บทที่ 30

เงามืดหลังกรงเหล็ก

นางเอ่ยว่า “ชิวหลิน ถอดเสื้อเขาให้ข้า!”

ชิวหลินรับคำแล้วก้าวเข้าไปข้างหน้า กระชากอาภรณ์ของเซียวจิ้นออกอย่างหยาบคาย

บาดแผลจากการลงตราเหล็กที่บริเวณสะบักพลันถูกเนื้อผ้าดึงเอาหนังและเนื้อขึ้นมาชั้นหนึ่ง ความเจ็บปวดทำให้เซียวจิ้นเหงื่อเย็นผุดเต็มหน้าผาก ครางอู้อี้ลอดไรฟันออกมา

เมื่ออาภรณ์ถูกถอดออก ก็เผยให้เห็นท่อนกายท่อนบนของเซียวจิ้นที่เต็มไปด้วยบาดแผล

รอยแผลเก่าซ้อนทับรอยแผลใหม่ มีทั้งรอยดาบ รอยแส้ และอักษรคำว่า “ทาส” ที่เพิ่งถูกประทับลงไปสดๆ ร้อนๆ

สายตาของเยี่ยนหลิง ในที่สุดก็นิ่งค้างอยู่บนร่างของเซียวจิ้น

คืนก่อนที่นางจะพัวพันลึกซึ้งกับเซียวจิ้น แสงไฟเลือนรางนัก จึงมองไม่ชัด บัดนี้ถึงได้รู้ว่า บนร่างเขามีบาดแผลมากมายถึงเพียงนี้ และดูเหมือนทุกแผลล้วนเกี่ยวข้องกับนางทั้งสิ้น

แผลดาบที่อกและสะบักจากครั้งกบฏวัง เพราะปกป้องนาง แผลคมดาบที่แขนขวาซึ่งเขารับไว้เพื่อคุ้มครองฮ่องเต้น้อย บาดแผลจากแส้ที่ได้รับเพราะจดหมายลับรั่วไหล จนต้องไปยังคุกหลวงเพื่อรับโทษ รวมถึงบาดแผลที่เพิ่งถูกนางลงมือเฆี่ยนตีลงบนร่างเขาเมื่อครู่นี้ด้วย

แต่ละแผล แต่ละรอย ชวนให้ใจสะท้านจนไม่อาจทนมองตรงๆ

ทั่วทั้งร่างของเขา ล้วนเป็นร่องรอยที่นางทิ้งไว้

เยี่ยนหลิงอดไม่ได้ที่จะยื่นมือออกไป สัมผัสรอยแผลเหล่านั้น ตรงทรวงอก ใต้ผิวเนื้ออุ่นร้อนนั้น คือจังหวะหัวใจของเซียวจิ้นที่เต้นแรงและสับสน

มือของเยี่ยนหลิงสั่นเบาๆ สุดท้ายหยุดอยู่ที่อักษรคำว่า “ทาส” ดวงตาเต็มไปด้วยอารมณ์ยุ่งเหยิง หนักแน่นเสียจนแทบล้นทะลักออกมา

ทันทีที่นางสัมผัส ร่างของเซียวจิ้นก็แข็งเกร็ง ลมหายใจหนักกระทั้นยิ่งขึ้น ทว่าเขากลับเบือนหน้าไป ไม่ยอมมองนางอีกแม้เพียงแวบเดียว

“เพราะเหตุใด” เยี่ยนหลิงพลันเอ่ยขึ้น คล้ายพึมพำกับตนเอง เสียงเบาราวกระซิบจนแทบจับใจความไม่ได้ “เพราะเหตุใดต้องเป็นเจ้าพอดี”

แต่เซียวจิ้นได้ยิน เขาเป็นคนหูไวมาแต่ไหนแต่ไร

เขาหลับตา ปรับลมหายใจและข่มอารมณ์อยู่เนิ่นนาน กว่าจะเอ่ยเสียงแหบพร่าออกมาได้ “ยาพิษ...เยี่ยนเฟยอวี่เป็นคนให้มา...”

