บทที่ 4
ข่าวลือแพร่สะพัด
หากเป็นไปตามรอยเดิมในชาติก่อน หนิงหย่วนโหวย่อมมีใจทะเยอทะยานดุจหมาป่า ส่วนอ๋องหยงย่อมต้องก่อกบฏแน่ บัดนี้ ข่าวที่หนิงหย่วนโหวออกจากชายแดนเหนือได้ส่งเข้ามาถึงเมืองหลวงแล้ว เช่นนั้นวันซึ่งอ๋องหยงจะลงมือก่อรัฐประหารในวัง จะยังอีกไกลนักหรือ?
นางต้องควบคุมจวนอ๋องหยงให้ได้ก่อนหน้านั้น ทำให้อ๋องหยงไม่กล้าทำการโดยไร้ความเกรงใจ
ครั้นเลิกว่าราชการ เยี่ยนหลิงก็มุ่งตรงไปยังจวนอ๋องหยงทันที
พายุฝนตั้งเค้ามา ลมกรรโชกเต็มหอ เมฆสีเทาหม่นปกคลุมฟ้า อีกาดำตัวหนึ่งบินเดียวดายในอากาศอันหนาวเย็น
เยี่ยนหลิงยืนอยู่หน้า หน้าต่างหอเหวินหัวของเยี่ยนเฟยอวี่ บุตรชายอนุของอ๋องหยง มองต้นอู๋ถงด้านนอกที่ถูกลมพายุพัดจนเอนซ้ายเอนขวา
ใต้ต้นไม้ เหล่าภรรยาอนุและคนในจวนอ๋องหยงถูกทหารประจำจวนล้อมเอาไว้ ทุกคนหนาวจนตัวสั่นอยู่ท่ามกลางลมเย็นเฉียบ
สีหน้าของคนเหล่านั้นเต็มไปด้วยความตระหนกและไม่สบายใจ ทว่าหญิงผู้ยืนอยู่แถวหน้าสุดกลับมิได้หวาดหวั่นต่อภาพตรงหน้า ไหล่หลังของนางตั้งตรงแน่ว เชิดหน้าขึ้นสบตากับเยี่ยนหลิงบนหอเหวินหัวโดยไม่หลบเลี่ยง
จากนั้นนางก็เปิดปากด่าเสียงกร้าว “เด็กอกตัญญูไร้ยางอาย! อย่างไรเสียอ๋องหยงก็เป็นเสด็จอาของเจ้า ข้าก็เป็นอาสะใภ้แท้ๆ ของเจ้า เจ้ากล้าขัดขืนผู้ใหญ่ ถึงกับล่วงเกินเบื้องบนเชียวหรือ!”
เสียงฝีเท้าดังมาจากด้านหลัง เยี่ยนหลิงมิได้หันกลับไป เพราะนางรู้ว่าเยี่ยนเฟยอวี่มาแล้ว
“องค์หญิงใหญ่ ข้าพระองค์ได้สั่งให้ทหารประจำจวนควบคุมคนทั้งจวนอ๋องหยงไว้แล้ว เกิดเรื่องใหญ่เพียงนี้แต่เสด็จพ่อกลับไม่ปรากฏตัว ดูท่าท่านคงไม่ได้อยู่ในจวนจริงๆ” ถ้อยคำของเยี่ยนเฟยอวี่เจือด้วยความโชคดี ความฮึกเหิม และความตื่นเต้นที่จะได้อำนาจมาไว้ในมือ
เยี่ยนหลิงแค่นหัวเราะเบาๆ เมื่อนึกถึงความจริงที่ว่าอ๋องหยงกลับรักและเอ็นดูบุตรชายคนโตผู้นี้มากที่สุด มิฉะนั้นทหารในจวนคงไม่แปรพักตร์ได้ง่ายดายเพียงนี้
สุดท้ายก็เลี้ยงหมาป่าตาขาวขึ้นมาตัวหนึ่งจนได้ นางอดแค่นหัวเราะเยาะไม่ได้
“เขียนจดหมายไปบอกบิดาของเจ้าเสีย ว่าจวนอ๋องหยงทั้งจวนอยู่ในกำมือของพวกเราแล้ว เกลี้ยกล่อมให้เขาหันกลับเสียแต่ตอนนี้ และรีบสำรวมตัวให้มากหน่อย!”
“นี่...” เยี่ยนเฟยอวี่กลับยังลังเลอยู่ “พวกเราสามารถส่งทหารไปจับเสด็จพ่ออย่างเงียบๆ ได้แท้ๆ เหตุใดต้องแหวกหญ้าให้งูตื่นด้วย?”
เพราะข้าจะใช้เจ้าตักเตือนอ๋องหยงอย่างไรเล่า!
เยี่ยนหลิงตอบในใจ ทว่าบนใบหน้ากลับแสดงทีท่าเหมือนกำลังคิดเพื่อเยี่ยนเฟยอวี่ พูดเกลี้ยกล่อมด้วยน้ำเสียงจริงจัง “จับบิดาเจ้าตรงๆ แล้วอย่างไรต่อ? จะตัดสินให้บิดาเจ้ารับโทษฐานกบฏหรือ?”
เยี่ยนเฟยอวี่ถูกวาจาอันเฉียบคมของเยี่ยนหลิงแทงใจจนพูดไม่ออกอยู่ครู่หนึ่ง
“เจ้าไม่คิดถึงชื่อเสียงของบิดาเจ้า อย่างน้อยก็ควรคิดถึงชื่อเสียงของจวนอ๋องหยงเถิด! ภายภาคหน้าจวนอ๋องหยงนี้ย่อมเป็นจวนอ๋องหยงของเจ้า!”
เงามืดวาบหนึ่งพาดผ่านดวงตาของเยี่ยนเฟยอวี่ ประกายเยาะหยันฉายชัด เขาเหลือบมองเยี่ยนหลิงแวบหนึ่ง สุดท้ายก็ยอมรับคำสั่ง ทว่าในใจกลับไม่เห็นด้วยแม้แต่น้อย อ่อนแอเยี่ยงสตรี หากมิใช่เพราะทหารในมือไม่มีทางจับอ๋องหยงกลับมาได้ ใครจะยอมพึ่งพาสตรีคนหนึ่งกัน
เยี่ยนหลิงหันกลับไปมองเขา สายตาประสานกันตรงๆ แม้นางจะอ่านความดูแคลนในแววตาของเยี่ยนเฟยอวี่ออก ก็ยังคงสงบนิ่งราวเมฆจางลมแผ่ว
ท้ายที่สุดแล้ว ผู้ใดใช้ประโยชน์จากผู้ใดกันแน่ ก็ยังไม่แน่ว่าจะรู้ได้
ด้านล่างหอ พระชายาอ๋องหยงยังคงด่าทอไม่หยุด ครั้นเห็นเยี่ยนเฟยอวี่ปรากฏตัว นางก็เดือดดาลจนแทบกระอักเลือด “ไอ้บุตรอนุชั่วช้า อ๋องหยงปฏิบัติต่อเจ้าไม่เลวเลย เจ้ายังกล้า...เจ้ายังกล้า...” พูดจบก็ตาลายแล้วสลบลงไปทั้งอย่างนั้น
“จับตาดูพระชายาอ๋องหยงให้ดี! อย่าลืมส่งจดหมายให้บิดาเจ้า บอกให้เขาไสหัวกลับมาเดี๋ยวนี้!” เยี่ยนหลิงทิ้งคำนี้ไว้ ก่อนจะควบม้าจากไปทันที
เหลือเพียงใบหน้าอึมครึมของเยี่ยนเฟยอวี่
...
เช้าตรู่วันถัดมา นอกประตูตงหัว
ฝนเทกระหน่ำลงมาไม่ขาดสาย
ขุนนางฝ่ายบุ๋นหลายสิบคนคุกเข่าอยู่บนพื้นหินเขียว เสื้อขุนนางเปียกชุ่มไปทั้งตัว
โจวจื่อฉุน ผู้ชำระตำราประจำสำนักฮั่นหลินซึ่งคุกเข่าอยู่แถวหน้า ชูฎีกาขึ้นสูง เสียงของเขาดังทะลุม่านฝนอย่างชัดถ้อยชัดคำ
“องค์หญิงใหญ่จับองค์ราชวงศ์เป็นตัวประกัน กุมอำนาจราชการไว้ในมือ นี่คือความวิบัติใหญ่แห่งแผ่นดิน! วันนี้พวกข้าน้อยพร้อมถวายชีวิต ขอเพียงฝ่าบาทปล่อยคนในจวนอ๋องหยง และคืนอำนาจให้แก่ฮ่องเต้!”
เกี้ยวของเยี่ยนหลิงมาถึงอย่างเชื่องช้า เมื่อหยุดลงตรงหน้าฝูงชน เหวินหรูจั๋วก็เดินเข้ามากางร่มแพรให้ขณะนางลงจากเกี้ยว
เยี่ยนหลิงรับร่มมา แล้วเดินไปหยุดตรงหน้าโจวจื่อฉุน สายตาจับจ้องตรงไปยังเขาและเหล่าขุนนางฝ่ายบุ๋นที่คุกเข่าอยู่ด้านหลัง
เมื่อวานเพิ่งควบคุมจวนอ๋องหยงไว้และส่งหนังสือถึงอ๋องหยง วันนี้ก็มีเรื่องเช่นนี้ขึ้นแล้ว!
นางหรี่ตาลง อ๋องหยงกับหนิงหย่วนโหวช่างมีวิธีนัก คิดจะใช้เสียงครหาจากสาธารณะกดนางหรือ ฝันไปเถิด!
“โจวซิวเพี่ยนคิดจะถวายฎีกาด้วยความตายหรือ?” เสียงของเยี่ยนหลิงเรียบเฉย ทว่าทำให้ฝูงชนที่เคยอื้ออึงเงียบลงในพริบตา “ดีนัก เช่นนั้นข้าจะยืนอยู่ตรงนี้...ดูเจ้าตาย!”
“ทหาร!”
เยี่ยนหลิงตะโกนสั่ง “ประทานเหอเติ่งหง!”
สีหน้าของโจวจื่อฉุนขาวซีดในทันที เขาไม่คาดคิดจริงๆ ว่าองค์หญิงใหญ่ผิงหยางเยี่ยนหลิงจะไม่เหลือทางถอยไว้ให้แม้แต่น้อย และจะตรงไปตรงมาได้ถึงเพียงนี้!
ไม่นาน เหวินหรูจั๋วก็ส่งขวดยามาให้
ยาพิษอยู่ตรงหน้าโจวจื่อฉุนแล้ว ทว่าเขากลับลังเล ใบหน้าซีดขาวชุ่มไปด้วยหยาดน้ำ จนไม่อาจรู้ได้ว่าเป็นน้ำฝนหรือเหงื่อเย็นกันแน่
“อย่างไรเล่า ไม่กล้าแล้วหรือ?”
“องค์หญิงใหญ่! อ๋องหยงเป็นพระอนุชาร่วมสายพระโลหิตของฮ่องเต้องค์ก่อน ท่านปฏิบัติต่อพระญาติวงศ์เช่นนี้ ไม่กลัวถูกคนทั้งใต้หล้าว่าร้ายหรือ?” ขุนนางอีกคนหนึ่งด้านหลังโจวจื่อฉุนตะโกนถามเสียงดัง
ความเย็นเยียบพาดผ่านดวงตาเยี่ยนหลิง นางกวาดตามองเหล่าขุนนางที่คุกเข่าอยู่รอบด้าน ในหมู่คนเหล่านี้ จะมีสักกี่คนที่เป็นพวกของอ๋องหยงกับหนิงหย่วนโหว?
ความอำมหิตวาบผ่านดวงตานาง นางตวาดว่า “ข้าไม่จำเป็นต้องอธิบายอะไรกับพวกเจ้า คำครหาของคนทั้งใต้หล้าแล้วเกี่ยวอันใดกับข้า?” นางหมุนตัว เสียงเย็นแข็งดุจน้ำค้างแข็ง “ทหาร พาตัว ‘ขุนนางผู้ภักดี’ พวกนี้ไปคุกหลวงเสีย ให้พวกเขาไปถวายฎีกาด้วยความตายในคุกเถิด!”
เหล่าองครักษ์กรูกันเข้ามา ขุนนางฝ่ายบุ๋นต่างดิ้นรน ร่ำไห้ โวยวาย
ก่อนถูกลากตัวออกไป โจวจื่อฉุนยังแหกเสียงตะโกนสุดแรง “องค์หญิงใหญ่! ท่านเผด็จการถึงเพียงนี้ ยังจะให้แผ่นดินต้าเซิ่งมีที่ยืนอยู่ตรงไหน?!”
ฝีเท้าของเยี่ยนหลิงชะงักไปครู่หนึ่ง นางหลับตาลง แล้วเมื่อเปิดตาขึ้นอีกครั้ง แววตากลับยิ่งแน่วแน่กว่าเดิม “ลากไป!”
สิ้นคำก็ไม่หันกลับไปมองอีก
...
เมื่อกลับถึงตำหนักเจาลินของเสด็จแม่ เสด็จแม่ก็นั่งรอนางอยู่ในตำหนักมานานแล้ว
ครั้นเห็นบุตรสาวที่ทั้งร่างยังอวลด้วยไอชื้น ในดวงตาก็เต็มไปด้วยความไม่เห็นด้วยและความเป็นห่วง
“หลิงเอ๋อร์ เจ้าวู่วามเกินไปแล้ว” นางยื่นผ้าแห้งผืนหนึ่งให้เยี่ยนหลิง “ขุนนางพวกนั้นให้ความสำคัญกับชื่อเสียงยิ่งนัก เจ้านำพวกเขาไปขังไว้ในคุกหลวง มิเท่ากับยืนยันข่าวลือที่ว่าเจ้าผูกขาดอำนาจและเผด็จการหรอกหรือ?”
เยี่ยนหลิงรับผ้ามา มือที่กำลังเช็ดผมหยุดชะงัก เอ่ยเย็นชา “เสด็จแม่ก็คิดว่าลูกทำผิดหรือ?”
หวังไทเฮาถอนใจเบาๆ “ต่อให้อ๋องหยงไม่อยู่ในเมืองหลวง เจ้าก็ไม่ควรกักขังคนทั้งจวนอ๋องหยงไว้เช่นนี้ แมลงตะขาบแม้ตายก็ยังไม่แข็งทื่อ เจ้าโค่นอ๋องหยงไม่ลงหรอก เรื่องนี้เจ้าผลีผลามเกินไปจริงๆ!”
“เสด็จแม่ก็คิดว่าลูกกำลังเล่นอำนาจเท่านั้นหรือ?” แววตาของเยี่ยนหลิงหม่นลง
แม้จะรู้อยู่แล้วว่าเสด็จแม่ไม่ทรงทราบความจริงว่าอ๋องหยงได้ก่อกบฏแล้ว แต่ในใจนางก็ยังอดหนาวเยือกขึ้นมาไม่ได้
เพื่อต้าเซิ่ง นางปิดบังเรื่องนี้ไว้อย่างสุดกำลัง วางแผนการทุกอย่างมาเพียงนี้ สุดท้ายยังผิดอีกหรือ?
ไทเฮาเหมือนอยากพูดบางอย่างแต่ก็หยุดไว้ สุดท้ายได้แต่ขมวดคิ้วแน่น ส่ายหน้าแล้วจากตำหนักไป
...
ในใจของเยี่ยนหลิงสับสนยุ่งเหยิง
คืนนั้น นางไม่ได้กลับจวนองค์หญิงใหญ่ของตนเอง หากแต่มุ่งหน้าไปยังตำหนักซวนเจิ้งที่ใช้จัดการงานราชการ
ภายในตำหนัก บนโต๊ะทรงงานกองเต็มไปด้วยฎีกาที่วันนี้ยังมิได้จัดการ
นางนั่งลงหน้าโต๊ะ เปิดฎีกาฉบับหนึ่งขึ้นมาดูตามใจมือ เห็นแต่ละตัวอักษรราวหยดด้วยเลือด ทั้งยังกล่าวโทษนางว่า “จับองค์ราชวงศ์เป็นตัวประกัน ผูกขาดอำนาจ ทำให้การบ้านการเมืองปั่นป่วน”
เยี่ยนหลิงหัวเราะเย็นชา ยกพู่กันแดงขึ้น เขียนคำว่า “ตื่นตูมเกินเหตุ” สี่ตัวลงไป แล้วโยนฎีกาฉบับนั้นไว้ข้างหนึ่ง
เปิดอีกสองสามฉบับ ก็ล้วนเป็นถ้อยคำทัดทานให้นางปล่อยญาติวงศ์ของอ๋องหยง และคืนอำนาจให้ฮ่องเต้น้อยทั้งสิ้น
ขุนนางฝ่ายบุ๋นพวกนี้ต่างอวดอ้างว่าตนภักดีซื่อสัตย์ แต่พระอนุชามีอายุเพียงห้าชันษา คิดต่อให้ใช้เท้ายังรู้เลยว่าฎีกาพวกนี้ไม่มีวันไปถึงพระหัตถ์ของพระอนุชา เด็กอายุห้าขวบจะทรงอ่านฎีกาและทรงวินิจฉัยสิ่งใดได้?
ผู้ที่ค้ำจุนราชสำนักทั้งปวงให้มั่นคงอยู่จริงๆ มิใช่องค์หญิงใหญ่ที่พวกเขารุมประณามอยู่หรือ?
“พวกบัณฑิตหัวคร่ำครึ!” นางแค่นเสียงอีกครั้ง แล้วเหวี่ยงฎีกาฉบับหนึ่งที่ใช้ถ้อยคำสละสลวยเกินจริงลงบนพื้น
ครั้นก้มตามองลงไป ก็เห็นประตูตำหนักถูกเหวินหรูจั๋วผลักเปิด เขาถือจานขนมเดินเข้ามา
เมื่อเห็นเยี่ยนหลิงมองตรงมาที่ตน เหวินหรูจั๋วก็ก้มหน้าลงฉับพลัน ซ่อนความรู้สึกในแววตาไว้ “องค์หญิงใหญ่ กระหม่อมสั่งห้องเครื่องให้ทำขนมกุ้ยฮวาที่พระองค์โปรดที่สุดมาโดยเฉพาะ”
เห็นเยี่ยนหลิงไม่มีปฏิกิริยาใด เหวินหรูจั๋วจึงวางขนมลงบนโต๊ะ เหลือบมองฎีกาที่กระจัดกระจายอยู่บนพื้นแวบหนึ่ง “เป็นเพราะขุนนางพวกนั้นทำให้พระองค์ขุ่นเคืองอีกแล้วหรือพ่ะย่ะค่ะ?”
แท้จริงเยี่ยนหลิงกำลังงุนงงอยู่ไม่น้อย นางพยายามรื้อฟื้นความทรงจำจากชาติก่อน ชาติก่อนเหวินหรูจั๋วสนิทชิดใกล้กับนางถึงเพียงนี้ด้วยหรือ?
นางจำไม่ได้
ชาติก่อน เรื่องราวมากมายสับสน บ้านเมืองโกลาหล ใครกันจะมีใจไปใส่ใจเพียงหลางจงลิ่งตัวเล็กๆ คนหนึ่ง
นางยกมือบีบขมับ ครั้นเห็นเหวินหรูจั๋วในยามนี้ ก็ทำให้นางนึกถึงเซียวจิ้นขึ้นมา
ตัวประกันผู้นั้นที่ถูกองค์ชายใหญ่ข่มเหงอยู่ในกรมซักล้าง
“วันนี้เซียวจิ้นเป็นอย่างไรบ้าง?”
สีหน้าของเหวินหรูจั๋วเปลี่ยนไปเล็กน้อยเมื่อได้ยิน “เหตุใดองค์หญิงใหญ่จึงถามถึงเขาอีกแล้วพ่ะย่ะค่ะ?”
เยี่ยนหลิงเอ่ยเสียงเย็น “เจ้ามีหน้าที่เพียงตอบข้า!”
เหวินหรูจั๋วก้มศีรษะลงอย่างนอบน้อม มิกล้าสบตาเยี่ยนหลิง “นั่นมันสัตว์เดรัจฉานตัวหนึ่ง!”
เยี่ยนหลิงเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย เมื่อวานนางกับเหวินหรูจั๋วเห็นสภาพอันน่าอนาถที่เซียวจิ้นถูกองค์ชายใหญ่รังแกมาด้วยกันแท้ๆ เหตุใดไม่เห็นเหวินหรูจั๋วสงสาร กลับพูดออกมาเช่นนี้?
เยี่ยนหลิงมองเหวินหรูจั๋วที่ก้มหน้าอยู่ สายตาหยุดอยู่บนกระหม่อมของเขา ก็ได้ยินคนตรงหน้าพูดต่อว่า “เซียวจิ้นชอบกินเนื้อดิบเป็นนิสัย คงเพราะกินสุนัขขององค์ชายใหญ่เข้าไป จึงปลุกสัญชาตญาณสัตว์ร้ายขึ้นมา ถึงกับจับแมวขาวที่ตนเลี้ยงมาสิบกว่าปีกินสดๆ ด้วยตัวเอง!”
เยี่ยนหลิงได้ฟังก็ขมวดคิ้ว แม้จะนอกเหนือจากที่คาดไว้ แต่ก็ดูเหมือนยังอยู่ในขอบเขตที่เข้าใจได้
เซียวจิ้นเดิมทีก็เป็นสัตว์เดรัจฉานอยู่แล้ว!
เยี่ยนหลิงมองเหวินหรูจั๋วที่ก้มศีรษะอยู่ด้วยแววตาครุ่นคิด รู้สึกเหมือนตนมองข้ามบางอย่างไป ผ่านไปครู่หนึ่งนางก็เอ่ยว่า “พาเขามาพบข้า!”
เหวินหรูจั๋วชะงักไป อดเงยหน้าขึ้นไม่ได้ “องค์หญิงใหญ่?”
“ข้าบอกว่า พาเซียวจิ้นมาพบข้า!” เยี่ยนหลิงย้ำอีกครั้ง น้ำเสียงไม่เปิดช่องให้สงสัย
เหวินหรูจั๋วสบตากับเยี่ยนหลิงอีกครั้ง ก่อนรีบก้มหน้าลง รับคำสั่งแล้วโค้งกายจากไป
ราวหนึ่งก้านธูปให้หลัง เหวินหรูจั๋วก็พาเซียวจิ้นมายังตำหนักซวนเจิ้ง
เซียวจิ้นยืนอยู่เบื้องล่างเยี่ยนหลิง ก้มหน้าอยู่ไม่รู้กำลังคิดสิ่งใด ภายในดวงตาแทบไร้แสง
“เงยหน้าขึ้น!” เยี่ยนหลิงเท้าคาง ใช้มือเล่นกับฎีกาในมือ พลางออกคำสั่ง
เซียวจิ้นเงยหน้าขึ้น ทว่าสายตายังคงทอดมองแผ่นอิฐหินเขียวเบื้องหน้า นัยน์ตาไร้ชีวิต ทุกกิริยาท่วงท่าไม่ทำให้ผู้ใดรู้สึกว่าถูกล่วงเกินแม้แต่น้อย
“องค์ชายใหญ่ช่างฝึกสุนัขให้ข้าไว้ได้ดีจริงๆ!”
พอเซียวจิ้นได้ยิน ร่างทั้งร่างก็สั่นวูบ เหมือนกำลังอดกลั้นสิ่งใดบางอย่าง สุดท้ายกลับจมลงสู่ความเงียบอีกครั้ง
เยี่ยนหลิงเห็นดังนั้นก็หัวเราะเยาะออกมา
ขนมที่เหวินหรูจั๋วยกมาเมื่อครู่ยังวางอยู่บนโต๊ะด้านข้าง
เยี่ยนหลิงหยิบขึ้นมาชิ้นหนึ่ง พินิจดูอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะโยนลงไปที่เท้าของเซียวจิ้น
“รางวัลของเจ้า” เสียงของนางราบเรียบ ฟังไม่ออกว่าพอใจหรือโกรธ ทว่าความรังเกียจนั้นชัดเจนเหลือเกิน “ได้ยินมาว่าเจ้ากินแมวที่ตัวเองเลี้ยง?”
เซียวจิ้นชะงักไป มิได้ตอบคำ
“หึ” เยี่ยนหลิงหัวเราะเย็น “กินของคาวมากแล้วคงเลี่ยน ก็กินของเจไปบ้างเถิด!”
เซียวจิ้นก้มมองขนมบนพื้น ดวงตาฉายสีเข้มอันถูกกดข่มไว้
เขาไม่ได้ก้มลงเก็บในทันที เพียงเงยหน้าขึ้นมองเยี่ยนหลิงแวบหนึ่ง ในดวงตาลึกล้ำคู่นั้นกลับมองไม่เห็นอารมณ์ใดเลย
จากนั้นเขาก็ค่อยๆ ก้มตัวลง ใช้สองมือประคองเก็บขนมขึ้นมาอย่างระมัดระวัง แล้วกินไปคำหนึ่ง
การขัดขืนที่นางคาดไว้ไม่เกิดขึ้น เยี่ยนหลิงจึงรู้สึกหมดความสนใจขึ้นมาทันที ชาติก่อนราชวงศ์เซิ่งกลับพินาศในมือคนเช่นนี้เองหรือ
ความคิดเห็น
ยังไม่มีความคิดเห็น