บทที่ 11

หยั่งรู้ก่อนการณ์

ตำหนักฉางเล่อ

เซียวจิ้นนอนอยู่บนตั่งนุ่มกลางตำหนัก ดวงตาปิดสนิท ลมหายใจแผ่วเบาเสียจนแทบมิอาจได้ยิน

หมอหลวงที่อยู่ด้านข้างกำลังคุกเข่าโน้มกายอยู่ข้างตั่ง ปลายนิ้ววางลงบนข้อมือของเซียวจิ้นอย่างระมัดระวังยิ่ง

ในตำหนัก เตาอุ่นกำลังลุกโชน กลิ่นโอสถลอยปะปนกับกลิ่นถ่านไฟอ้อยอิ่งอยู่ในอากาศ ทว่าก็ยังไม่อาจขับไล่กลิ่นคาวเลือดจางๆ ที่คล้ายมีคล้ายไม่มีนั้นให้สลายไปได้

“ทูลองค์หญิงใหญ่” หมอหลวงชักมือกลับ แล้วโค้งกายทูลรายงาน “บาดแผลบนร่างคุณชายผู้นี้มีอยู่สองแห่ง แห่งหนึ่งอยู่ที่อก อีกแห่งอยู่บริเวณสะบัก แผลที่อกดูน่าหวาดเสียวก็จริง แต่แท้จริงเพียงเสียเลือดมากไปหน่อย มิได้กระทบกระเทือนถึงเอ็นกระดูก ทว่าแผลที่สะบักนั้น...” เขาชะงักไปเล็กน้อย น้ำเสียงลดต่ำลงอีกหลายส่วน คล้ายทอดถอนใจ “แผลลึกจนเห็นกระดูก หากมิได้พักฟื้นให้ดี เกรงว่าในภายหน้าจะกระทบต่อกำลังแขนและการเหวี่ยงแขนออกแรง ต่อให้เพียงจับพู่กันหรือถือคีบตะเกียบ ก็คงต้องลำบากอยู่บ้าง”

เยี่ยนหลิงยืนอยู่ข้างตั่ง ครั้นได้ฟังก็ขมวดคิ้วแน่น

นางจำได้ชัดเจนยิ่ง ตอนนั้นคมดาบฟันลงมา เซียวจิ้นไม่จำเป็นต้องพุ่งเข้ามาเลย ด้วยฝีมือที่นางแสดงออก ต่อให้เขาไม่ขวางไว้ มากที่สุดนางก็เพียงบาดเจ็บภายนอกเท่านั้น

แต่เขากลับเลือกพุ่งเข้ารับ ใช้สะบักรับการโจมตีอันถึงตายนั้นเอาไว้ดื้อๆ

เช่นนั้น...เพราะเหตุใดกัน?

เยี่ยนหลิงขมวดคิ้วลึกขึ้น สายตาจับจ้องคนที่กำลังหมดสติหลับใหลอยู่บนตั่งไม่วางตา

ชั่วขณะนั้น ความฉงนงงงัน ความตกตะลึง ความระแวงสงสัย และอารมณ์ซับซ้อนอีกสารพัดต่างทะลักเข้ามาพร้อมกัน

“พอแล้ว ถอยไปเถิด” เยี่ยนหลิงโบกมือให้หมอหลวงออกไป แล้วทอดสายตามองใบหน้ายามหลับของเซียวจิ้นอย่างเหม่อลอย

ยามนี้เซียวจิ้นหลับตาอยู่ แพขนตาทอดเงาจางๆ ลงใต้ตา ริมฝีปากบางซีดเซียวเพราะเสียเลือด จนแทบโปร่งใส กลับทำให้เขาดูเปราะบางแตกสลายง่ายขึ้นมาหลายส่วนอย่างหาได้ยาก

เจ้าคนผู้นี้รูปโฉมงดงามยิ่ง ครั้นไม่ยิ้ม ใบหน้านั้นเยียบเย็นหยิ่งผยองดุจหิมะเดียวดายบนยอดเขา ครั้นยิ้มขึ้นมา ดวงตาหงส์บุปผาคู่นั้นก็โค้งวาว ราวจะเกี่ยวดวงใจผู้คนให้ลอยตามไป

เพียงแต่บัดนี้ เมื่อเขานอนนิ่งสงบอยู่เช่นนี้ กลับทำให้ความกระด้างแข็งกร้าวในใจนางลดน้อยลงอย่างไร้เหตุผลหลายส่วน

ทันใดนั้นก็มีเสียงฝีเท้าแผ่วเบาดังมาจากนอกประตู

เยี่ยนหลิงเงยหน้าขึ้น เห็นเพียงหรงจิ่นเฉิงแม่ทัพใหญ่เจิ้นหนานยกมือขึ้นโบกให้นาง พลางทำสัญญาณบอกให้ออกไป เหมือนมีเรื่องจะหารือ

เยี่ยนหลิงหันกลับไปมองเซียวจิ้นอีกครั้ง ก่อนจะหมุนกายก้าวออกไปด้านนอก

ในเสี้ยวขณะที่นางหันหลัง ขนตาของคนบนตั่งพลันสั่นไหวเบาๆ แทบจับสังเกตไม่ได้

ที่แท้คนผู้นี้ก็ตื่นอยู่แต่แรก!

...

ด้านนอก ลมหนาวพัดซู่ซ่า ม้วนใบไม้แห้งให้ครูดผ่านแผ่นศิลาสีเขียว

ใกล้จะถึงปีใหม่แล้ว เยี่ยนหลิงมองท้องฟ้าหม่นมัว จู่ๆ ก็หวนนึกถึงเรื่องนี้ขึ้นมา

เพราะต้องเร่งมือรับมือเรื่องก่อการเปลี่ยนแปลงในวัง ปีนี้แม้แต่วันล่าปาก็ยังไม่ได้ฉลองกันให้ดี หลายวันก่อนเสด็จแม่กับน้องชายยังชวนนางไปกินโจ๊กแปดสมบัติ บอกว่าให้ร่วมยินดีกับราษฎร นางเองก็ไร้อารมณ์จะสนใจ

บัดนี้ ในที่สุดก็ผ่านเมฆหมอกมาจนเห็นจันทร์กระจ่างแล้ว

เยี่ยนหลิงอดคิดมิได้ มุมปากยกขึ้นเป็นรอยโค้งแผ่วเบาโดยไม่รู้ตัว ทว่ายังไม่ทันก่อเป็นรอยยิ้ม ก็ถูกสีหน้าเคร่งขรึมของหรงจิ่นเฉิงกดทับให้จมหายไปเสียก่อน

ทั้งสองเดินหน้าเรียงหลังกันไปถึงศาลาหลังหนึ่งไม่ไกลจากตำหนักฉางเล่อ

หรงจิ่นเฉิงหยุดฝีเท้า หันกลับมา สีหน้าราวกับอยากพูดแต่ก็ลังเล

“ท่านอาจิ่นเฉิง” เยี่ยนหลิงเป็นฝ่ายเปิดปากก่อน “ระหว่างท่านกับข้า จะต้องเกรงใจกันไปไย มีเรื่องใดท่านก็พูดมาเถิด”

หรงจิ่นเฉิงนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง สีหน้าดูประหลาดอยู่บ้าง “จดหมายลับที่ยิงมาจากฝ่ายกบฏฉบับนั้น แน่ใจหรือว่าไม่ใช่ฝีมือของ...คุณชายเซียวผู้นี้?”

สีหน้าของเยี่ยนหลิงพลันเคร่งลง

จดหมายนั้นมาถึงอย่างน่าสงสัยเกินไป แม้จะยิงเข้ามาจากทางฝ่ายกบฏ แต่เห็นได้ชัดว่าอ๋องหยงหาได้ใส่ใจจดหมายฉบับนี้ไม่ จึงเป็นเหตุให้พ่ายศึก

เพียงแต่...

“หากเป็นฝีมือของเซียวจิ้นจริง” เยี่ยนหลิงเอ่ยช้าๆ “ก็ย่อมขัดกับการที่เขายอมสละชีวิตช่วยข้า ข้ามองแรงจูงใจของเขาไม่ออก”

หรงจิ่นเฉิงถอนหายใจยาว “คนอย่างเซียวจิ้นผู้นี้...ความคิดลึกล้ำเกินหยั่ง เจ้าก็ยังต้องระวังตัวให้มาก”

เยี่ยนหลิงเงียบงันลง

แน่นอนว่านางระวังอยู่ตลอดมา แม้การเก็บเซียวจิ้นไว้ข้างกายจะเป็นหมากเสี่ยงก้าวหนึ่ง แต่นางก็มั่นใจว่าเขายังอยู่ในอุ้งมือของนาง ไม่เคยปล่อยให้หลุดพ้นการควบคุม

เพียงแต่พฤติกรรมที่เขาเอาตัวเข้ารับดาบนั้น ทำให้นางฉงนยิ่งนัก

และคำพูดถัดมาของหรงจิ่นเฉิง ก็ยิ่งทำให้เยี่ยนหลิงตกสู่ความเงียบงันอีกครา

“ยังมีอีกเรื่อง” เขาว่า “ก่อนหน้านี้เจ้าใช้พิราบส่งสารถึงข้า ในจดหมายกล่าวว่าอ๋องหยงคิดกบฏ ให้ข้ารีบนำกำลังมาช่วย ทว่า...” แววตาของเขาลุ่มลึกขึ้นฉับพลัน ก่อนจะคมกริบอีกหลายส่วน “ตอนที่เจ้าส่งจดหมายนั้น การกบฏยังมิได้เกิดขึ้นเลย เหตุใดเจ้าจึงมั่นใจถึงเพียงนั้น?”

ลำคอของเยี่ยนหลิงชะงักแน่น ชั่วขณะหนึ่งกลับตอบคำถามนี้ไม่ออก

เพราะนางคือคนที่ได้เกิดใหม่ รู้เรื่องราวห้าปีข้างหน้า นางเห็นการกบฏครั้งนั้นมากับตา เห็นหรงจิ่นเฉิงตายในซ่างจิงด้วยตาตนเอง!

แต่นางพูดออกไปไม่ได้

ริมฝีปากเยี่ยนหลิงขยับเบาๆ ทว่าในลำคอกลับราวกับมีสำลีอัดก้อนใหญ่ยัดขวางไว้

เรื่องราวในชาติก่อนยังคงชัดเจนราวเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน

นางก็เหมือนวิญญาณร้ายที่ดิ้นรนปีนขึ้นมาจากขุมนรก เพื่อมาทวงขอจุดจบอย่างหนึ่งจากโลกใบนี้ บัดนี้อาการเพิ่งจะดีขึ้นมาได้ไม่มากนัก คำถามนี้กลับเหมือนดึงนางไปสัมผัสขอบเหวแห่งนรกอีกครา

แล้วก็ได้ยินหรงจิ่นเฉิงถอนใจพลางกล่าวว่า “ข้าไม่รู้ว่าเจ้าได้ข่าวนี้มาจากที่ใด แต่เมื่อเจ้ารู้ได้ คนอื่นก็ย่อมรู้ได้เช่นกัน และก็อาจอนุมานได้ว่าข้าจะยกกำลังมาช่วยซ่างจิง...”

เยี่ยนหลิงเบิกตากว้างฉับพลัน ตัดบทหรงจิ่นเฉิงทันที พลางปฏิเสธอย่างเด็ดขาด “เป็นไปไม่ได้!”

“เพราะเหตุใด?” หรงจิ่นเฉิงตะลึงงัน

เยี่ยนหลิงสูดลมหายใจลึก คล้ายกำลังหลบหนี “ไม่มีเหตุผล”

“ท่านอาจิ่นเฉิง...” นางเอ่ย “นี่คือความลับของข้า ข้าไม่อยากพูด”

นางเงยหน้าขึ้น แววตาร้อนแรงราวมีเปลวเพลิงที่ไม่มีวันยอมมอดไหม้อยู่ภายใน

หรงจิ่นเฉิงสบตานางอยู่นาน ในที่สุดก็ส่ายหน้า มิได้ถามต่ออีก

“ยังดี” เขามองไปนอกศาลา เห็นหิมะโปรยบางๆ เริ่มตก “สุดท้ายพวกเราก็ชนะแล้ว”

ชนะแล้ว

ใช่ นางชนะแล้ว

เยี่ยนหลิงทวนสองคำนั้นอยู่ในใจ

สวรรค์ให้โอกาสนางเกิดใหม่อีกครา ในที่สุดนางก็ไม่ได้ทำให้โอกาสนั้นสูญเปล่า

เสียงของหรงจิ่นเฉิงดังแฝงความทอดถอน ลอยเข้าหูเยี่ยนหลิง ราวกับกั้นอยู่หลังม่านหมอกชั้นหนึ่ง “อ๋องหยงดิ้นรนแย่งชิงชื่อเสียงและผลประโยชน์มาทั้งชีวิต แต่กลับไม่เคยคาดคิดว่า ท้ายที่สุดจะล้มลงด้วยน้ำมือบุตรอนุคนที่ตนรักที่สุด”

จะว่าไปก็จริง

แววเยาะหยันพาดผ่านดวงตาเยี่ยนหลิงวูบหนึ่ง

ไม่ว่าชาติก่อนหรือชาตินี้ อ๋องหยงต่างก็รักและเอ็นดูบุตรอนุผู้นี้ที่สุด แม้แต่ความโปรดปรานที่มีต่อมารดาของเขาก็แทบจะเหนือกว่าพระชายาเอก ใครจะคิดว่า คนที่หักหลังเขากลับเป็นบุตรอนุของตนเอง

เมื่อนึกถึงชาติที่แล้ว เยี่ยนเฟยอวี่บุตรอนุของอ๋องหยงวางยาพิษอ๋องหยงหลังการเปลี่ยนแปลงในวัง แม้หนทางต่างกัน แต่ปลายทางกลับไม่ต่าง

นับเป็นกรรมสนองอย่างหนึ่งกระมัง

ใบไม้ร่วงในฤดูหนาวปลิวกราวลงสู่พื้น ครั้นลมพัดผ่านก็ถูกกวาดซ้อนเป็นชั้นๆ

“อีกไม่นานก็จะปีใหม่แล้ว ท่านอาจิ่นเฉิงจะอยู่ฉลองปีใหม่ด้วยกันหรือไม่?” เยี่ยนหลิงทอดถอนใจ “ท่านอยู่ทางชายแดนใต้อยู่เสมอ พวกเราแทบไม่ได้พบกันปีละครั้ง”

ใครจะคาด หรงจิ่นเฉิงกลับปฏิเสธตรงๆ

“ครั้งนี้ข้านำทหารชั้นยอดของกองทัพเจิ้นหนานมาที่นี่อย่างลับๆ ทางชายแดนใต้กับแคว้นหนานหลียังไม่รู้ความเคลื่อนไหวของข้า จำต้องกลับไปก่อนที่พวกเขาจะทันสังเกตเห็น” เขาถอนใจเบาๆ “ข้าคงอยู่ต่อไม่ได้”

เห็นความผิดหวังบางเบาระหว่างคิ้วของเยี่ยนหลิง หรงจิ่นเฉิงจึงกล่าวปลอบ “เด็กน้อยหลิงเอ๋ย การจากลา ก็เพื่อจะได้กลับมาพบกันอย่างดีกว่าเดิม”

แววตาของเขาอ่อนโยน แต่กลับแฝงความองอาจหนักแน่นที่มีแต่แม่ทัพจึงจะมี พลางยิ้มกล่าวว่า “จะเศร้าไปไย...ตั้งใจฝึกยุทธ์ให้ดี กองทัพเจิ้นหนานของข้า วันหนึ่งต้องตกทอดสู่มือเจ้าแน่”

“ท่านอาจิ่นเฉิง...” จมูกของเยี่ยนหลิงพลันระคายเคืองขึ้นมา

สองชาติภพแล้ว

ผู้คนด่านางว่าแม่ไก่ขันยามฟ้าสาง ผูกอำนาจไว้ผู้เดียว ทว่าไม่มีผู้ใดรู้เลยว่า กำแพงวังและหมู่ตำหนักเหล่านี้ สำหรับนางแล้วหาใช่อื่นใดไม่ นอกจากกรงทองที่หล่อขึ้นจากทองคำ สิ่งที่นางต้องการมาแต่แรกไม่ใช่อำนาจเบื้องหลังม่าน แต่คือฟ้ากว้างผืนใหญ่ คืออิสระดุจเมฆ คือการโผบินดั่งหงส์ป่า

มีเพียงท่านอาจิ่นเฉิงเท่านั้นที่เข้าใจ

เข้าใจความใฝ่ฝันที่ซุกซ่อนอยู่ใต้หน้ากากแห่งความหยิ่งทะนงของนาง เข้าใจประกายแสงวาบที่ผุดขึ้นในดวงตายามนางมองแผนที่แผ่นดิน

เยี่ยนหลิงเบือนหน้าไป ยกมือปาดผ่านตรงหน้าอย่างลวกๆ แล้วเอ่ยเสียงแข็ง “ลมแรงเกินไป ทรายเข้าตา”

หิมะบางละเอียดลอยโปรยลงมาจากฟ้า กระจัดกระจายปกคลุมโลกมนุษย์ ยังไม่ทันแตะพื้น เส้นหิมะเล็กจิ๋วก็ละลายหายไปเสียแล้ว

“รีบกลับเข้าไปเถิด” หรงจิ่นเฉิงผลักนางเบาๆ “เดี๋ยวจะหนาวเอา”

“ได้!” เยี่ยนหลิงได้ยินเสียงตอบของตนเองดังกังวานหนักแน่น นางหมุนกายออกจากศาลา โดยไม่หันกลับไปอีก

เมื่อท่านอาจิ่นเฉิงตัดสินใจแล้ว นางก็เคารพการตัดสินใจของเขา

ย่อมมีวันได้พบกันอีก บางทีถึงตอนนั้น ราชวงศ์เซิ่งอาจเจริญรุ่งเรืองเข้มแข็งแล้ว

และนางเอง ก็อาจได้ครอบครองอิสรภาพอย่างที่ใฝ่ฝันเสียที

...

ภายในตำหนักฉางเล่อ

ในชั่วขณะที่เสียงประตูปิดดังขึ้นเบาๆ คนบนตั่งก็ลืมตาขึ้น

เซียวจิ้นค่อยๆ ลุกนั่ง การเคลื่อนไหวรั้งให้บาดแผลเจ็บ เขาจึงขมวดคิ้วน้อยๆ

เขาก้มตาลง มือซ้ายยกขึ้นลูบไล้ไปยังหัวไหล่ขวาอย่างช้าๆ

ตรงนั้น บริเวณสะบักมีรอยแผลดาบลึกจนเห็นกระดูก กำลังปวดหน่วงอยู่เลือนๆ

ขณะกุมไหล่ตนเองไว้ แววตาของเขากลับเจือความงุนงงสับสนอยู่สายหนึ่ง

นอกเรือนมีเสียงผลักหน้าต่างดังแผ่วเบา

เขาหันขวับไปมองด้วยความระแวง สายตาคมกริบราวลูกธนู กระทั่งเห็นหลิ่วหานอวี้แทรกกายเข้ามาทางช่องหน้าต่างที่เปิดไว้เพียงนิด ความตื่นตัวในดวงตาของเขาจึงคลายลงเล็กน้อย

“เจ้ามาทำอะไร?” น้ำเสียงของเขาไม่นับว่าดีเลย

หลิ่วหานอวี้เห็นเซียวจิ้นสวมเพียงอาภรณ์ชั้นใน บริเวณบาดแผลสองแห่งที่พันผ้าไว้นั้นยังมีคราบเลือดซึมให้เห็นเลือนๆ ขอบตาพลันแดงก่ำขึ้นมาทันที

นางคุกเข่าข้างเดียวลง “องค์ชาย หม่อมฉันมาช้าไป”

เห็นเซียวจิ้นกุมไหล่ขวาไม่ปล่อย นางก็รู้ทันทีว่าอาการบาดเจ็บไม่เบา จึงฝืนกลั้นน้ำเสียงสะอื้นไว้ “เพราะเหตุใด...เพราะเหตุใดพระองค์จึงต้องยอมรับดาบนี้เปล่าๆ ด้วยเพคะ?”

ดวงตาของเซียวจิ้นทอดมองหลิ่วหานอวี้ที่คุกเข่าอยู่บนพื้น “หานอวี้ เจ้าล้ำเส้นแล้ว”

“ล้ำเส้นแล้วจะอย่างไร?” หลิ่วหานอวี้มีแต่ความปวดใจเต็มตา “องค์หญิงนั่นก็เพียงเห็นองค์ชายเป็นของเล่นชิ้นหนึ่งไว้หยอกเย้า พระองค์จะต้องเอาตัวเองไปแลกทำไม?”

สีหน้าของเซียวจิ้นเย็นลงฉับพลัน

แต่หลิ่วหานอวี้ยังคงพูดต่อไปเอง “เป็นเพราะหม่อมฉันไร้ความสามารถ ไม่อาจช่วยพระองค์ออกจากคุกขังแห่งนี้ได้ องค์ชายโปรดวางพระทัย หม่อมฉันจะต้องช่วยองค์ชายออกไปให้จงได้ ให้องค์ชายได้กลับสู่เป่ยจิ้งโดยเร็ว และเริ่มต้นมหาการของพระองค์!”

“อาศัยเจ้าน่ะหรือ?” ทว่าเซียวจิ้นกลับยิ้มเยาะอย่างดูแคลน “แม้แต่ตัวเองเจ้าก็ยังยากจะปกป้อง แล้วจะมาช่วยข้าได้อย่างไร?”

ดวงตาหงส์บุปผาคู่นั้นไร้ระลอกคลื่น ทั้งยังแฝงแววพินิจอยู่ภายใน

หลิ่วหานอวี้คุกเข่าสองข้าง คลานเข่าเข้ามาอีกสองสามก้าวจนถึงหน้าตั่ง “ขอเพียงองค์ชายทรงเชื่อหม่อมฉัน ต่อให้ต้องตาย หม่อมฉันก็จะต้องพาองค์ชายออกจากเมืองให้ได้!”

เซียวจิ้นหัวเราะ หัวเราะอย่างเย้ยหยัน เย้ยหยันความประเมินตนไม่ถูกของหลิ่วหานอวี้ เย้ยหยันที่นางไม่เข้าใจหัวใจคน

“อย่างที่เจ้าพูด เยี่ยนหลิงเพิ่งได้ของเล่นชิ้นนี้มา แล้วนางจะยอมปล่อยข้าไปได้อย่างไร?”

หลิ่วหานอวี้มองรอยยิ้มเยาะตนเองของเขาอย่างเหม่อลอย หัวใจยิ่งสะเทือนหนักขึ้น

เซียวจิ้นลุกขึ้นยืน เท้าเปล่าเปลือยเหยียบลงบนพื้นไม้

“หานอวี้ ช่วยข้าทำเรื่องหนึ่ง” เขาออกคำสั่ง

หลิ่วหานอวี้ก้มตาลง ไม่กล้ามองเขา “องค์ชายโปรดรับสั่ง หม่อมฉันยอมตายหมื่นครั้งก็ไม่เสียดาย”

“ก่อนอ๋องหยงพ่ายถอย กองกำลังเก่าของเขามิได้ถูกกวาดล้างสิ้น คงจะหนีรอดไปได้ จงไปหาพวกนั้น แล้วบอกว่า ข้ามีวิธีช่วยให้พวกเขาสำเร็จการได้”

หลิ่วหานอวี้ชะงัก นางไม่เข้าใจความคิดขององค์ชาย “องค์ชายจะทรงช่วยอ๋องหยงหรือเพคะ? เช่นนั้น เหตุใดไม่ช่วยอ๋องหยงออกมาโดยตรง กลับต้องอ้อมไปหากำลังตกค้างของเขาเช่นนี้?”

“เจ้าคิดผิดแล้ว หานอวี้” แววเย็นสายหนึ่งผุดขึ้นในดวงตาเขา “คนอย่างอ๋องหยง...ตรงกันข้าม ข้ากลับจะเป็นฝ่ายฆ่าเขาเสีย เขารู้เจตนาคิดคดของข้าแล้ว ก็ไม่มีความจำเป็นต้องปล่อยให้มีชีวิตอยู่อีก เพราะท้ายที่สุด มีแต่ศพเท่านั้นที่จะปิดปากเงียบได้สนิท”

ทันใดนั้นเอง นอกประตูก็มีเสียงฝีเท้าดังขึ้นอย่างกะทันหัน

คนทั้งสองภายในห้องต่างชะงักไปพร้อมกัน

...

นอกตำหนัก เยี่ยนหลิงกำลังเดินอยู่บนระเบียงยาวของตำหนักฉางเล่อ

เพิ่งจะเดินมาใกล้ ก็พลันได้ยินเสียงดังโครมจากในตำหนัก

แววตาของเยี่ยนหลิงพลันคมกริบ นางเร่งฝีเท้าไปถึงหน้าตำหนัก ก่อนผลักประตูเปิดออกในคราวเดียว

ในตำหนักมีเพียงเซียวจิ้นผู้เดียว

เขาสวมอาภรณ์ชั้นในสีขาว มือข้างหนึ่งกุมแผลที่หัวไหล่ขวาไว้ ดูอ่อนแอและนุ่มนวล ไร้พิษภัย ดวงตาคู่นั้นราวลูกกวางตกใจ มีประกายตื่นตระหนกอยู่เล็กน้อย ทั้งกายแผ่กลิ่นอายอ่อนโยนไร้ที่พึ่งออกมา

ฝนนอกตำหนักปนหิมะปลิวเข้ามาอย่างรวดเร็ว จนคนที่สวมเพียงอาภรณ์บางอยู่ภายในสะท้านหนาวทันที ก่อนจะมีเสียงไอแว่วตามมา

เยี่ยนหลิงก้าวเข้าไปในห้องอย่างเชื่องช้า เห็นเพียงว่าหน้าต่างด้านหลังตำหนักเปิดอ้าอยู่ ลมสองทางจากประตูหน้าและหน้าต่างหลังพัดทะลุผ่านเข้ามา แม้แต่นางที่เพิ่งเดินเข้ามาจากด้านนอกยังรู้สึกได้ถึงความเย็นเยียบ

เมื่อสัมผัสได้ว่ามีบางอย่างไม่ชอบมาพากล นางก็เร่งก้าวไปถึงหน้าต่างบานหลัง พอมองลงไปก็เห็นเพียงแผ่นอิฐเขียวใต้หน้าต่างว่างเปล่า ไม่มีผู้ใดอยู่เลย

นางหันกลับมา ดวงตาคู่หนึ่งกวาดสำรวจร่างของเซียวจิ้นที่ยืนอยู่หน้าโต๊ะหนังสือตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า สายตาหยุดอยู่บนเท้าเปล่าที่หนาวจนแดงของเขาอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นจึงเงยหน้าขึ้น มองดวงตาของเขาอย่างเย็นชา “เมื่อครู่นี้เสียงอะไร?”

11,493 ตัวอักษร

ความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น

แชร์: