บทที่ 14
งานเลี้ยงฉลองชัยยามราตรี
ความเจ็บปวดร้าวรุนแรงระเบิดขึ้นจากช่วงสะบัก ราวกับถูกคว้านเอาเนื้อเลือดออกไปทั้งเป็น
เหงื่อเย็นละเอียดซึมออกตามขมับของเซียวจิ้น สีหน้าพลันซีดขาวดุจกระดาษ
เขาก้มตาลงมองมือขาวเรียวดุจหยกของเยี่ยนหลิงที่กดทับอยู่บนบาดแผลของตน
แม้จะมีชั้นอาภรณ์กั้นอยู่ ปลายนิ้วนั้นกลับจิกลึกลงไปในเนื้อที่แหวกออกแล้ว
โลหิตไหลซึมออกตามซอกนิ้วของนาง อุ่นร้อน เหนียวข้น ย้อมเล็บของนางเป็นสีแดงประการัง
“องค์หญิงทรงกำลังสงสัยสิ่งใดอยู่หรือ?” เสียงของเซียวจิ้นสั่นพร่าอยู่เล็กน้อย จนไม่อาจรู้ได้ว่าเพราะรู้สึกผิด เพราะเจ็บปวด หรือจงใจทำตัวอ่อนแออีกกันแน่
ปลายนิ้วของเยี่ยนหลิงออกแรงเพิ่มขึ้นอีกสามส่วน แทบจะสัมผัสถึงกระดูก
ภายในคุกหลวงอบอวลไปด้วยกลิ่นคาวเลือดเข้มข้น
ศพของอ๋องหยงนอนเหยียดยาวอยู่บนพื้น ดวงตายังเบิกค้าง ตรึงค้างไว้ด้วยความตกตะลึงในวาระสุดท้าย
“ข้ากำลังคิดอยู่” เยี่ยนหลิงโน้มเข้าไปใกล้ ลมหายใจแทบแผ่วผ่านใบหน้าซีดขาวของเขา “จดหมายลับฉบับนั้น ตกลงแล้วเป็นฝีมือเจ้าเขียนหรือไม่”
จู่ๆ เซียวจิ้นก็หัวเราะออกมา
เป็นเพียงรอยยิ้มบางตื้นที่ฉุดริมฝีปากซีดขาวให้โค้งขึ้น
รอยยิ้มนั้นทำให้ใบหน้าเย็นชาคมคายของเขาพลันมีชีวิตขึ้นมา ทว่ากลับยิ่งชวนให้คนใจสั่น
“องค์หญิง” เสียงของเขาทุ้มต่ำลง คล้ายกำลังกระซิบความลับอย่างหนึ่ง “อ๋องหยงพ่ายแพ้มาตั้งนานแล้ว ก่อนตายยังมั่วกัดคนไปทั่ว ก็เพียงอยากฝังหนามเล่มหนึ่งไว้ในใจองค์หญิงเท่านั้น” เขาเอนตัวเข้าหานางเล็กน้อยโดยไม่สนใจว่าบาดแผลบนไหล่จะฉีกลึกกว่าเดิม “หนามเล่มนี้ องค์หญิงยังจะกลืนลงไปอีกหรือ?”
ม่านตาของเยี่ยนหลิงหดวูบ
เพียงชั่วพริบตานั้น มือขวาที่เซียวจิ้นถือกระบี่อยู่ก็ขยับขึ้นกะทันหัน
เยี่ยนหลิงยกมือขึ้นป้องกันตามสัญชาตญาณ
แต่เซียวจิ้นกลับโยนกระบี่ทิ้ง กระบี่กระแทกพื้นดังเคร้งคล้ายเสียงคร่ำครวญ
เขาคว้าข้อมือของนางที่กดอยู่บนหัวไหล่ตนไว้
ฝ่ามือของเขาร้อนผ่าว ทว่าแรงที่ใช้กลับอ่อนโยน นิ้วหัวแม่มือไล้ผ่านผิวเนื้อบริเวณข้อมือของนางแผ่วเบา คล้ายเป็นการยั่วยวนเสียมากกว่า
...ราวกับปีศาจงามย้อมเลือด
เขาจ้องมองนาง ก่อนจะค่อยๆ พามือของเยี่ยนหลิงออกจากหัวไหล่ของตน แล้ววางลงบนพวงแก้มของตัวเอง คราบเลือดพลันติดอยู่บนใบหน้าในชั่วขณะ ดุจรอยประทับจากนายเหนือหัว
นัยน์ตาหงส์บุปผาคู่นั้นสะท้อนเปลวไฟที่ส่องไหวอยู่นอกคุก “หากบ่าวทรยศต่อพระองค์จริง คนที่สมควรตายในเวลานี้คงไม่ใช่อ๋องหยง แต่เป็นพระองค์ต่างหาก!”
เยี่ยนหลิงสัมผัสได้ถึงความอุ่นร้อนของพวงแก้มใต้ฝ่ามือ ทำให้นางนึกขึ้นมาอย่างไร้เหตุผลถึงจิ้งจอกที่ถูกฝึกจนเชื่องในหนานเจียงเมื่อชาติปางก่อน มันมักเงยหน้าขึ้นมาซุกอยู่ข้างมือของนาง เพื่อขอการลูบไล้จากผู้เป็นนาย
ใจของนางไหววูบเล็กน้อย จู่ๆ ก็ชักมือกลับอย่างแรง จากนั้นหมุนกายเดินไปยังประตูคุก
ชายกระโปรงสีแดงกวาดผ่านแอ่งเลือดบนพื้น ลากเป็นรอยหม่นเส้นหนึ่ง
เมื่อเดินถึงหน้าประตู นางก็หยุดฝีเท้า หันหน้าเพียงครึ่งเสี้ยว “ไปตามหมอหลวงมา”
คำนี้นางกล่าวกับชิวหลิน แต่สายตายังคงทอดอยู่บนร่างของเซียวจิ้น
ทิ้งคำพูดไว้เพียงเท่านั้น นางก็หมุนกายก้าวออกไปนอกประตู
เพราะเป็นคำสั่งของเยี่ยนหลิง ชิวหลินจึงก้าวเข้าไปหมายจะประคองเซียวจิ้น
แต่กลับเห็นว่าเซียวจิ้นฉีกชายอาภรณ์ของตนเองออก พันบาดแผลบนไหล่อย่างลวกๆ ไปแล้ว
ระหว่างขยับตัว เขาเงยหน้ามองไปยังทิศที่เยี่ยนหลิงจากไป รอยฝ่ามือเปื้อนเลือดบนใบหน้าช่างสะดุดตาจนน่าหวาดผวา แม้แต่นัยน์ตาของเขาก็ลุ่มลึกมืดดำดุจราตรี
...
สามวันต่อมา ภายในวังหลวงแขวนโคมผูกแพรแดง บรรยากาศเต็มไปด้วยความมงคลรื่นเริง
เพื่อเฉลิมฉลองชัยชนะจากการปราบกบฏ ในวังจึงจัดงานเลี้ยงยามราตรีอย่างยิ่งใหญ่
ประการหนึ่งเพื่อเลี้ยงตอบแทนเหล่าทหารกล้า ประการหนึ่งเพื่อพิจารณาความชอบและพระราชทานบำเหน็จ
สถานที่หลักของงานเลี้ยงค่ำครั้งนี้อยู่ในตำหนักไท่จี๋
ยามนี้เป็นเวลากลางคืนแล้ว โคมวังทั่วทั้งพระราชวังส่องสว่างไสว โดยเฉพาะตำหนักไท่จี๋ที่สว่างเจิดจ้าราวกลางวัน
แสงโคมเจิดจ้าสาดให้เห็นโต๊ะยาวที่ตั้งอยู่กลางท้องพระโรง เวลานี้เบื้องหน้าโต๊ะนั้นแน่นขนัดไปด้วยบรรดาเจ้านายและขุนนางที่สวมชุดขุนนางเต็มยศ
ในนั้นย่อมรวมถึงเยี่ยนหลิงด้วย
องค์หญิงใหญ่เยี่ยนหลิงประทับนั่งบนเก้าอี้ไม้จื่อถานแกะสลักลายหงส์ข้างบัลลังก์มังกร สวมฉลองพระองค์สีแดงเข้ม ดูงดงามโดดเด่นเหนือผู้ใด
ภายใต้แสงโคมวังที่สั่นไหว ใบหน้าของนางกลับยิ่งดูเย็นเยียบขึ้นหลายส่วน ทว่านัยน์ตาคู่นั้นยังคงเฉียบคมดุจเหยี่ยว กวาดมองหมู่ขุนนางในท้องพระโรงอย่างผู้ไม่ต้องกริ้วก็ยังน่าเกรงขาม
เซียวจิ้นยืนสงบเสงี่ยมอยู่เบื้องหลัง ผ่านการพักฟื้นมาหลายวัน เขาไม่เหลือเค้าเดิมอันน่าเวทนาของผู้บาดเจ็บสาหัสเมื่อไม่กี่วันก่อนอีกแล้ว
เดิมทีเยี่ยนหลิงคิดจะให้เขาพักรักษาตัวต่ออีกสองสามวัน แต่เขากลับยืนกรานจะติดตามนางอยู่ด้านหลัง เยี่ยนหลิงจึงคร้านจะสนใจเขาอีก
กวาดสายตามองไปรอบหนึ่ง เยี่ยนหลิงก็เห็นว่าเยี่ยนเฟยอวี่ บุตรชายอนุของอ๋องหยงในอดีต เมื่อถูกสายตาเฉียบคมของนางจับจ้องก็อดก้มหน้าลงไม่ได้ มองให้ละเอียดอีกนิด ทั้งที่เป็นหน้าหนาวแท้ๆ หน้าผากของเยี่ยนเฟยอวี่กลับมีเหงื่อเม็ดละเอียดผุดขึ้นมาอย่างผิดปกติ
เห็นดังนั้น แววตาของเยี่ยนหลิงก็ยิ่งล้ำลึก นางยกถ้วยชาบนโต๊ะขึ้นจิบเบาๆ คำหนึ่ง
ชิวชุ่ยสาวใช้ที่ยืนอยู่เบื้องหลังเยี่ยนหลิง ดูเหมือนจะคอยสังเกตผู้คนในท้องพระโรงอยู่ตลอด ครู่หนึ่งนางจึงโน้มมากระซิบข้างหูเยี่ยนหลิง “องค์หญิงเพคะ บ่าวนับแล้ว เหล่าขุนนางมาครบกันหมดแล้ว ส่วนเชื้อพระวงศ์นั้น มีเพียงคนเดียวที่ยังไม่มาถึง”
“ผู้ใด?” ก่อนงานเลี้ยงในวังจะเริ่ม เยี่ยนหลิงได้กำชับให้ชิวชุ่ยคอยสังเกตเจ้านายและขุนนางที่มาร่วมงานไว้แล้ว ก็เพื่อกวาดล้างพรรคพวกของอ๋องหยงให้สิ้น
ชิวชุ่ยเอ่ยนามผู้หนึ่งเบาๆ ข้างหูเยี่ยนหลิง
เยี่ยนหลิงชะงักไปครู่หนึ่ง หันไปมองชิวชุ่ย แต่หางตากลับเหลือบไปยังเซียวจิ้นที่ยืนอยู่เบื้องหลังอย่างไม่รู้ตัว
ราวกับฉุกคิดบางอย่างขึ้นมา นางจึงหันกลับไป ขมวดคิ้วน้อยๆ แล้วเอ่ยสั่งเรียบๆ ว่า “ไปตรวจดู!”
“เพคะ!”
ชิวชุ่ยรับคำสั่งแล้วถอยออกไป
ไม่นานนัก ฮ่องเต้น้อยเยี่ยนรุ่ยก็เสด็จเข้ามายังตำหนักไท่จี๋ โดยมีหวังไทเฮาประคองอยู่ข้างกาย
เยี่ยนรุ่ยวัยห้าขวบ สวมฉลองพระองค์มังกรแล้วก้าวเดินเข้ามา แม้จะน่ารักเกินพอ ทว่าความสง่าขรึมยังมีไม่ถึง
หวังไทเฮาจึงค่อยๆ ประคองเขาก้าวขึ้นบันได จนกระทั่งประทับนั่งบนบัลลังก์มังกรอย่างมั่นคง
เหล่าขุนนางในตำหนักไท่จี๋ต่างหมอบกราบอยู่กับพื้นมานานแล้ว ท้องพระโรงเต็มไปด้วยร่างที่คุกเข่าลงพร้อมกัน มีเพียงเยี่ยนหลิงเท่านั้นที่เหลือบมองผู้คนซึ่งหมอบกราบอยู่ทั่วท้องพระโรงอย่างไม่ใส่ใจ ก่อนจะยังคงนั่งนิ่งมั่นดุจขุนเขา
“ทุกท่านลุกขึ้นเถิด!”
เสียงนั้นยังเจือความเป็นเด็กน้อย ก้องสะท้อนยาวอยู่ในท้องพระโรงอันโอ่โถง
บรรดาเจ้านายและขุนนางต่างขานรับพร้อมกัน “ขอบพระทัยฝ่าบาท!”
อาศัยจังหวะว่างนี้เอง เยี่ยนรุ่ยยังไม่ลืมแอบขยิบตาให้เยี่ยนหลิงที่นั่งอยู่บนเก้าอี้หงส์ด้านข้างอย่างซุกซนยิ่งนัก
เยี่ยนหลิงเผลอหัวเราะพรืดออกมา เสียงหัวเราะนั้นในบรรยากาศเคร่งขรึมเช่นนี้จึงดูโดดเด่นเป็นพิเศษ ราวกับภูตน้อยตนหนึ่งพลัดหลงเข้ามาในสถานที่อันสง่างามเคร่งครัด
มีขุนนางบางคนขมวดคิ้วอย่างไม่พอใจในทันที ทว่าท้ายที่สุดกลับไม่มีผู้ใดกล้าเอ่ยทักท้วง
หลังเหตุการณ์รัฐประหารในวัง แม้แต่อัครมหาเสนาบดีเหยาจิงเช่อที่เดิมเคยดูแคลนเยี่ยนหลิงยังหันมายืนอยู่ข้างนาง อำนาจขององค์หญิงใหญ่จึงเห็นได้ชัดว่ามั่นคงยิ่งขึ้น
และเจ้าของอำนาจที่มั่นคงยิ่งขึ้นผู้นั้นก็ลุกขึ้นจากเก้าอี้หงส์ กวาดตามองลงมายังผู้คนในท้องพระโรงอย่างอยู่เหนือกว่า “ท่านขุนนางทั้งหลาย งานเลี้ยงในวังวันนี้ จัดขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองการสงบกบฏ ทั้งยังเพื่อพิจารณาความชอบและพระราชทานบำเหน็จด้วย” เสียงของเยี่ยนหลิงไม่ดังนัก แต่กลับชัดเจนไปถึงทุกมุมของท้องพระโรง
เหยาจิงเช่อเป็นผู้แรกที่ขานรับ จากนั้นในท้องพระโรงก็มีเสียงถวายพระพร “องค์หญิงใหญ่ทรงพระเจริญ” ดังขึ้นประปรายตามมา
เยี่ยนหลิงหยิบสมุดพระราชบัญชีเล่มหนึ่งออกมาจากแขนเสื้อ กวาดมองไปรอบหนึ่ง ก่อนที่สายตาจะหยุดลงบนร่างของเซียวจิ้นที่อยู่เบื้องหลัง
เซียวจิ้นถูกจับตามองอย่างไม่ทันตั้งตัว เมื่อเห็นว่าสายตาของทุกคนล้วนเลื่อนไปตกอยู่บนตนตามสายตาของเยี่ยนหลิง ก็อดประหลาดใจไม่ได้
เยี่ยนหลิงเอ่ยว่า “นำสิ่งนี้ไปถวายฝ่าบาทให้ทรงอ่านประกาศ!”
คำพูดของนางสั้นกระชับ เฉียบขาด ทว่าถ้อยคำที่หลุดจากริมฝีปากนั้นชัดเจนว่าเป็นคำสั่งที่ใช้กับบ่าวรับใช้
แต่นี่คือองค์ชายตัวประกันจากเป่ยจิ้งนะ!
เหล่าขุนนางต่างฮือฮากันขึ้นมาทันที เพิ่งสังเกตเห็นว่าองค์ชายตัวประกันจากแคว้นเป่ยจิ้งผู้นั้น กลับยืนปรนนิบัติอยู่ข้างองค์หญิงใหญ่ราวกับบ่าวรับใช้จริงๆ
นี่...ไม่ถูกต้องตามครรลองโดยแท้!
แต่เพราะเกรงอำนาจขององค์หญิงใหญ่ กลับไม่มีสักคนกล้าเอ่ยปากตั้งคำถาม
เซียวจิ้นรับสมุดพระราชบัญชีด้วยสองมือ สีหน้าราวกับคุ้นชินกับความเชื่อฟังเช่นนี้มานานแล้ว
ชั่วพริบตา สมุดพระราชบัญชีก็ถูกนำไปถวายเบื้องหน้าฮ่องเต้น้อย
เวลานั้นเยี่ยนรุ่ยกำลังเล่นพู่ม่านหน้าพระมาลาอยู่ พอเห็นมีสมุดเล่มหนึ่งยื่นมาตรงหน้าอย่างกะทันหัน ก็พลันรู้สึกปวดพระเศียรขึ้นมาทันที “ข้าไม่อ่าน! เจ้าคืนให้เสด็จพี่เถิด ให้เสด็จพี่ช่วยอ่านแทนข้าก็พอ!”
คำพูดไร้เดียงสาของเด็กน้อย ในความเงียบกริบที่แม้เข็มตกก็ได้ยินภายในท้องพระโรง กลับยิ่งดังชัดเสียเป็นพิเศษ
ในหมู่ผู้คนมีทั้งผู้ทอดถอนใจ ผู้เสียดาย และยิ่งมีผู้ที่เจ็บใจเพราะอยากให้ฮ่องเต้น้อยได้ดีกว่านี้
แต่เซียวจิ้นไม่สนใจเลยว่าขุนนางเหล่านั้นจะรู้สึกอย่างไร หน้าที่ของเขามีเพียงส่งสมุดพระราชบัญชีกลับคืนไปยังมือของเยี่ยนหลิงเท่านั้น
เยี่ยนหลิงรับสมุดพระราชบัญชีกลับมา พลิกเล่นในมือครู่หนึ่งก่อนจะคลี่มันออก
แสงโคมวังทอดเงาสลับสว่างมืดลงบนใบหน้างดงามสดใสของนาง ทว่านัยน์ตาคู่นั้นกลับลุ่มลึกพร่ามัวดุจม่านหมอก จนยากจะหยั่งถึง
“อ๋องหยงคิดกบฏ ใช้คำว่า ‘กอบกู้ราชสำนัก’ เป็นฉากหน้า แต่แท้จริงกลับคิดชิงบัลลังก์” เยี่ยนหลิงอ่านออกมา น้ำเสียงแฝงไอสังหารเพิ่มขึ้นหลายส่วน “ยังดีที่มีผู้จงรักภักดีลุกขึ้นต่อต้าน และกองทัพเจิ้นหนานนำกำลังมาช่วยเหลือ จึงรักษาแผ่นดินไว้ได้โดยไร้ภัย วันนี้ ข้าจะทำหน้าที่แทนฮ่องเต้ในการพระราชทานบำเหน็จ!”
“หรงจิ่นเฉิง เลื่อนบรรดาศักดิ์เป็นกงเจิ้นหนาน พระราชทานป้ายเหล็กจารึกอักษรชาด ให้สืบทอดศักดิ์โดยไม่ริบถอนไปชั่วลูกชั่วหลาน ส่วนเหวินหรูจั๋วผู้ช่วยปราบกบฏ อู่เฉิงเฟิง ตลอดจนแม่ทัพนายกอง ขุนนางฝ่ายบุ๋น และที่ปรึกษาทั้งหลาย พระราชทานทองคำร้อยตำลึง ผืนนาร้อยชิ่ง”
เหวินหรูจั๋ว อู่เฉิงเฟิง และคนอื่นๆ ต่างทยอยก้าวออกมารับรางวัลพร้อมถวายบังคมขอบพระทัย
และเมื่อสมุดพระราชบัญชีถูกอ่านไปทีละน้อยจนใกล้ถึงตอนท้าย มือที่กำจอกสุราของเยี่ยนเฟยอวี่ก็ค่อยๆ บีบแน่นขึ้น จนไม่อาจเสแสร้งทำเป็นไม่ใส่ใจได้อีก
ชื่อแล้วชื่อเล่าถูกขานออกมา รางวัลตอบแทนแต่ละชิ้นถูกประกาศต่อหน้าธารกำนัล
ในท้องพระโรงมีเสียงขอบพระทัยดังขึ้นไม่ขาดระยะ พร้อมเสียงกระซิบอย่างอิจฉา คนอื่นล้วนได้รับกันถ้วนหน้าแล้ว มีเพียงเขาที่ถูกมองข้ามไปโดยตลอด!
เยี่ยนเฟยอวี่กระแทกจอกสุราลงบนโต๊ะ หยกกระทบไม้เกิดเสียงใสกังวาน
“องค์หญิงใหญ่!” เขาลุกขึ้นยืน เสียงไม่ดังนัก แต่กลับทำให้ทั้งท้องพระโรงพลันเงียบลง ได้ยินแต่เขาเอ่ยว่า “กระหม่อมมีเรื่องหนึ่งไม่เข้าใจ!”
เมื่อเห็นว่าทุกสายตาพร้อมใจกันจับจ้องไปยังเยี่ยนเฟยอวี่ เยี่ยนหลิงก็ยังคงสีหน้าเดิม “มีอันใดก็พูดมาเถิด”
ชวนให้รู้สึกราวกับว่า หากมีอะไรก็รีบพูดออกมาเสีย
“เสด็จพ่อของกระหม่อม อ๋องหยง มีโทษอภัยมิได้ กระหม่อมไม่มีสิ่งใดจะกล่าว” เสียงของเยี่ยนเฟยอวี่เจือความคับแค้น เขากดความชิงชังในดวงตาลง แล้วดื้อดึงจะโต้แย้งเพื่อตนเอง “แต่กระหม่อมเห็นว่าตนเองในการปราบกบฏครั้งนี้ก็มีความชอบอยู่บ้าง ได้ช่วยองค์หญิงกวาดล้างพรรคกบฏ ปลอบประโลมเชื้อพระวงศ์ ล้วนทำอย่างสุดกำลัง เหตุใดวันนี้ในการพระราชทานบำเหน็จ จึงเว้นนามของกระหม่อมไว้เพียงผู้เดียว?”
คำพูดของเขาสุขุมและยังคงมารยาท ทว่าทุกถ้อยคำล้วนแหลมคมประหนึ่งเข็ม ทิ่มแทงเข้าสู่โสตของเยี่ยนหลิง และทำให้ผู้คนในที่นั้นได้ยินชัดเจนกันทั่ว
ดวงตางามของเยี่ยนหลิงหม่นลึก นางนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งก่อนกล่าวว่า “ความชอบของท่านพี่ ข้าจดจำไว้ในใจเสมอ แต่บรรดาศักดิ์อ๋องหยงนั้น เป็นบรรดาศักดิ์ของผู้ก่อกบฏมหันตโทษ ตามกฎหมายย่อมต้องถูกริบถอน รอให้ศาลสกุลหลวงกับกรมพิธีการหารือกันก่อน แล้วค่อยมีข้อสรุป”
ถ้อยคำคลุมเครือนี้สกัดคำขอบรรดาศักดิ์ของเยี่ยนเฟยอวี่กลับไปทั้งดุ้น
เยี่ยนเฟยอวี่รู้สึกอัดอั้นอยู่ในอกทันที น้องสาวร่วมสกุลผู้นี้ช่างเป็นอย่างที่บิดาเคยพูดไว้จริงๆ ใช้คนข้ามน้ำแล้วก็คิดจะรื้อสะพาน!
เมื่อนางไร้ไมตรี ก็อย่าหาว่าเขาไร้คุณธรรม!
เขาส่งสายตาไปทางท่านเจียง เสนาบดีกรมพิธีการผู้หนึ่งในท้องพระโรง
จากนั้นก็เป็นฝ่ายเอ่ยขึ้นก่อน “เหตุการณ์จลาจลในวังสงบลงมานานแล้ว หากทุกเรื่องต้องรอหารือยืดเยื้อไปเสียหมด พระเกียรติของราชสำนักจะอยู่ตรงไหน? แล้วใจของราชวงศ์จะสงบได้อย่างไร?”
พอเขาพูดจบ ท่านเจียงเสนาบดีกรมพิธีการก็ลุกขึ้นสนับสนุนทันที “องค์หญิงใหญ่สำเร็จราชการแทน ควรทรงแยกแยะรางวัลและโทษให้ชัดเจน เยี่ยนเฟยอวี่แม้จะเป็นบุตรชายอนุของอ๋องกบฏ แต่ความชอบของเขาไม่อาจมองข้าม หากมีความชอบแต่ไม่ให้รางวัล เกรงว่าจะทำให้ใจของผู้จงรักภักดีหนาวเหน็บ”
“จริงดังว่า” ขุนนางเฒ่าอีกคนหนึ่งรับคำ “แม้บรรดาศักดิ์อ๋องหยงจะถูกริบถอน ทว่าในเมื่อเยี่ยนเฟยอวี่มีความชอบต่อแผ่นดิน ก็ควรพระราชทานบรรดาศักดิ์อื่นให้ เพื่อแสดงถึงความยุติธรรมของราชสำนัก”
“บุตรหลานราชวงศ์ หากไร้บรรดาศักดิ์ค้ำตัว จะต่างอันใดกับสามัญชน? นี่มิใช่วิธีปฏิบัติต่อเชื้อพระวงศ์”
ชั่วพริบตา ขุนนางหลายคนต่างลุกขึ้นกล่าวต่อเนื่องกัน ล้วนเป็นการขอความยุติธรรมให้เยี่ยนเฟยอวี่
ถ้อยคำของพวกเขาสุภาพนอบน้อม เหตุผลก็เพียงพอ ผลักข้อเรียกร้องของเยี่ยนเฟยอวี่ขึ้นไปอยู่ในจุดที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ พร้อมกันนั้นก็เหมือนยกเยี่ยนหลิงไปย่างอยู่เหนือกองไฟ!
นิ้วมือของเยี่ยนหลิงเคาะเบาๆ ลงบนที่เท้าแขนของเก้าอี้หงส์ ขณะครุ่นคิดอยู่ในใจ
ขุนนางเฒ่าเหล่านี้ ส่วนใหญ่ล้วนเป็นพวกหัวเก่าที่อนุรักษ์นิยม ปกติก็มีความเห็นต่อการที่สตรีสำเร็จราชการแทนนางอยู่แล้ว
ครานี้กลับอาศัยเรื่องของเยี่ยนเฟยอวี่ฉวยโอกาสเล่นงานนาง ทั้งยังอาจขายบุญคุณให้เยี่ยนเฟยอวี่ ผู้กำลังกลายเป็นดาวรุ่งคนใหม่ในราชสำนัก นับว่าคิดคำนวณได้ไม่เลวจริงๆ
“สิ่งที่ท่านขุนนางทั้งหลายกล่าวมามีเหตุผล” หลังผ่านไปครู่หนึ่ง เยี่ยนหลิงก็เปิดปากในที่สุด น้ำเสียงฟังไม่ออกว่ากำลังคิดสิ่งใดอยู่ “แต่เรื่องพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นกิจใหญ่ของแผ่นดิน จำต้องระมัดระวังให้มาก ความชอบของเยี่ยนเฟยอวี่นั้น ข้าไม่เคยลืม เพียงแต่...”
“องค์หญิงใหญ่จะทรงลังเลไม่ตัดสินไปไย? หรือทรงกลัวว่าหากกระหม่อมได้บรรดาศักดิ์แล้ว จะควบคุมได้ยาก?” เยี่ยนเฟยอวี่พลันขัดคำของเยี่ยนหลิงขึ้นมา คำพูดที่หลุดออกจากปากแฝงคมมีดแหลมคม ถึงกับยกความขัดแย้งขึ้นมาไว้บนโต๊ะอย่างเปิดเผย “เสด็จพ่อของกระหม่อมก่อกบฏด้วยข้ออ้างว่า ‘แม่ไก่ขันยามรุ่ง’ แน่นอนว่านับเป็นโทษมหันต์ แต่ให้องค์หญิงใหญ่ทรงถามใจตนเองดูเถิด วันนี้ในท้องพระโรงแห่งนี้ ยังมีผู้ใดกล้าพูดตรงๆ ถึงโทษของการที่สตรีสำเร็จราชการหรือไม่? ยังมีผู้ใดกล้าตั้งคำถามต่ออำนาจขององค์หญิงใหญ่ที่ใช้อำนาจแทนฮ่องเต้หรือไม่?”
คำพูดของเขาราวกับก้อนศิลามหึมาที่ถูกโยนลงสู่ผืนน้ำสงบ ทำให้ความขัดแย้งทั้งหมดพลุ่งขึ้นมาในคราวเดียว ราวกับก่อคลื่นใหญ่สูงนับพันชั้น
“บังอาจ!” เหวินหรูจั๋วก้าวออกมาจากด้านหนึ่งของท้องพระโรง กดมือบนด้ามกระบี่ พลางตวาดด้วยโทสะ
เยี่ยนหลิงยกมือห้าม แล้วจ้องเยี่ยนเฟยอวี่ด้วยแววตาเย็นชา “พูดต่อสิ!”
“กระหม่อมมิกล้า” ปากเยี่ยนเฟยอวี่พูดอย่างนอบน้อม แต่แววตากลับไม่มีทีท่าจะถอย เขาหมายมั่นจะเอาให้รู้แพ้รู้ชนะ
หากไร้บรรดาศักดิ์ เขาก็จะเป็นเพียงสามัญชน คนผู้ใดก็ยัดเยียดข้อหาให้แล้วบีบให้ตายได้ง่ายดาย เพราะฉะนั้น บรรดาศักดิ์นี้ เขาจำเป็นต้องแย่งมาให้ได้!
จึงได้ยินเขากล่าวว่า “กระหม่อมเพียงอยากทูลว่า หากองค์หญิงใหญ่ทรงคิดจะมั่นคงอยู่ในตำแหน่งผู้สำเร็จราชการ ก็ควรใช้คุณธรรมโน้มน้าวผู้คน ใช้ความชอบเป็นเกณฑ์พระราชทานรางวัล หากเพราะทรงหวาดระแวงจึงจงใจกดผู้มีความชอบ เช่นนั้นจะต่างอันใดกับทรราช? ถึงเวลานั้น เกรงว่าคำว่า ‘แม่ไก่ขันยามรุ่ง’ จะไม่ใช่เพียงข้ออ้างของกบฏอีกต่อไป หากแต่จะกลายเป็นความเห็นพ้องของคนทั้งใต้หล้า!”
ความคิดเห็น
ยังไม่มีความคิดเห็น