เพียงประโยคนี้ ก็ตรึงเยี่ยนหลิงให้นิ่งงันอยู่กับที่ทันที

เซียวจิ้นไม่รู้เลยว่าสิ่งที่เยี่ยนเฟยอวี่มอบให้คือยาพิษ มิเช่นนั้นแล้ว เขาจะวางยาพิษเยี่ยนหลิงได้อย่างไร

หลังจากนั้น เขาก็พูดต่อไม่ออกอีก

ยามนี้เขาเกลียดนัก

เกลียดความโหดร้ายของนาง เกลียดความผิดพลาดของตนเอง

เขาเกลียดทุกสิ่งทุกอย่าง แต่มีเพียงเรื่องเดียวที่เขาไม่เคยเสียใจ

เรื่องที่เกิดขึ้นในคืนนั้น เดิมทีก็เป็นอารมณ์รักพาไป เขาไม่เสียใจที่ได้ครอบครองเยี่ยนหลิง เพียงแต่เสียดาย...ทั้งสองกลับมีคืนนั้นขึ้นมาในห้วงเวลาที่ไม่ควรจะเกิดขึ้นที่สุด

ถึงวันนี้ที่ยิ่งห่างออกไปทีละก้าว ก็ดูจะหนีไม่พ้นเงาของคืนนั้นเช่นกัน

แต่แล้วอย่างไรเล่า

เซียวจิ้นกดข่มคลื่นอารมณ์ที่ปั่นป่วนอยู่ในใจ

ขอเพียงเขาได้กลับไปเป่ยจิ้ง ชิงอำนาจมาไว้ในมือ ทุกสิ่งทุกอย่างก็จะเป็นของเขา!

เขาปิดบังความดุดันและความปรารถนาที่ซ่อนลึกอยู่ในดวงตาลง

ขณะนั้นเอง ด้านนอกห้องทรมานก็มีเสียงฝีเท้าเร่งร้อนดังเข้ามา

องครักษ์นายหนึ่งรีบรุดเข้ามา คุกเข่าลงรายงานว่า “องค์หญิงใหญ่ เพิ่งได้รับข่าวว่า เยี่ยนเฟยอวี่ออกจากเมืองหลวงไปตั้งแต่วันที่สามหลังจากที่พระองค์เสด็จออกจากซ่างจิง เขาควบม้าเร็วไปยังหนานเจียง บัดนี้ไม่ได้อยู่ในเมืองหลวงแล้วพ่ะย่ะค่ะ”

รูม่านตาของเยี่ยนหลิงหดวูบลงฉับพลัน

ไม่ไปตอนไหนไม่ไป ดันเลือกไปหนานเจียงในเวลานี้พอดี

อะไรนะ หลบหนีเพราะกลัวความผิดหรือ

ที่แท้เยี่ยนเฟยอวี่ก็โกหกมาตลอด ด้านหนึ่งหลอกล่อให้เซียวจิ้นวางยานาง อีกด้านหนึ่งก็โยนความผิดทั้งหมดให้เซียวจิ้นที่ฉวยโอกาสหนีไปต่อหน้านาง

ตนเองกลับสลัดตัวสะอาด รอเก็บผลประโยชน์อยู่ฝ่ายเดียว

เป็นแผนซ้อนแผน วางหมากทุกย่างก้าว

อย่างไรก็ไม่มีทางขาดทุน

นางประเมินเขาต่ำไปจริงๆ

เดิมคิดว่าเป็นเพียงบุตรอนุไร้ประโยชน์ผู้หนึ่ง ใครจะคิดว่า แท้จริงกลับเป็นกระดูกแข็งที่เคี้ยวยากนัก

ป่านนี้คนคงควบม้าด่วนไปถึงหนานเจียงเกือบแล้ว ยากจะตามกลับมาได้อีก

แต่ตามถ้อยคำของเยี่ยนเฟยอวี่ ยังมีอีกเรื่องหนึ่งที่ยังไม่กระจ่าง

เยี่ยนหลิงสูดลมหายใจเข้าลึก พลันหันขวับไปมองเซียวจิ้น “เหตุใดเจ้าจึงไปขอยาจากเยี่ยนเฟยอวี่ หรือว่าเพื่อวางยาพิษเหล่าพวกเก่าของอ๋องหยง หรืออาศัยจังหวะนั้นฆ่าข้าเสียเลย เจ้าเคยรู้หรือไม่ว่าหลังข้าถูกพิษ ข้าพบเจอกับสิ่งใดบ้าง การลอบสังหารจากพวกเก่าของอ๋องหยง...” เยี่ยนหลิงแค่นหัวเราะเย็น “เกรงว่าเจ้าคงสมคบกับพวกเก่าของอ๋องหยงมานานแล้วกระมัง”

