บทที่ 9
ใช้แผนซ้อนแผน
เช้าตรู่วันถัดมา
ภายในโถงใหญ่ของจวนจิงจ้าวที่ถูกกองทัพกบฏยึดครอง อ๋องหยงนั่งอยู่บนที่นั่งประธาน ระหว่างคิ้วซ่อนความกระวนกระวายและหม่นหมองไว้ไม่มิด “โจมตีพระราชวังอยู่นานกลับยังตีไม่แตก ช่างเหนือความคาดหมายจริงๆ หรือข้างกายเยี่ยนหลิงจะมีผู้มีฝีมือคอยช่วยเหลือ” เขาครุ่นคิดอยู่ในใจ
กลับได้ยินหนิงหย่วนโหวเอ่ยอย่างไม่พอใจยิ่งนัก “ข้าไม่มีเวลามานั่งเสียเปล่าเป็นเพื่อนท่าน เว้นแต่นางจะหยั่งรู้ฟ้าดินได้ล่วงหน้า ท่านไม่จำเป็นต้องหาเยี่ยนหลิงมาเป็นข้ออ้างให้ความผิดพลาดในการตัดสินใจของตัวเอง”
“คำพูดนี้หมายความว่าอย่างไร” อ๋องหยงตบโต๊ะผาง ลุกพรวดขึ้นด้วยความเดือดดาล เพราะคำเหน็บของหนิงหย่วนโหวแทงใจนัก
“เยี่ยนหลิงไม่รู้ด้วยซ้ำว่าท่านจะก่อรัฐประหารในวัง ยิ่งไม่รู้ว่าพวกเราจับมือเป็นพันธมิตรกัน ก่อนหน้านี้นั่นคือความได้เปรียบใหญ่ที่สุดของเรา คือบุกเข้าพระราชวังโดยไม่ทันตั้งตัว ถึงขั้นที่ข้ายังต้องข่มขู่กองทหารรักษานครหลวงเพื่อการนี้ แต่ท่านกลับ...”
คำพูดที่หนิงหย่วนโหวยังพูดไม่จบ เต็มไปด้วยความไม่พอใจต่ออ๋องหยงในทุกถ้อยคำ
อ๋องหยงแค่นเสียงเย็น ก่อนเอ่ยว่า “ทหารมารายงาน เดิมทีประตูตงหวาถูกตีแตกไปแล้ว แต่เป็นนางที่พลิกสถานการณ์กลับคืนมา ตัวคนเดียวกลับพากองทัพอวี้หลงเข่นฆ่าฝ่าวงล้อมเข้าออกเจ็ดครั้ง ข้าไม่เคยรู้เลยว่านางฝึกวรยุทธ์ หรือว่านางจะมีวิชาอัศจรรย์จริงๆ” ขณะพูดคิ้วก็ขมวดลึก ทั้งฉงนทั้งตระหนก
“อย่างนั้นก็ต้องถามหลานสาวแสนดีของท่านแล้วว่าแอบระวังตัวท่านมาตลอดหรือไม่ จะให้นางมีวิชาอัศจรรย์จริงได้อย่างไร” หนิงหย่วนโหวด่ากลับอย่างหงุดหงิด
ลงแรงไปมาก กลับไม่ได้ผลตอบแทนดีๆ แม้แต่คนดินยังมีอารมณ์ นับประสาอะไรกับพวกเขาที่เป็นเพียงพันธมิตร
อีกอย่าง เขาอ๋องหยงก็ยังไม่ได้ขึ้นเป็นฮ่องเต้เสียหน่อย!
ใบหน้าอ๋องหยงดำทะมึน จู่ๆ ก็เอ่ยขึ้นว่า “ข้าว่าไม่จำเป็นต้องรอแล้ว รอให้พระราชวังขาดเสบียงหมดสิ้นนั้นไม่ต่างจากฝันลมๆ แล้งๆ ที่นั่นคือสถานที่ที่สะสมเสบียงอุดมสมบูรณ์ที่สุดของราชวงศ์เซิ่ง สู้บุกตีตรงๆ ยังจะดีกว่า!”
หนิงหย่วนโหวเหลือบมองเขา ก่อนขมวดคิ้ว “หากจะบุกตีจริง ป่านนี้ก็ตีแตกไปแล้ว ตอนนี้ก็แค่ถ่วงกันอยู่เท่านั้น”
“ถ่วงไว้ก็ถ่วงจนพวกมันตายได้!” อ๋องหยงมีสีหน้ามืดครึ้ม “ใครจะไปคิดว่ากองทหารรักษานครหลวงจะล้วนเป็นพวกไม่ได้เรื่อง!”
หนิงหย่วนโหวได้ยินเช่นนั้นก็อดถลึงตาใส่ไม่ได้ พลางตวาดว่า “คนที่ข้ายืมให้ท่าน กลับกลายเป็นว่าความผิดอยู่ที่ข้าอย่างนั้นหรือ”
พอดีในตอนนั้นเอง ด้านนอกก็มีทหารรีบเข้ามารายงานด่วน
ทหารนายหนึ่งในชุดเกราะรีบร้อนเข้ามาในห้อง พอเห็นหนิงหย่วนโหวอยู่ด้วย ก็รีบก้มหน้าเพื่อปิดบังสีหน้าพิลึกพิลั่นบนใบหน้า “รายงาน!”
“ว่ามา!” อ๋องหยงเอ่ยสั้นกระชับ
ทหารคุกเข่าประสานหมัด “ตอนนี้ในนครหลวงผู้คนตื่นตระหนกกันไปหมด เช้านี้พอตื่นขึ้นมา บนถนนก็มีคำพูดลือกันทั่วว่า ‘ศึกชายแดนเหนือปะทุแล้ว ราชวงศ์เซิ่งกำลังจะสิ้นชาติ’ ข้าสั่งให้ผู้ใต้บังคับบัญชาไปกดกระแสแล้ว แต่กดอย่างไรก็กดไม่อยู่ ชาวบ้านมีความไม่พอใจอย่างมาก...”
ยังพูดไม่ทันจบ หนิงหย่วนโหวก็หน้าถอดสี ลุกจากเก้าอี้ พุ่งเข้ามาสองก้าวคว้าคอเสื้อทหารไว้ พลางถามเสียงเข้มว่า “เป่ยจิ้งจะยกทัพมารุกรานกะทันหันได้อย่างไร”
ทหารถูกคว้าคอเสื้ออย่างกะทันหัน ตัวสั่นเทา ไม่รู้จะตอบอย่างไรดี
อ๋องหยงเห็นดังนั้น ความไม่สบายใจก็ผุดขึ้นในใจ หรี่ตาลงน้อยๆ แล้วอดยั่วยุไม่ได้ “หรือท่านกำลังเสียใจภายหลังแล้ว”
หนิงหย่วนโหวถ่มน้ำลายใส่เขาอย่างไม่ลังเล “ถุย! ไม่ใช่เรือนหลังของบ้านท่านถูกไฟไหม้ แน่นอนว่าท่านย่อมไม่ร้อนใจ!”
พูดจบเขาก็ชะงักไป ก่อนเหมือนนึกอะไรขึ้นได้ แล้วเอ่ยประชดว่า “อ้อ ข้าลืมไป เรือนหลังบ้านของท่านตอนนี้ เกรงว่าจะอยู่ในมือหลานสาวแท้ๆ ของท่านแล้วกระมัง”
เมื่อถูกยกเรื่องคนทั้งจวนอ๋องหยงถูกคุมขัง เยี่ยนเฟยอวี่บุตรชายอนุหันหลังให้บิดา และตอนนี้ทั้งจวนหายสาบสูญไปหมด อ๋องหยงก็เหมือนถูกแตะต้องเกล็ดย้อน คมตาทรุดเย็นลงในฉับพลัน
“ท่านจะให้แตกคอกันในเวลานี้จริงหรือ” พี่น้องหรือพันธมิตรแตกคอกันก่อนออกรบ เป็นข้อห้ามใหญ่แห่งการศึก
แต่หนิงหย่วนโหวกลับแค่นเสียงเย็น ราวกับไม่คิดจะสนใจอะไรแล้ว “ไม่เพียงจะแตกคอ ข้ายังจะไปอีกด้วย!”
พูดจบ หนิงหย่วนโหวก็ออกจากโถงใหญ่ มุ่งหน้าไปยังคอกม้า
อ๋องหยงสีหน้าเคร่งขรึม ก้าวยาวๆ ไปขวางอยู่ตรงหน้าหนิงหย่วนโหว ยื่นมือกั้นเขาไว้ “ช้าก่อน ท่านไม่กลัวหรือว่านี่จะเป็นเพียงกลอุบายของเยี่ยนหลิง นางกำลังหวังให้พวกเราระแวงกันเอง”
ได้ยินดังนั้น หนิงหย่วนโหวกลับหัวเราะเย็นยิ่งกว่าเดิม แล้วโต้กลับว่า “ข้าออกจากชายแดนเหนือมาคนเดียว ไม่เคยบอกผู้ใดแม้แต่คนเดียวว่าข้าจับมือกับท่าน ตอนนี้ชายแดนเหนือเกิดศึกขึ้น หากเป็นกลลวงสับข้าศึกของนาง เช่นนั้นนางรู้ได้อย่างไรว่าข้าอยู่ในเมืองหลวง”
พูดจบ เขาก็ดื้อดึงจะจากไป
“เดี๋ยวก่อน!” อ๋องหยงขวางหนิงหย่วนโหวไว้อีกครั้ง “ท่านคิดว่าตอนนี้ยังจะถอนตัวได้อีกหรือ กองทหารรักษานครหลวงกลับลำกะทันหัน ท่านคิดหรือว่าเยี่ยนหลิงจะไม่รู้อะไรเลย เรื่องกองทหารรักษานครหลวงนั้น เป็นฝีมือของท่าน”
เป็นการข่มขู่กันอย่างโจ่งแจ้ง
หนิงหย่วนโหวพลันหน้าบึ้งตึง หยุดเท้าที่กำลังจะก้าวจากไป สีหน้าไม่น่าดูอย่างยิ่ง
อ๋องหยงแค่นเสียงในใจ มองท่าทีหวาดระแวงไม่กล้าผลีผลามของหนิงหย่วนโหว พลางคิดว่า วีรบุรุษแห่งชายแดนเหนืออะไรกัน ข้าว่าเป็นได้แค่คนขี้ขลาดเท่านั้น!
...
ในเวลาเดียวกัน
นอกกำแพงสูงของพระราชวัง เสียงฆ่าฟันก็ดังสะเทือนเลื่อนลั่นขึ้นในฉับพลัน
อ๋องหยงนั่งสูงอยู่บนหลังม้า เกราะบนกายสะท้อนแสงอาทิตย์แรงกล้า ราวกับแผ่ไอสังหารเยียบเย็น
ในที่สุดก็ตัดสินใจจะบุกตีอย่างหนักแล้ว!
เมื่อนึกถึงหนิงหย่วนโหวที่เพราะไม่อยากเปิดโปงตัวเอง จึงหดหัวอยู่ในจวนจิงจ้าว ไม่ยอมออกมารับศึกร่วมกับเขา สีหน้าอ๋องหยงก็ยิ่งมืดลงกว่าเดิม
หนิงหย่วนโหว...ตั้งแต่ขึ้นเรือโจรลำนี้แล้ว เขายังคิดว่าตัวเองมีทางถอยอีกหรือ
ข้างกายอ๋องหยงมีฉินชงที่ปรึกษาคนสนิท และโจวจื่อฉุน บัณฑิตสำนักฮั่นหลินที่เพิ่งถูกปล่อยตัวออกมาอย่างถูกบีบบังคับยืนอยู่
ได้ยินโจวจื่อฉุนด่าทอตะโกนอยู่หน้าทัพว่า “องค์หญิงใหญ่ผิงหยาง เยี่ยนหลิง ไก่ตัวเมียประกาศรุ่ง อุ้มชูขังหน่วงเชื้อพระวงศ์ บงการราชสำนัก ผูกขาดอำนาจ ทำให้ครรลองฟ้าดินและจารีตแตกพัง! วันนี้พวกเรายกทัพประชิดกำแพง ก็เพื่อขจัดเสี้ยนหนามข้างองค์จักรพรรดิ ฟื้นฟูระเบียบราชสำนัก คืนอำนาจให้ฝ่าบาท!”
ทหารทั้งหลายต่างโห่ร้องพร้อมกัน “คืนอำนาจให้ฝ่าบาท!”
เยี่ยนหลิงยืนอยู่บนกำแพงวัง มองภาพนั้นด้วยสายตาเย็นชา ด้านหลังมีชิวชุ่ย เหวินหรูจั๋ว และไม่ไกลออกไปคือเซียวจิ้นที่ไม่รู้กำลังคิดสิ่งใดอยู่
บนกำแพงวัง ลมพัดกระหน่ำเสียงดัง กระพือชายอาภรณ์สีแดงของเยี่ยนหลิงให้ปลิวไสว ดวงตาหงส์ของนางเหลือบมองใบหน้าที่เต็มไปด้วยความมั่นใจของอ๋องหยง ก่อนจะกวาดผ่านสีหน้าเหยเกบิดเบี้ยวของโจวจื่อฉุนเพราะความฮึกเหิม สุดท้ายสายตาหยุดลงที่ธงผืนใหญ่ซึ่งปักคำว่า “ขจัดเสี้ยนหนามข้างองค์จักรพรรดิ” สูงเด่น
นางหัวเราะเย็น “บงการราชสำนัก คืนอำนาจให้ฝ่าบาทหรือ”
ช่างน่าขัน! จะให้เด็กน้อยอายุห้าขวบขึ้นครองอำนาจเองหรือไร
รุ่ยเอ๋อร์เกรงว่าคงสั่งให้คนทั้งสำนักฮั่นหลินแต่งหนังสือนิทานภาพให้เขาอ่านกระมัง เขาจะเข้าใจอะไร
หากคืนอำนาจให้รุ่ยเอ๋อร์จริง นั่นต่างหากคือความไม่รับผิดชอบต่อแผ่นดินต้าเซิ่งอย่างที่สุด
คำว่า “ขจัดเสี้ยนหนามข้างองค์จักรพรรดิ” ก็เป็นเพียงข้ออ้างเท่านั้น
“ต่อให้ข้าผูกขาดอำนาจ แล้วอย่างไร” ดวงตาหงส์ของนางเบิกกว้าง ตวัดมองกองทัพมหาศาลเบื้องล่าง “ไก่ตัวเมียประกาศรุ่งหรือ หากไม่มีข้า แล้วใครจะรักษาเสถียรภาพของราชสำนักไว้ได้”
นางสะบัดมือชี้ขึ้นฟ้า “ข้าผู้เป็นองค์หญิง ปฏิบัติราชกิจแทนแผ่นดิน หาได้ละอายต่อฟ้าดินไม่!”
“แต่กลับมีคนอาศัยเรื่องนี้ปล่อยข่าวลือ ก่อทัพก่อกบฏ ทำให้เบื้องบนต้องตกพระทัย นั่นต่างหากจึงเป็นความผิดฐานล่วงเกินเบื้องสูงอย่างแท้จริง!”
นางหัวเราะเยาะ “ท่านอาราชันผู้เป็นอาแท้ๆ ของข้า ท่านเข้ามาในนครหลวงอยู่นานเพียงนี้ ไม่มีใครบอกท่านบ้างหรือ ว่าท่านต่างหากคือกบฏ”
เยี่ยนหลิงรู้ดี แม้ตนจะกุมอำนาจเบ็ดเสร็จและตัดสินใจด้วยตนเองมาโดยตลอด แต่สุดท้ายก็ยังมีคนสนับสนุน ยิ่งไม่ต้องพูดถึงขุนนางสายบุ๋นหัวแข็งอย่างอัครมหาเสนาบดีเหยาจิงเช่อ พวกเขาย่อมไม่ยอมก้มหัวให้อ๋องหยงโดยง่าย
ที่เงียบหายไร้ความเคลื่อนไหว เกรงว่าขุนนางเฒ่าเหล่านั้นคงถูกกักบริเวณอยู่ในเรือนกันหมดแล้ว
แต่มีเพียงเขาหรือที่ใช้วิธีต่ำช้าเช่นนี้ได้
เยี่ยนหลิงแค่นหัวเราะ ก่อนหันไปกระซิบสั่งอะไรบางอย่างกับเหวินหรูจั๋ว
เหวินหรูจั๋วรับคำสั่งแล้วจากไป
ไม่นานนัก คนจำนวนหลายสิบที่ถูกมัดไว้ก็ถูกผลักขึ้นมาบนกำแพงเมือง
พระชายาอ๋องหยง พระธิดาอนุ ข้างพระชายา คนทั้งจวนอ๋องหยง ถูกอู่เฉิงเฟิงผลักดันมาจนถึงริมกำแพงประหนึ่งนักโทษที่ถูกคุมตัว
หลังจากนั้น เงาร่างของเยี่ยนเฟยอวี่บุตรชายอนุของอ๋องหยงก็ปรากฏขึ้น เขาค่อยๆ ก้าวขึ้นมาบนกำแพงวัง ยืนอยู่เคียงข้างเยี่ยนหลิง สีหน้าหยิ่งผยอง
แม้อ๋องหยงจะเตรียมใจไว้ล่วงหน้าแล้ว แต่ก็ยังอดสีหน้าเปลี่ยนฉับพลันไม่ได้
เขาจ้องเยี่ยนเฟยอวี่บนกำแพงวังเขม็ง แล้วคำรามลั่นออกมาจากลำคอ “เยี่ยนเฟยอวี่ เจ้าลูกอกตัญญู! ถึงกับกล้าทรยศต่อข้า!”
เยี่ยนเฟยอวี่ยืนอยู่ข้างเยี่ยนหลิง เมื่อได้ยินเช่นนั้นไม่เพียงไม่หวาดกลัว กลับยิ่งเอามือไพล่หลัง เชิดหน้าด้วยความโอหัง “เสด็จพ่อ ท่านจะว่าข้าไม่กตัญญูก็ยังดีกว่าท่านไม่จงรักภักดี!”
อ๋องหยงได้ยินดังนั้น ดวงตาก็แดงก่ำด้วยโทสะ อกกระเพื่อมขึ้นลงอย่างรุนแรง
ก็จริง ผู้ใดเห็นบุตรชายอนุที่ตนไว้ใจที่สุดกล้าทรยศต่อตน ย่อมต้องโกรธจนแทบสำลักควันออกจากทวารทั้งเจ็ดอยู่แล้ว เพราะทุกสิ่งของบุตรชายอนุล้วนเป็นบิดามอบให้
บิดากับบุตรเผชิญหน้ากัน ละครฉากนี้ช่างน่าชมพอแล้ว
เยี่ยนหลิงยกมุมปากขึ้นนิดๆ
ทว่าแล้วเยี่ยนเฟยอวี่กลับก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว ชักกระบี่ของทหารที่อยู่ข้างกายออกมา แล้ววางคมดาบลงบนลำคอของสตรีผู้หนึ่งที่ยืนอยู่บนกำแพง
“อย่านะ!” อ๋องหยงร้องออกมาด้วยความตกใจ
สตรีนางนั้นเองก็ตื่นตระหนกจนทำอะไรไม่ถูก นางหันกลับไปมองบุตรชายที่จับตนเป็นตัวประกัน ใบหน้าเต็มไปด้วยความไม่อยากเชื่อ “อวี่เอ๋อร์!”
“อย่าเรียกข้า! ไปขอร้องพ่อข้า ให้เขายอมมัดมือยอมจำนนเสีย!” เยี่ยนเฟยอวี่ตะโกนลั่น คำนี้ไม่เพียงพูดให้นางฟัง แต่ยังพูดให้อ๋องหยงได้ยินด้วย
เห็นชัดว่าเขาจมอยู่ในมารของอำนาจที่ใกล้จะได้มา จนค่อยๆ คลุ้มคลั่งขึ้น “ขอให้เขาสั่งถอนทัพ ขอให้เขายอมจำนน เร็วเข้า!”
“ท่านแม่ ท่านไม่รู้หรอกว่าข้ากำลังจะได้สิ่งใด การเสียสละของท่านคุ้มค่า ท่านจะต้องยินดีกับข้า!”
สตรีผู้นั้นก็คือข้างพระชายาอ๋องหยง นางส่ายหน้าไปทั้งน้ำตา สตรีที่เคยอ่อนโยนละมุนละไม บัดนี้กลับถูกหนีบคั่นอยู่ระหว่างพ่อกับลูก จะรุกก็ไม่ได้ จะถอยก็ไม่ได้
อ๋องหยงแทบถลนตา
เขากัดฟันกรอด ก่อนกระชากคันธนูหนักจากมือองครักษ์ข้างกายมา ฉวยลูกธนูขึ้นพาดสายอย่างรวดเร็วปานสายฟ้า ดึงเต็มแรงจนโค้งเป็นวงจันทร์เต็มดวง
ปลายศรสะท้อนแสงแดดเป็นประกายเย็นเยียบของพิษที่ชุบไว้ และเป้าหมายกลับเป็นข้างพระชายาอ๋องหยงที่อยู่ในมือเยี่ยนเฟยอวี่!
“ดี! หากเจ้าจะฆ่าแม่ เช่นนั้นข้าก็จะช่วยให้สมใจ!”
ทันทีที่สิ้นคำ ลูกศรก็แหวกอากาศพุ่งออกไป ถึงเป้าหมายในพริบตา
เยี่ยนเฟยอวี่ตกใจอย่างหนัก ถึงกับถอยกรูดไปหลายก้าว
ลูกศรพุ่งปักกลางอกข้างพระชายาอ๋องหยงอย่างแม่นยำไร้พลาด
นางก้มลงมองเลือดสีแดงสดที่ผลิบานบนอกอย่างไม่อยากเชื่อ จากนั้นจึงเงยหน้ามองอ๋องหยงที่อยู่ใต้กำแพง แล้วค่อยๆ หันกลับอย่างยากลำบาก เห็นสีหน้าตกตะลึงเสียใจของบุตรชายในยามนี้
“ท่านแม่!”
ราวกับเพิ่งเข้าใจว่าตนทำสิ่งใดลงไป เขาพุ่งเข้าไปกอดร่างมารดาไว้แน่น แต่ร่างของมารดาในอ้อมแขนกลับค่อยๆ เย็นลงทีละน้อย
ได้ยินเพียงอ๋องหยงหัวเราะด้วยความโกรธจัด “เยี่ยนหลิง เด็กน้อยผู้โอหัง หลานสาวแสนดีของข้า เจ้าคงไม่คิดจะใช้มดปลวกเหล่านี้มาข่มขู่ข้ากระมัง ข้าจะบอกให้ เป็นไปไม่ได้!”
เขาตะโกนลั่น “บุก!”
เขากล่าวว่า “ให้ข้าบุกตีทะลวงนครหลวง ฆ่า!”
กองทัพกบฏขานรับคำสั่งของอ๋องหยง ดุจน้ำหลากที่พังเขื่อน ซัดเข้าใส่ประตูวังและกำแพงเมืองอย่างบ้าคลั่ง
ประตูวังที่ตีอยู่นานไม่แตก ในที่สุดก็ส่งเสียงครวญครางอย่างรับไม่ไหว ก่อนจะถูกผลักเปิดเป็นรอยแยกเส้นหนึ่งช้าๆ และเมื่อรอยแยกนั้นกว้างขึ้นเรื่อยๆ กองทัพกบฏก็ทะลักกรูกันเข้าไปพร้อมเพรียง
แย่แล้ว!
คำนวณพลาดไป! ไม่คาดคิดเลยว่าอ๋องหยงจะใจเหี้ยมได้ถึงเพียงนี้ ไม่แยแสแม้แต่ชีวิตคนทั้งจวนอ๋องหยง
“ถอยไปรักษาการณ์ในเขตพระราชฐานชั้นใน!” เยี่ยนหลิงตัดสินใจอย่างเด็ดขาดในทันที
นางก้าวเท้า ตั้งใจจะลงจากกำแพงวังไปรับศึก พลันสายตากวาดผ่านเซียวจิ้นที่ยืนอยู่ไม่ไกลราวกับเป็นคนล่องหน แล้วเอ่ยเสียงเย็นว่า “ถ้าไม่อยากตายก็ตามมา!”
เซียวจิ้นมองแผ่นหลังของเยี่ยนหลิงที่กำลังก้าวจากไป แววตาฉายประกายลึกซับซ้อนวาบหนึ่ง
หลังเงียบงันอยู่ครู่หนึ่ง ในที่สุดเซียวจิ้นก็ตัดสินใจตามเยี่ยนหลิงลงจากกำแพงวังไป
ภายในพระราชวัง เสียงฆ่าฟันก็ดังกึกก้องขึ้นในบัดดล
กองทัพองครักษ์ต้องปะทะกับกองทัพกบฏในระยะประชิด แสงดาบเงากระบี่วูบไหวสลับกันไปมา
เพลงกระบี่ของเยี่ยนหลิงเฉียบคมถึงขีดสุด ร่างของนางว่องไวปราดเปรียว พุ่งแทรกไปในหมู่ทัพอลหม่าน ทุกแห่งที่ผ่าน ทหารกบฏไม่ตายก็ต้องบาดเจ็บ
ในขณะนั้นเอง รองแม่ทัพฝ่ายกบฏคนหนึ่งเห็นช่องว่างด้านข้างของเยี่ยนหลิง ดวงตาวาบแสงโหดเหี้ยมขึ้น มือกำดาบฟันยาวไว้แน่น เหวี่ยงฟันเฉียงเข้าหากลางหลังนางอย่างอำมหิต พร้อมเสียงลมหวีดหวิว!
คมดาบนี้เฉียบฉวยมุมได้ร้ายกาจ เยี่ยนหลิงกำลังถูกศัตรูตรงหน้าสองคนพันธนาการไว้ชั่วขณะ จึงยากจะหันกลับมาปัดป้องได้ทัน
“องค์หญิง ระวัง!” เหวินหรูจั๋วที่อยู่ไม่ไกลร้องเตือนเสียงดัง
ในห้วงเสี้ยววินาทีคับขันนั้น เงาร่างหนึ่งพลันพุ่งเข้ามาจากด้านข้าง ใช้ร่างของตนเองเข้ารับคมดาบอันแหลมคมไว้เต็มๆ!
ความคิดเห็น
ยังไม่มีความคิดเห็น