บทที่ 8
ลอบคบคิดในเงามืด
เซียวจิ้นก้มหน้าหัวเราะแผ่วเบาครั้งหนึ่ง คล้ายหัวเราะเยาะตนเอง
“เจ้าหัวเราะอะไร?”
เยี่ยนหลิงกลับอดให้โทสะพลุ่งขึ้นมาไม่ได้ คำถามนี้ตอบยากนักหรือ?
นางทั้งอับอายทั้งเดือดดาล
แต่เซียวจิ้นกลับส่ายหน้า ก้มตาลงอีกครั้ง แล้วคืนกลับเป็นท่าทางว่าง่ายเชื่อฟังเช่นตอนแรก ราวกับหุ่นเชิดตัวหนึ่ง และเส้นเชิดของหุ่นตัวนั้น บัดนี้ก็อยู่ในมือคนตรงหน้าแล้ว
เยี่ยนหลิงอดยื่นมือออกไปไม่ได้ มือเรียวอ่อนนุ่มไร้รอยด้านลูบไล้ขึ้นบนใบหน้าของเซียวจิ้น ก่อนจะเชยคางเขาขึ้นฉับพลัน “ตอบข้ามา...”
เห็นเซียวจิ้นยังคงไม่ตอบ ใจนางก็พลันเปลี่ยนความคิด กล่าวออกไปกึ่งข่มขู่กึ่งยั่วยวนว่า “เจ้าอยากมีชีวิตรอดหรือไม่?”
ได้ยินเพียงเสียงของเยี่ยนหลิงดังขึ้นกลางท้องพระโรง คล้ายเสียงล่อลวงที่ลอยมาจากวัฏจักรอันยาวนานไร้สิ้นสุด “อยากรอดชีวิตจากการก่อกบฏในวังครั้งนี้หรือไม่? ยิ่งไปกว่านั้น เจ้าอยากมีชีวิตรอดไปจนถึงภายหน้าหลังการก่อกบฏหรือไม่?”
เซียวจิ้นถูกบังคับให้เงยตาขึ้นตามมือของเยี่ยนหลิง ดวงตาของเขาปะทะเข้ากับดวงตาของนาง ทั้งสองต่างไม่ยอมถอย สบตากันอย่างไม่มีผู้ใดยอมแพ้
ทันใดนั้นเยี่ยนหลิงก็ยิ้มบางแล้วเอ่ยว่า “มาสวามิภักดิ์ต่อข้าเสียสิ เป็นสุนัขตัวหนึ่งของข้า!”
นางเชิดหน้าสูง แววตาฉายความหยิ่งผยองและอำนาจบารมีขององค์หญิงใหญ่ ปิ่นหงส์ทองตรงขมับไหวเอนเบาๆ ตามจังหวะที่นางเงยหน้า “เห็นแก่เสี่ยวไป๋ ข้าอาจเมตตาเจ้ามากขึ้นอีกสักหน่อย!”
เซียวจิ้นไม่เอ่ยวาจา สายตาที่มองเยี่ยนหลิงมีแววพยศจางๆ แฝงอยู่ ทั้งยังมีความสนใจอันเข้มข้นวาบผ่านไปชั่วพริบตา
เห็นเพียงว่าเขายกมุมปากขึ้น แล้วพลันหัวเราะออกมา “ได้สิ!”
...
ทุกอย่างดำเนินไปตามที่เยี่ยนหลิงคาดไว้ไม่ผิดเพี้ยน
แม้นครหลวงจะถูกกองทัพกบฏล้อมกรอบ ผู้คนในวังต่างหวาดผวาจนใจสั่น
แต่ก็ยังมิใช่ว่าจะไร้ทางสู้เสียทีเดียว
ตำหนักเจาหลิน
ควันกำยานลอยอวล หวังไทเฮากำลังคุกเข่าอยู่หน้าแท่นพระพุทธ นางหลับตาทั้งสองข้าง มือค่อยๆ รูดลูกประคำ ปากพึมพำไม่หยุด
ฟังให้ดีแล้ว นั่นมิใช่บทสวดใด หากล้วนเป็นถ้อยคำอธิษฐานทั้งสิ้น
ไม่ไกลกันนัก ฮ่องเต้น้อยเยี่ยนรุ่ยนั่งอยู่หน้าโต๊ะเตียงอย่างง่วงงุน แทบไม่รู้แล้วว่าวันคืนเป็นเช่นไร
เยี่ยนหลิงก้าวเร่งร้อนเข้ามา พร้อมความกระวนกระวายที่ซ่อนความตึงเครียดเอาไว้
หวังไทเฮาถูกปลุกให้ตื่นจากภวังค์ เงยหน้าหันไปมองเยี่ยนหลิงที่เดินรีบร้อนเข้ามาในห้อง
เมื่อเห็นว่าด้านหลังเยี่ยนหลิงกลับมีบุรุษแปลกหน้าตามมาด้วย ครั้นเพ่งดูให้ชัด ก็ไม่ใช่ผู้เป็นองค์ชายตัวประกันแห่งเป่ยจิ้งที่ถูกคุมขังอยู่ในตำหนักเย็นผู้นั้นหรือ จึงอดตกตะลึงไม่ได้
เมื่อนึกถึงว่าไม่นานก่อนหน้านี้เยี่ยนหลิงเพิ่งเอ่ยถึงคนผู้นี้ บัดนี้กลับพาเขามาไว้ข้างกายเสียแล้ว ไม่รู้มีเจตนาอันใด
หวังไทเฮาเม้มริมฝีปากอย่างไม่เห็นด้วย
ฝีเท้าของเยี่ยนหลิงที่ก้าวเข้าตำหนักหยุดชะงัก นางมองตามสายตาของมารดา ก็เห็นเซียวจิ้นที่อยู่ด้านหลัง ก้มหน้าเชื่องๆ ทำตัวราวกับไร้ตัวตน
เสียงที่ไม่เห็นด้วยของหวังไทเฮาดังข้างหูในทันใด “เหตุใดจึงพาเขาติดตัวมาด้วย?”
เยี่ยนหลิงหันกลับไป สีหน้าไม่ทุกข์ร้อน “เพิ่งเลี้ยงสุนัขดีๆ ได้ตัวหนึ่ง”
หวังไทเฮาได้ยินเช่นนั้นก็ขมวดคิ้วแน่น “อย่างไรเสียเขาก็เป็นองค์ชายตัวประกันแห่งเป่ยจิ้ง” นางผ่อนน้ำเสียงลง ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งว่าจะเลือกถ้อยคำอย่างไรจึงจะคุยกับเยี่ยนหลิงได้ เด็กโตแล้ว ย่อมมิฟังมารดาง่ายๆ เหมือนก่อน “อย่าทำเกินไปนักเลย”
เยี่ยนหลิงเลิกคิ้วขึ้นอย่างไม่แสดงอารมณ์ “เสด็จแม่เหตุใดไม่ถามความเห็นของเขาเล่า?”
คำพูดของนางมีนัยแฝงอยู่
เยี่ยนหลิงหันไปเชยคางเซียวจิ้น ปลายนิ้วนุ่มลูบเกี่ยวบนแก้มของเขาเบาๆ ลมหายใจหอมกรุ่นดังกลิ่นกล้วยไม้ “ตอบมา!”
นางกล่าวซ้ำอีกครั้ง ร่างในชุดแดงยามนี้ดูราวปีศาจสาวงามกลางเปลวเพลิงฤดูร้อน “ข้าทำเกินไปหรือ?”
เซียวจิ้นสบตากับเยี่ยนหลิง แล้วยิ้มออกมา “บ่าวเป็นสุนัขตัวหนึ่งที่องค์หญิงใหญ่เลี้ยงไว้”
เขายอมรับแล้ว...
เยี่ยนหลิงตะลึงงันไปชั่วขณะ มือที่จับเซียวจิ้นคลายออก นางยกมือปิดริมฝีปากแล้วหัวเราะอย่างพึงใจ เผยให้เห็นกิริยาอ่อนหวานแบบหญิงสาวที่หาได้ยากยิ่ง
เสียงหัวเราะกังวานอยู่ในตำหนักเนิ่นนาน จนทำให้ฮ่องเต้น้อยเยี่ยนรุ่ยสะดุ้งตื่นจากความง่วงงุน เมื่อเห็นว่าเสด็จพี่มาแล้ว เขาก็วิ่งเท้าเปล่าน้อยๆ เข้ามาทันที “เสด็จพี่...”
มือไม้เล็กๆ ของเขากอดขากางเกงของเยี่ยนหลิงไว้ชัดเจนว่าต้องการให้อุ้ม
เยี่ยนหลิงก้มลงอุ้มเยี่ยนรุ่ยขึ้นมา เยี่ยนรุ่ยอายุห้าขวบแล้ว อุ้มขึ้นมาก็ค่อนข้างหนักอยู่บ้าง
นางเขย่าตัวเขาเบาๆ สายตาหางตากลับเหลือบเห็นเซียวจิ้นกำลังมองเยี่ยนรุ่ยอยู่ข้างกาย สีหน้าของนางจึงหม่นลงฉับพลัน “นี่คือพระอนุชาร่วมสายเลือดของข้า เป็นนายคนที่สองของเจ้า เข้าใจหรือไม่?”
เซียวจิ้นรีบดึงสายตากลับ ก้มศีรษะลง “เข้าใจแล้ว!”
เยี่ยนหลิงพอใจ “ทักทายนายคนที่สองของเจ้าสิ!” ท่าทีของนางราวกับกำลังหยอกล้อสุนัขจริงๆ
แต่เซียวจิ้นกลับเชื่อฟัง เขาทรุดเข่าลงคุกเข่าหนักๆ จนเกิดเสียงดัง หน้าผากจรดพื้น “ถวายบังคมฝ่าบาท!”
เซียวจิ้นเอ๋ย เซียวจิ้น ชาติก่อนเจ้าทำลายต้าเซิ่ง สังหารราชวงศ์ ฆ่าเสด็จแม่ของข้า ทำให้พระอนุชาของข้าต้องตาย
บัดนี้เจ้ายังมิใช่หมอบคลานอยู่แทบเท้าข้าราวสุนัขตัวหนึ่งหรอกหรือ
ผู้ที่เจ้าคุกเข่าอยู่ในวันนี้ ก็คือดวงวิญญาณอาฆาตใต้คมดาบของเจ้าในชาติที่แล้ว เจ้ายังรู้หรือไม่?
นี่แหละคือเวรกรรมที่เจ้าสมควรได้รับ!
น่าเสียดายจริงๆ
เยี่ยนหลิงหัวเราะเยาะตนเองเบาๆ เซียวจิ้นมิได้เกิดใหม่ เขาไม่มีความทรงจำเหล่านั้น ความสำราญจากการล้างแค้นจึงพลอยลดน้อยลงไปมาก
ทันใดนั้นนางก็รู้สึกหมดอารมณ์อย่างบอกไม่ถูก
“ถอยไปเสีย!” นางได้ยินเสียงตนเองเอ่ยเรียบๆ
เซียวจิ้นถอยเข่าคลานไปด้านหลังสองสามก้าว แล้วค่อยๆ ถอยออกจากตำหนักเจาหลินด้วยกิริยาเคารพนบนอบ ทว่านัยน์ตากลับลุ่มลึกดำสนิทราวหมึก
เห็นว่าเซียวจิ้นว่านอนสอนง่ายถึงเพียงนี้ ไร้ท่าทีขัดขืนแม้แต่น้อย หวังไทเฮาเพียงขมวดคิ้วอย่างไม่เห็นด้วย สุดท้ายก็มิได้กล่าวสิ่งใดอีก
เมื่อนึกถึงสถานการณ์ในยามนี้ แล้วมองเยี่ยนรุ่ยในอ้อมแขนเยี่ยนหลิงที่ยังไร้เดียงสา หวังไทเฮาก็อดถอนใจไม่ได้
“หลิงเอ๋อร์ เจ้ามีวิธีรับมือแล้วหรือยัง?” นางถามอย่างกังวล “บัดนี้นครหลวงถูกล้อมไว้ อ๋องหยงกลับฉวยคำว่า ‘ชำระคนชั่วข้างองค์ฮ่องเต้’ มาก่อการกบฏในวัง...เขาจงใจเล่นงานเจ้าอย่างชัดเจน!”
จะไม่ใช่ได้อย่างไร ชาติก่อนคำว่า “ชำระคนชั่วข้างองค์ฮ่องเต้” นั้นก็ชี้มาที่นาง องค์หญิงใหญ่ผู้โอหังเหิมเกริม กุมอำนาจและใช้อำนาจตามอำเภอใจเช่นกัน
เพราะเหตุนี้เอง เมื่อกองทัพเจิ้นหนานมาถึงและคลี่คลายวิกฤตการก่อกบฏในวังได้แล้ว นางจึงขออาสาไปยังชายแดนใต้ เพื่อพิทักษ์ด่านชายแดน
“เสด็จแม่ไม่ต้องตกพระทัย” เสียงของเยี่ยนหลิงนิ่งมั่นยิ่งนัก แฝงพลังปลอบประโลมผู้คน “หลายวันก่อนข้าได้ลอบเขียนจดหมายส่งไปยังชายแดนใต้แล้ว กองทัพเจิ้นหนานจะมาถึงในไม่ช้า ขอเพียงกองทัพเจิ้นหนานมาถึง สถานการณ์ถูกล้อมก็ย่อมคลี่คลาย”
“จริงหรือ? ดีเหลือเกิน!” หวังไทเฮาถือประคำไว้ในมือ แล้วประนมมือเข้าหากัน หลับตาพึมพำคำว่าอามิตาภพุทธออกมาด้วยความโล่งใจ
“เสด็จพี่ ถ้าเช่นนั้นอีกไม่นานหม่อมฉันก็จะได้ไปเดินเล่นในอุทยานหลวงอีกแล้วใช่หรือไม่? หลายวันมานี้เสด็จแม่กักหม่อมฉันไว้ ไม่ยอมให้หม่อมฉันออกจากตำหนักเจาหลินเลย” เสียงใสไร้เดียงสาของพระอนุชาดังขึ้นในอ้อมแขน น้ำเสียงเต็มไปด้วยความยินดี
“ใช่” เยี่ยนหลิงตอบพร้อมรอยยิ้ม พลางบีบแก้มพระอนุชาผู้น่ารักเบาๆ “รุ่ยเอ๋อร์ของเราว่านอนสอนง่ายที่สุด อีกไม่นานพวกเราก็จะเป็นอิสระแล้ว”
นางกล่าวตามน้ำคำของเยี่ยนรุ่ย จนเรียกเสียงร้องดีใจยิ่งกว่าเดิมจากเด็กน้อย
นอกตำหนักเจาหลิน เซียวจิ้นที่ยังเดินไปไม่ไกลนักมีแสงมืดวาบผ่านในดวงตา เขาถอยเงียบๆ ไปยังที่ไกลออกไป ก่อนหันหลังจากไปตรงมุมกำแพงวัง
...
หลังภูเขาจำลองแห่งหนึ่งไม่ไกลจากสำนักซักล้าง
“องค์ชายเก้า เยี่ยนหลิงรังแกท่านหรือไม่ มิเช่นนั้นบ่าวจะไปฆ่านางเสีย เหมือนที่กำจัดเยี่ยนหวนองค์ชายใหญ่ บ่าวจะต้องทำได้แน่ ให้เงียบกริบไร้ร่องรอยทั้งต่อคนทั้งต่อผี”
หญิงสาวกัดฟันแน่น คำพูดที่หลุดออกมาคละเคล้าไปด้วยความแค้นฝังลึกต่อราชวงศ์แซ่เยี่ยน
“เยี่ยนหวน เจ้าเป็นคนฆ่าหรือ?” ได้ฟังหญิงสาวหลุดปากออกมาเพราะโกรธจัด เซียวจิ้นก็เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ยากแยกแยะว่าเขายินดีหรือขุ่นเคือง
เมื่อสัมผัสได้ถึงโทสะบางเบาของเซียวจิ้น หญิงสาวก็รีบคุกเข่าลงทันที “องค์ชาย เยี่ยนหวนรังแกท่าน หานอวี้ทนดูต่อไปไม่ไหวจริงๆ!” สาวใช้ที่ชื่อหลิ่วหานอวี้คุกเข่าหมอบอยู่กับพื้น วิงวอนขออภัยจากเซียวจิ้น
เซียวจิ้นหรี่ตาลง “เจ้ากับข้าล้วนเป็นคนเป่ยจิ้ง จะทำการใดต้องระวังให้มาก เรื่องของเยี่ยนหวนข้าจะไม่ถือสา แต่เยี่ยนหลิงแตะต้องไม่ได้!”
หญิงสาวเงยหน้าขึ้นฉับพลัน แววตาเต็มไปด้วยความไม่อยากเชื่อ “นางเหยียดหยามท่านถึงเพียงนั้น องค์ชาย วันนี้หม่อมฉันอยู่ด้านนอกตำหนักฉางเล่อก็ยังได้ยิน ท่านได้รับความอัปยศถึงเพียงนี้...”
“ข้าบอกแล้วว่าไม่ต้องแตะต้องนาง! หรือเจ้าอยากให้ถึงขั้นปลาแตกตายแหพัง?” เซียวจิ้นขึ้นเสียงอยู่หลายส่วน จนหญิงสาวตกใจกลัว รีบหมอบราบกับพื้น ไม่กล้าพูดแทรกอีก
เซียวจิ้นยื่นสารลับฉบับหนึ่งในมือให้หลิ่วหานอวี้
หลังจากลุกขึ้นแล้ว หลิ่วหานอวี้ก็ก้มศีรษะโค้งกาย รับสารนั้นด้วยสองมือเหนือศีรษะอย่างนอบน้อม
“นำสิ่งนี้ไปส่งถึงมืออ๋องหยง จำไว้ ห้ามให้เยี่ยนหลิงล่วงรู้เด็ดขาด”
“ขอถามองค์ชายได้หรือไม่ว่านี่คืออะไร?”
เซียวจิ้นยิ้มอย่างประหลาด “ก็แค่ข่าวบางอย่างที่มอบให้อ๋องหยงเท่านั้น”
หลิ่วหานอวี้ไม่เข้าใจ “หม่อมฉันขอถามองค์ชาย เหตุใดพวกเราจึงต้องช่วยอ๋องหยง วันนี้ท่านไปที่ประตูตงหัวเพียงลำพัง กลับถูกทหารกบฏของอ๋องหยงพัวพันเข้าโดยไม่ตั้งใจ อ๋องหยงอาจไม่คิดช่วยองค์ชายก็ได้”
แววตาของเซียวจิ้นค่อยๆ มืดลง เมื่อนึกถึงความไม่รู้จักกาลเทศะของอ๋องหยง ดวงตาเขาก็เต็มไปด้วยความเย็นเยียบ “แล้วอย่างไร ศัตรูของศัตรู ก็คือพันธมิตร อีกอย่าง ยิ่งนครหลวงของราชวงศ์เซิ่งวุ่นวายเท่าไร พวกเราก็ยิ่งฉวยโอกาสจับปลาในน้ำขุ่นได้สะดวกเท่านั้น!”
แววตาของหลิ่วหานอวี้เปี่ยมด้วยความเลื่อมใส นางประสานมือคารวะพลางเอ่ยยกยอ “สมแล้วที่เป็นองค์ชาย ทรงมองการณ์ไกลยิ่งนัก”
นางกล่าวต่อ “เพียงแต่บัดนี้ท่านเจรจาลับกับอ๋องหยงไม่สำเร็จ ซ้ำยังถูกเยี่ยนหลิงจับตัวไว้ จึงต้องระวังทุกฝีก้าว”
ความเย็นเยียบวาบผ่านดวงตาเซียวจิ้น “ต้องให้เจ้ามาบอกข้าด้วยหรือ!” น้ำเสียงของเขาแข็งกระด้างอย่างยิ่ง
“บ่าวล่วงเกินแล้ว” หลิ่วหานอวี้ถูกตำหนิจนกัดริมฝีปาก “บ่าวขอตัวก่อน”
เซียวจิ้นโบกมือ “อืม” เขาเอ่ย “ไปเถิด”
...
ยามราตรี
ลูกธนูดอกหนึ่งพุ่งด้วยความเร็วสูงออกไปยังค่ายพักของกองทัพกบฏนอกวัง
ได้ยินเพียงเสียง “ติ๊ง” ดังขึ้น มันปักแน่นอยู่บนกำแพงลาน เรือนธนูมุดลึกเข้าเนื้อไม้ถึงสามส่วน
ที่หัวลูกธนูมีจดหมายฉบับหนึ่งตรึงอยู่เด่นชัด
“มีมือสังหาร!” คนในสังกัดของอ๋องหยงตะโกนขึ้นเสียงดัง
ผู้คนต่างตื่นตัวราวเผชิญศัตรูใหญ่ พากันลุกจากที่นอน เสียงเกราะกระทบกันดังระงมไปทั่วลานในชั่วขณะ
อ๋องหยงเยี่ยนฉงได้ยินความเคลื่อนไหว ก็รีบออกมาจากห้อง สีหน้าขรึมเคร่ง
ฉินชงที่ปรึกษารีบปลดจดหมายออกจากลูกธนูทันที แล้วใช้สองมือยื่นถวายแก่อ๋องหยง
อ๋องหยงคลี่อ่าน แล้วพบว่ามีเพียงประโยคสั้นๆ เพียงหนึ่งบรรทัด
“เยี่ยนหลิงมีเลศนัย จงระวังกองทัพเจิ้นหนาน!”
“ยังไม่เลิกคิดชั่ว!” อ๋องหยงแค่นเสียงเยาะ แล้วมองไปยังทิศที่ลูกธนูยิงมา
เห็นเพียงเงาดำสายหนึ่งวาบผ่านบนกำแพงวัง
อ๋องหยงขยำจดหมายเป็นก้อนแล้วเหวี่ยงลงพื้นอย่างแรง “หนูสกปรกจากที่ใดกัน?” เขาตวาด
ฉินชงขมวดคิ้ว “เขาหมายความว่าอย่างไร?”
“ก็แค่คิดปั่นป่วนหลอกหูหลอกตาเท่านั้น ไม่ต้องใส่ใจ กองทัพเจิ้นหนานยังอยู่แถบหลินเซียง แล้วจะโผล่มาในเมืองหลวงโดยไม่มีปี่มีขลุ่ยได้อย่างไร”
แต่ฉินชงกลับมิได้มองโลกในแง่ดี เขากล่าวตรงๆ ว่า “ต่อให้เยี่ยนหลิงไม่ได้กองทัพเจิ้นหนานหนุนหลัง แต่คุณชายเขา...”
เมื่อเอ่ยถึงเยี่ยนเฟยอวี่ บุตรชายอนุคนโตผู้ไม่เอาไหนของตน อ๋องหยงก็หน้าตึงขึ้นทันที เห็นเพียงหางตาของเขากระตุกเล็กน้อย เผยความโหดเหี้ยมเย็นชาที่ซ่อนอยู่โดยไม่ต้องแสดงออกมากนัก
“บัดนี้คนในจวนอ๋องหยงก็ไม่รู้ว่าถูกพาไปที่ใดแล้ว คิดมาคงตั้งใจจะใช้คนในจวนอ๋องหยงมาข่มขู่ท่านอ๋อง” ฉินชงกล่าวอย่างกังวล “แต่ไม่รู้เพราะเหตุใดพระราชวังจึงตีไม่แตกเสียที กลับแน่นหนาราวกำแพงทองแดงกำแพงเหล็ก หากเป็นเช่นนี้ต่อไป จะสิ้นเปลืองกำลังของพวกเราอย่างมาก”
อ๋องหยงมองไปทางพระราชวัง เห็นเพียงหมู่ดาวเหนือวังหลวงส่องแสงเลือนราง คล้ายดั่งสัญญาณแห่งชะตาที่ใกล้สิ้นสุด
เขามองความมืดยามค่ำคืน แววตาพลันดุร้ายขึ้น “ถ้าเช่นนั้นก็บุกตีเสียตรงๆ!”
ความคิดเห็น
ยังไม่มีความคิดเห็น