไว้
“มีแค่คุณชายสามกับคุณหนูถังสองคน จะกินหมดได้อย่างไรตั้งมากมาย?”
สาวใช้ของถังชิงซูปรายตามองมาอย่างเหยียดหยัน
“คุณหนูของพวกเรากำลังตั้งครรภ์ อย่าว่าแต่สองคนเลย บางทีอาจต้องกินเผื่อหลายคนด้วยซ้ำ อีกอย่างพวกเราที่เป็นสาวใช้ ไม่ต้องกินกันหรือ?”
กล่าวจบ สาวใช้น้อยผู้นั้นก็เชิดหน้าเดินจากไป
หมิงเยว่ตาแดงก่ำแล้ว แต่หลีตู้ซูกลับยื่นมือไปจับมือนางไว้
“ช่างเถิด หมิงเยว่ ข้าเองก็ยังไม่หิวมาก หากเจ้าหิวจนทนไม่ไหว ข้ายังมีขนมวอลนัตเคลือบน้ำตาลสีอำพันอยู่ไม่กี่ชิ้น เจ้าเอาไปกินเถิด”
หลีตู้ซูมองขนมวอลนัตใสรูปสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูนตรงหน้า พลันรู้สึกพร่าเลือนอยู่บ้าง
กึก
ถ้วยชาที่อยู่ในมือเว่ยเสวี่ยหมิ่งถูกวางลงบนโต๊ะ เสียงทึบหนัก คล้ายคำเตือนบางอย่าง
สาวใช้ห้องเครื่องผู้เยาว์วัยพลันกลั้นหายใจ ขาอ่อนยวบ คุกเข่าลงไปตรงๆ
“คุณชายรอง โปรดอภัยเจ้าค่ะ บ่าวมิได้ตั้งใจจริงๆ!”
เหงื่อเย็นไหลเต็มหน้าผากสาวใช้ผู้นั้น นางไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรง
ผู้ใดไม่รู้บ้างว่าคนตรงหน้าคือเทพสงครามแห่งแคว้นต้าฉี แม้บัดนี้จะมีข่าวลือหนาหูเพียงใด ก็ไม่ใช่คนที่บ่าวตัวเล็กๆ อย่างนางจะล่วงเกินได้
“บ่าวเพียงแค่เผลอไปชั่วขณะ...”
คำแก้ตัวของสาวใช้ห้องเครื่องยังไม่ทันได้เริ่ม ลุงเจียงก็ปรากฏตัวขึ้นข้างนอกรถม้าได้อย่างพอเหมาะพอดี เขาเลิกม่านขึ้น ดวงตาลุ่มลึก
นี่เป็นครั้งแรกที่หลีตู้ซูเห็นลุงเจียงเก็บรอยยิ้มเสียจนหมดสิ้นอย่างเปิดเผยเช่นนี้ ดวงตาหม่นคล้ำคู่นั้นคล้ายเจ้านายของเขา เว่ยเสวี่ยหมิ่งอยู่หลายส่วน
บางที คงเป็นเพราะบ่าวย่อมคล้ายเจ้านาย
“ออกมา” คำสั่งของลุงเจียงสั้นกระชับยิ่ง “ครั้งนี้เห็นว่าเจ้าทำผิดเป็นครั้งแรก ตบปากตนเองยี่สิบที หากยังมีคราวหน้าอีก จะเรียกนายหน้าค้ามนุษย์มาขายเจ้าไปเสียโดยตรง”
ตลอดเวลานั้น บุรุษที่นั่งอยู่ตรงตำแหน่งหลักในรถม้าไม่เอ่ยแม้แต่คำเดียว
เขานั่งแยกขาอย่างเป็นธรรมชาติ แผ่นหลังตั้งตรง ดวงตาหงส์คู่หนึ่งสว่างคมยิ่ง ประหนึ่งกระบี่คมที่ชักออกจากฝัก แม้อยู่ในค่ำคืนก็ยังเปล่งประกายข่มขวัญผู้คนได้
ด้านนอกมีเสียงเพียะดังขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า บางครั้งยังแทรกด้วยเสียงซักถามที่เข้มงวดหาได้ยากของลุงเจียง
“มีแรงแค่นี้หรือ? ตอนเมื่อครู่เจ้ากระแทกกระทั้นผู้สูงศักดิ์ ยังไม่เหมือนตอนนี้เลยนี่!”
หลังเสียงสะอื้นอยู่สองสามครา เสียงสะอื้นของสาวใช้ห้องเครื่องก็ปะปนกับเสียงตบปากตนเองดังขึ้นอีกครั้ง
ตึกๆ ภายในรถม้ามีเสียงทึบดังขึ้นเบาๆ หลีตู้ซูดึงสติกลับมา ก็พอดีกับชนเข้ากับดวงตาหม่นลึกของบุรุษตรงหน้า
ดวงตาคู่นั้นมีบางสิ่งมากมายเกินไป คล้ายมองดูไม่ลึกนัก แต่กลับเหมือนบึงโคลนที่ทำให้คนจมลงไปได้อย่างง่ายดาย จนไม่อาจมองตรงๆ ได้
“กินสิ” บุรุษเก็บแรงกดดันทั่วร่างลง เอ่ยเรียบๆ
เหตุวุ่นวายเมื่อครู่ เห็นได้ชัดว่าไม่อาจรบกวนใจเขาได้แม้แต่น้อย เว่ยเสวี่ยหมิ่งยกคางขึ้นเล็กน้อย ส่งสัญญาณไปทางขนมวอลนัตเคลือบน้ำตาลสีอำพัน ยังคงนั่งหลังตรง ถ้อยคำก็ยังน้อยคำเช่นเดิม
หลีตู้ซูหยิบขนมสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูนขึ้นมาชิ้นหนึ่ง ค่อยๆ เม้มกินอย่างระวัง หวานแตกซ่านบนปลายลิ้นในทันที
บุรุษมองท่าทางที่หญิงสาวหรี่ตาลงน้อยๆ ของนาง ข้อนิ้วที่กำลังจะเคาะลงพลันหยุดค้าง สั่นไหวเบาๆ อยู่กลางอากาศ ผ่านไปนานจึงค่อยลดลง
กินเสียเอร็ดอร่อยถึงเพียงนี้ จวนหย่งอันโหวปฏิบัติต่อนางอย่างเลวร้ายถึงเพียงนั้นเชียวหรือ
ดวงตาคู่นั้นสว่างสดใสเพียงนี้ น่าเสียดายกลับมองคนรอบกายตนเองไม่ชัดนัก
เมื่อคืนยังนอนไม่อิ่มดี เช้านี้ก็ต้องตื่นแต่เช้าตรู่ หลีตู้ซูจึงไม่ค่อยมีความอยากอาหาร
เดิมนางก็ไม่ใช่คนที่ติดรสจัดอยู่แล้ว อีกทั้งตรงหน้ายังมีสายตาคมกริบคู่หนึ่งจ้องมองอยู่ แม้แต่จะเคี้ยวอะไรก็ยังไม่เป็นธรรมชาติ
ยิ่งไปกว่านั้น บุรุษผู้นี้ยังไม่พูดอะไร เพียงส่งสายตาลุ่มลึกกดดันมา ดำเข้มและหนักอึ้ง
“คุณชายรอง” ท้องน้อยของนางอึดอัดแน่นไปหมดแล้ว ในลำคอพลันมีรสเปรี้ยวขมลอยขึ้นมา หลีตู้ซูรู้ว่าตนเองกินต่อไปไม่ไหวจริงๆ “ขออภัยจริงๆ เจ้าค่ะ หม่อมฉันกินได้น้อย ใช้ไม่หมด ทำให้ความหวังดีของคุณชายรองต้องสูญเปล่า ล้วนเป็นความผิดของหม่อมฉัน”
น้ำเสียงของหลีตู้ซูยังคงเนิบนาบ ไม่เร่งไม่ร้อน เสียงบางแต่ไม่อ่อนแรง นางก้มตาลงเล็กน้อย ดวงตาดอกท้อที่ควรจะพร่างพรายงดงาม เวลานี้กลับปิดซ่อนแสงทั้งหมดไว้จนมิด
“อิ่มแล้วหรือ?”
น่าแปลกที่เว่ยเสวี่ยหมิ่งมิได้พูดต่อไปตามทางของหลีตู้ซู ดุจเช่นคนอย่างจ้าวซีหรือฮูหยินใหญ่จ้าว ที่คงกลอกตาขาวแล้วลอบด่าว่า “ไม่รู้จักรับน้ำใจ”
เขาเพียงถามเบาๆ คำหนึ่ง น้ำเสียงราบเรียบ คล้ายกำลังไต่ถามเด็กน้อยผู้หนึ่งด้วยความใส่ใจ
ความคิดเห็น
ยังไม่มีความคิดเห็น