บทที่ 25

วิกฤตพิษกำเริบ

หลังเยี่ยนหลิงหมดสติ หรงจี้ก็สั่งปิดล้อมตำหนักอู๋ถงในทันที

จากนั้นเยี่ยนหลิงก็ถูกหรงจี้อุ้มเข้าไปยังห้องชั้นใน ส่วนเหล่าไท่อีที่ได้ข่าวก็รีบรุดมาถึงอย่างลับๆ แล้ว

เพราะผู้บาดเจ็บคือเยี่ยนหลิง อีกทั้งเยี่ยนหลิงยังเป็นสตรี ชั่วขณะหนึ่งเหล่าไท่อีจึงต่างลังเล ไม่กล้าก้าวเข้าไป

ท้ายที่สุดก็เป็นหัวหน้าสำนักแพทย์หลวงวัยเจ็ดสิบกว่าปีที่ก้าวออกมา “ให้ข้าเอง”

อาการบาดเจ็บบนร่างเยี่ยนหลิงหนักหนาเกินไป แม้แต่หัวหน้าสำนักแพทย์หลวงผู้คุ้นชินกับความเป็นความตายยังอดสูดลมหายใจเย็นเยียบเข้าไปเฮือกหนึ่งไม่ได้

บาดแผลจากคมมีดบนร่างนางลึกจนเห็นกระดูก ที่เลวร้ายยิ่งกว่านั้นคือเส้นชีพจรใต้ผิวหนังกำลังขึ้นเป็นสีเขียวจางๆ แผ่จากกลางอกไปทั่วทุกส่วนของร่างดุจใยแมงมุม

นั่นเป็นสัญญาณชัดเจนว่า พิษร้ายได้ซึมลึกถึงปอดและอวัยวะภายในแล้ว

ถึงตอนนี้ไม่มีเวลาให้คำนึงถึงอย่างอื่นอีก สถานการณ์วิกฤตถึงขีดสุด

“เร็ว ช่วยชีวิตคนก่อน!” หมอหลวงหวังตกตะลึงจนแทบสิ้นสติ รีบออกคำสั่งแก่เหล่าแพทย์หลวง

อ่างน้ำเลือดถูกยกออกมาจากห้องชั้นในทีละอ่าง นางกำนัลแต่ละคนหน้าซีดเผือด ฝีเท้าเร่งร้อน

ทั้งตำหนักอู๋ถงอบอวลไปด้วยกลิ่นคาวเลือดเข้มข้นและกลิ่นสมุนไพร

เพียงจัดการบาดแผลภายนอกก็ใช้เวลาไปเต็มๆ หนึ่งชั่วยาม

หมอหลวงหวังเดินออกมาจากห้องชั้นใน ใบหน้าเต็มไปด้วยเหงื่อเย็น

เมื่อเผชิญหน้ากับหรงจี้ที่เฝ้าอยู่ด้านนอก รวมถึงคนสนิทขององค์หญิงใหญ่หลายคนที่รีบมาถึงตามข่าว เขาก็ส่ายหน้าอย่างช้าๆ

“บาดแผลภายนอกแม้จะหนัก แต่ห้ามเลือดและเย็บปิดแล้ว เพียงแต่...” เขาชะงักไปชั่วครู่ เสียงแหบฝืด “พิษที่องค์หญิงทรงได้รับ คือ ‘ซือซินฉาน’ อันเป็นยาลับจากตำรับในวัง”

“ยาสะกดของราชสำนักต้าเซิ่งหรือ?” หรงจี้เห็นได้ชัดว่าเคยได้ยินมาก่อน จึงยิ่งตกตะลึง

ยาของต้าเซิ่งเหตุใดจึงตกไปอยู่ในมือโจรผู้ร้าย และกลับถูกใช้ทำร้ายคนของตนเอง?

“พิษชนิดนี้ระยะแรกจะไม่แสดงอาการ แต่สามารถแพร่กระจายอย่างรวดเร็วไปตามลมปราณและโลหิต จนถึงเส้นชีพจรหัวใจ กระหม่อมตรวจชีพจรขององค์หญิงแล้ว พบว่าสารพิษแทรกเข้าสู่อวัยวะภายในทั้งห้าแล้ว...” เขาหลับตาลงครู่หนึ่ง “พิษชนิดนี้เพียงสัมผัสทางผิวหนังก็แทรกซึมเข้าไปได้ และจากอาการขององค์หญิง...” เขาหยุดไปเล็กน้อย “น่าจะสัมผัสพิษมาตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว”

หรงจี้เข้าใจความนัยในคำของหมอหลวงหวัง หมัดพลันกำแน่นจนข้อนิ้วซีดขาว “เมื่อเป็นพิษของต้าเซิ่ง ก็ต้องมียาถอนพิษสิ! แล้วคนที่ปรุงพิษนี้เล่า?”

“อดีตหัวหน้าสำนักแพทย์หลวงผู้คิดค้นพิษชนิดนี้ถูกปลดและเนรเทศไปแล้ว บัดนี้ไม่มีผู้ใดรู้ว่าเขายังมีชีวิตอยู่หรือไม่ ส่วนยาถอนพิษ...” น้ำเสียงของหมอหลวงหวังยิ่งหนักอึ้ง “โอสถถอนพิษที่ในวังสำรองไว้เป็นประจำอย่าง ‘ชิงซินอวี้ลู่หวาน’ ยังพอใช้ประทังได้ แต่เมื่อวานถูกเฉินไทเฟยนำไปทั้งหมด โดยอ้างว่าใช้บำรุงอาการใจสั่น ขณะนี้ในวังไม่มียาที่รักษาได้ถึงรากอีกแล้ว”

เฉินไทเฟย...มารดาผู้ให้กำเนิดองค์ชายใหญ่

สีหน้าของทุกคนพลันแปรเปลี่ยน

“มียาที่ช่วยยื้อเวลาได้ชั่วคราวหรือไม่?” หรงจี้ถามเสียงขรึม

“มีก็มีอยู่ แต่รักษาไม่หายขาด ตามอาการตอนนี้ โอสถถอนพิษทั่วไปเกรงว่าจะยื้อได้เพียงเจ็ดวัน”

“เจ็ดวัน...” ชิวหลินที่ยืนอยู่ด้านข้างหลับตาลง พอลืมขึ้นอีกครั้งดวงตาก็แดงก่ำ “ข้าจะไปเอายาจากตำหนักของเฉินไทเฟย”

“อย่า!” หรงจี้ร้องห้ามเขา แล้วเห็นชิวหลินเองก็เต็มไปด้วยบาดแผล ไม่ได้เบาไปกว่าเยี่ยนหลิงเลย จึงถอนหายใจ “เฉินไทเฟยเป็นพระสนมในรัชกาลก่อน หากไม่มีหลักฐานแน่ชัด การบุกตำหนักของไทเฟยโดยพลการถือเป็นโทษหนัก นางกับเยี่ยนหลิงบัดนี้ผูกพยาบาทกันถึงตาย หากพิษนี้เป็นของที่นางมอบให้จริง เจ้าต่อให้ไป นางก็ไม่มีวันยอมมอบยาถอนพิษให้”

“หรือจะให้เรามองดูองค์หญิงรอความตายอยู่เฉยๆ?” ชิวหลินไม่สนฐานันดรอีกต่อไปแล้ว ตวาดใส่หรงจี้เสียงต่ำ

“ข้าจะไปตำหนักไทเฟยสักเที่ยว หาเหตุผลอื่นสักข้อ บางทีอาจยังมีทางรอดอยู่บ้าง”

พอดีกับตอนนั้นเอง ด้านนอกก็เกิดเสียงเอะอะขึ้น

“ติ้งอันจวิ้นอ๋องเยี่ยนเฟยอวี่นำขุนนางทั้งหลายมาขอเข้าเฝ้าองค์หญิงใหญ่ผิงหยาง!”

ในห้อง ทุกคนต่างสะดุ้งตกใจ

เวลาเช่นนี้ เหตุใดเยี่ยนเฟยอวี่จึงพาคนมาอย่างกะทันหัน?

ข่าวที่เยี่ยนหลิงบาดเจ็บและถูกพิษ พวกเขาพยายามปิดไว้สุดกำลังแล้ว หรือว่าสุดท้ายก็ยังรั่วไหลออกไป?

จะให้ผู้ใดล่วงรู้ไม่ได้เด็ดขาดว่าเยี่ยนหลิงเกิดเรื่องผิดปกติ มิฉะนั้นราชสำนักย่อมปั่นป่วน และไม่มีผลดีต่อแผ่นดินต้าเซิ่งแม้แต่น้อย

ยิ่งหรงจี้ในตอนนี้ มองใครก็เหมือนคนวางยาพิษทั้งนั้น

เยี่ยนเฟยอวี่ที่กะเวลาแล้วมาถึงพอดี เฉินไทเฟยที่เพิ่งเอายาถอนพิษทั้งหมดไป รวมถึงตัวประกันแห่งเป่ยจิ้งผู้นั้นที่หายสาบสูญตั้งแต่ต้นจนจบ!

เขาขมวดคิ้ว “กันเขาไว้ก่อน!”

หรงจี้ก้าวยาวออกไป เห็นเพียงเยี่ยนเฟยอวี่ในชุดแพรลายไผ่สีเขียว นำพวกขุนนางด้านหลังมาด้วย ทั้งเสนาบดีกระทรวงพิธีการ เสนาบดีกระทรวงทหาร แม้แต่ท่านจี้จิ่วแห่งสำนักศึกษาแห่งชาติก็มาด้วย

คนพวกนี้จะมาสมทบความวุ่นวายอะไรกัน?

สีหน้าหรงจี้ไม่เป็นมิตรนัก เขาเร่งฝีเท้าไปถึงหน้าตำหนักอู๋ถง แล้วขวางเยี่ยนเฟยอวี่กับเหล่าขุนนางไว้พร้อมกัน “องค์หญิงใหญ่ผิงหยางเพียงทรงประชวรด้วยลมหนาวเล็กน้อย ข้าได้เข้าเยี่ยมก่อนแล้ว บัดนี้พระองค์บรรทมพักผ่อนอยู่ ขอเชิญท่านขุนนางทั้งหลายกลับไปเถิด!”

ได้ยินดังนั้นเยี่ยนเฟยอวี่ก็ขมวดคิ้วแน่น สีหน้าอึมครึมเย็นชา “พวกเราได้ข่าวว่าองค์หญิงใหญ่ประชวร จึงตั้งใจมาคารวะเยี่ยมไข้ อีกทั้งทางกระทรวงทหารยังมีรายงานด่วนจากชายแดนต้องทูลถวาย ส่วนทางกระทรวงพิธีการก็มีเรื่องสำคัญต้องให้องค์หญิงใหญ่ทรงตัดสิน หากพระองค์เพียง ‘ทรงประชวรด้วยลมหนาวเล็กน้อย’ จริง ไยแม้แต่จะให้พวกเราได้เห็นพระพักตร์สักหน่อยก็ยังมิได้?”

หรงจี้สีหน้าไร้อารมณ์ ยังคงยืนขวางอยู่หน้าตำหนักอู๋ถง “น้ำใจของติ้งอันจวิ้นอ๋อง องค์หญิงใหญ่ทรงรับไว้แล้ว เพียงแต่พระองค์ยังจำต้องพักฟื้น หมอหลวงกำชับว่าห้ามรบกวน หากมีเรื่องสำคัญ สามารถมอบให้ข้าก่อนได้ รอให้องค์หญิงใหญ่ทรงดีขึ้นเมื่อใด ข้าจะรีบนำขึ้นทูลในทันที”

“แม่ทัพหรง!” เสนาบดีกระทรวงทหาร หลี่ฉงหมิง ก้าวออกมาหนึ่งก้าว สีหน้าเคร่งขรึม “ชายแดนเหนือส่งข่าวด่วนมา กำลังทหารของเป่ยจิ้งระยะนี้เคลื่อนไหวผิดปกติ คล้ายกำลังคิดการบางอย่าง เรื่องนี้สำคัญยิ่ง จำต้องทูลต่อองค์หญิงใหญ่ด้วยตนเอง”

ท่านเจียง เสนาบดีกระทรวงพิธีการ ก็เอ่ยเสริมว่า “เดือนหน้าคือวันครบรอบพระราชพิธีเซ่นไหว้ฮ่องเต้เซิ่งเต๋อ มีหลายเรื่องต้องให้องค์หญิงใหญ่ทรงวินิจฉัย เรื่องนี้ก็ผลัดผ่อนไม่ได้เช่นกัน”

เสียงเตือนภัยในใจหรงจี้ดังขึ้นทันที

เรื่องเหล่านี้แม้สำคัญ แต่ก็ยังไม่ถึงขั้นว่าจำต้องพบวันนี้ให้ได้

เยี่ยนเฟยอวี่เลือกช่วงเวลานี้ พาขุนนางใหญ่ในราชสำนักมาชุมนุมกันที่ตำหนักอู๋ถง ย่อมไม่ใช่เรื่องบังเอิญแน่

“ท่านทั้งหลาย” หรงจี้สูดลมหายใจลึก พยายามรักษาความสงบนิ่ง “องค์หญิงใหญ่ไม่สะดวกพบแขกจริงๆ ขอเชิญทุกท่านกลับจวนไปก่อน เมื่อพระองค์ทรงดีขึ้นแล้ว ย่อมเรียกพบท่านทั้งหลายแน่นอน”

เยี่ยนเฟยอวี่แค่นหัวเราะ ดวงตาคมปลาบดุจนกอินทรี “แม่ทัพหรงขัดขวางซ้ำแล้วซ้ำเล่า หรือว่าอาการขององค์หญิงใหญ่จะมิใช่เพียง ‘ทรงประชวรด้วยลมหนาวเล็กน้อย’ อย่างที่ว่า? หากแต่...” เขาจงใจเว้นช่วง “เกิดเรื่องไม่คาดฝันขึ้นแล้ว?”

ทันทีที่คำนี้หลุดออกมา สีหน้าของทุกคนต่างแปรเปลี่ยน

ในใจหรงจี้ร้องว่าไม่ดีแล้ว ทว่าสีหน้ากลับยังเรียบเฉย “ติ้งอันจวิ้นอ๋อง โปรดระวังคำพูด! องค์หญิงใหญ่ทรงเป็นเสาหลักของแผ่นดิน จะให้ผู้ใดคาดเดาสุ่มสี่สุ่มห้าได้อย่างไร?”

“เช่นนั้นก็ให้พวกเราได้เห็นพระองค์สักหน่อย” เยี่ยนเฟยอวี่ก้าวบีบคั้นเข้ามาทีละก้าว “เพียงมองจากไกลๆ ให้แน่ใจว่าองค์หญิงใหญ่ทรงปลอดภัย พวกเราจะล่าถอยทันที”

หรงจี้กำหมัดแน่น พลันตกอยู่ในภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก

เขารู้ดี หากยังขัดขวางอย่างแข็งกร้าวต่อไป จะยิ่งทำให้คนเคลือบแคลงสงสัย

แต่หากปล่อยให้พวกเขาเข้าไปเยี่ยม เรื่องที่เยี่ยนหลิงบาดเจ็บสาหัสจนหมดสติย่อมต้องเปิดเผย ถึงตอนนั้นราชสำนักย่อมสั่นคลอน ผลลัพธ์ยากจะคาดเดา

ขณะที่เขายังไม่รู้จะรับมืออย่างไร เยี่ยนเฟยอวี่ก็ยกเท้าก้าวไปข้างหน้าแล้ว ถึงกับคิดจะบุกเข้าไปตรงๆ “เมื่อแม่ทัพหรงดื้อรั้นขัดขวาง เช่นนั้นเปิ่นอ๋องก็ได้แต่ต้องยืนยันความปลอดภัยขององค์หญิงใหญ่ด้วยตนเองแล้ว!”

“ติ้งอันจวิ้นอ๋อง!” หรงจี้ตวาดห้ามเสียงกร้าว

พร้อมกันนั้นชิวหลินก็นำองครักษ์ของตำหนักอู๋ถงหลายคนพุ่งเข้ามา ขวางอยู่หน้าประตูตำหนัก

บรรยากาศตึงเครียดขึ้นในชั่วพริบตา ราวกับคันธนูง้างจนสุดสาย

“หรงจี้ เจ้าคิดจะก่อกบฏหรือ?” เยี่ยนเฟยอวี่หัวเราะเย็น “ขัดขวางเหล่าขุนนางไม่ให้เข้าเฝ้าองค์หญิงใหญ่ผู้สำเร็จราชการ เจ้าคิดจะทำอะไรกันแน่?”

หรงจี้ไม่ถอยแม้ครึ่งก้าว “องค์หญิงมีรับสั่ง วันนี้ไม่พบผู้ใดทั้งสิ้น!”

เยี่ยนเฟยอวี่แค่นเสียงเย็น “เช่นนั้นเปิ่นอ๋องก็อยากรู้เหมือนกันว่า องครักษ์ของตำหนักอู๋ถงจะขวางเปิ่นอ๋องได้จริงหรือไม่!”

ประกายเย็นเยียบวาบผ่านดวงตา เขาโบกมือส่งสัญญาณให้ผู้ติดตามเบื้องหลังเข้ามา

และในห้วงคับขันดุจแขวนเส้นไหมนั้นเอง

เสียงเย็นเฉียบสายหนึ่งก็ดังมาจากในตำหนัก

“ติ้งอันจวิ้นอ๋องช่างมีอำนาจนัก”

เสียงนั้นแม้แผ่วเบา ทว่ากลับระเบิดก้องดุจอัสนีฟาดลงข้างหูของทุกคน

หรงจี้หันกลับไปทันควัน เห็นเพียงประตูตำหนักบรรทมถูกมือซีดขาวข้างหนึ่งผลักออก เยี่ยนหลิงค่อยๆ เดินออกมาอย่างช้าๆ

ใบหน้านางซีดขาว ริมฝีปากไร้สีเลือด ทว่ายังฝืนประคองตนไว้ ไม่ให้ใครมองเห็นพิรุธ

ดวงตาคู่หนึ่งยังคมกริบดุจวันวาน พุ่งตรงไปยังผู้คนที่ยืนอยู่หน้าประตูตำหนัก

ทุกคนล้วนตะลึงงัน

สีหน้าของเยี่ยนเฟยอวี่แข็งค้างไปในบัดดล ความตกตะลึงที่ยากปกปิดฉายวาบผ่านดวงตา ก่อนจะหายไปอย่างรวดเร็ว แทนที่ด้วยความดำลึกยากหยั่ง

เยี่ยนหลิงเดินไปยังประตูตำหนักทีละก้าว แต่ละก้าวเชื่องช้ายิ่งนัก ทว่ากลับเปี่ยมด้วยบารมีที่ไม่อาจโต้แย้ง

บนร่างนางคลุมด้วยเสื้อคลุมใหญ่สีแดงเพลิง ห่อหุ้มร่างที่เต็มไปด้วยบาดแผลไว้แน่น

หรงจี้เห็นดังนั้น แววเจ็บปวดก็วาบผ่านดวงตาอย่างชัดเจน

“เปิ่นกงเพียงทรงประชวรด้วยลมหนาวเล็กน้อย ติ้งอันจวิ้นอ๋องกลับยกขบวนมาเสียเอิกเกริกเช่นนี้” เยี่ยนหลิงหยุดยืนตรงหน้าประตูตำหนัก สายตากวาดผ่านเหล่าขุนนาง “ยังพาขุนนางใหญ่ในราชสำนักมามากมายถึงเพียงนี้ คิดจะบีบบังคับเข้าวังหรือ?”

“กระหม่อมมิกล้า!” เยี่ยนเฟยอวี่รู้ว่ากระแสใหญ่หมดไปแล้ว น้ำเสียงจึงแฝงความร้อนรนที่แทบจับไม่ทัน “พวกกระหม่อมเพียงห่วงพระอาการขององค์หญิงใหญ่ จึงมาเยี่ยม อีกทั้งมีเรื่องสำคัญต้องให้พระองค์ทรงวินิจฉัย จึง...”

“จึงคิดจะบุกเข้าตำหนักบรรทมของเปิ่นกง?” เยี่ยนหลิงตัดบท เสียงแม้แผ่วเบา แต่กลับเย็นเยียบเสียดกระดูก “ติ้งอันจวิ้นอ๋อง ท่านกำลังเห็นกฎวังเป็นเพียงเศษดิน หรือเห็นว่าเปิ่นกงอ่อนแอให้รังแกได้?”

“หามีความคิดนั้นไม่!” เหงื่อเย็นผุดขึ้นบนหน้าผากเยี่ยนเฟยอวี่ เขาไม่เคยคาดคิดเลยว่าเยี่ยนหลิงซึ่งถูกพิษซือซินฉาน จะยังลุกขึ้นมาได้ และยังต่อว่าเขาได้อย่างชัดถ้อยชัดคำถึงเพียงนี้

“ข่าวทหารชายแดนเหนือ พิธีเซ่นไหว้ฮ่องเต้เซิ่งเต๋อ” เยี่ยนหลิงเอ่ยช้าๆ พลางกวาดสายตาผ่านเหล่าขุนนางทีละคน “เรื่องเหล่านี้ เปิ่นกงจะจัดการเอง แต่วันนี้เปิ่นกงไม่สบาย ไม่พบผู้ใดทั้งสิ้น ทุกท่านกลับไปเถิด”

น้ำเสียงของนางแม้อ่อนแรง แต่กลับทรงอำนาจจนมิอาจโต้แย้ง

เหล่าขุนนางต่างมองหน้ากันไปมา สุดท้ายก็พร้อมใจกันโค้งคำนับ “กระหม่อมขอทูลลา”

เยี่ยนเฟยอวี่มองเยี่ยนหลิงลึกๆ คราหนึ่ง คล้ายอยากค้นหาพิรุธบางอย่างจากใบหน้าซีดขาวนั้น

แต่เยี่ยนหลิงกลับเพียงสบตาเขาอย่างสงบนิ่ง ดวงตาคู่นั้นลึกล้ำจนไม่อาจหยั่งถึง

“เมื่อองค์หญิงใหญ่ทรงปลอดภัย กระหม่อมก็วางใจแล้ว” เยี่ยนเฟยอวี่สุดท้ายจึงโค้งกายลง “กระหม่อมขอทูลลา”

เขาจำต้องพาเหล่าขุนนางรีบจากไป

จนเงาร่างของคนเหล่านั้นลับหายไปสุดปลายทางในวังแล้ว เยี่ยนหลิงจึงโซเซวูบหนึ่ง แทบยืนไม่อยู่

“องค์หญิง!”

หรงจี้และชิวหลินรีบพุ่งเข้ามาพยุง

“พยุงข้าเข้าไป...” เสียงของเยี่ยนหลิงแผ่วเบาจนแทบไม่ได้ยิน

ทันทีที่กลับถึงห้องชั้นใน เยี่ยนหลิงก็ไม่อาจฝืนต่อไปได้อีก ล้มตัวลงบนเตียงอย่างหมดแรง

หมอหลวงหวังรีบเข้ามาจับชีพจร สีหน้ายิ่งเคร่งเครียดขึ้น

“เหตุใดองค์หญิงต้องฝืนลุกขึ้นด้วยพ่ะย่ะค่ะ? พิษได้กระจายเร็วขึ้นตามการไหลเวียนของลมปราณและโลหิตแล้ว!” หมอหลวงหวังร้องอย่างร้อนใจ “เร็ว หยิบเข็มเงินมา!”

ความโกลาหลระลอกใหม่จึงอุบัติขึ้นอีกครั้ง

นางกำนัลทั้งหลายต่างลนลานยกน้ำร้อนกับหีบยาเข้ามา หมอหลวงหวังกลั้นลมหายใจรวบรวมสมาธิ เข็มเงินเล่มแล้วเล่มเล่าปักลงบนจุดฝังเข็มสำคัญหลายแห่งบนร่างเยี่ยนหลิง พยายามสกัดพิษโลหิตที่กำลังทะลักพรวด

เยี่ยนหลิงขมวดคิ้วแน่น เหงื่อเย็นชุ่มเต็มหน้าผาก ทว่านางกัดริมฝีปากล่างไว้แน่น ไม่ยอมครางแม้แต่น้อย

เมื่อเข็มสุดท้ายปักลงไปแล้ว ลมหายใจของนางจึงค่อยๆ สงบลง ครั้นลืมตาขึ้น สิ่งแรกที่มองเห็นคือชิวหลินที่เฝ้าอยู่ข้างเตียง ใบหน้าซีดเผือดไม่ต่างกัน

“ชิวหลิน...” เสียงนางแหบพร่า “พวกเก่าของอ๋องหยง...”

ชิวหลินเข้าใจทันทีว่านางกำลังถามสิ่งใด เขาคุกเข่าข้างหนึ่งลง “กระหม่อมไว้ชีวิตพวกมันแล้ว ขังอยู่ในคุกหลวง”

บนใบหน้าเขาเผยความปวดร้าวอย่างเข้มข้น “องค์หญิง เวลานี้เรื่องสืบสวนยังผ่อนเอาไว้ก่อนได้ พระวรกายของพระองค์...”

“ร่างกายของข้า ข้าย่อมรู้ดีที่สุด” เยี่ยนหลิงตัดบท น้ำเสียงสงบนิ่งจนชวนหวาดหวั่น แล้วหันไปทางหมอหลวงหวัง “ท่านหมอหวัง บอกความจริง ข้ายังมีเวลาอีกเท่าใด?”

หมอหลวงหวังชักมือกลับจากการจับชีพจร ถอนหายใจยาว ใบหน้าซึ่งเต็มไปด้วยริ้วรอยอัดแน่นด้วยความเศร้า “องค์หญิงมีวรยุทธ์ลึกล้ำ เจตจำนงก็แข็งกล้ายิ่งนัก เมื่อครู่แม้ฝืนใช้ลมปราณจนพิษวิ่งเร็วขึ้น แต่ก็ปลุกศักยภาพในร่างกายขึ้นมากดพิษไว้ได้ชั่วคราวส่วนหนึ่ง กระหม่อมได้ใช้ ‘ติ้งพั่วส่าน’ แล้ว ยานี้ช่วยชะลอพิษ ‘ซือซินฉาน’ ไม่ให้กัดกร่อนเส้นชีพจรหัวใจเร็วเกินไป แต่...อย่างมากก็ได้เพียงเจ็ดวัน ภายในเจ็ดวัน หากไม่มียาถอนพิษหรือวิธีรักษาที่ได้ผล เมื่อพิษเข้าสู่เส้นชีพจรหัวใจ ต่อให้เป็นเซียนสวรรค์ก็ยากจะช่วย”

“ซือซินฉาน...” เยี่ยนหลิงทวนเสียงเบา

เมื่อนึกถึงทุกสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อคืน ความอ่อนหวานพันพัวเหล่านั้นกลับล้วนเป็นยาพิษที่ห่อด้วยน้ำผึ้ง

ในดวงตาเยี่ยนหลิงคล้ายมีน้ำแข็งเย็นเยียบจับตัว และคล้ายมีเปลวเพลิงลุกโชนไปพร้อมกัน

หมอหลวงหวังพยักหน้า ซือซินฉานเป็นยาลับในวัง องค์หญิงย่อมรู้แล้วว่าใครเป็นคนวางพิษ และทรงได้รับพิษมาได้อย่างไร เขาถอนหายใจยาว “ยาถอนพิษเพียงหนึ่งเดียวในวังถูกเฉินไทเฟยนำไปทั้งหมด องค์หญิงเวลานี้จึงเหลือเพียงเจ็ดวัน...”

“เจ็ดวัน...เฉินไทเฟย...” เยี่ยนหลิงหันมองหรงจี้ เหตุใดจึงไปพัวพันกับเฉินไทเฟยอีกแล้ว? “ทางเฉินไทเฟย มีความเป็นไปได้หรือไม่ว่าจะยอมมอบ ‘ชิงซินอวี้ลู่หวาน’ ออกมาเอง?”

พี่สาวแท้ๆ ของเฉินไทเฟยก็คือมารดาของหรงจี้ กล่าวให้ถูก หรงจี้ต้องเรียกเฉินไทเฟยว่าอี๋หมู่

หรงจี้ขมวดคิ้ว หากอิงตามความเข้าใจที่เขามีต่อนางแล้ว ความหวังแทบไม่มีเลย

ยิ่งไปกว่านั้น เฉินไทเฟยมองเยี่ยนหลิงเป็นศัตรูคู่อาฆาตถึงชีวิต

หรงจี้ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แววตาพลันวาบขึ้นเล็กน้อย “บางที...เราอาจใช้วิธีอื่นได้ เพียงแต่ต้องอ้อมสักหน่อย”

“วิธีใด?”

“ในเมื่อซือซินฉานเป็นยาลับของราชสำนักต้าเซิ่ง และอดีตหัวหน้าสำนักแพทย์หลวงผู้คิดค้นพิษนี้ถูกปลด” หรงจี้เอ่ยช้าๆ “เช่นนั้นหากหาเขาพบ บางทีอาจยังมีความหวัง”

หมอหลวงหวังได้ยินดังนั้นก็เงยหน้าขึ้นฉับพลัน “ท่านหรงหมายถึง...หมอหลวงหลินหรือ?”

“ถูกต้อง” หรงจี้พยักหน้า “หลังหมอหลวงหลินถูกปลด เขาไปอยู่ที่ใด? ยังมีชีวิตอยู่หรือไม่? หากหาเขาพบ บางทีอาจสามารถปรุงยาถอนพิษได้”

หมอหลวงหวังครุ่นคิด “หมอหลวงหลินเมื่อครั้งนั้นถูกปลดเพราะพัวพันการต่อสู้ในฝ่ายใน ได้ยินว่าถูกเนรเทศไปยังหนานเจียง แต่นั่นก็เมื่อสิบปีก่อนแล้ว บัดนี้ยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ ไม่มีผู้ใดรู้”

“หนานเจียง...” เยี่ยนหลิงหลับตาลง ก่อนลืมขึ้นอีกครั้ง ดวงตากลับเด็ดเดี่ยวแน่วแน่ “ไปหา ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องหาเขาให้พบ หรงจี้ เรื่องนี้ต้องเก็บเป็นความลับ เจ้าจงคัดเลือกคนฝีมือดีที่ไว้ใจได้ที่สุด เดินทางลงใต้เป็นการลับ ชิวหลิน” นางหันไปอีกด้าน “เจ้าอยู่เฝ้าในเมืองหลวง จับตาเยี่ยนเฟยอวี่กับเฉินไทเฟยให้ดี อีกประการ...ต้องประคองสถานการณ์ในราชสำนักไว้ เจ็ดวันนี้ อย่างน้อยภายนอกห้ามให้ผู้ใดมองออกว่าเปิ่นกงกำลังตกอยู่ในอันตรายถึงชีวิต”

“กระหม่อมรับบัญชา!” ชิวหลินขานรับ

หรงจี้รู้ดีว่าเรื่องนี้สำคัญเพียงใด จึงพยักหน้ารับคำ สงบนิ่งฟังคำสั่งของเยี่ยนหลิง

“ยังมีอีก...” จู่ๆ เยี่ยนหลิงก็ไออย่างรุนแรง หรงจี้รีบเข้ามาพยุงนางไว้ กลับเห็นเลือดสีแดงคล้ำซึมออกจากมุมปากนางแล้ว

นางพักหอบอยู่ครู่หนึ่ง แต่ในดวงตากลับปะทุด้วยความชิงชังเข้มข้น “เซียวจิ้น...มีข่าวหรือยัง?”

แววปวดร้าววาบผ่านดวงตาหรงจี้ เขารู้ว่านางไม่อาจปล่อยวางได้ “ข้าลอบสั่งค้นจับเซียวจิ้นทั่วทั้งเมืองแล้ว แต่ตอนนี้ยังไร้ข่าว เขาคงหลบหนีออกจากนครหลวงไปแล้ว”

สายตาเยี่ยนหลิงพร่าเลือนเป็นระลอก ความหวานคาวพลุ่งขึ้นสู่ลำคอ

“องค์หญิง!” หมอหลวงหวังร้องลั่น

“อั่ก—” เยี่ยนหลิงพ่นเลือดดำออกมาคำหนึ่งอย่างแรง ย้อมอกเสื้อและผ้าห่มตรงหน้าให้แดงฉาน สีเลือดนั้นคล้ำดำจนน่าหวาดผวา

ร่างนางอ่อนยวบ แล้วหมดสติไปโดยสิ้นเชิง ล้มลงในอ้อมแขนของหรงจี้

“เร็ว! ลงเข็ม! ป้อนยา!” หมอหลวงหวังตะโกนเร่ง ห้องชั้นในจึงตกสู่การช่วยชีวิตอันตึงเครียดอีกครั้ง

13,880 ตัวอักษร

ความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น

แชร์: