บทที่ 26

ใช้กายเป็นเหยื่อล่อ

ณ มุมหนึ่งของราชวังหลวง จวนติ้งอันจวิ้นอ๋อง

เวลานี้เยี่ยนเฟยอวี่กำลังสนทนาลับกับใครบางคน

“นางยังลุกขึ้นมาได้อีกหรือ” สีหน้าเยี่ยนเฟยอวี่หม่นคล้ำ “หรือพิษของซื่อซินฉานจะไม่ร้ายกาจอย่างคำร่ำลือ?”

คนตรงหน้าหลบเร้นอยู่ในเงามืด เสียงแหบพร่าดังขึ้นว่า “ซื่อซินฉานร้ายแรงจริง แต่นางจะฝืนพยุงอยู่ได้ชั่วครู่ก็ไม่ใช่เรื่องแปลก สำคัญอยู่ที่...นางฝืนได้อีกไม่นานแล้ว”

“ทางเฉินไทเฟยเล่า?”

“วางใจเถิด ไทเฟยเกลียดเยี่ยนหลิงเข้ากระดูกดำ ทำลายยาถอนพิษทั้งหมดไปนานแล้ว”

“ดี” แววตาเยี่ยนเฟยอวี่วาบผ่านความเหี้ยมเกรียมเสี้ยวหนึ่ง “อีกเจ็ดวัน ฟ้าของต้าเซิ่งก็ควรเปลี่ยนแล้ว”

เขาแค่นหัวเราะเย็นชา “ตำแหน่งผู้สำเร็จราชการนี้ ก็ควร...เปลี่ยนคนเสียที”

ลมราตรีพัดผ่าน ม้วนเอาใบไม้แห้งในลานให้ปลิวว่อน พร้อมกลิ่นอายสังหารของเหมันต์ที่ค่อยๆ แผ่ซ่านออกมาอย่างเงียบเชียบ

...

เรือนอู๋ถง

ยามนี้ดึกมากแล้ว

ในห้องชั้นในมีเตาถ่านลุกอยู่ ทว่าก็ยังต้านความเย็นที่ซึมแผ่ออกจากร่างเยี่ยนหลิงเป็นสายๆ ไม่ได้

นางนอนอยู่บนเตียง ถูกห่มทับด้วยผ้านวมแพรหนักอึ้ง ทว่ากลับไม่มีไออุ่นแม้แต่น้อย

เหงื่อเย็นผุดพราวตรงขมับ ริมฝีปากขาวซีดจนอมเขียว

ดวงตาของนางปิดสนิท พึมพำละเมออยู่ไม่หยุด

“เหตุใด...”

ในห้วงฝัน ราวกับหวนกลับไปยังคืนนั้นอีกครั้ง

เยี่ยนหลิงในอาภรณ์โปร่งบางยกมือบีบลำคอเซียวจิ้น

นางได้ยินเสียงหัวเราะต่ำๆ ของเซียวจิ้น เสียงนั้นทุ้มลึก แฝงนัยเย้ยหยัน

ส่วนตัวนางเองกำลังถามว่าเหตุใด น้ำเสียงแหบพร่าอัดแน่นด้วยความชิงชัง

เช่นนั้นแล้ว เหตุใดกัน ในยามที่นางใกล้จะเชื่อใจเขาอยู่แล้ว เขาจึงหักหลังนางเช่นนี้?

นางมองเห็นฉากในความฝันซ้ำรอยคืนนั้นทุกประการ ม่านโปร่งลอยพลิ้ว ลมค่ำพัดไหวเปลวเทียนแดง

ชั่วขณะนั้น นางเกลียดชังความโง่งมและไร้เดียงสาของตนเองเสียจนแทบบ้าคลั่ง

ดวงตาเยี่ยนหลิงแดงก่ำ มือที่บีบคอเซียวจิ้นยิ่งออกแรงหนักขึ้น

เซียวจิ้นในฝันถูกนางบีบรัดจนเส้นเอ็นบนหน้าผากปูดโปน สีหน้าน่าหวาดหวั่นถึงที่สุด

เขากัดฟันแน่น แล้วเค้นถ้อยคำหนึ่งออกมาจากซอกฟัน “ต่อให้ตาย ข้าก็ไม่มีวันเป็นเครื่องมือให้เจ้าใช้!”

“เซียวจิ้น!”

เยี่ยนหลิงลืมตาพรวด อกกระเพื่อมขึ้นลงอย่างรุนแรง เหงื่อชุ่มซึมทะลุเสื้อชั้นใน

ภาพตรงหน้าค่อยๆ แจ่มชัด ไม่มีเซียวจิ้น และความกำกวมลุ่มลึกทั้งปวงก็สลายหายไปสิ้น

ในอากาศอบอวลด้วยกลิ่นยาขม ถึงภายในห้องจะก่อเตาถ่านไว้มากเพียงใด แต่นางก็ยังหนาวเหน็บจนแทบทนไม่ไหวเพราะพิษร้ายในกาย

“องค์หญิง!” สาวใช้ที่เฝ้าอยู่ข้างเตียงรีบถลาเข้ามา

“ชิวชุ่ย เอาน้ำมาให้ข้าถ้วยหนึ่ง!”

พอคำพูดหลุดออกไป นางก็ชะงักงันเสียก่อน

จากนั้นจึงนึกขึ้นได้ว่า ชิวชุ่ยไม่อยู่แล้ว

“ตอนนี้...ยามใดแล้ว?” เสียงของนางแห้งผาก

“พระองค์หมดสติไปสองวันหนึ่งคืน บัดนี้เป็นยามอิ๋นของวันที่สามแล้วเพคะ” สาวใช้ประคองนางให้นั่งขึ้นอย่างระมัดระวัง ก่อนป้อนน้ำอุ่นให้อีกสองสามอึก

สองวันหนึ่งคืน

เยี่ยนหลิงหลับตาลง ความเจ็บปวดสาหัสยังคงวนเวียนอยู่ที่ทรวงอก แต่เบาบางกว่าก่อนหน้านี้เล็กน้อย คงเป็นเพราะหมอหลวงหวังใช้ยากดพิษเอาไว้ชั่วคราว

ทว่าความชิงชังที่กดไม่อยู่กลับเติบโตคล้ายเถาพิษอยู่ลึกในใจ

“หรงจี้เล่า?” นางถาม

“ท่านแม่ทัพหรงออกจากเมืองหลวงลงใต้เป็นการลับแล้ว ไปตามหาหลินชิงหยวน” สาวใช้ตอบเสียงเบา “ท่านชิวหลินเฝ้ารออยู่ด้านนอกมาตลอดเพคะ”

“ให้เขาเข้ามา”

ชิวหลินก้าวเข้าห้องชั้นในอย่างรวดเร็ว เขาเปลี่ยนเป็นชุดสะอาดแล้ว แต่บาดแผลบนใบหน้ายังไม่หาย ดวงตาเต็มไปด้วยเส้นเลือดแดง

“เซียวจิ้นเล่า?” เยี่ยนหลิงถามทันที เสียงเย็นเยียบประหนึ่งน้ำแข็งที่ลับคมแล้ว

ชิวหลินคุกเข่าข้างหนึ่งลงกับพื้น “ค้นทั่วทั้งเมืองต่อเนื่องมาสามวันแล้ว แต่ยังไม่พบร่องรอยของเซียวจิ้นขอรับ”

นิ้วมือเยี่ยนหลิงกำแน่นฉับพลัน จนผ้านวมแพรยับย่น

ดี หนีได้รวดเร็วถึงเพียงนี้ สมกับเตรียมการไว้ล่วงหน้า

นางหัวเราะต่ำๆ แต่เสียงหัวเราะนั้นกลับเยียบเย็นทั้งสิ้น “ถ่ายทอดคำสั่งข้า: เซียวจิ้น ตัวประกันจากเป่ยจิ้ง หลบหนีออกจากเมืองหลวง ลอบขโมยความลับในวัง และลอบสังหารองค์หญิงใหญ่ผู้สำเร็จราชการ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ให้ออกหมายจับทั่วแผ่นดินต้าเซิ่ง—เป็นหรือตายก็ต้องเอาตัวมาให้ได้ ผู้ใดให้เบาะแส มีรางวัลหนึ่งพันตำลึง”

ชิวหลินสะท้านในใจ “องค์หญิง หากเคลื่อนไหวเอิกเกริกเช่นนี้ เกรงว่าจะทำให้ทั้งราชสำนักและบ้านเมืองตื่นตระหนก...”

“เขาก็เพราะกุมจุดนี้ของข้าไว้แน่ชัด จึงมั่นใจว่าข้าจะไม่ระดมผู้คนตามล่าเขา” เยี่ยนหลิงเอ่ยทีละคำ “แต่ข้าจะไม่ทำอย่างที่เขาหวัง ข้าเยี่ยนหลิงเป็นคนใจกว้างถึงเพียงนั้นเชียวหรือ? ส่งคำสั่งของข้าออกไป ให้สายลับทุกสาย กำลังทุกส่วนของจวนองค์หญิงใหญ่ ออกเคลื่อนไหวทั้งหมด ส่งคนขึ้นเหนือ จับตาความเคลื่อนไหวชายแดนเป่ยจิ้งให้แน่น หากพบว่าเซียวจิ้นคิดจะกลับแคว้น ไม่ว่าต้องแลกด้วยอะไรก็ต้องสกัดเขาไว้ให้ได้”

“ขอรับ!” ชิวหลินรับคำสั่งอย่างเคร่งขรึม

เยี่ยนหลิงเอนพิงหัวเตียง หัวใจที่เต้นรุนแรงทำให้ความเจ็บแปลบจากพิษกำเริบขึ้นมาอีกครั้งอย่างเลือนราง

นางสูดลมหายใจลึก บังคับตนให้สงบและไตร่ตรองอย่างเยือกเย็น

“พิษนั้นคือซื่อซินฉาน เป็นยาพิษลับของราชสำนักต้าเซิ่ง ผู้ที่จะเข้าถึงมันได้มีไม่มาก” นางเอ่ยช้าๆ “สำนักแพทย์หลวงควบคุมเข้มงวด พิษกับยาถอนพิษเก็บแยกคลังกัน เฉินไทเฟยเอายาถอนพิษไปได้ทั้งหมด แต่แล้วนางเอาตัวยาพิษมาได้อย่างไร? ต่อให้เป็นไทเฟย ก็ไม่มีทางแตะต้องยาพิษลับในวังได้ตามอำเภอใจ ฉะนั้น คนวางยาต้องเป็นอีกผู้หนึ่ง และผู้ที่เข้าถึงได้ทั้งสองอย่างพร้อมกัน...”

นางชะงักกะทันหัน เงาร่างหนึ่งผุดวาบขึ้นในห้วงความคิด

เยี่ยนเฟยอวี่

ติ้งอันจวิ้นอ๋องเป็นหนึ่งในเชื้อพระวงศ์ไม่กี่คนที่มีสิทธิเข้าออกสำนักแพทย์หลวงและเบิกยาต้องห้ามได้

เรื่องนี้ไม่มีทางบังเอิญถึงเพียงนั้น

นางเพิ่งถูกพิษจนสลบ เขาก็พาเหล่าขุนนางมาคารวะ “เยี่ยมเยียน” ทันที

จงใจเกินไป

ราวกับรอไม่ไหว และมั่นใจเต็มที่ว่านางจะต้องตายเพราะพิษแน่นอน

“ไปสืบ” เยี่ยนหลิงเอ่ยเย็นชา “ในช่วงสามเดือนที่ผ่านมา เยี่ยนเฟยอวี่เคยเบิกสมุนไพรหรือโอสถพิเศษจากสำนักแพทย์หลวงหรือไม่”

ดวงตาชิวหลินพลันสว่างขึ้น “องค์หญิงทรงสงสัยติ้งอันจวิ้นอ๋องหรือขอรับ?”

“สงสัย?” เยี่ยนหลิงกระตุกมุมปาก “ข้าจะพิสูจน์ให้แน่ชัด พอฟ้าสาง ข้าจะไปจวนติ้งอันจวิ้นอ๋องด้วยตนเอง”

“องค์หญิง มิได้ พระวรกายของพระองค์...”

เยี่ยนหลิงโบกมือ “ร่างกายข้ายังพอประคองได้ชั่วคราว ยาตรึงดวงจิตของหมอหลวงหวังยังช่วยพยุงเวลาได้อีกพักหนึ่ง”

ชิวหลินเห็นว่าเกลี้ยกล่อมเยี่ยนหลิงไม่สำเร็จ จึงได้แต่ล้มเลิก เพียงแต่แววตายังคงเต็มไปด้วยความกังวล

“ชิวชุ่ย...” จู่ๆ นางก็เอ่ยถามเสียงต่ำ “จัดการร่างของนางเรียบร้อยแล้วหรือยัง?”

สีหน้าชิวหลินหม่นลง “เก็บศพและบรรจุโลงแล้วขอรับ”

“ดี” เยี่ยนหลิงหลับตาลงอย่างเจ็บปวด

...

ไม่นาน พอยามอิ๋นผ่านไป ก็เป็นยามเหม่า

แสงเช้าของยามเหม่า ยังไม่อาจขับไล่ไอหนาวของราตรีเหมันต์ได้หมด

รถม้าคลุมม่านสีเขียวหม่นคันหนึ่งที่ดูไม่สะดุดตา ค่อยๆ แล่นออกจากเรือนอู๋ถงอย่างเงียบเชียบ ผ่านทางหลวงในวังอันเงียบงัน มุ่งตรงไปยังจวนติ้งอันจวิ้นอ๋อง

ภายในรถม้า เยี่ยนหลิงห่อกายอยู่ในเสื้อคลุมขนจิ้งจอกหนาหนัก ใบหน้ายังคงซีดขาวราวกระดาษ มีเพียงแววตาส่วนลึกที่ลุกไหม้ด้วยเปลวเพลิงเย็นเยียบ

พิษของซื่อซินฉานถูกยาตรึงดวงจิตกดไว้ชั่วคราว หากก็ยังเหมือนโรคฝังลึกในกระดูก ค่อยๆ กัดเซาะเส้นชีพจรหัวใจของนางทีละน้อย ทุกลมหายใจล้วนมาพร้อมความเจ็บแปลบแผ่วเบา

ชิวหลินนั่งอยู่ด้านข้าง มือกดอยู่บนด้ามกระบี่ ทั่วร่างตึงเครียด สายตากวาดมองนอกหน้าต่างอย่างระแวดระวัง

จวนติ้งอันจวิ้นอ๋อง เดิมคือจวนอ๋องหยง

หลังอ๋องหยงถูกประหาร จวนนี้ก็ถูกริบคืน ก่อนจะพระราชทานให้บุตรชายของอ๋องหยงคือเยี่ยนเฟยอวี่ กลายเป็นเจ้านายคนใหม่

ส่วนพระชายาอ๋องหยงและคนในครอบครัวที่เหลือถูกย้ายไปพำนักยังคฤหาสน์ชานเมืองห่างไกลอำนาจ แม้แต่งานเลี้ยงในวังคืนสิ้นปีก็ยังไม่ได้เข้าร่วม

ยามนี้หน้าจวนติ้งอันจวิ้นอ๋องเงียบเหงา ประตูใหญ่ทาสีชาดปิดสนิท ให้ความรู้สึกเย็นเฉียบและเงียบงัน

รถม้าหยุดลงหน้าประตูจวน

“ไปเคาะประตู” เยี่ยนหลิงออกคำสั่ง น้ำเสียงราบเรียบแต่ไม่อาจขัดขืน

ชิวหลินก้าวขึ้นหน้า เคาะห่วงประตูอย่างแรง

ผ่านไปเนิ่นนาน ประตูเล็กด้านข้างจึงเปิดออกเพียงรอยแยก คนเฝ้าประตูผู้หนึ่งโผล่หน้าที่งัวเงียเพราะยังไม่ตื่นเต็มตาออกมา พูดอย่างหงุดหงิดว่า “ใครกัน แต่เช้ามืดเช่นนี้...”

ยังไม่ทันพูดจบ ชิวหลินก็ผลักประตูเล็กเปิดออกแล้วกล่าวเสียงทุ้ม “องค์หญิงใหญ่เสด็จ! รีบไปรายงานติ้งอันจวิ้นอ๋องให้ออกมาต้อนรับเดี๋ยวนี้!”

คนเฝ้าประตูเซถลา พอมองเห็นสีหน้าเย็นแข็งของชิวหลิน รวมถึงองครักษ์ที่พอมองเห็นรางๆ อยู่ข้างรถม้า ความง่วงก็หายวับไปในบัดดล เขารีบลนลานคลานวิ่งเข้าไปด้านในทันที

เยี่ยนหลิงไม่รอให้มีการรายงาน นางอาศัยแรงประคองจากแขนของชิวหลินลงจากรถม้า แล้วก้าวตรงเข้าไปข้างใน

ฝีเท้าของนางแม้จะโอนเอนไร้กำลัง ทว่ากลับแน่วแน่อย่างยิ่ง ชายเสื้อคลุมขนจิ้งจอกกวาดผ่านขั้นบันไดหินเย็นเยียบ

เมื่อคนในจวนได้ข่าว ก็พลันโกลาหลขึ้นมา

บ่าวไพร่ต่างรีบคุกเข่าทำความเคารพ ทว่าเยี่ยนหลิงหาได้เหลียวแลไม่ นางมุ่งตรงเข้าสู่ลานกลาง

เห็นชัดว่าเยี่ยนเฟยอวี่เพิ่งถูกปลุกขึ้นมาอย่างรีบด่วน เขาสวมเสื้อนอกเพียงลวกๆ วิ่งมาอย่างร้อนรน ใบหน้ายังมีความไม่พอใจจากการถูกรบกวนปรากฏอยู่

แต่ทันทีที่เห็นแววตาคมกริบดุจคมมีดของเยี่ยนหลิงบนใบหน้าซีดขาว หัวใจเขาก็ดิ่งวูบ สีหน้าฉายแววตกใจระคนสงสัยขึ้นมาวูบหนึ่ง

ทว่าเขาก็ฝืนตั้งสติ ก้าวขึ้นมาคารวะแล้วเอ่ยว่า “กระหม่อมคารวะองค์หญิงใหญ่ ไม่ทราบว่าพระองค์เสด็จมาแต่เช้าตรู่ด้วยเรื่องใด การ...บุกเข้าจวนเช่นนี้ ดูจะไม่สอดคล้องกับธรรมเนียมอยู่บ้าง”

“ไม่สอดคล้องกับธรรมเนียม?” เยี่ยนหลิงหยุดฝีเท้า ยืนอยู่กลางลาน แสงเช้าขับให้แผ่นหลังของนางที่บอบบางแต่ตั้งตรงยิ่งเด่นชัด น้ำเสียงเยียบเย็น “สาวใช้ข้างกายข้า ชิวชุ่ย เมื่อคืนถูกพิษตายในเรือนอู๋ถง พิษที่นางได้รับ สำนักแพทย์หลวงตรวจสอบแล้วว่าเป็นยาพิษลับในวัง ‘ซื่อซินฉาน’”

สาวใช้? เหตุใดถึงเป็นสาวใช้?

ม่านตาของเยี่ยนเฟยอวี่หดวูบ มองเยี่ยนหลิงที่ดูเหมือนไม่มีอันตรายร้ายแรงใดๆ ชั่วขณะหนึ่งก็ไม่อาจจับต้นชนปลายได้ว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่

เขาเผยความประหลาดใจและความไม่เข้าใจได้อย่างพอเหมาะ “มีเรื่องเช่นนี้ด้วยหรือ? ซื่อซินฉาน? ยาตัวนี้ควบคุมเข้มงวดยิ่ง เหตุใดจึงไปตกถึงมือสาวใช้ได้? องค์หญิงโปรดระงับความโศกด้วยเถิด เพียงแต่...แล้วเรื่องนี้เกี่ยวอันใดกับการที่พระองค์บุกเข้าจวนของกระหม่อมแต่เช้ามืด?”

“เกี่ยวอันใด?” แววตาเยี่ยนหลิงคมปลาบดุจสายฟ้า พุ่งตรงใส่เยี่ยนเฟยอวี่ “ข้าสืบพบว่าในช่วงสามเดือนที่ผ่านมา มีเพียงจวนติ้งอันจวิ้นอ๋องเท่านั้นที่เคยเบิกยาจากสำนักแพทย์หลวง หนึ่งในนั้นมีบันทึกเกี่ยวกับซื่อซินฉานและวัตถุดิบบางส่วนของมันอยู่ด้วย เยี่ยนเฟยอวี่ เจ้าจะอธิบายอย่างไร?”

สีหน้าเยี่ยนเฟยอวี่เปลี่ยนไปทันที เห็นชัดว่าไม่คาดคิดว่าเยี่ยนหลิงจะลงมือได้รวดเร็วถึงเพียงนี้ ถึงกับสืบไปถึงบันทึกการเบิกยาของสำนักแพทย์หลวงแล้ว

ความคิดเขาหมุนอย่างรวดเร็ว เหงื่อเม็ดละเอียดซึมออกมาที่ขมับ ทว่าไม่นานนัก เขาราวกับนึกอะไรขึ้นได้ ดวงตาวาบผ่านประกายประหลาดเล็กน้อย ก่อนจะค่อยๆ สงบลง

“ที่แท้องค์หญิงเสด็จมาเพราะเรื่องนี้นี่เอง” เยี่ยนเฟยอวี่ถอนหายใจเบาๆ แสดงสีหน้าอัดอั้นระคนขุ่นเคือง “เดิมทีเรื่องนี้กระหม่อมไม่อยากเอ่ยถึง เกรงว่าจะทำให้เกิดความเข้าใจผิด แต่เมื่อองค์หญิงทรงถามขึ้นมา กระหม่อมก็ไม่กล้าปิดบัง ยาซื่อซินฉานชุดนั้น...หาใช่กระหม่อมใช้ไม่”

“อ้อ? เช่นนั้นเป็นผู้ใด?” น้ำเสียงเยี่ยนหลิงยิ่งเย็นลง

เยี่ยนเฟยอวี่เงยหน้ามองเยี่ยนหลิงตรงๆ แล้วกล่าวทีละคำ “เซียวจิ้น ตัวประกันเซียว”

ทั่วทั้งลานพลันเงียบงัน แม้แต่เสียงลมเช้าพัดผ่านกิ่งไม้แห้งก็ยังได้ยินชัดเจน

หัวใจของเยี่ยนหลิงราวกับถูกมือที่มองไม่เห็นกำบีบรัดอย่างแรง ความเจ็บแปลบจากพิษและความหนาวเยือกที่แล่นวาบขึ้นมาฉับพลันประสานกัน จนลมหายใจของนางชะงักไปเล็กน้อย

ใบหน้านางยังไม่ไหวติง มีเพียงดวงตาที่หรี่ลงนิดหนึ่งเท่านั้น

ได้ยินเพียงเยี่ยนเฟยอวี่พูดต่อว่า “ตอนนั้นเขามาหาข้าด้วยตนเอง บอกว่ารับคำสั่งไปกวาดล้างพรรคพวกเก่าของอ๋องหยง หัวหน้ากบฏผู้นั้นเจ้าเล่ห์นัก มีองครักษ์แน่นหนา การบุกโจมตีตรงๆ ไม่เหมาะ เขาต้องการยาพิษชนิดหนึ่งที่ฆ่าคนได้โดยไร้เสียง เพื่อนำไปลอบสังหาร”

เยี่ยนเฟยอวี่พูดอย่างไม่เร่งร้อน ราวกับกำลังรื้อฟื้นความหลัง “พิษเช่นนั้น ในวังมีเพียงซื่อซินฉาน แม้ข้าจะรู้สึกว่าไม่เหมาะสม แต่เพราะเขาทำงานเพื่อราชสำนัก อีกทั้งยังเป็นคนที่องค์หญิงทรงไว้วางพระทัย ข้าจึง...จึงอำนวยความสะดวกให้ ส่งมันให้เขา!”

จากนั้นเขาก็ขมวดคิ้ว แสดงสีหน้างุนงง “เพียงแต่ภายหลัง ข้าได้ยินมาว่าหัวหน้ากบฏที่เซียวจิ้นนำศีรษะกลับมานั้น ถูกฟันคอด้วยดาบเดียว มิได้มีร่องรอยถูกพิษ ข้าเองก็เคยรู้สึกแปลกใจ ว่าเขาเอายาพิษนั้นไปใช้ที่ใดกันแน่ บัดนี้ดูแล้ว...”

เขาหยุดลงครู่หนึ่ง สายตาตกลงบนใบหน้าซีดขาวของเยี่ยนหลิง แฝงความหมายลึกล้ำ “ชิวชุ่ยถูกพิษ องค์หญิงก็มาซักถามถึงที่ด้วยพระองค์เอง...หรือว่า เซียวจิ้นใช้พิษนี้ทำร้ายชิวชุ่ย ก็เพื่อจะ...หลบหนีไป?”

10,549 ตัวอักษร

ความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น

แชร์: