บทที่ 7
แรกย่างเข้ากรงขัง
แม้นครหลวงจะถูกล้อมไว้ทุกทิศทุกทาง แต่ก็มิใช่ว่าจะไร้ทางรอดเสียทีเดียว
บานประตูวังปิดลงตรงหน้า ราวกับขีดเส้นจบชั่วคราวให้กับวิกฤตการณ์ปิดล้อมครั้งนี้
เยี่ยนหลิงยืนอยู่หน้าประตูตงหัว คราบเลือดบนเกราะยังไม่ทันแห้งสนิท ใต้แสงสนธยาจึงกลายเป็นสีน้ำตาลคล้ำหม่นหมอง
นางยกมือขึ้นเช็ดรอยเลือดบนพวงแก้ม แล้วเงี่ยหูฟังอย่างตั้งใจ เสียงฆ่าฟันนอกกำแพงเมืองค่อยๆ สงบลงแล้ว
นางยกมือขึ้นนวดหว่างคิ้วอย่างอ่อนล้า ร่างนี้ท้ายที่สุดก็ไม่เคยผ่านการฝึกฝนในสนามรบ เพียงสังหารอยู่ไม่กี่ชั่วยาม แขนขาก็หนักอึ้งราวกับถูกเทตะกั่วหลอมลงไป
ชาติก่อน แม้สุดท้ายนางจะชักกระบี่ออกรบเช่นกัน แต่ตอนนั้นคือผลลัพธ์จากการขัดเกลามาหลายปีแล้ว
ร่างนี้ยังอ่อนเยาว์เกินไปจริงๆ
ครั้นเงยหน้าขึ้นกลับเห็นเซียวจิ้นที่อยู่ไม่ไกลกำลังจ้องนางเขม็ง
เยี่ยนหลิงขมวดคิ้วโดยไม่รู้ตัว มองไปยังตะวันยามอัสดงที่ค่อยๆ จมหายไปไกลลิบ แสงสุดท้ายแดงฉานดุจโลหิต ย้อมขอบฟ้าให้กลายเป็นสีแดงอันโศกสลด
“เพิ่มการรักษาการณ์!” เสียงของเยี่ยนหลิงก้องสะท้อนอยู่หน้าประตูตงหัว แฝงอำนาจไม่อาจโต้แย้ง “ห้ามผู้ใดเข้าออกเด็ดขาด โดยเฉพาะเขา!”
เยี่ยนหลิงชี้ตรงไปยังที่ซึ่งเซียวจิ้นยืนอยู่
แต่เซียวจิ้นกลับก้มศีรษะลงในชั่วพริบตา ไม่สบตานาง ซ่อนประกายสังหารที่แลบวาบผ่านดวงตาไว้ใต้เปลือกตา
เห็นเขาเป็นเช่นนั้น เยี่ยนหลิงก็แค่นหัวเราะเย็นชา
“รับบัญชา”
อู่เฉิงเฟิงที่เพิ่งเป่าสัญญาณถอนทัพ รีบตอบรับเยี่ยนหลิงตัดหน้าเหวินหรูจั๋ว
วิธีลงมืออันเด็ดขาดฉับไวขององค์หญิงใหญ่ และภาพลักษณ์องอาจดุจเทพสังหารบนสนามรบของนาง ทำให้เขายอมสยบอย่างสุดหัวใจ เขาคิดว่าแม่ทัพเหวินก็คงไม่ต่างจากเขา
เขาละอายใจยิ่งนักที่ก่อนหน้านี้เคยเข้าใจองค์หญิงกับเหวินหรูจั๋วผิดไป
องค์หญิงถือเอาตราพยัคฆ์มาข่มขู่เขา ตอนนั้นเขายังเคยคิดว่าเหวินหรูจั๋วกับองค์หญิงมีความสัมพันธ์คลุมเครือ ตราพยัคฆ์นั้นได้มาอย่างไม่โปร่งใสเสียอีก
ดูท่าเขาจะเอาใจคนถ่อยไปวัดใจสุภาพชนจริงๆ
แม่ทัพเหวินเองก็ต้องหลงใหลในเสน่ห์ขององค์หญิงเช่นเดียวกับเขาแน่
เขาเองก็จะขอติดตามองค์หญิงเช่นกัน
เหวินหรูจั๋วมองอู่เฉิงเฟิงที่มีท่าทางประหลาดอย่างระแวง
เห็นเพียงเครารุงรังของอู่เฉิงเฟิงสั่นกระดุกกระดิก เห็นได้ชัดว่ากำลังตื่นเต้นถึงขีดสุด
เหวินหรูจั๋วกระตุกมุมปาก พอเห็นเยี่ยนหลิงก้าวเดินออกไป เขาก็รีบตามนางไปติดๆ
ทว่าเยี่ยนหลิงกลับหยุดฝีเท้ากะทันหัน หันไปมองเซียวจิ้นที่ก้มหน้าเงียบ พยายามทำตัวให้ไร้ตัวตน “ตามมา ข้าไม่พูดซ้ำเป็นครั้งที่สอง!”
สิ้นคำ ร่างนางก็เดินลับไปไกลแล้ว ด้านหลังก็ยังมีเหวินหรูจั๋วตามห่างๆ
เห็นเซียวจิ้นยังยืนนิ่งไม่ขยับ อู่เฉิงเฟิงก็อดยื่นเท้าออกไปไม่ได้ เตะเข้าที่ก้นเขาเต็มแรง “องค์หญิงสั่งให้เจ้าตามไป เจ้าหูหนวกหรืออย่างไร?”
เขาเบิกตาโตดุจระฆังทองแดง ถลึงใส่เซียวจิ้นที่ส่งสายตาประท้วงกลับมา
เซียวจิ้นสีหน้ามืดครึ้ม ดวงตาคมกริบกวาดมาทางอู่เฉิงเฟิง แววสังหารในแววตานั้นทำเอาอู่เฉิงเฟิงจุปากทีหนึ่ง
เซียวจิ้นไม่อยากยื้อกับเขามากนัก จึงถลึงตาใส่อีกฝ่ายอย่างแรง ก่อนก้าวเดินตามไป
สองข้างทางในวัง ต้นแปะก๊วยทอดเงายาวเหยียดอยู่ท่ามกลางแสงพลบค่ำ
แสงไฟในตำหนักฉางเล่อถูกจุดขึ้นแล้ว แสงสว่างแสนธรรมดานั้น ภายในนครหลวงที่ถูกปิดล้อมแห่งนี้กลับล้ำค่ายิ่งนัก
ชิวชุ่ยใช้เหล็กเขี่ยไส้ตะเกียงให้สว่างขึ้นอีกนิด แล้วจึงครอบโคมลงไป
เหวินหรูจั๋วตามเยี่ยนหลิงเข้าไปในตำหนักฉางเล่อ แต่กลับเห็นเยี่ยนหลิงหยุดฝีเท้ากะทันหัน “เจ้าไม่ต้องตามข้า ไปเฝ้าประตูวังไว้”
เหวินหรูจั๋วหันไปมองเซียวจิ้นด้านหลังแวบหนึ่ง ชั่วขณะนั้นมิได้ขยับตัว
“คำของข้า เจ้าไม่ได้ยินหรือ?” เยี่ยนหลิงตวาดด้วยความเดือดดาล
เหวินหรูจั๋วประสานมือคำนับ จากนั้นถลึงตาใส่เซียวจิ้นอย่างแรง ก่อนหมุนตัวจากไป
เยี่ยนหลิงก้าวเข้าไปในตำหนักฉางเล่อ เซียวจิ้นตามเข้าไปติดๆ แล้วหยุดยืนอยู่กลางท้องพระโรง สายตามองตรงไปข้างหน้าอย่างสำรวม
เมื่อเยี่ยนหลิงเข้าไปถึงด้านใน กลับไม่คิดสนใจเซียวจิ้นแม้แต่น้อย เพียงเริ่มตรวจดูรายงานด่วนจากกองทัพ
หลังหนิงหย่วนโหวออกจากชายแดนเหนือ เขาก็หายตัวไป แต่เยี่ยนหลิงรู้ดีว่าเขาไปสมคบกับอ๋องหยง เพราะชาติก่อนก็เป็นเช่นนี้
แล้วจะต้านทานการโจมตีของคนทั้งสองได้อย่างไร? สองคนนี้ล้วนไม่ใช่พวกที่รับมือได้ง่าย
ชิวชุ่ยคอยเขี่ยไส้ตะเกียง พลันหันมาเห็นองค์หญิงใหญ่ยังคงนั่งตรวจฎีกาและรายงานด่วนอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ก็อดเป็นห่วงขึ้นมาไม่ได้ “องค์หญิง...”
“ไม่เป็นไร” เยี่ยนหลิงเอ่ยตัดบทนาง “ออกไปเสีย”
ชิวชุ่ยชะงักงัน แอบเหลือบมองเซียวจิ้นที่ยังยืนอยู่กลางตำหนักอย่างเงียบงัน บุรุษผู้นี้ทำไมราวกับท่อนไม้เช่นนี้ ยืนมาหนึ่งชั่วยามเต็มๆ ทั้งตัวเต็มไปด้วยบาดแผล แต่กลับไม่ร้องว่าเหนื่อย ไม่ร้องว่าเจ็บสักคำ
องค์หญิงพาเขากลับมา ทว่ากลับไม่พระราชทานที่นั่งให้ ไม่แม้แต่จะตรัสกับเขาสักประโยค ปล่อยให้เขายืนอยู่เช่นนั้น
เมื่อนึกถึงก่อนหน้านี้ที่องค์หญิงสั่งให้นางจับตาดูคนผู้นี้ แต่เขากลับอาศัยช่วงเกิดกบฏในวัง แอบหนีออกจากพระราชวังเอง
เกรงว่าองค์หญิงคงกริ้วแล้วจริงๆ
องค์หญิงได้รับการเลี้ยงดูอย่างไข่ในหินมาตั้งแต่เยาว์วัย คนแบบใดบ้างที่นางอยากได้แล้วจะไม่ได้ ก็เป็นเพียงตัวประกันจากเป่ยจิ้งคนหนึ่งแท้ๆ หรือยังมองสถานการณ์ของตนไม่ออกอีก?
ยอมตามองค์หญิงเสียตั้งแต่แรกจึงจะถูก จะได้ไม่ต้องกินความลำบาก แส้องค์หญิงนั้นมิใช่ของล้อเล่น
นางส่ายหน้า ถอนหายใจเงียบๆ กับละครในใจอันแสนอลังการของตนเอง ก่อนถอยออกไปนอกตำหนัก แล้วปิดประตูให้เสียด้วย
ทันทีที่ประตูตำหนักปิดลง สีหน้าของเยี่ยนหลิงยิ่งหม่นมืดลงกว่าเดิม
“คิดจะหนีหรือ?”
ในที่สุดนางก็เหมือนจะสังเกตเห็นการมีอยู่ของเซียวจิ้นเสียที แต่คำถามที่หลุดออกมานั้นกลับเฉียบคมถึงขีดสุด
“อยากไปที่ใด? กลับเป่ยจิ้งหรือ?” นางเลิกคิ้ว สีหน้าก็ยิ่งไม่น่าดูขึ้น
เซียวจิ้นยังคงไม่พูดอะไร ทั้งที่เยี่ยนหลิงเปิดปากถามแล้ว
เขาราวกับหุ่นเชิดตัวหนึ่ง สายตาจับจ้องอยู่เพียงที่ดินตรงหน้าตนเอง ไม่ยอมมองเยี่ยนหลิงตรงๆ ท่าทีดูนอบน้อม แต่ก็เย็นชาห่างเหิน
เยี่ยนหลิงค่อยๆ เดินไปตรงหน้าเซียวจิ้น เห็นเขามีสีหน้าไม่ทุกข์ไม่ร้อนเช่นนั้น ก็อดให้เพลิงโทสะลุกฮือขึ้นในอกไม่ได้
“อย่าคิดว่าเจ้าเป็นตัวประกันจากเป่ยจิ้งแล้วข้าจะทำอะไรเจ้าไม่ได้!”
เซียวจิ้นหัวเราะ รอยยิ้มนั้นงดงามยิ่ง ประหนึ่งแสงอุ่นละมุนในฤดูใบไม้ผลิ ทำให้เยี่ยนหลิงตาพร่าไปชั่วขณะ
ครั้นรู้ตัวว่าตนถูกเซียวจิ้นล่อลวงเข้าเสียแล้ว นางก็ยิ่งเดือดดาล คิดอยู่ในใจว่าจะจัดการคนผู้นี้เช่นไรดี
แต่แล้วก็ได้ยินเซียวจิ้นเอ่ยขึ้นกะทันหัน น้ำเสียงอ่อนโยน ซื่อตรงเสียจนชวนให้ผู้ฟังเคลิบเคลิ้ม “ขอบคุณ”
ขอบคุณ?
ขอบคุณนางเรื่องใด? เยี่ยนหลิงงุนงงไปชั่วขณะ
ในที่สุดสายตาของเซียวจิ้นก็ยอมละจากพื้นเบื้องหน้าขึ้นมามองที่ใบหน้านาง สิ่งที่เขาเห็นคือสีหน้างุนงงของเยี่ยนหลิง ราวกับความอำมหิตบนผิวหน้าแตกระแหงค้างอยู่ตรงนั้น
“ขอบคุณที่ช่วยข้าไว้” เขาถอนใจเบาๆ คล้ายกำลังหวนระลึกถึงความหลัง “นี่น่าจะเป็นครั้งที่สองแล้วที่เจ้าช่วยข้า”
ความงุนงงบนใบหน้าเยี่ยนหลิงแปรเป็นความตะลึงงัน เขาพูดเรื่องอะไรกัน? ช่วยเขาหรือ?
นางฆ่าเขาเสียยังจะเหมาะกว่า!
อ้อ...หากหมายถึงคราวก่อกบฏในวังครั้งนี้ ที่เขาถูกพวกกบฏล้อมจนเกือบถูกสังหาร เช่นนั้นนางก็ช่วยเขาจริง
เยี่ยนหลิงสีหน้าเย็นจัด ไร้ทีท่าสะทกสะท้าน
แต่ว่าเซียวจิ้นเป็นคนรู้คุณคนหรือ?
ส่วนนางก็ดูไม่เหมือนพวกคนดีที่ชอบช่วยคนอื่นเลยสักนิดไม่ใช่หรือ?
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงช่วยเขาเป็นครั้งที่สอง
เขากำลังพูดเรื่องอะไรกันแน่?
หรือว่านี่จะเป็นวาจาล่อลวงของเขาอีกครั้ง?
เพียงเห็นเซียวจิ้น ผู้เอ่ย “วาจาล่อลวง” นั้น มองสีหน้าของเยี่ยนหลิงที่ยิ่งมายิ่งประหลาด ทั้งหม่นมืดทั้งตกตะลึง เขาก็หัวเราะเบาๆ “เจ้าลืมแล้ว”
เขาเอ่ยว่า “ที่จริงพวกเราเคยพบกันมานานมากแล้ว”
แววตาของเซียวจิ้นอ่อนโยนเสียจนเยี่ยนหลิงไม่อาจอ่านออก
แต่เยี่ยนหลิงกลับพลันหน้าหมองลง เพราะนางนึกออกแล้ว
สำหรับนาง นั่นแทบจะเป็นความทรงจำของชาติที่แล้วไปแล้ว
“ตอนนั้นข้าอายุสิบสาม เป็นคนเป่ยจิ้ง ทนความหนาวชื้นของฤดูหนาวในต้าเซิ่งไม่ไหว” เซียวจิ้นเอ่ยช้าๆ เสียงของเขาก้องสะท้อนอยู่ในตำหนักอันว่างเปล่า “บ่าวชั่วในวังหักค่าฟืนถ่าน เสื้อกันหนาว แม้แต่ผ้าห่มก็ให้ข้าเพียงผืนบางๆ ตอนกลางคืนข้าหนาวจนหลับไม่ลง จึงไปที่อุทยานหลวง คิดว่าเคลื่อนไหวร่างกายสักหน่อยอาจจะอุ่นขึ้นบ้าง”
เศษเสี้ยวความทรงจำเริ่มค่อยๆ ประกอบตัวขึ้นตามถ้อยคำของเซียวจิ้น
เยี่ยนหลิงมองบุรุษที่ยืนอยู่ท่ามกลางแสงเทียน สีหน้าของเขาเป็นสิ่งที่นางไม่เคยเห็นมาก่อน ไม่มีเล่ห์กล ไม่มีความเหี้ยมเกรียม มีเพียงความจริงจังเท่านั้น
“วันนั้นหนาวมาก น้ำในสระของอุทยานหลวงจับเป็นน้ำแข็งบางๆ”
เซียวจิ้นกล่าวต่อ “ข้าทั้งหนาวทั้งหิว กำลังคิดว่าจะทุบน้ำแข็งจับปลาสักตัวขึ้นมากินดีหรือไม่ แล้วข้าก็ได้ยินเสียงแมวร้อง”
นิ้วมือของเยี่ยนหลิงกำเข้าหากันโดยไม่รู้ตัว นางเหมือนตระหนักขึ้นได้บางอย่าง
“เจ้าอุ้มลูกแมวสีขาวตัวหนึ่งโผล่มา เจ้าตัวเล็กนั้นคงมีขนาดแค่ฝ่ามือเดียว เป็นก้อนขนนุ่มฟู”
สายตาของเซียวจิ้นทอดไปยังความว่างเปล่า ราวกับกำลังจ้องมองเยี่ยนหลิงในกาลเวลาอันห่างไกลนั้น “พอเจ้าเห็นข้า คงเห็นว่าข้าหิวจนแย่แล้ว จึงล้วงอะไรบางอย่างออกจากอกเสื้อโยนมาให้ข้า เหมือนครั้งก่อน”
เมื่อนึกถึงครั้งก่อนที่ตนจงใจใช้ขนมกุ้ยฮวาปาใส่เซียวจิ้นเพื่อหยามเขา เยี่ยนหลิงก็เม้มริมฝีปาก
“ภายหลังข้าจึงรู้ว่า ของอร่อยเช่นนั้นมีเพียงห้องเครื่องหลวงเท่านั้น นั่นเป็นขนมในวัง”
“ตอนนั้นข้าดูอเนจอนาถนัก แต่กลับยังยึดถือศักดิ์ศรีที่ไม่มีอยู่จริง ไม่ยอมรับขนมชิ้นนั้น” เขาหยุดไปนิดหนึ่ง ก่อนหัวเราะเบาๆ เสียงหัวเราะแฝงการเย้ยตนเองจางๆ “เจ้ามองข้าอยู่ครู่หนึ่ง ไม่ได้ถามอะไรเลย แล้วจากนั้น...เจ้าก็โยนแมวให้ข้า”
เยี่ยนหลิงหลับตาลง ภาพอันเลือนรางจากชาติก่อนกลับผุดขึ้นชัดเจนตรงหน้า—ค่ำคืนฤดูหนาว กิ่งไม้แห้งที่ห้อยระย้าน้ำแข็ง ใบหน้าซูบตอบและมือเท้าที่ทำอะไรไม่ถูกของเด็กหนุ่ม รวมทั้งเจ้าชีวิตน้อยนุ่มนิ่มอบอุ่นในอ้อมอกเขา
“แมวตัวนั้นอบอุ่นมาก” เซียวจิ้นเอ่ยเสียงเบา “ตอนที่เจ้าส่งมันให้ข้า ยังทรงไว้ซึ่งความหยิ่งผยองแบบองค์หญิงน้อยเต็มเปี่ยม เจ้าตรัสว่า ‘เจ้าหนาวถึงเพียงนี้ ก็อุ้มเสี่ยวไป๋ไว้เสียสิ’”
ภายในตำหนักตกอยู่ในความเงียบชั่วขณะ มีเพียงเสียงเปรี๊ยะเบาๆ ของไส้เทียนเป็นครั้งคราว
“ข้าถามเจ้าว่า ‘เจ้าไม่เอามันแล้วหรือ?’” เซียวจิ้นหันมองเยี่ยนหลิง ในดวงตามีแสงเทียนไหวระริกสะท้อนอยู่ “เจ้าตอบว่า ‘ข้าไม่เอามันแล้ว เมื่อครู่ตอนมา มันข่วนข้าเข้า’”
“แต่ที่จริงไม่ใช่อย่างนั้นเลย”
ในที่สุดเยี่ยนหลิงก็เอ่ยออกมา ราวกับฝืนดึงตนเองออกจากอดีต น้ำเสียงแห้งผาก “แมวตัวนั้น...”
“เจ้าคงเดาได้แล้วกระมัง?” น้ำเสียงเซียวจิ้นสงบนิ่ง “มันตายเมื่อไม่กี่วันก่อน”
เหวินหรูจั๋วเคยบอกว่า เซียวจิ้นกินแมวที่เขาเลี้ยงไว้ เขาเป็นสัตว์เดรัจฉาน
เยี่ยนหลิงหลับตาลงอีกครั้ง ไม่อยากมองเซียวจิ้นในสภาพเช่นนี้
นางไม่ควรสงสารเขา ยิ่งไม่ควรเผลอเอาใจไปคล้อยตามเขา
ก็แค่แมวตัวหนึ่งเท่านั้น
นางคิดว่า เขากินเสี่ยวไป๋ลงไปแล้ว ต่อให้เป็นเพราะความหิว มิตรภาพระหว่างพวกเขาก็คงสิ้นสุดลงพร้อมกับความตายของเสี่ยวไป๋แล้ว
ไม่สิ ระหว่างพวกเขาไม่เคยมีมิตรภาพใดเลย
แม้เพียงเศษเสี้ยวเดียวก็ไม่มี
ยิ่งไปกว่านั้น สำหรับนาง ความผูกพันนั้นเดิมทีก็เป็นเรื่องของชาติที่แล้วอยู่แล้ว
สุดท้ายเขาก็มิใช่หรือที่สังหารพระอนุชา เข่นฆ่าคนทั้งนครหลวง และกระทั่ง...สังหารนางด้วย
“แมวตัวนั้น มิใช่เจ้ากินมันไปแล้วหรือ?” เยี่ยนหลิงโพล่งออกไป คล้ายเยาะหยัน คล้ายถากถาง ราวกับต้องการฉีกหน้ากากเสแสร้งของเซียวจิ้นออกมาให้เห็นเลือดสดๆ
สีหน้าของเซียวจิ้นค่อยๆ เย็นลง เขาไม่เอ่ยคำใด ไม่ปฏิเสธและไม่ยอมรับ
เพียงแต่มองเยี่ยนหลิงอยู่เช่นนั้น แววตาในชั่วพริบตาซับซ้อนยากหยั่ง สุดท้ายก็จมกลับสู่ความเงียบงัน
ความคิดเห็น
ยังไม่มีความคิดเห็น