เซียวจิ้นเงยหน้าขึ้นทันที แววตาฉายความไม่อยากเชื่อ “เป็นไปได้อย่างไร”

ก่อนหน้านี้ เขาเคยมีความคิดจะสมคบกับพวกเก่าของอ๋องหยงจริง แต่หลังจากหลิ่วหานอวี้ตาย เขาก็ยังไม่ทันได้ลงมือ

เหตุใดจึงกลายเป็นเช่นนี้ได้

ครั้นแล้ว แววกระจ่างก็ผุดขึ้นในดวงตา เขาพลันมองเห็นต้นตอแห่งความเกลียดชังของเยี่ยนหลิงอย่างชัดแจ้ง ดวงตาล้ำลึกนั้นเย็นเยียบลง เขาหัวเราะหยันเบาๆ “ในเมื่อเจ้าปักใจเชื่อแล้วว่าเป็นข้าที่ขอยาพิษมาฆ่าเจ้า ก็สู้ให้ข้าตายอย่างรวดเร็วเสียยังดีกว่า”

แต่พอเยี่ยนหลิงได้ยินคำนี้ โทสะกลับพลุ่งขึ้นในฉับพลัน ทั้งเพราะความหยิ่งทระนงของเซียวจิ้น และเพราะความพ่ายแพ้อันเจ็บแสบของตนเอง “อยากตายอย่างรวดเร็วหรือ” นางเค้นทีละคำ “ฝันไปเถิด!”

...

สุดท้ายเซียวจิ้นก็ถูกคุมขังอยู่ในห้องขังห้องหนึ่งที่ลึกที่สุดในคุกหลวง

ในห้องขังมืดสลัว เป็นยามดึกพอดี มีเพียงแสงจันทร์เสี้ยวหนึ่งจากช่องฟ้าส่องเข้ามาในห้อง

ท่ามกลางความมืดรางเลือน พอจะมองเห็นได้ว่าในกองฟางมุมห้องขัง มีบุรุษผู้หนึ่งนอนอยู่ทั้งร่างเต็มไปด้วยรอยแส้

เขาถูกโยนทิ้งไว้ในคุก แก้มแนบพื้น นิ่งสนิทราวกับคนตาย

ด้านนอกห้องขัง เสียงฝีเท้าดังจากไกลเข้ามาใกล้

จากนั้นก็หยุดลงตรงหน้าประตูห้องขัง

ได้ยินเพียงเสียง “ตึง” ดังขึ้น

ชามทะเลขนาดใหญ่ใบหนึ่งที่ใส่อาหารกลิ้งเข้ามาในห้องขัง พอเจอกองฟางแห้งที่เปื้อนเลือดก็โคลงเคลงไปมา ก่อนจะหยุดอยู่กับที่อย่างหวุดหวิด เกือบพลิกคว่ำ

แต่คนส่งข้าวกลับดูไม่ใส่ใจแม้แต่น้อยว่ามันจะคว่ำหรือไม่

ได้ยินเพียงเสียงหัวเราะเย็นของชิวหลินดังขึ้น “กินข้าวได้แล้ว องค์ประกันเซียว”

เซียวจิ้นที่นอนคว่ำอยู่ในกองฟางราวกับศพนั้น ดูเหมือนในที่สุดนิ้วมือจะกระตุกขึ้นเล็กน้อย

มีเพียงเสียงลมหายใจหนักอึ้งและกดกลั้นของเซียวจิ้นเพราะบาดเจ็บสาหัสที่แทรกอยู่ในอากาศของห้องขังเท่านั้น ที่ทำให้ชิวหลินซึ่งมาส่งอาหารรู้ว่า เยี่ยนหลิงยังไม่ลงมือฆ่าเขาอย่างเหี้ยมโหดจริงๆ

เขายังมีชีวิตอยู่

ชิวหลินคล้ายจะไม่ยอมรับ เอ่ยอย่างเคียดแค้นว่า “เหตุใดเจ้ายังไม่ตายไปเสีย”

เขาพูดต่อว่า “ชิวชุ่ยตายแล้ว เจ้ารู้หรือไม่ องค์หญิงใหญ่จะต้องเสียพระทัยเพียงใด เหตุใดคนที่ตายถึงไม่ใช่เจ้า!?”

ดวงตาของเซียวจิ้นที่ฝังอยู่ในกองฟางค่อยๆ ลืมขึ้น ทว่าในแววตานั้นไม่เหลืออารมณ์ใดอีก เขาหัวเราะในลำคอเบาๆ มุมปากขยับนิดหนึ่ง แต่ไม่เอ่ยคำใด ทั้งยังไม่ขยับเขยื้อนแม้เพียงน้อย

เมื่อชิวหลินเห็นเซียวจิ้นเย็นชาถึงเพียงนี้ เพลิงโทสะไร้นามก็พลันลุกโชนขึ้นในอก “เจ้ากล้าปฏิบัติต่อองค์หญิงใหญ่เช่นนี้ได้อย่างไร องค์หญิงใหญ่เคยไว้วางใจเจ้าถึงเพียงนั้น ถึงขั้น...”

เขาไม่อาจพูดต่อได้อีก

...ถึงขั้นคิดจะบ่มเพาะเจ้า เห็นเจ้าเป็นคนของตนเอง

ชิวหลินกัดฟันแน่น เสียงฟันขบกันดังกรอดกรอด ราวกับอยากกลืนกินเนื้อของเขาสดๆ

ทันใดนั้นเอง ด้านนอกคุกหลวงก็มีเสียงฝีเท้าเร่งร้อนและเสียงอาวุธกระทบกันดังขึ้น

“มีมือสังหาร!”

“คุ้มกันองค์หญิงใหญ่!”

เสียงโห่ฆ่าฟันพลันดังทะลุเข้ามาถึงส่วนลึกของคุกหลวง ทำให้ชิวหลินตกใจ

แย่แล้ว องค์หญิงใหญ่ยังอยู่ข้างนอก!

ชิวหลินไม่อาจสนใจเซียวจิ้นได้อีก ทิ้งเขาไว้แล้ววิ่งสุดกำลังออกไปนอกคุกหลวง

เสียงฝีเท้าของเขาดังก้องอยู่ในระเบียงหินของคุกหลวง ค่อยๆ ไกลออกไปเรื่อยๆ จนในที่สุดก็หายไป

ส่วนบุรุษที่คว่ำหน้าอยู่ตลอดจนไม่รู้เป็นหรือตาย ในที่สุดก็ฝืนยกใบหน้าขึ้น เผยให้เห็นดวงตาคมกริบที่แจ่มชัดคู่หนึ่ง

ด้านนอกคุกหลวง

เสียงโห่ฆ่าดังสนั่นฟ้า

พวกคนชุดดำปิดหน้ากรุเข้ามาในพริบตา เข้าต่อสู้กับทหารที่รีบรุดมาสมทบในทันที

คนกลุ่มนี้ยิ่งสู้ยิ่งฮึกเหิม วิธีต่อสู้บ้าคลั่งราวไม่เสียดายชีวิต เป้าหมายชี้ตรงไปยังเยี่ยนหลิง “ฆ่าองค์หญิงใหญ่ผิงหยางเสีย! ล้างแค้นให้อ๋องหยง!”

เยี่ยนหลิงอยู่ท่ามกลางวงคุ้มกันขององครักษ์ มองดูภาพเข่นฆ่าตรงหน้า สีหน้าชาเย็น มองความโกลาหลนั้นอย่างไร้อารมณ์

ชิวหลินมาถึงในตอนนั้นพอดี และบังเอิญได้ยินเสียงตะโกนของคนกลุ่มนี้ เขาอุทานอย่างตกใจว่า “เป็นคนของพวกเก่าอ๋องหยงหรือ คนพวกนี้ฆ่าอย่างไรก็ไม่หมดหรือไร จับได้ชุดหนึ่ง ก็มาอีกชุดหนึ่ง”

เยี่ยนหลิงหัวเราะเย็น เห็นทีเซียวจิ้นจะไม่เคยไปกวาดล้างพวกเก่าอ๋องหยงที่เขาหมั่งจวินซานเลยจริงๆ

เมื่อเห็นว่าทุกคนโจมตีอยู่นานก็ยังปราบมือสังหารกลุ่มนี้ไม่ลง เยี่ยนหลิงพลันคว้ากระบี่เล่มหนึ่งจากองครักษ์ข้างกาย กระโจนเข้าสู่สนามรบ

กระบวนท่าของนางดุดันคมกริบ ราวกับกำลังระบายบางสิ่งออกมา กระบี่ทรงอานุภาพน่าหวาดหวั่น

เพียงชั่วครู่ มือสังหารกลุ่มนั้นก็ถูกเยี่ยนหลิงบีบให้ถอยร่นทีละก้าว

แต่แล้วหัวหน้ามือสังหารกลับเอ่ยขึ้นระหว่างต่อสู้ถอยร่น “องค์ประกันเซียวอยู่ในมือเจ้าสินะ”

เยี่ยนหลิงหาได้หวั่นไหวไม่ กระบวนกระบี่ยิ่งรุนแรงกว่าเดิม

“เจ้ารู้หรือไม่ เพื่อให้เซียวจิ้นเชื่อใจ หัวหน้าของพวกข้าถึงกับให้เขาเอาศีรษะจากป่าช้ารกร้างมาสวมรอย เพื่อแลกกับโอกาสลอบสังหารเจ้าอีกครั้ง ข่าวที่เจ้าถูกพิษ เจ้านึกว่ารั่วไหลมาจากที่ใดเล่า เจ้าคิดไว้วางใจองค์ประกันเซียวนัก แต่กลับถูกเขาหลอกจนหัวปั่น เป็นอย่างไรเล่า มิคิดจะฆ่าเขาระบายแค้นเสียเดี๋ยวนี้หรือ”

มือที่เยี่ยนหลิงกำกระบี่อยู่ชะงักไปครู่หนึ่งโดยมิอาจหลีกเลี่ยง

ฉับพลันนั้นเอง ลูกศรเย็นเยียบดอกหนึ่งก็พุ่งออกมาจากเงามืด ตรงเข้าหาเยี่ยนหลิง

เยี่ยนหลิงไวต่อสัมผัส รีบเหวี่ยงกระบี่ฟาดลูกศรให้ร่วงลงทันที

นางหัวเราะเย็น “เจ้าคิดหรือว่าพูดจายั่วยุจิตใจข้าเช่นนี้ แล้วจะฉวยจังหวะที่ข้าเผลอสังหารข้าได้”

นางหมุนกายเข้ารับคมดาบกระบี่ของมือสังหาร กระบวนกระบี่ดุดัน โจมตีเฉียบคม

แต่มือสังหารยังคงพยายามก่อกวนใจนางไม่เลิก “อะไรเล่า เจ้าร้อนตัวหรือ ไยต้องโกรธกลบเกลื่อนด้วยล่ะ ถูกคนที่ตนไว้ใจหันกลับมาแทงข้างหลัง ความรู้สึกเช่นนี้คงไม่สู้ดีนักกระมัง”

ในดวงตาเยี่ยนหลิงมีเพียงประกายเย็นเยียบ นางยกกระบี่ขึ้นรับคมดาบที่แทงตรงมาหานาง

แต่หัวหน้ามือสังหารยังคงไม่ลดละ “หรือว่า...เจ้าหลงรักองค์ประกันเซียวเข้าแล้ว”

กระบี่ในมือเยี่ยนหลิงชะงักค้าง

พร้อมกันนั้นเอง หอกยาวเล่มหนึ่งก็พุ่งฝ่าอากาศมาจากด้านข้าง เสียงคมอาวุธทะลวงเนื้อดัง “ฉึก” ขึ้นคราหนึ่ง กลายเป็นหอกเดียวปลิดชีพหัวหน้ามือสังหารผู้วาจาโอหังในทันที

ถัดจากนั้น เสียงกีบม้าก็ดังสนั่นราวฟ้าคำราม กองอาชาเกราะเหล็กหน่วยหนึ่งเร่งทะยานเข้าสู่สนามรบอย่างรวดเร็ว แม่ทัพผู้เป็นหัวหน้ามีสีหน้าแข็งกร้าวดั่งเหล็กกล้า คนนั้นก็คือหรงจี้

ทหารคนสนิทที่เขานำมาพลันเข้าปะทะกับมือสังหารอย่างว่องไว สถานการณ์กระจ่างขึ้นในชั่วพริบตา

แม้มือสังหารเหล่านี้จะฮึกเหิมไม่กลัวตาย แต่สุดท้ายก็ไม่อาจต้านทานพลังอันเหนือชั้นอย่างเด็ดขาดได้ หลังถอยร่นทีละก้าว ก็ถูกแบ่งแยกล้อมสังหารอย่างรวดเร็ว

ใต้แสงจันทร์ ท่ามกลางคาวเลือดและเปลวไฟ ทุกสิ่งราวกับหลอมละลายเป็นสีแดงฉาน สะท้อนสีหน้าอึมครึมของเยี่ยนหลิงให้เด่นชัดขึ้น

หรงจี้กระโจนลงจากหลังม้า เดินมาหยุดตรงหน้าเยี่ยนหลิง มองโจรที่ถูกจัดการลงไปกองกับพื้นแวบหนึ่ง พลิกข้อมือดึงหอกยาวออกจากศพโจรผู้หนึ่ง เลือดสดกระเซ็นตามออกมาพร้อมกัน

จากนั้นเขาก็ขมวดคิ้วสำรวจเยี่ยนหลิง “องค์หญิงใหญ่บาดเจ็บหรือไม่”

“ไม่เป็นไร” เยี่ยนหลิงเก็บกระบี่ สีหน้าหอบกระชั้นเล็กน้อย แต่สายตากลับทอดไปยังพวกมือสังหารที่ถูกจับไว้

พวกมือสังหารเหล่านั้นกำลังถูกกองอาชาเกราะเหล็กของหรงจี้สังหารฝ่ายเดียว

เยี่ยนหลิงขมวดคิ้ว ก่อนเอ่ยว่า “ไว้ชีวิตสักคน”

หรงจี้มองตามสายตานาง ก่อนแค่นเสียงทีหนึ่ง มือกำหอกยาวที่เปื้อนเลือดไว้ สีหน้าขรึมเคร่ง “กบฏพวกนี้จะไว้ชีวิตไปไย สู้ฆ่าให้หมดเสียยังดีกว่า”

เยี่ยนหลิงขมวดคิ้ว ไม่เอ่ยสิ่งใด

หรงจี้ไม่พอใจอย่างยิ่ง อดทอดถอนใจไม่ได้ “เจ้าก็เป็นเสียอย่างนี้ ภายนอกดูเด็ดเดี่ยวแน่วแน่ แท้จริงกลับลังเลอ่อนโยน เจ้าไว้ชีวิตกบฏพวกนี้ทำไมกัน แล้วยังเซียวจิ้นคนนั้นอีก ตามความเห็นข้า ควรฟันมันเสียด้วยดาบเดียวให้สิ้นเรื่อง มันลอบสังหารองค์หญิงใหญ่ไม่สำเร็จ ต่อให้เป่ยจิ้งคิดใช้เรื่องนี้เป็นข้ออ้างยกทัพมา ก็คงไม่กล้า”

เยี่ยนหลิงมองหรงจี้ แววตายังคมกริบและกระจ่างชัดดังเดิม “หมากบางตัว ตายไปคือปัญหา แต่ถ้ายังมีชีวิต...อาจยังใช้ประโยชน์ได้”

เป็นเพียงหมากเท่านั้นหรือ

หรงจี้ขมวดคิ้ว สีหน้าคลางแคลงผุดขึ้นมา

เขามองใบหน้าของเยี่ยนหลิงที่สงบนิ่งแต่หนักแน่นนั้น แล้วก็ไม่คิดจะเกลี้ยกล่อมอีก

เขาลดปลายหอกที่เปื้อนเลือดลง แค่นเสียงเย็น “เจ้าก็ดูแลตัวเองให้ดีเถิด”

กล่าวจบ เขามาเร็วก็ไปเร็ว พากองอาชาเกราะเหล็กจากไปจากที่แห่งนี้

เยี่ยนหลิงหมุนกายทันที ก้าวไปยังรถม้าที่จอดอยู่ไกลออกไป

ชิวหลินรีบตามขึ้นไป รับผ้าคลุมตัวใหญ่จากมือคนรับใช้ แล้วคลุมให้นาง

นอกคุกหลวง เหลือเพียงคราบเลือดและกลิ่นคาวอันโหดร้ายเต็มพื้น

ท่ามกลางเหมันต์อันหนาวเหน็บ ไม่นานนัก เลือดเหล่านั้นก็แข็งตัวกลายเป็นน้ำแข็ง จับตัวเป็นแผ่นแข็งที่ยากจะทุบทำลาย

ภายในรถม้า ม่านรถถูกปล่อยลง ถ่านไฟในเตาเริ่มลุกโชน กั้นความหนาวจากโลกภายนอกไว้โดยสิ้นเชิง

ในห้องโดยสาร เยี่ยนหลิงหลับตาพักใจ

ท่ามกลางความมืด มุมปากของนางยกขึ้นเป็นเสี้ยวโค้งที่บางเบายิ่ง เย็นเยียบยิ่ง

ราวกับกำลังหัวเราะเยาะตนเอง

10,866 ตัวอักษร

ความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น

แชร์: