บทที่ 12
ผู้ชนะย่อมเป็นกษัตริย์
เซียวจิ้นชี้ไปที่แท่งหินทับกระดาษบนพื้น “บ่าวเพิ่งฟื้นเมื่อครู่ รู้สึกปวดตรงสะบักขวาอย่างรุนแรง เกรงว่าภายหน้าจะหมดแรงจับพู่กัน เดิมทีคิดจะลองเขียนหนังสือดู ใครจะไปคาดว่ามือจะพลาด ปัดแท่นทับกระดาษตกลงพื้นเสียได้”
เยี่ยนหลิงชี้ไปยังหน้าต่างที่เปิดอ้าอยู่ซ้ำอีกครั้ง “แล้วหน้าต่างบานนี้เล่า? เจ้าจะอธิบายอย่างไร”
ประกายในดวงตาหงส์คู่คมของเซียวจิ้นพลันเอ่อท้นด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจ แววตาชุ่มชื้นเป็นเงา จนดูอ่อนแอเปราะบางอย่างน่าประหลาด “มือของบ่าวเกรงว่าคงใช้การไม่ได้แล้ว องค์หญิงใหญ่ยังจะทรงใส่พระทัยเรื่องพวกนี้อีก...”
ราวกับกำลังหัวเราะเยาะตนเอง เขากล่าวต่อว่า “กลิ่นยาภายในตำหนักอบอวลเสียจนบ่าวอึดอัด เปิดหน้าต่างสักหน่อยจะได้โล่งขึ้นบ้าง”
เยี่ยนหลิงเหลือบมองทิวทัศน์นอกหน้าต่างแวบหนึ่ง ก็ไม่พบสิ่งผิดปกติใดจริงๆ
เห็นเซียวจิ้นหนาวจนตัวสั่นงันงก แต่นางกลับจงใจร้ายกาจ ไม่ยอมไปปิดหน้าต่างให้เขา
ตรงกันข้าม นางกลับก้าวเข้าไปหาเขาไม่กี่ก้าว แล้วยกมือเชยคางเขาขึ้นทันที ปลายนิ้วเย็นเยียบทำให้เซียวจิ้นอดไม่ได้ที่จะสะท้านวูบ
เมื่อเยี่ยนหลิงเห็นเขาหดตัว ก็คิดว่าเขากำลังขัดขืน จึงเชยคางเขาขึ้นแรงกว่าเดิม “หนาวหรือ”
เซียวจิ้นยิ้มบางๆ ในดวงตาคล้ายจะมีความคับข้องใจอยู่บ้าง “พอเปิดหน้าต่าง ก็หนาวขึ้นจริงอยู่บ้าง แต่ต่อให้หนาวเพียงใด ก็ไม่เท่าใจหนาวเหน็บ กลิ่นยานี้เตือนบ่าวอยู่ทุกขณะ ว่าบ่าวกลายเป็นคนไร้ประโยชน์จริงหรือไม่”
เยี่ยนหลิงชินกับสายตาดื้อรั้นแฝงไอสังหารของเซียวจิ้นมานาน ทั้งยังคุ้นกับสีหน้าเย็นชาเฉยเมยของเขาแล้ว ทว่าวันนี้ สีหน้าที่น้อยใจจนแทบจะมีน้ำตาคลอนั้น กลับหาได้เห็นบ่อยนัก
ความน้อยใจเช่นนั้นกลับทำให้เยี่ยนหลิงพึงใจอยู่หลายส่วน
นางเชยคางเขาไว้ แล้วดึงเขาเข้ามาใกล้ตน
รับรู้ลมหายใจร้อนผ่าวของเยี่ยนหลิงที่พ่นรดอยู่ข้างแก้ม เซียวจิ้นกัดกระพุ้งแก้มแน่น พลันทำตัวไม่ถูกขึ้นมาในทันใด แต่ก็ยังพยายามข่มความร้อนรนในใจไว้สุดกำลัง รอยแดงสายหนึ่งผุดขึ้นบนพวงแก้มอย่างไม่อาจคาดเดา ราวกับถูกรังแกจนหนักเข้าแล้วจริงๆ
เยี่ยนหลิงปรายตามองมือขวาของเขา “ลองว่ามาสิ มือเสียใช้การไม่ได้ ไม่ใช่ว่าจะดีกว่าหรือ”
นางหรี่ตาอย่างอันตราย แฝงการหยั่งเชิงไว้ในแววตา “อย่างน้อยก็จะได้ไม่มีแรงไปฟ้องลับอีก”
แววตาเซียวจิ้นไหววูบ แต่กลับไม่มีอาการตระหนก “องค์หญิงใหญ่ตรัสเช่นนี้หมายความว่าอย่างไร บ่าวไม่เข้าใจ”
เยี่ยนหลิงปล่อยมือที่เชยคางเขา “หวังว่าเจ้าจะไม่เข้าใจจริงๆ”
เซียวจิ้นโน้มตัวลง คล้ายจะคุกเข่าลงกับพื้น เยี่ยนหลิงเลิกคิ้วขึ้นน้อยๆ
จากนั้นก็เห็นเขาคุกเข่าข้างเดียว ก้มเก็บแท่งหินทับกระดาษบนพื้นขึ้นมา เงยหน้าขึ้นก็พอดีกับสายตาที่เยี่ยนหลิงทอดลงมามองอย่างดูแคลนอยู่เหนือหัว
มือของเขาชะงักไปครู่หนึ่ง แล้วจึงลุกขึ้นยืนโดยใช้มือซ้ายกำแท่งหินทับกระดาษไว้
เยี่ยนหลิงเหมือนกำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่าง ผ่านไปพักหนึ่ง นางก็หยิบจดหมายฉบับหนึ่งออกมาจากอกเสื้อ หัวเราะเย็นชา ก่อนตบแผ่นกระดาษลงบนโต๊ะ
จดหมายนั้นพรุนไปด้วยรู แต่ยังพอมองเห็นลายมือด้านบนได้รางๆ และมันก็คือจดหมายลับฟ้องความฉบับนั้นโดยไม่ผิดแน่
“คัดจดหมายฉบับนี้ใหม่อีกครั้ง!” นางออกคำสั่งเช่นนั้น
คนอาจหลอกคนได้ แต่ลายมือไม่มีวันหลอกลวง!
เซียวจิ้นค่อยๆ ใช้มือซ้ายวางแท่งหินทับกระดาษลงบนกระดาษซวนจื่อบนโต๊ะ แล้วกดทับไว้ จากนั้นก็ไม่มีการเคลื่อนไหวต่อไปอีก
“แค่กๆ...ตอนนี้มือขวาของบ่าว เกรงว่าคงเขียนหนังสือไม่ได้แล้ว” มือซ้ายของเซียวจิ้นค่อยๆ ลูบไปที่หัวไหล่ขวา ก่อนจะไอเบาๆ อย่างอ่อนแรงท่ามกลางลมหนาว
เยี่ยนหลิงอดขมวดคิ้วไม่ได้
บรรยากาศราวกับหยุดนิ่ง ความคลุมเครือหวานลึกเพียงน้อยนิดเมื่อครู่พลันสลายหายไปสิ้น
เมื่อเห็นเยี่ยนหลิงไม่ตรัสสิ่งใด และยังคงยืนกรานจะให้เขาคัดจดหมาย ราวกับมองทะลุเล่ห์กลของเขาออก
เซียวจิ้นกวาดตามองจดหมายลับฟ้องความฉบับนั้น แววตาลึกซึ้งคล้ายมีหมอกทึบหนักอึ้งปกคลุม ทว่าชั่วพริบตาเดียว เขาก็กดมันลงไปได้อีกครั้ง
มือขวาค่อยๆ ยกขึ้นอย่างยากลำบาก พยายามคว้าพู่กันที่แขวนอยู่บนที่วางพู่กันไว้
ไม่นานนัก เลือดก็ซึมออกมาจากหัวไหล่ขวา ย้อมเปื้อนสาบเสื้อบนบ่าของเขา อาภรณ์สีขาวพลันถูกสีแดงสดค่อยๆ แทรกซึม ราวดอกโบตั๋นที่เบ่งบาน งดงามและบาดตาในคราเดียวกัน
เซียวจิ้นกำพู่กันไว้ มือสั่นระริก ค่อยๆ เขียนคำว่า “เยี่ยนหลิง” ลงบนกระดาษ
เยี่ยนหลิงมีพิรุธ จงระวังกองทัพเจิ้นหนาน
ยังไม่ทันที่เซียวจิ้นจะเขียนจบ เยี่ยนหลิงก็ทนดูต่อไปไม่ไหว “พอได้แล้ว! เลิกเขียน!”
ในดวงตาของนางแทบจะพ่นไฟออกมา
นางกำลังโกรธ เซียวจิ้นตระหนักได้ในฉับพลัน ในใจไม่อาจบอกได้ว่าเป็นความสะใจ หรือเป็นความสุขจากการแก้แค้นตนเองอย่างวิปริตกันแน่
มองตัวอักษรบิดเบี้ยวคดงอที่ตนเขียนอยู่บนกระดาษ ซึ่งแตกต่างจากลายมือเรียบร้อยงดงามในจดหมายลับฟ้องความข้างกันราวฟ้ากับเหว
ในใจเซียวจิ้นกลับมีความสะใจอย่างประหลาด
เขาวางพู่กันลง พู่กันกลิ้งค้างอยู่บนกระดาษ หมึกดำค่อยๆ แผ่ซึมออกเป็นวง เพียงชั่วครู่ก็กลบลายมือของเขาเสียมิด
จากนั้น เขาก็ได้ยินเสียงถอนใจอย่างตำหนิตนเองของตนดังขึ้น “มือของบ่าวเกรงว่าคงไม่อาจสนองความประสงค์ขององค์หญิงได้แล้ว”
เขาจงใจ!
เยี่ยนหลิงกัดฟันกรอดอย่างอดไม่อยู่ อารมณ์บอกนางว่านางควรฟันเขาตายเสียด้วยมีดเดียว แต่เหตุผลกลับเตือนนางว่า ชายผู้นี้เป็นตัวแทนของเป่ยจิ้ง หากสังหารเขา แล้วจะเอาอะไรไปอธิบายกับเป่ยจิ้ง
“เซียวจิ้น ข้าไม่มีวันปล่อยเจ้าไปแน่!”
เมื่อทิ้งคำนี้ไว้ เยี่ยนหลิงก็ไม่มองเซียวจิ้นอีก ไม่สนใจด้วยว่าเขาจะมีปฏิกิริยาเช่นไร
สำหรับนางแล้ว การอยู่ในห้องเดียวกับเซียวจิ้น กระทั่งเพียงยืนอยู่ในสถานที่เดียวกัน ก็ยังทำให้นางรู้สึกถึงแรงกดดันจากแม่ทัพหนุ่มผู้นั้นในชาติก่อน
แม้บัดนี้เขาจะเป็นเพียงทาสของนางก็ตาม
ก่อนที่เยี่ยนหลิงจะก้าวพ้นประตูตำหนัก นางก็หันกลับไปมองเขาอย่างลึกซึ้งครั้งหนึ่ง
เพียงเห็นว่าเด็กหนุ่มมิได้สบตานาง เขาเพียงยืนอยู่นิ่งๆ ตามลำพัง พอเห็นนางจากไป จึงราวกับเพิ่งรู้สึกถึงความหนาวในตำหนัก ค่อยๆ เดินไปที่หน้าต่าง แล้วยกมือขึ้นปิดมัน
ลมโกรกทะลุห้องที่พัดผ่านข้างหูพลันหยุดลงฉับพลัน
ช่างเป็นท่าทีต่ำต้อยถึงเพียงนี้
มิใช่ว่ารอให้นางไปแล้วจึงค่อยปิดหน้าต่าง แต่เพราะนางไม่อนุญาต เขาจึงยอมหนาวเสียเองเช่นนี้
นางกลับไม่รู้เลยว่า การยอมอ่อนข้อและอดทนกล้ำกลืนเช่นนี้ของเขา แท้จริงแล้วหวังสิ่งใดกันแน่ หรือเป็นเพียงเพราะบุญคุณข้าวมื้อหนึ่งในวัยเยาว์จริงๆ?
หากยังจดจำบุญคุณนั้นอยู่ แล้วเหตุใดเขาในชาติก่อนจึงกลายเป็นคนโหดเหี้ยมฆ่าคนไม่กะพริบตาในท้ายที่สุด?
เยี่ยนหลิงมองเซียวจิ้นไม่ออกแล้ว
นางหันกลับไป ก่อนก้าวจากไปด้วยฝีเท้ายาว
และนางก็ไม่จำเป็นต้องเข้าใจด้วย
...
สองวันให้หลัง ภายในท้องพระโรงซวนเจิ้ง
เยี่ยนหลิงประทับอยู่บนบัลลังก์มังกร ทอดสายตามองเหยาจิงเช่ออัครมหาเสนาบดีที่ยืนก้มหน้าอยู่เบื้องล่าง
เหยาจิงเช่อค้อมกายยืนอยู่อย่างนอบน้อม ท่าทีสุภาพถึงขีดสุดยิ่งกว่าครั้งใด “องค์หญิงใหญ่ทรงวางแผนลึกซึ้ง ช่วยเหลือแผ่นดินต้าเซิ่ง—”
ความคิดเห็น
ยังไม่มีความคิดเห็น