บทที่ 6
คมดาบโปรดไว้ชีวิตคน
ดูท่าแล้ว ราชวงศ์ต้าเซิ่งคงยากจะหนีพ้นเคราะห์ครานี้ไปได้จริงๆ
ทุกอย่างล้วนเป็นลิขิต
แต่นางไม่เชื่อในชะตา!
ต่อให้เป็นลิขิตแล้วอย่างไร?
เยี่ยนหลิงลืมตาขึ้นฉับพลัน
เหนือกำแพงวัง นางสวมอาภรณ์แพรสีแดงสด เกล้ามวยผมยาวสูงเด่น สายตาก้มมองความโกลาหลที่แผ่ลามอยู่นอกกำแพงวังไม่ไกล
ดวงตาหงส์คู่นั้นสะท้อนภาพโหดร้ายเบื้องหน้า ทว่าไร้แววลนลานแม้แต่น้อย
“องค์หญิง...” ชิวหลิน องครักษ์รีบร้อนเข้ามา คุกเข่าลงกับพื้น “กองทหารพิทักษ์นครทั้งกองทัพหันไปสวามิภักดิ์ต่ออ๋องหยงแล้วพ่ะย่ะค่ะ! พวกมันชูธงชำระราชสำนักบีบประชิดเข้าหาพระนคร องค์หญิง รีบหนีเถิดพ่ะย่ะค่ะ ขอเพียงพวกมันหาพระองค์ไม่พบ พระองค์ก็จะปลอดภัย!”
ปลายนิ้วของเยี่ยนหลิงกำราวระเบียงแน่นขึ้นในชั่วพริบตา จนข้อกระดูกขาวซีด
เป็นดังที่นางคาดไว้จริงๆ กองทหารพิทักษ์นครหันไปเข้ากับกองกบฏของอ๋องหยงแล้ว!
กองทหารพิทักษ์นครมีหน้าที่ป้องกันเขตเมืองหลวง เมื่อพวกมันกลับลำ ก็หมายความว่าพระราชวังได้กลายเป็นเกาะเดี่ยวกลางนครหลวงทันที
ชั่วช้านัก!
นางชกหมัดลงบนราวระเบียงอย่างแรง
ใต้บังคับบัญชาของนางไม่มีทหาร ประจำการหัวเมืองไกลเกินกว่าจะช่วยเหตุเร่งด่วนตรงหน้าได้ ส่วนกำลังที่ขึ้นตรงต่อราชสำนักยามนี้ก็เหลือเพียงกององครักษ์ต้องห้ามในวังเท่านั้น!
“เหวินหรูจั๋วอยู่ที่ใด?” เสียงของนางเยียบเย็นดุจน้ำแข็ง
ทันใดนั้นเอง เหวินหรูจั๋วในสภาพชุ่มไปด้วยเลือดก็โซเซเข้ามา ครั้นเห็นเยี่ยนหลิงก็ทรุดคุกเข่าลงทันที “องค์หญิง ที่นี่ใกล้จะต้านไว้ไม่อยู่แล้วพ่ะย่ะค่ะ! พระองค์รีบหนีเถิด กระหม่อมจะสั่งคนคุ้มกันส่งพระองค์ออกจากวังเอง!”
เห็นเยี่ยนหลิงเพียงจ้องเขาไม่วางตา เขาก็ร้อนใจขึ้นมา “องค์หญิง ขอเพียงยังมีภูเขาเขียวอยู่ ย่อมไม่กลัวฟืนหมด...”
ยังไม่ทันพูดจบ เยี่ยนหลิงก็เดินตรงมาหยุดต่อหน้าเขา กวาดสายตามองบาดแผลสาหัสทั่วร่าง แล้วเหยียดมือไปหาเขา “เหวินหรูจั๋ว ข้าต้องการตราอาญาสิทธิ์ของกององครักษ์ต้องห้าม”
เหวินหรูจั๋วเงยหน้าขึ้นฉับพลัน พอสบเข้ากับดวงตาแน่วแน่คู่นั้น จิตใจก็สะท้านไหวอยู่ชั่วครู่
“จะให้หรือไม่ให้?”
เหวินหรูจั๋วก้มศีรษะลง เป็นการยอมศิโรราบโดยสิ้นเชิง “องค์หญิง กององครักษ์ต้องห้ามที่อยู่ในสังกัดของกระหม่อม เดิมก็มีไว้เพื่อปกป้องพระองค์อยู่แล้ว พระองค์จะเอา กระหม่อมจะถวายให้ก็มิใช่เรื่องใด เพียงแต่...ขอถามองค์หญิงสักคำ พระองค์ขอตราอาญาสิทธิ์นี้ จะใช้ให้กององครักษ์ต้องห้ามคุ้มกันพระองค์กับฝ่าบาทออกจากวังหรือพ่ะย่ะค่ะ?”
เขากล่าวต่อ “กระหม่อมจะเอาชีวิตเข้าแลก ป้องกันประตูตงหัวไว้ ให้พระองค์มีเวลามากพอจะหลบหนี”
เยี่ยนหลิงอดก้มหน้ามองเขาอย่างจริงจังมิได้ “ไม่จำเป็น ข้าจะนำกององครักษ์ต้องห้ามออกปราบกบฏด้วยตนเอง!”
สิ้นคำของเยี่ยนหลิง เหวินหรูจั๋วก็ไม่มีแม้แต่ลังเล รีบหยิบตราพยัคฆ์สำริดชิ้นหนึ่งออกจากแขนเสื้อ ประคองด้วยสองมือยื่นมาตรงหน้านาง “กระหม่อมยินดีติดตามองค์หญิง ปกป้องพระองค์ให้ปลอดภัย!”
เยี่ยนหลิงรับตราพยัคฆ์มา ก่อนหมุนตัวลงจากกำแพงวัง
เหวินหรูจั๋วที่คุกเข่าอยู่รีบลุกขึ้น พลางตามหลังนางไปติดๆ
...
พริบตาเดียว ฟ้าก็พลบค่ำสนิท
ภายในประตูตงหัว ประตูวังปิดแน่น บนกำแพงวังเต็มไปด้วยเสียงเข่นฆ่าไม่ขาดสาย
เยี่ยนหลิงในชุดแดงเคลื่อนผ่านสมรภูมิอันโกลาหล ก้าวเดินมั่นคง ดวงตาหงส์ภายใต้แสงไฟเฉียบคมดุจอินทรี
เหวินหรูจั๋วอยู่เบื้องหลังนาง แม้บาดเจ็บสาหัสก็ยังไม่ลืมระแวดระวังคุ้มกันซ้ายขวา
เยี่ยนหลิงกวาดตามองสถานการณ์ป้องกันทั้งหมดอย่างรวดเร็ว ทว่ากลับอดขมวดคิ้วแน่นมิได้
“เหวินหรูจั๋ว เว่ยเว่ยคนใหม่อยู่ที่ใด?”
เว่ยเว่ยคนก่อนถูกนางส่งเข้าเรือนจำหลวงไปแล้ว คาดไม่ถึงว่าเว่ยเว่ยคนใหม่ที่เพิ่งเข้ารับตำแหน่งจะวางแผนรับมือไม่ได้เรื่องเพียงนี้ การจัดกำลังป้องกันกระจัดกระจายเสียจนไม่เป็นรูปเป็นร่าง
เหวินหรูจั๋วรับคำทันที ไม่นานก็พานายทัพหนุ่มผู้หนึ่งในชุดเกราะดำ ใบหน้าเปื้อนทั้งเลือดและเหงื่อ รีบร้อนมาถึง
อู่เฉิงเฟิงในฐานะเว่ยเว่ยผู้เฝ้าประตูตงหัว เพิ่งเข้ารับตำแหน่งก็ประจวบเหมาะเจอเหตุการณ์กบฏใหญ่ กำลังคิดจะสำแดงฝีมือเต็มที่
เขาฆ่าจนตาแดงก่ำ หาได้มีความยำเกรงต่อองค์หญิงใหญ่ที่มาปรากฏกะทันหันไม่ เพียงค้อมคำนับลวกๆ หนหนึ่ง น้ำเสียงเร่งร้อนปนรำคาญ “องค์หญิง ที่นี่อันตราย มีสิ่งใดจะรับสั่งก็รีบตรัสเถิดพ่ะย่ะค่ะ ข้าน้อยยังต้องไปบัญชาการรบ!”
ท่าทีเช่นนี้ทำเอาเหวินหรูจั๋วลอบบีบเหงื่อแทนเขา เขาลืมไปแล้วหรือว่าอดีตผู้ดำรงตำแหน่งก่อนหน้า ถูกปลดเพราะเหตุใด?
แต่เยี่ยนหลิงกลับมิได้ใส่ใจกับความไม่เคารพของเขามากนัก นางใช้สายตาเยือกเย็นพินิจแนวป้องกันบนกำแพงเมืองอย่างรวดเร็ว ก่อนเอ่ยเสียงชัดถ้อยชัดคำ “เว่ยเว่ยอู่ การป้องกันยามนี้ต่างคนต่างสู้ ช่องโหว่มากมายเกินไป จงถ่ายทอดคำสั่ง แบ่งกำแพงด้านตะวันออกและด้านเหนือออกเป็นสี่เขตป้องกันทันที รองแม่ทัพทั้งสี่ภายใต้บังคับบัญชาของเจ้ารับผิดชอบกันคนละเขต มีอำนาจเต็มในการป้องกันในเขตของตน หากเขตใดเสีย พิฆาต! อีกทั้งให้รวบกำลังเข้ามา ถอนกององครักษ์มังกรหลวงของฝ่าบาทออกมา ให้เตรียมพร้อมทุกเมื่อ”
อู่เฉิงเฟิงชะงักไปครู่หนึ่ง จากนั้นความเหลวไหลก็ฉายชัดเต็มใบหน้า เขาหลุดหัวเราะเยาะออกมา “องค์หญิง! พระองค์ประทับอยู่แต่ในวังลึก จะเข้าใจเรื่องจัดทัพวางกระบวนศึกได้อย่างไร? เวลานี้กองกบฏโจมตีดุจกระแสน้ำเชี่ยว กององครักษ์มังกรหลวงเป็นกำลังสำคัญ จะสั่งถอนก็ถอนหรือพ่ะย่ะค่ะ? เช่นนี้มิเท่ากับทำให้กำลังของเราปั่นป่วนเองหรือ? ข้าน้อยไม่มีเวลามาเล่นขายของกับพระองค์!” เขาหมุนตัวหมายจะจากไป
“หยุด!” เสียงของเยี่ยนหลิงแฝงอำนาจกดดันที่ไม่อาจขัดขืน
นางชูตราพยัคฆ์ขึ้นสูง ตรานั้นสะท้อนแสงไฟเย็นเยียบ “เห็นตราพยัคฆ์นี้ ดุจเห็นฝ่าบาท เว่ยเว่ยอู่ เจ้าอยากขัดราชโองการหรือ?”
ฝีเท้าของอู่เฉิงเฟิงถูกตรึงแน่นอยู่กับที่ในพริบตา เขาหันไปมองเหวินหรูจั๋ว สีหน้าปะปนด้วยความตกตะลึง ความผิดหวัง และความไม่เต็มใจ ทว่าสุดท้ายก็ยังคุกเข่าข้างเดียวลง “ข้าน้อย...รับบัญชา!”
เขาไม่เอ่ยสิ่งใดอีก ประสานหมัดรับคำสั่งแล้วรีบจากไป
ไม่นานกององครักษ์มังกรหลวงก็ถูกถอนออกมาตามบัญชา และเป็นดังที่เยี่ยนหลิงคาดไว้ แนวป้องกันหาได้พังทลายไม่ เพราะเมื่อแบ่งสี่เขตชัดเจนแล้ว การป้องกันก็กลับเป็นระเบียบขึ้นทันตา
อย่างไรก็ตาม ผ่านไปสามชั่วยาม ในที่สุดก็เริ่มต้านไว้ไม่อยู่ กำแพงวังด้านเหนือเกิดเสียงโกลาหลและเสียงฆ่าฟันสนั่นหวั่นไหว เห็นได้ชัดว่าใกล้จะเสียแล้ว!
สีหน้าของอู่เฉิงเฟิงเปลี่ยนไปอย่างใหญ่หลวง ยิ่งทั้งโกรธทั้งเสียดายตนเอง
แต่แล้วก็ได้ยินเยี่ยนหลิงตวาดเสียงหนึ่ง “กององครักษ์มังกรหลวง ตามข้าไปต้านศัตรู!”
อู่เฉิงเฟิงพลันเข้าใจเจตนาขององค์หญิงใหญ่ในฉับพลัน
หากเวลานี้กององครักษ์มังกรหลวงถูกกระจายไปตามแนวรับ พอด้านเหนือเสีย ก็จะไม่มีกำลังเสริมเหลืออีก การจัดวางกำลังของเขาเป็นดังที่องค์หญิงว่าจริงๆ เต็มไปด้วยช่องโหว่ มิหนำซ้ำเกือบก่อหายนะใหญ่หลวง!
เขาเย็นวาบไปทั้งแผ่นหลัง เหงื่อแตกซึม จิตใจสั่นสะเทือนนาน รำลึกถึงคำเย้ยหยันของตนเมื่อครู่ ความละอายและความยอมรับเลื่อมใสก็พุ่งท่วมขึ้นพร้อมกัน
องค์หญิงใหญ่แห่งราชวงศ์ต้าเซิ่ง ผู้ขึ้นชื่อว่าหยิ่งผยองเอาแต่ใจ พระองค์นี้ กลับมิใช่ผู้พูดดีแต่ไร้ฝีมือจริงๆ!
เขาเห็นเพียงอาภรณ์แดงขององค์หญิงใหญ่ดุจเปลวเพลิงลุกโชน พุ่งตรงไปยังช่องโหว่บนกำแพงวังด้านเหนือที่การต่อสู้รุนแรงที่สุด
ส่วนตรงช่องโหว่ด้านเหนือ เหล่ากบฏทะลักเข้ามาราวคลื่นน้ำ
แต่เมื่อกององครักษ์มังกรหลวงเข้าร่วมอย่างแข็งกร้าว สถานการณ์รบก็ค่อยๆ พลิกกลับ
เยี่ยนหลิงยิ่งนำหน้าเป็นคนแรก พุ่งเข้าใส่กองศัตรู กระบี่ยาวในมือแปรเป็นมังกรเงิน ไม่มีท่วงท่าฟุ่มเฟือยแม้แต่น้อย ทุกการฟัน แทง ปัด กวัดแกว่ง ล้วนสะอาด เฉียบขาด และแม่นยำ!
แสงกระบี่วาบไหว เลือดกระเซ็นสาด ไม่นานนักกบฏชั้นหัวกะทิที่พุ่งนำหน้าหลายคนก็ถูกนางสังหารลงในกระบวนท่าเดียว!
ทุกที่ที่นางผ่าน ราวกับไม่มีผู้ใดอาจต้านทาน!
เมื่อกององครักษ์มังกรหลวงเห็นองค์หญิงใหญ่กล้าหาญถึงเพียงนี้ ขวัญกำลังใจก็พุ่งสูง ต่างคำรามกร้าวตามนางเข้าประจัญบาน จนสามารถผลักกองกบฏออกไปนอกกำแพงวังได้อีกระยะหนึ่งอย่างแข็งกร้าว
สายตาของเหวินหรูจั๋วอดไม่ได้ที่จะไล่ตามเงาร่างสีแดงนั้น ใจสะเทือนจนเกินบรรยาย
องค์หญิงใหญ่ผู้ดูบอบบาง กลับมีด้านที่องอาจดุจเทพสังหารเช่นนี้ด้วย!
เมื่อพินิจละเอียดอีกนิด เขาก็ขมวดคิ้วโดยไม่รู้ตัว วิชากระบี่ขององค์หญิงใหญ่มิได้เหมือนแนวทางทั่วไป กลับคล้ายวิชาสังหารที่ผ่านการหลอมเกลาจากสนามรบมาแล้ว มีประสิทธิภาพและคร่าชีวิตได้ถึงตาย!
เพราะเหตุใดจึงเป็นเช่นนี้?
นาง...ยังมีอีกกี่ด้านที่เขาไม่เคยรู้?
ไม่มีผู้ใดสังเกตเห็นว่า บนกำแพงเมืองด้านเหนือของประตูตงหัว ณ มุมหนึ่งที่ไม่สะดุดตา ก็มีคนผู้หนึ่งกำลังมองมาทางนี้เช่นกัน
เขาชำเลืองมองเยี่ยนหลิงครั้งหนึ่ง ดวงตาลึกล้ำคู่นั้นมีอารมณ์ที่ยากจะหยั่งรู้ซ่อนอยู่
จากนั้นก็หมุนกายจากไป
...
ในตอนนั้นเอง ร่างเล็กบอบบางผู้หนึ่งในชุดนางกำนัลกลับโซเซฝ่าทะลุสนามรบอันวุ่นวาย วิ่งตรงมายังทิศทางของเยี่ยนหลิง นั่นคือชิวชุ่ย
นางกำนัลข้างกายของเยี่ยนหลิง
“องค์หญิง!” ชิวชุ่ยร้องเรียกอย่างร้อนใจ
ทหารกบฏคนหนึ่งเห็นดังนั้น ก็ฟันดาบใส่นางอย่างดุร้าย
ชิวชุ่ยตกใจจนหลับตาปี๋ ร่างทั้งร่างแข็งค้าง
ชั่วพริบตาเป็นตาย แสงกระบี่สายหนึ่งก็พาดผ่าน
ได้ยินเพียงเสียง “เคร้ง” ดาบของทหารกบฏถูกปัดกระเด็น เยี่ยนหลิงพลิกกระบี่กลับมือหนึ่งครั้ง ก่อนปลิดชีวิตทหารคนนั้นลงในดาบเดียว
“เจ้ามาทำอะไรที่นี่?”
เยี่ยนหลิงดึงชิวชุ่ยที่ยังขวัญกระเจิงไปไว้ด้านหลังด้วยมือเดียว น้ำเสียงเจือความโกรธ แต่ยิ่งกว่านั้นคือความเป็นห่วง นางกลัวว่าชิวชุ่ยจะต้องตายเหมือนในชาติก่อนอีก
ชิวชุ่ยสะอื้นเฮือกหนึ่ง แทบปล่อยโฮออกมา “ในวังวุ่นวายไปหมดเพคะ พระองค์รับสั่งให้หม่อมฉันจับตาดูองค์ชายตัวประกันแห่งเป่ยจิ้ง หม่อมฉันจึงไปตามหาเขา แต่กลับพบว่าเขาไม่อยู่ในตำหนักเย็นแล้ว หม่อมฉันกลัว...เลยมาที่นี่ หม่อมฉันเพียงอยากเป็นตายร่วมกับองค์หญิง!” น้ำตาไหลทะลักออกมาทันที คนที่ปกติอ่อนแอเปราะบาง เวลานี้กลับดื้อรั้นอย่างยิ่ง
เซียวจิ้น...
เยี่ยนหลิงหน้าเคร่งขึ้น กัดฟันแน่น หรือสุดท้ายก็ยังปล่อยให้เขาหนีไปได้?
ชั่วช้านัก!
การต่อสู้กลางกลียุคยังดำเนินต่อไป สายตาของเยี่ยนหลิงกวาดมองทั่วสนามรบอย่างเฉียบคม แต่แล้วก็หยุดนิ่ง
นางเห็นชายผู้หนึ่งในอาภรณ์ขององค์ชายตัวประกันแห่งเป่ยจิ้ง กำลังถูกทหารกบฏห้าหกคนรุมล้อมโจมตี
ในมือเขากำดาบเล่มหนึ่งที่ไม่รู้แย่งมาจากที่ใด เลือดชโลมทั่วกาย ยังต่อสู้อย่างเอาเป็นเอาตายเพื่อเปิดทางรอดให้ตนเอง
แม้จะบาดเจ็บสาหัสในสภาพอเนจอนาถ ทว่าดวงตาคู่นั้นกลับฉายแววกร้าวกระด้างเยี่ยงหมาป่า ทั้งดุร้ายและหยิ่งผยอง
หึ คิดจะหนีหรือ?
จะฝ่าวงล้อมทั้งที ก็ไม่เลือกทางที่ดีกว่านี้ กลับมาชนเข้ากับที่ของนาง คิดว่านางรังแกง่ายนักหรือ?
เยี่ยนหลิงพุ่งเข้าไปแล้ว กระบี่ยาวดุจสายรุ้ง ทั้งแม่นยำและโหดเหี้ยม แทบจะหนึ่งดาบต่อหนึ่งคน สังหารทหารที่รุมโจมตีเซียวจิ้นจนหมดสิ้นในพริบตา
หิมะขาวพลันโปรยลงมาจากฟ้าอย่างเหมาะเจาะ หลอมรวมกับคราบเลือดบนพื้น ดึงกลิ่นอายพิฆาตและคาวเลือดให้หนักยิ่งขึ้น
นางเดินเข้าไปหาเซียวจิ้น ยืนมองเขาจากเบื้องสูง
เห็นเพียงว่าแม้เขาจะสิ้นเรี่ยวแรงแล้ว แต่ยังคงใช้ดาบค้ำกายไว้ ฝืนพยุงตนเองไม่ให้ล้มลงอย่างดื้อดึง
ภายใต้ลมหายใจหอบหนัก ไอสีขาวที่พ่นออกมากลางราตรีหิมะล้วนเจือสีเลือด
เขาเงยหน้าขึ้น แล้วสบเข้ากับดวงตาหงส์เย็นเยียบ สูงส่งราวมองทะลุได้ทุกสิ่งคู่นั้นอย่างจัง
ส่วนเยี่ยนหลิงก็เห็นชัดในดวงตาของเซียวจิ้น แววดุร้ายเยี่ยงหมาป่าที่ยังเก็บซ่อนไม่หมดนั้น แฝงความไม่ยอมศิโรราบและความหยิ่งทระนงอยู่เต็มเปี่ยม
แตกต่างจากบุรุษผู้ก้มหน้าก้มตา สุขุมเงียบงันราวลูกแกะในวังเมื่อวานโดยสิ้นเชิง!
เป็นเช่นนี้จริงด้วย!
เยี่ยนหลิงแค่นหัวเราะในใจ นี่ต่างหากคือโฉมหน้าที่แท้จริงของเขา!
ทุกการก้มหน้ารับกรรม ทุกความอดกลั้นถ่อมตน ล้วนเป็นเพียงการเสแสร้ง
สายตาของคนทั้งสองปะทะกันตรงๆ
ราวกับการประมือไร้เสียง
เซียวจิ้นลดความดุร้ายในดวงตาลง ก่อนจะเลียริมฝีปากแห้งผาก
ครั้นเงยหน้ามองเยี่ยนหลิงอีกครั้ง แววคมกล้าในตาก็หายไปแล้ว เมื่อเอ่ยปาก เสียงของเขาแหบพร่า “...ขอบพระทัยองค์หญิง ที่ช่วยชีวิต”
หึ เสแสร้ง!
มุมปากของเยี่ยนหลิงยกขึ้นเป็นรอยยิ้มจางยิ่ง หากเปี่ยมความหมายลึกล้ำ
“กลับวัง!”
นางตะโกนขึ้นเสียงหนึ่ง
เวลานี้พระนครชั้นในรักษาไว้ได้แล้ว ส่วนกำแพงวังด้านเหนือ กองกบฏรู้ตัวว่าไม่อาจเอาชนะได้ ก็ต่างถอยกลับไปตั้งแนวอยู่ชั้นนอก
แม้ยังถูกกองกบฏปิดล้อมอยู่ แต่ฝ่ายกบฏเองก็เริ่มอ่อนแรงเช่นกัน เพียงรอหารือแผนการกันใหม่อีกครา
รอกองทัพเจิ้นหนาน!
หรือไม่ก็...เจรจากับอ๋องหยง!
เยี่ยนหลิงไม่หันไปมองเซียวจิ้นที่ถูกจับกุมอีก ดวงตาแน่วแน่ของนางทอดไปยังตำหนักเจาหลิน ที่ซึ่งเสด็จแม่และพระอนุชาประทับอยู่ หัวใจมั่นคงแน่วแน่ ก่อนก้าวจากไปด้วยฝีเท้ายาว
เซียวจิ้นมองตามเยี่ยนหลิงที่เดินจากไป แล้วมองเห็นแสงอาทิตย์เอียงอัสดงนอกกำแพงวังเข้มข้นดุจโลหิต
เขาลังเลอยู่เพียงชั่วพริบตา ก่อนลากร่างบาดเจ็บของตนเร่งฝีเท้าตามกองของเยี่ยนหลิงไปทางด้านหลัง
เขาหนีไม่พ้นแล้ว!
โอกาสสูญสิ้นไปแล้ว ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องมีชีวิตรอดก่อน จึงจะคิดการภายหน้าได้
ความคิดเห็น
ยังไม่มีความคิดเห็น