เนื้อหาสำหรับผู้อายุ 18 ปีขึ้นไป

นิยายเรื่องนี้มีเนื้อหาที่ไม่เหมาะสมสำหรับเยาวชน กรุณายืนยันว่าคุณมีอายุ 18 ปีขึ้นไป

บทที่ 1

หวนคืน

ประตูเมืองหลวงเปิดอ้า กองทหารที่ฝ่าพงหนามถืออาวุธคมกล้าห้อมล้อมรถม้าหรูหราคันหนึ่งซึ่งอยู่หน้าสุด เคลื่อนเข้ามาจากนอกเมือง

บนธงแม่ทัพมีอักษรคำว่า “เว่ย” ตัวใหญ่เด่นหรา

แม้ฟ้าจะเพิ่งสาง ประตูเมืองและถนนที่กวาดเตียนไว้ตั้งแต่เช้าตรู่ก็มีชาวบ้านจำนวนไม่น้อยมายืนเรียงรายสองฝั่งทางเพื่อต้อนรับ บรรยากาศคึกคักยิ่งนัก

แต่เมื่อเห็นเหล่าทหารต่างมีสีหน้าเคร่งขรึม อีกทั้งไม่เห็นเงาของแม่ทัพใหญ่เว่ยเสวี่ยหมิ่ง ชาวบ้านจึงไม่กล้าส่งเสียงโห่ร้อง เหลือเพียงเด็กสาวบางคนที่ยังดื้อดึงโยนผ้าเช็ดหน้าไปยังรถม้าที่แขวนกระดิ่งวังไว้คันนั้น

เรือนลึกซ้อนเรือน ดอกไม้แดงหลิวเขียวชอุ่ม บนระเบียงคดเคี้ยวเก่าคร่ำมีคนผู้หนึ่งวิ่งผ่านไปมา

ผู้นั้นแต่งกายอย่างเด็กรับใช้ วิ่งจากโถงหน้าเข้ามาด้านใน พลางตะโกนประกาศข่าวดีของจวนหย่งอันโหวเสียงดังลั่น

“กองทัพสกุลเว่ยกลับจากชัยชนะแล้ว! คุณชายสามกลับมาแล้ว!”

เด็กรับใช้ที่มีหน้าที่ส่งข่าวเสียงดังลั่นนั้น ตะโกนเสียจนประสานกับเสียงนกร้องบนยอดไม้เขียวสดที่ดังระงมเป็นทอดๆ เสียงใสกังวาน กระทั่งข่าวแพร่ไปทั่วทั้งจวนในพริบตา

แต่ละเรือนต่างส่งบ่าวไพร่ออกมาคอยข่าวกันตั้งนานแล้ว คนเหล่านี้ไวต่อข่าวที่สุด ครั้นได้ยินดังนั้นก็รีบกลับไปกราบเรียนเจ้านายของตนทันที

สวนเหมยเซียง

ลมจากสระบัวพัดพากลิ่นหอมมาแผ่วเบา หยาดน้ำค้างบนไผ่หยดดังใสกระจ่าง

เตากำยานลายเมฆคลื่นหยกหมุนเอื่อยๆ ส่งกลิ่นไม้จันทน์บางเบาออกมา ทั้งห้องเรียบง่ายสงบตา ไม่เห็นของล้ำค่าแปลกตา มีเพียงชั้นวางของโบราณที่วางคัมภีร์เก่าไว้ไม่น้อย

หมิงเยว่รีบวิ่งเข้ามา ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้ม นางสวมเสื้อผ้าฝ้ายสีเขียวไพล มองไกลๆ คล้ายผีเสื้อเขียวตัวหนึ่ง

คิดเพียงว่าอยากให้ได้ข่าวเร็วขึ้นอีกหน่อย คุณชายสามของเรือนตนจะได้ทำให้คุณหนูสามสบายใจ หมิงเยว่จึงก้าวฝีเท้าราวมีลมหนุน เกือบสะดุดธรณีประตูเสียล้ม ทั้งที่ตัวยังมาไม่ถึงตรงหน้าหลีตู้ซู เสียงกลับลอยเข้าไปก่อนแล้ว

“คุณหนูสาม คุณชายสามกลับมาแล้วเจ้าค่ะ”

หลีตู้ซูนั่งอยู่บนเตียงยกพื้นขนาดใหญ่ ข้างกายมีตะกร้างานเย็บปักวางอยู่ พอได้ยินคำนี้ก็เผลอชั่วขณะ ปลายเข็มทิ่มลงบนปลายนิ้วขาวเนียน

นางกำลังปักถุงหอมลายซวงสี่ ตัวอักษรมงคลคำที่สองยังขาดอีกเพียงสองสามเข็มก็จะเก็บงานเสร็จ

เห็นหมิงเยว่วิ่งเข้ามา หลีตู้ซูกลัวอีกฝ่ายจะหัวเราะเยาะ จึงรีบดึงถุงหอมลายช้างมงคลที่ปักเสร็จไปเกือบหมด ขาดอีกเพียงเข็มเดียวให้เลื่อนขึ้นมาบังม้วนไหมทองด้านล่างไว้

“โอ๊ย คุณหนูสาม” หมิงเยว่ไม่ได้เห็นถุงหอมลายซวงสี่นั้นเลย นางเพียงโทษตนเองที่ทำให้หลีตู้ซูตกใจ หนังตาตกลงอย่างสำนึกผิด

“เป็นความผิดของบ่าวเองเจ้าค่ะ เสียงดังเกินไปจนทำให้ท่านตกใจ”

นิ้วทั้งห้ายาวเรียวงามกางออก ผิวละเอียดขาวผ่อง มองปราดเดียวก็รู้ว่าไม่ใช่มือของผู้ต้องทำงานหนัก หลีตู้ซูจ้องหยดเลือดนั้นนิ่งๆ ชั่วขณะกลับไม่รู้สึกเจ็บ

น้ำเสียงของนางยังคงเหมือนเดิม คิ้วเพียงขมวดขึ้นเล็กน้อย “ไม่เป็นไร คราวหน้าอย่าได้ผลุนผลันเช่นนี้อีก เมื่อครู่เจ้าบอกว่า คุณชายสามกลับมาแล้วหรือ”

“ใช่เจ้าค่ะ กองทัพสกุลเว่ยเข้ามาในเมืองตั้งแต่เช้า ป่านนี้เกรงว่าคุณชายสามคงใกล้จะถึงจวนโหวแล้ว”

ดอกไม้นานาพรรณด้านนอกกำลังบานสะพรั่ง ส่วนหมิงเยว่ด้านในนั้นดวงตากับคิ้วแทบจะลอยขึ้นด้วยความยินดี ถูมือไปมาอยากแต่งองค์ให้คุณหนูสามของตน

“เกล้ามวยร่วมใจเถิดเจ้าค่ะ” หมิงเยว่เอ่ยอย่างเบิกบาน สบตาดอกท้อชวนหลงใหลของหลีตู้ซูผ่านกระจกทองแดงแวบหนึ่ง ก็ยิ่งรู้สึกว่าคุณหนูของนางงามล่มเมืองโดยแท้ “คุณชายสามต้องชอบแน่เจ้าค่ะ”

แพขนตาหนาเป็นแพโค้งงอนทอดต่ำลง หลีตู้ซูยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย นิ้วโป้งมือซ้ายลูบผ่านบาดแผลที่นิ้วชี้ช้าๆ ใบหน้าขาวผ่องแต้มสีชมพูเรื่อ “ปากหวานนัก”

จากเรือนในเดินไปยังโถงหน้า ระหว่างทางยังเห็นสาวใช้ตัวน้อยจากแต่ละเรือนจับกลุ่มกันกระซิบกระซาบอยู่ลิบๆ

“คุณชายสามพาคุณหนูตระกูลญาติกลับมาจนได้ หากให้ข้าว่า คุณหนูตระกูลญาตินั่นแหละยอดเยี่ยมที่สุด”

“แต่ว่าคุณชายสามมีคุณหนูสามอยู่แล้ว หรือจะให้คุณหนูตระกูลญาติเป็นอนุหรือ”

“จะว่าไป ภรรยาเท่าเทียมก็ใช่ว่าเป็นไปไม่ได้ ท้องของคุณหนูตระกูลญาตินั่น...”

ท้ายที่สุดหมิงเยว่ก็ทนฟังต่อไม่ไหว กระทืบเท้าฉาด พลางตวาดว่า “เห็นคุณหนูสามแล้วยังไม่คารวะอีก มามัวนินทาอยู่ตรงนี้ทำไม”

คนจากเรือนอื่นพอเห็นหลีตู้ซูก็หน้าถอดสีด้วยความร้อนรน รีบค้อมกายทักทายว่าคุณหนูสาม แล้วก็ก้มไหล่หดคอวิ่งหนีไปทันที

เสียงซุบซิบนินทาลับหลังเช่นนี้ กว่าจะมาถึงโถงหน้าก็ค่อยเบาลงบ้าง

ที่โถงหน้า ท่านโหวเฒ่า ฮูหยินเฒ่า ครอบครัวนายใหญ่ และครอบครัวนายรองต่างมารอกันพร้อมแล้ว

ตรงข้ามพวกเขา คือจ้าวซีผู้รูปร่างสูงใหญ่ คิ้วเข้มทั้งสองพาดเฉียงอย่างองอาจ

ข้างกายเขามีหญิงผู้หนึ่งพิงแนบอยู่ นางสวมเสื้อแพรโปร่งเรียบปักดอกชบาด้วยลูกปัดปะการัง

ใบหน้านางซีดขาว ริมฝีปากไร้สีเลือด ครั้นเห็นหลีตู้ซู แววหวาดกลัวก็วาบผ่านหว่างคิ้วตา ก่อนจะถอยไปซบอยู่ด้านหลังจ้าวซีมากขึ้นอีกนิด

หางตากวาดผ่านท่าทีเล็กน้อยของทั้งสอง หลีตู้ซูรู้สึกหนาวเย็นไปครึ่งใจ ถุงหอมลายซวงสี่ที่ยังปักไม่เสร็จซึ่งซ่อนอยู่ในแขนเสื้อ แข็งคาอยู่ตรงข้อมือจนปวดระบม

หลังคารวะผู้อาวุโสตามธรรมเนียมแล้ว สายตาหลีตู้ซูกวาดผ่านหญิงสาวเจ็บออดแอดผู้นั้น ก่อนหยุดลงที่รองเท้าบู๊ตของนางกับจ้าวซี

ตอนจ้าวซีออกศึก คืนนั้นเป็นคืนเข้าหอของหลีตู้ซูกับเขาพอดี เขาเพียงบอกกล่าวสั้นๆ ก็ยกผ้าคลุมหน้าเจ้าสาวขึ้น แล้วเปลี่ยนไปรองเท้าหนังกวางที่หลีตู้ซูทำให้ด้วยมือตนเอง ก่อนจากไปโดยไม่ไยดี

แต่บัดนี้ รองเท้าหนังกวางคู่นั้นได้รับการดูแลอย่างดี เพียงแต่มันกลับอยู่บนเท้าของหญิงอีกคน

“ผู้นี้เจ้ายังไม่เคยพบ” คนที่ออกมาไกล่เกลี่ยยังคงเป็นฮูหยินใหญ่ นางฝืนยิ้มให้หลีตู้ซูทั้งที่สีหน้าเกร็งตึง “นางเป็นลูกหลานห่างๆ ทางญาติฝั่งบ้านเดิมของข้า มีนามว่าชิงซู นางถูกซีเอ๋อร์ช่วยไว้จากเมืองที่กองทัพสกุลเว่ยตีแตก บัดนี้มีครรภ์แล้ว ซีเอ๋อร์จึงพากลับมาพักดูแลครรภ์ที่นี่”

พอคำนี้หลุดออกมา แววตาของหลีตู้ซูก็เยียบเย็นขึ้นหลายส่วน

“คารวะ...คุณหนูสาม” ถังชิงซูก้มตัวทำความเคารพ ทันใดนั้นก็ยกผ้าเช็ดหน้าขึ้นปิดปาก ไอรุนแรงอยู่หลายครั้ง บ่าบางสั่นระริก

หลีตู้ซูกดตาลง “คุณหนูตระกูลญาติมีครรภ์ แม้ข้าจะไม่เคยผ่านเรื่องเช่นนี้มา แต่สุดท้ายก็แก่กว่าท่านอยู่หลายปี

“ก่อนครรภ์จะมั่นคง ยังต้องระมัดระวังให้มาก ดังนั้นคุณหนูตระกูลญาติไม่จำเป็นต้องมากพิธีหรอก”

ด้านบน ฮูหยินเฒ่าขมวดคิ้วแน่น

นางไม่เคยมีความรู้สึกดีกับคุณหนูตระกูลญาติผู้อ่อนโรยอย่างถังชิงซูมาแต่ไหนแต่ไร เพียงเพราะเป็นญาติทางฝั่งฮูหยินใหญ่ อีกทั้งบัดนี้ฮูหยินใหญ่เป็นผู้ดูแลบัญชีของจวนโหว และยังมีบุตรชายอย่างจ้าวซีที่เพิ่งสร้างผลงานความดีความชอบ นางจึงยังไม่ปะทุอารมณ์ออกมาทันที

แต่คำพูดของหลีตู้ซูกลับเตือนสติฮูหยินเฒ่า จ้าวซีกับหลีตู้ซูแต่งกันมาสามปีเศษแล้ว กลับยังไม่มีทายาท

บัดนี้จ้าวซียังพาญาติผู้น้องเข้าจวนมาอย่างเปิดเผย ซ้ำหญิงผู้นั้นยังตั้งครรภ์แล้วเสียด้วย

หากเรื่องนี้แพร่ออกไป คนที่ไม่รู้ข้อเท็จจริงย่อมคิดว่าจวนโหวปล่อยให้บุรุษเลี้ยงหญิงข้างนอกไว้ พอภรรยาเอกยังไม่มีบุตรก็รีบยกคนเข้าจวนอย่างอดใจไม่ไหว

แล้วเกียรติของจวนหย่งอันโหวจะเอาไปไว้ที่ใด

แววตาของฮูหยินเฒ่าเย็นจัดขึ้น มองไปยังสะใภ้ใหญ่ “ในเมื่อบอกว่าเด็กคนนี้ไม่เกี่ยวข้องกับซีเอ๋อร์ เช่นนั้นก็ไม่จำเป็นต้องเลี้ยงไว้ในจวน หาบ้านสักหลังให้นางอยู่เสียก็พอ”

ฮูหยินใหญ่กัดฟัน สบตาจ้าวซีครั้งหนึ่ง ก่อนฝืนยิ้มประจบ

“ท่านแม่ สิ่งที่ท่านกล่าวมามีเหตุผลเจ้าค่ะ เพียงแต่ครอบครัวของชิงซูยังมาไม่ถึงเมืองหลวง นางกำลังตั้งครรภ์ ไร้ที่พึ่งพิง น่าสงสารยิ่งนัก หากเลี้ยงไว้ในจวน ข้าก็จะได้วางใจ”

หลีตู้ซูยืนอยู่ใกล้ประตูชั้นในที่สุด ลมอ่อนๆ วาดผ่านเรือนร่างบางของนาง ดวงตาดอกท้อคู่นั้นไร้ระลอกคลื่นแม้แต่น้อย ราวกับไม่ใส่ใจจริงๆ

สิ่งที่จ้าวซีไม่ชอบที่สุด ก็คือท่าทางไม่แยแสเช่นนี้ของหลีตู้ซู

ก็แค่เห็นชิงซูกลับมาพร้อมเขา นางหึงไม่ใช่หรือ

แล้วยังวางท่าสูงส่งเย็นชา จวนแม่ทัพเปลี่ยนเว่ยตู้ซูให้กลายเป็นหลีตู้ซูไปนานแล้ว นางยังคิดว่าตนเองเป็นคุณหนูแห่งจวนแม่ทัพจริงๆ อีกหรือ

จ้าวซียกคางขึ้น กวาดสายตามองเสื้อคลุมสีเรียบที่หลีตู้ซูสวมอยู่ ซึ่งคล้ายคลึงกับของถังชิงซูอยู่หลายส่วน แล้วก็เหลือบไปเห็นมวยร่วมใจที่นางเกล้า แววตาจึงยิ่งเย็นชา

ชอบเลียนแบบชิงซูอยู่ร่ำไป หลีตู้ซูช่างลดคุณค่าตัวเองเสียจริง

แต่จ้าวซีก็อดมองนางเพิ่มอีกสองสามครั้งไม่ได้

หลีตู้ซูมีรูปโฉมอยู่ไม่น้อย จ้าวซีคิด หากนางเชื่อฟังแต่โดยดี เขายอมฝืนใจเก็บตำแหน่งภรรยาเอกไว้ให้นางต่อไป ก็ดูจะใช่ว่าเป็นไปไม่ได้

ฮูหยินรองผู้พูดอะไรตรงไปตรงมาเสมอวางผ้าเช็ดหน้าลง มุมปากยกเป็นรอยยิ้มคมกริบแฝงความเสียดแทง นางไม่ชอบเห็นเรือนใหญ่สุขสบาย “หวงแหนเด็กคนนี้ถึงเพียงนี้เชียว

“พี่สะใภ้ใหญ่ ข้าว่า คุณหนูตระกูลญาติก็กลับมาพร้อมซีเอ๋อร์ จะไม่ใช่ว่าเด็กคนนี้เป็นของซีเอ๋อร์กระมัง”

เห็นสีหน้าสมน้ำหน้าของฮูหยินรอง ฮูหยินใหญ่ก็แทบกัดฟันจนแหลก

“น้องสะใภ้รอง นี่เจ้าพูดอะไร คาดเดาไร้หลักฐานเช่นนี้จะพูดส่งเดชได้อย่างไร”

ฮูหยินรองสีหน้าไม่สู้ดี นางรังเกียจที่สุดก็คือท่าทางเสแสร้งของเรือนใหญ่ จ้าวซีพาญาติผู้น้องที่ตั้งครรภ์กลับมาอย่างเปิดเผย ใครบ้างจะไม่พูดถึง กลับมีแต่นางที่พูดไม่ได้หรือ

“จะว่าไม่มีหลักฐานได้อย่างไร” ฮูหยินรองโมโหขึ้นมา คำพูดแทบไร้การยั้งคิดแล้ว “หรือว่าพี่สะใภ้ใหญ่ ตระกูลถังของท่านมีธรรมเนียมต่ำช้า สตรีพอตั้งครรภ์แล้วก็ต้องหนีตามลูกพี่ลูกน้องไป”

สีหน้าฮูหยินใหญ่หม่นลงทันที

ตระกูลของนางเดิมเป็นเพียงสาขาหนึ่งในตระกูลทางฝั่งฮูหยินเฒ่า นับว่าพอมีความเกี่ยวดองอยู่บ้าง ตอนนั้นฮูหยินใหญ่ก็ตั้งครรภ์บุตรของนายใหญ่แล้ว เดินทางกลับจวนหย่งอันโหวพร้อมนายใหญ่ พลางร่ำไห้ต่อหน้าท่านโหวเฒ่ากับฮูหยินเฒ่า

เดิมทีนายใหญ่มีสัญญาหมั้นหมายกับพี่สาวแท้ๆ ของฮูหยินใหญ่ ทว่าพอเป็นเช่นนั้น ฮูหยินใหญ่จึงอาศัยครรภ์แต่งเข้ามาได้

บรรดาลูกหลานในจวนไม่กล้านินทาผู้อาวุโสตรงๆ มีเพียงไหล่ที่สั่นระริกอย่างห้ามไม่อยู่ หน้ากับหูแดงก่ำไปหมด

ฮูหยินเฒ่ากวาดสายตาคมกริบไปทีหนึ่ง ต่อให้พวกเขาอยากหัวเราะเพียงใด ก็ได้แต่หนีบขาแน่น แสร้งทำเป็นสำรวม

“พอได้แล้ว” ระหว่างคิ้วของฮูหยินเฒ่ามีความอัดอั้นวาบผ่าน นางชรามากแล้ว ไม่ชอบให้จวนโหวเอะอะโวยวายอยู่เสมอ “พวกเจ้าทุกคนหุบปากเสีย อย่าให้เด็กๆ เห็นแล้วหัวเราะเอาได้”

นางหันไปมองถังชิงซู ก่อนหลับตาลง “ซีเอ๋อร์ เจ้าจะว่าอย่างไร”

ใครก็ตามที่มีตาย่อมมองออกว่านี่คือการหยั่งเชิงของฮูหยินเฒ่าที่มีต่อจ้าวซี

“ท่านย่า” จ้าวซีขยับกายปกป้องถังชิงซู “แขกมาถึงเรือนแล้ว ชิงซูผู้น้องก็มีครรภ์ ไม่สะดวกเดินทางลำบาก ขอท่านย่าโปรดเมตตา ให้นางอยู่ที่จวนโหวเถิด”

ในดวงตาชราของฮูหยินเฒ่ามีแววอ่อนใจวาบผ่าน การกระทำของซีเอ๋อร์เช่นนี้ จะให้หลีตู้ซูเอาหน้าไปไว้ที่ใด

“ซูเอ๋อร์” ฮูหยินเฒ่าเรียก “เจ้าคิดเช่นไร”

หลีตู้ซูกดตาลง เบื้องหน้าวาบภาพเมื่อสามปีก่อน วันที่นางแต่งกับจ้าวซี นางถูกหามเข้าจวนเพียงเกี้ยวเล็กทางประตูข้างเท่านั้น

ทว่าบัดนี้หมิงเยว่สืบข่าวมาแล้วว่า คุณหนูตระกูลญาติผู้นี้กลับเข้ามาอย่างเอิกเกริกทางประตูใหญ่

ฮูหยินใหญ่รีบมองหลีตู้ซู ส่งสายตาให้ครั้งแล้วครั้งเล่า

ตลอดสามปีที่ผ่านมา ฮูหยินใหญ่ปฏิบัติต่อหลีตู้ซูจะว่าดีก็ไม่ใช่ จะว่าร้ายก็ไม่เชิง เพียงปล่อยให้จ้าวเหยียนบุตรสาวของตนคอยพูดจาว่าร้ายหลีตู้ซูเท่านั้น

“พี่ชิงซู!” เสียงใสกังวานดังมาจากด้านนอก

เด็กหญิงอายุราวแปดเก้าขวบคนหนึ่งวิ่งเข้ามาจากนอกประตู หลังคารวะทุกคนแล้วก็พุ่งตรงไปหาถังชิงซู “พี่ชิงซู ในที่สุดท่านก็กลับมากับพี่ชายเสียที”

กิริยาของทั้งสองสนิทสนมกันนัก สีหน้าฮูหยินใหญ่จึงพลันเปลี่ยนไป “เหยียนเอ๋อร์ อย่าพูดจาเหลวไหล พี่ตระกูลญาติของเจ้าแค่บังเอิญพบกับซีเอ๋อร์เท่านั้น”

คำพูดประโยคนี้ของฮูหยินใหญ่ไม่ต่างจากทำลายกำแพงเมืองของตนเอง ฮูหยินเฒ่าจะมองไม่ออกได้อย่างไร ในใจนางจึงยิ่งรู้สึกผิดแปลก

นางโบกมือ ทำทีราวกับเบื่อการแก่งแย่งครั้งนี้เต็มทน “คุณหนูตระกูลญาติพักอยู่เรือนนอกก็แล้วกัน พวกเจ้าจัดคนไปปรนนิบัติก็พอ”

ทุกคนล้วนฟังออกถึงเจตนาของฮูหยินเฒ่า ส่วนมากจึงพากันลุกขึ้นขอตัวลา

หลีตู้ซูก็เป็นหนึ่งในนั้น

ฮูหยินเฒ่ากลับรั้งเรือนใหญ่ไว้เพียงฝ่ายเดียว อีกทั้งทำสีหน้าเมตตา อ่อนโยนให้หลีตู้ซูกลับไปพักรักษาตัวก่อน พร้อมมอบโสมให้นางหลายช่อ

พอเดินออกมาข้างนอก หลีตู้ซูยังได้ยินเสียงเข้มงวดของฮูหยินเฒ่าลอยมาจากด้านในรางๆ

“ซีเอ๋อร์ เจ้าพูดความจริงมา เด็กคนนี้...”

เสียงที่ตามมาข้างหลังพร่าเลือนไปหมดแล้ว หลีตู้ซูเองก็ไม่รู้ว่าตนเดินอ้อมผ่านระเบียงคดเคี้ยวนั้นมาได้อย่างไร รู้เพียงว่าเมื่อศีรษะเอนแตะหมอน นางก็หลับลึกไปในทันที

หลีตู้ซูตื่นขึ้นมาท่ามกลางเสียงวินิจฉัยของหมอประจำจวนและเสียงขอบคุณของหมิงเยว่

“คุณหนูสาม” ใบหน้ากระวนกระวายของหมิงเยว่โผล่เข้ามา “หมอประจำจวนบอกว่าอาการของท่านเช่นนี้ควรออกไปเดินเล่นข้างนอกบ้าง ทำใจให้โล่งเข้าไว้นะเจ้าคะ”

หลีตู้ซูถูกหมิงเยว่ช่วยพยุงลุกขึ้น หน้าอกแน่นอึดอัดจนต้องไอสองครั้ง

“ข้านอนไปนานเท่าใดแล้ว”

“คุณหนูสาม ท่านหมดสติไปหนึ่งวันเจ้าค่ะ”

เพราะกำลังป่วย นางจึงให้หมิงเยว่เกล้ามวยง่ายๆ ให้เท่านั้น “ไม่เอามวยร่วมใจ”

เมื่อแต่งกายเรียบร้อย หลีตู้ซูมองตนเองในกระจกทองแดง เห็นใบหน้าซีดขาว ก็ถึงกับคร้านจะปัดชาดเสียแล้ว

“ไปกันเถิด” หลีตู้ซูให้หมิงเยว่ช่วยพยุงครึ่งหนึ่ง มุ่งหน้าไปยังสวนด้านหลัง

หญ้าเขียวชอุ่ม ดอกไม้นานาสีแข่งกันผลิบาน ยังเดินไปไม่ถึงก็ได้กลิ่นหอมหวานเข้มข้นลอยมาแต่ไกล

ผีเสื้อสีเหลืองโบยบินอยู่เหนือพุ่มดอกขาว เวียนวนไม่ยอมจาก แม้แต่ผีเสื้อปีกทองก็ยังมาร่วมคึกคัก เบียดเสียดกันอยู่ตรงพุ่มดอกไม้กอหนึ่ง ชวนให้คนเห็นแล้วพลอยเบิกบานตามไปด้วย

หลีตู้ซูตามผีเสื้อเหลืองตัวนั้นไปจนเกิดอารมณ์เล่นสนุก นางใช้พัดกลมผ้าโปร่งตวัดไล่ผีเสื้อน้อยนั้น แต่ด้วยไม่ทันระวัง จึงเผลอตามมาถึงตรงโขดศิลาเทียม

มีชายหญิงคู่หนึ่งกำลังพูดคุยกัน เสียงสตรีดังลอดออกมา เป็นเสียงของถังชิงซู

“สำรวมหน่อยเถิด หากภรรยาของท่านเห็นเข้าแล้วจะทำอย่างไร”

“ข้าชอบผู้ใด นางไม่มีสิทธิ์ก้าวก่าย”

เงาคนทั้งสองพันเกี่ยวกันอยู่ใต้แสงตะวัน หลีตู้ซูยืนนิ่งเงียบอยู่ตรงมุม ปล่อยให้ผีเสื้อเหลืองตัวนั้นกระพือปีกแฉลบขึ้นลง ก่อนบินลับไปเสียแล้ว

เสียงหัวเราะกระเซ้าอย่างออดอ้อนดังขึ้น หมิงเยว่ที่อยู่ข้างกายหลีตู้ซูทนเห็นคุณหนูสามถูกทำให้ชอกช้ำไม่ไหว จึงตวาดออกไปคำหนึ่ง

“บังอาจ!”

━━━━━━━━━

ผู้เขียนมีคำกล่าว ;

ลมจากสระบัวพัดกลิ่นหอมมา หยาดน้ำค้างบนไผ่หยดดังใสกระจ่าง จากบทกวี “รำลึกถึงซินต้า ณ ศาลาทักษิณในวันฤดูร้อน” ของเมิ่งฮ่าวหราน

11,766 ตัวอักษร

ความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น

แชร์: