เป็นที่รู้กันดีว่า เกมส่วนใหญ่มักจะดำเนินเรื่องผ่านมุมมองของตัวละครเอก ดังนั้น ตัวละครอย่างฉันที่ตกกระป๋องหลุดออกจากเวทีไปแล้ว จึงทำอะไรได้ไม่มากนัก
แต่โชคดีที่ ฉันเคยผ่านประสบการณ์ในมุมมองของตัวเอกมานับครั้งไม่ถ้วนแล้ว แค่ลองคิดคำนวณเวลาและตารางเรียนของสถาบันให้ดีๆ ก็พอจะคาดเดาได้คร่าวๆ ว่าตอนนี้กำลังมีเหตุการณ์อะไรดำเนินอยู่
ดังนั้น ตอนนี้ฉันจึงไม่ได้รู้สึกกังวลเพราะไม่รู้สถานการณ์ในสถาบันหรือความคืบหน้าของเรื่องราวต่างๆ แต่อย่างใด นี่ก็ถือเป็นเรื่องที่พอปลอบใจได้บ้าง
ตรงกันข้าม เพราะเอาแต่เล่นในมุมมองของเทย์ลี่มาตลอด ฉันถึงได้มารู้ตัวว่าตัวเองพลาดรายละเอียดไปเยอะมากเลยทีเดียว
ตัวอย่างเช่น การเรียนการสอนของแผนกเวทมนตร์มันเป็นยังไงกันแน่
ตัวเอกอย่างเทย์ลี่เป็นนักเรียนแผนกต่อสู้ สมกับฉายา “นักดาบตกอับ” นั่นแหละ ดังนั้น ฉันจึงไม่มีทางรู้ได้เลยว่าชีวิตประจำวันของนักเรียนแผนกเวทมนตร์เป็นแบบไหน
ยิ่งไปกว่านั้น เรื่องราวที่เกิดขึ้นนอกเหนือขอบเขตการเคลื่อนไหวของเทย์ลี่ก็เช่นกัน
ตัวอย่างเช่น อาคารใหม่และรูปปั้นที่กำลังก่อสร้างภายใต้การสนับสนุนของ “ธิดาทองคำ ลอร์เทล” หรือกองกำลังองครักษ์หลวงที่ประจำการอยู่ตรงทางเข้าอาคารเรียนในฐานะผู้คุ้มกันของ “องค์หญิงเพเนียผู้เมตตา”
เรื่องพวกนี้... ถึงจะอยู่นอกเวทีหลัก แต่กลับเป็นภาพที่สดใสของโลกที่กำลังดำเนินไป ซึ่งกลับทำให้ฉันรู้สึกแปลกใหม่ขึ้นมา
อันที่จริง แม้แต่ตอนที่เล่นเกม ‘นักดาบตกอับแห่งซิลเวเนีย’ ก็มีเรื่องราวเบื้องหลังของเหตุการณ์ต่างๆ มากมายที่ทำให้ฉันสงสัยอยู่เสมอ
ถ้าจะให้ไล่เรียงทีละอย่างคงนับไม่ถ้วน แต่ถ้าต้องเลือกมาสักเรื่องหนึ่ง... ใช่แล้ว สุดท้ายก็คงหนีไม่พ้นเรื่องของ เยนเนการ์ เพลโรเวอร์
ในฐานะบอสใหญ่ขององก์แรก เรื่องราวที่เธอถูกกลืนกินโดยกรงเล็บมารของภูตเงาระดับสูง โรเบสปิแอร์ กลับไม่ค่อยมีใครให้ความสำคัญเท่าไหร่ ถึงจะถูกเรียกว่าเป็นบอสใหญ่ขององก์แรก แต่บอสตัวจริงขององก์แรกกลับเป็นแขนขวาของภูตเงาระดับสูงสุด กลาสกัน ที่เธออัญเชิญออกมาต่างหาก
แต่ว่า โดยปกติแล้ว ภูตเงาระดับสูงมักจะจุติลงมาผ่านความมืดมนหรือความรู้สึกสิ้นหวังในจิตใจของร่างทรง ถึงแม้ทุกคนจะมีความมืดในใจอยู่บ้างไม่มากก็น้อย แต่เยนเนการ์ เพลโรเวอร์ กลับเป็นคนที่ไม่น่าจะเกี่ยวข้องกับความมืดมนแบบนั้นเลยแม้แต่น้อย
ฉันรู้ ความสดใสร่าเริงของเธอเป็นธรรมชาติ ความมีชีวิตชีวานั่นเป็นสิ่งที่ติดตัวมาแต่กำเนิด
แล้วอะไรกันแน่ที่ทำให้ เยนเนการ์ เพลโรเวอร์ ต้องตกไปอยู่ในเงื้อมมือของภูตเงาระดับสูงได้?
...แน่นอนว่า ฉันก็ไม่มีเวลาไปขุดคุ้ยเรื่องพวกนั้นหรอก
ไม่ว่าจะยังไง แขนขวาของกลาสกันที่ยึดครองอาคารสภานักเรียนอยู่ เทย์ลี่ก็คงจัดการเองนั่นแหละ
“นี่มันจะเหนื่อยเกินไปแล้วนะเฟ้ย...?”
เปิดเทอมมาได้ประมาณสิบวันแล้ว
“ขืนเป็นแบบนี้ต่อไป ฉันได้ตายก่อนจริงๆ แน่...”
ตอนเย็น ฉันนั่งพักอยู่บนม้านั่งในอาคารเรียน จู่ๆ ก็เข้าสู่โหมดปลงตกขึ้นมาดื้อๆ
หลังจากเปิดเทอม ตารางชีวิตประจำวันของฉันก็ประมาณนี้:
ตื่นนอนตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง ไปอาบน้ำที่ลำธาร เพื่อไม่ให้ตัวเหม็น ฉันจะขัดถูทุกซอกทุกมุมอย่างละเอียด สวมชุดลำลองที่ซักทุกวัน วิ่งจากป่าทางตอนเหนือไปยังอาคารเรียน พอไปถึงก็เหงื่อท่วมตัวแล้ว ฉันเลยต้องแอบไปล้างหน้าอีกรอบในห้องน้ำของอาคารเรียนที่ตึกกล็อคท์ จากนั้นก็เปลี่ยนเป็นชุดนักเรียนที่พกมา เอาชุดลำลองไปซ่อนไว้ในพุ่มไม้สวนกุหลาบของอาคารเรียน รอเลิกเรียนค่อยมาเอาคืน
จากนั้น ก็มุ่งหน้าไปยังอาคารเรียนที่จะเข้าเรียน ตั้งแต่ตรงนี้ไป ฉันจะเจอพวกลูกคุณหนูและนักเรียนดีเด่นสารพัดรูปแบบ ดังนั้นจึงต้องระวังคำพูดและการกระทำอยู่ตลอดเวลา แน่นอนว่า เพราะชื่อเสียงในสถาบันของฉันมันตกต่ำถึงขีดสุดแล้ว ทุกครั้งที่ปรากฏตัว ก็จะได้ยินเสียงซุบซิบนินทาต่างๆ นานาเสมอ
ช่วงหลังๆ นี่ ถ้าไม่ได้ยินเสียงนินทาพวกนั้น ฉันกลับรู้สึกโหวงๆ ไปซะอย่างนั้น การถูกทำเหมือนเป็นอากาศธาตุในห้องเรียนต่างๆ ฉันก็เริ่มชินแล้วเหมือนกัน
ก็ตั้งใจเรียนไปแบบนั้น จนกระทั่งถึงเวลาพักกลางวัน
เนื่องจากไม่สามารถใช้บริการห้องอาหารหรูหราของหอโอฟีลิสหรือห้องอาหารในอาคารสภานักเรียนได้ ฉันจึงต้องกินข้าวกล่องที่พกมาเอง ที่เรียกว่าข้าวกล่อง จริงๆ มันก็คือวัตถุดิบจากป่าที่เอามาจากแคมป์นั่นแหละ
ช่วงนี้ ฉันกินเนื้อแดดเดียวหมักบ่อยๆ ฉันเอาเนื้อที่หมักเกลือไปแขวนไว้บนราวตากผ้า แค่ตากแดดไว้สามวัน ก็ได้เนื้อแดดเดียวที่รสชาติไม่เลวมากินแล้ว มันพกพาสะดวก แถมยังอิ่มท้องได้ดี ไม่มีอาหารง่ายๆ ไหนจะดีไปกว่านี้อีกแล้ว แถมยังช่วยเพิ่มความชำนาญในการทำอาหารได้เยอะเลยด้วย
ก็กินอะไรง่ายๆ ประทังท้องไปแบบนั้น พอถึงช่วงบ่าย ก็กลับเข้าสู่โหมดอากาศธาตุในห้องเรียนเหมือนเดิม พอเลิกเรียน ก็จะไปเอาชุดลำลองที่ซ่อนไว้ในพุ่มไม้สวนกุหลาบ แล้วก็เดินทางกลับป่าทางตอนเหนือ ถ้าออกเดินทางตอนพระอาทิตย์ตกดิน กลับไปถึงแคมป์ฟ้าก็มืดพอดี
เพื่อฝึกพละกำลัง ฉันตัดสินใจว่าจะพยายามวิ่งกลับบ้านด้วย แต่ตั้งแต่เริ่มมีวิชาปฏิบัติที่ต้องใช้มานาเยอะๆ มันก็กินแรงฉันไปมาก ตอนนั้นก็ทำได้แค่เดินกลับช้าๆ
พอกลับถึงแคมป์ ก็จะรีบซักชุดลำลองที่ชุ่มเหงื่อก่อนเลย เพราะต้องรีบตากให้แห้ง จะได้เอามาใส่ต่อในวันพรุ่งนี้ จากนั้น ก็จะตรวจดูชุดนักเรียนที่ต้องรักษาความสะอาดอยู่เสมอ ดูว่ามีรอยเปื้อนหรือขาดตรงไหนไหม ถ้ามี ก็จะเอาด้ายที่เลาะมาจากผ้าชิ้นอื่นมาเย็บซ่อม
ตรวจเสื้อผ้าเสร็จเร็วๆ ก็ถึงเวลาทำงานของวันนั้น เนื้อหางานในแต่ละวันก็จะแตกต่างกันไป ถ้าสมุนไพรที่เก็บมาหมด ก็ต้องไปเก็บเพิ่ม ถ้าไม้ที่แปรรูปไว้ต้องตรวจสอบ ก็ต้องไปตรวจสอบ ถ้าเนื้อที่เก็บไว้ในห้องใต้ดินหมด ก็ต้องหยิบธนูออกไปล่าสัตว์ จริงๆ แล้ว ใช้ฉมวกหรือหอกที่ทำเองง่ายๆ ล่าสัตว์สะดวกกว่าเยอะ แต่เมื่อคิดถึงอนาคต ฉันจำเป็นต้องเพิ่มความชำนาญการยิงธนู ถึงจะฝืนๆ หน่อยก็ต้องใช้ธนูล่าสัตว์ แต่ถ้าวันไหนล่าสัตว์ไม่ได้ผลจริงๆ ฉันก็จะใช้วิธีอื่นล่าแทน เพราะยังไงซะ ต้องมีอะไรกินก่อนถึงจะมีชีวิตรอดได้
พอพระอาทิตย์ตกดินสนิท ก็จะก่อกองไฟเพื่อให้มีแสงสว่าง จากนั้นก็เป็นเวลาทำการบ้าน บนโต๊ะทำงานที่สร้างขึ้นง่ายๆ บนแผ่นหิน ฉันจะทบทวนการบ้านภาคปฏิบัติของวันนั้น วิชาที่ต้องเขียนเยอะๆ อย่างประวัติศาสตร์เวทมนตร์หรือธาตุวิทยาเป็นทางของฉัน โชคดีที่หัวฉันยังพอใช้การได้อยู่ ถึงจะไม่ได้จับปากกามานาน แต่ฉันก็เคยผ่านช่วงเตรียมสอบเข้ามหา'ลัยมาแล้ว ช่วงเวลามหาโหดนั้น ฉันสอบติดมหา'ลัยได้ เชื้อของการเป็นเด็กเตรียมสอบมันยังฝังอยู่ในกระดูกนี่นา
โรงเรียนกวดวิชาแห่งสาธารณรัฐเกาหลีจงเจริญ...!
ฉันใช้กิ่งไม้เล็กๆ ที่ปลายจุ่มเถ้าถ่านขีดเขียนลงบนแผ่นหิน ท่องจำเนื้อหา ส่วนตำราก็ยืมมาจากห้องสมุดนักเรียนในอาคารเรียน ฉันไม่มีปัญญาจะใช้ปากกาขนนก น้ำหมึก หรือหนังสือส่วนตัวหรอก
พอพระจันทร์ลอยขึ้นกลางฟ้า ฉันก็จะฝึกเวทมนตร์ตามลำพัง เป้าหมายอันดับแรกของฉันคือการเพิ่มระดับความชำนาญของเวทมนตร์ธาตุพื้นฐานให้ถึงระดับ 10 ให้ได้ หลักสูตรปีสองของแผนกเวทมนตร์มันตั้งต้นที่เวทมนตร์ระดับกลางแล้ว ถ้ายังงมอยู่กับเวทมนตร์พื้นฐานอยู่ก็คงไม่รอดแน่
แต่ไหนๆ ก็จะฝึกเวทมนตร์แล้ว ก็ฝึกแบบที่เอาไปใช้งานได้จริงดีกว่า ฉันใช้เวทลมตัดแต่งกิ่งไม้ ใช้เวทไฟควบคุมความแรงของกองไฟ เป็นต้น เพื่อเพิ่มความชำนาญเวทมนตร์ไปในตัว
พอทำแบบนั้น ความง่วงก็ค่อยๆ คืบคลานเข้ามา แต่ยังนอนไม่ได้ ภารกิจก่อนนอนยังมีอีกเยอะ ตรวจสอบว่าที่พักพิงไม้มีปัญหาตรงไหนไหม เติมฟืนให้กองไฟลุกโชนตลอดคืน ตรวจดูจำนวนเนื้อแดดเดียวที่จะกินเป็นมื้อกลางวันพรุ่งนี้ ถ้ากระติกน้ำว่างเปล่า ก็ต้องไปตักน้ำ
จากนั้น ก็จะวางแผนตารางเวลาของวันพรุ่งนี้ตามตารางเรียน เอาควันไฟจากกองไฟรมเข้าไปในที่พักพิงเพื่อไล่ยุงแมลง แล้วค่อยระบายอากาศ สุดท้ายถึงจะได้นอน แบบนี้ก็น่าจะได้นอนสักสี่ชั่วโมง
โชคดีที่ ไม่ว่าจะเหนื่อยแค่ไหน ฉันก็ไม่เคยนอนตื่นสายเลย ต้องขอบคุณข้อนี้จริงๆ ตอนอยู่ในกรมทหารก็ปรับตัวได้เร็วเพราะแบบนี้แหละ
ชีวิตแบบนี้ ฉันทำติดต่อกันมาสิบวันแล้ว
ตอนนี้ ทั้งตัวฉันกำลังโอดโอยเพราะอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ
ฉันนั่งอยู่บนม้านั่ง เหม่อมองท้องฟ้าที่ย้อมไปด้วยสีแดงของพระอาทิตย์ตกดิน ภาพตรงหน้านี้ก็ถือเป็นการหลีกหนีจากความเป็นจริงเล็กๆ น้อยๆ พอกลับถึงแคมป์ ก็ยังมีเรื่องกองท่วมหัวรอฉันอยู่อีกเพียบ
“หรือว่าจะย้ายแคมป์ไปอยู่ใกล้ๆ หน่อยดีนะ...” พอคิดถึงตรงนี้ ฉันก็ส่ายหัวอีกครั้ง การย้ายไปอยู่ใกล้เขตพักอาศัยของนักเรียนคนอื่นดื้อๆ ไม่มีอะไรดีหรอก แถมการเดินทางไกลๆ แบบนี้มันก็ช่วยฝึกพละกำลังได้ดีด้วย... อย่าใจอ่อนสิ
“เอื้ออออ ค่อกๆ” ฉันกัดฟันฝืนพยุงร่างที่ปวดเมื่อยล้าของตัวเองขึ้นมา แล้วก้าวเท้าเดินทางกลับอีกครั้ง ไม่ว่าจะยังไง ในเมื่อต้องมาอยู่ในร่างนี้แล้ว ก็คงต้องยอมรับมัน ความลำบากแค่นี้ ต้องทนให้ได้ สักวัน แสงสว่างต้องส่องมาถึงฉันอย่างแน่นอน
แต่ก็มีเรื่องที่น่ายินดีอยู่บ้างนะ ฉันคิดแบบนั้นขณะเดินฝ่าป่าทางตอนเหนือกลับแคมป์
อย่างแรกเลย หลังจากพยายามมาสิบวัน ฉันก็พอจะมีความมั่นใจในการใช้ชีวิตแบบนี้ขึ้นมาบ้างแล้ว ถึงจะเหนื่อยและลำบาก แต่ก็ยังพอทนไหว เพราะชีวิตปีสองของแผนกเวทมนตร์มันสงบสุขกว่าที่ฉันคิดไว้เยอะ
ไม่ว่าจะไปที่ไหน ก็จะถูกมองด้วยสายตาดูถูก มีเสียงซุบซิบนินทาตามหลัง ตอนนี้ฉันชินแล้วล่ะ ช่วยไม่ได้ ถึงจะไม่ใช่ฝีมือฉัน แต่ความเกลียดชังที่ เอ็ด รอตเทย์เลอร์ สะสมไว้มันเยอะเกินไปจริงๆ
แต่ถ้าเทียบกับสถานการณ์ของพวกปีหนึ่งแล้ว ฉันยังถือว่าโชคดีกว่าเยอะ ทางนั้นน่ะคือแหล่งรวมความโกลาหลของแท้เลย อุบัติเหตุเกิดขึ้นไม่หยุดไม่หย่อน จนเหมือนเป็นเวทีละครผจญภัยสุดเพี้ยน ถ้าเป็นช่วงต้นเทอมแรกจริงๆ นะ ป่านนี้คงได้ยินเรื่องอย่าง... 'หอกแห่งพฤกษา ซิกซ์' ระเบิดตึกทดลอง 'ลูซี่จอมขี้เกียจ' ใช้เวทสายฟ้าส่งแมวอธิการบดีไปสวรรค์... เรื่องวุ่นวายสารพัดรูปแบบคงเกิดขึ้นเป็นว่าเล่นไปแล้ว
นักเรียนแผนกต่อสู้ แผนกเวทมนตร์ แผนกเล่นแร่แปรธาตุ คงจะได้เข้าเรียนวิชาต่อสู้จริงครั้งแรกร่วมกัน สู้กับพวกเผ่ามอนสเตอร์ ก็น่าจะช่วงนี้แหละที่ตัวเอกอย่างเทย์ลี่กับตัวละครหลักๆ เริ่มจะรู้จักกัน
แต่ทว่า เวทีเบื้องหลังกลับสงบสุขและเป็นไปตามระเบียบอย่างน่าประหลาด พอลองคิดแบบนี้แล้ว มันก็ดูไม่แย่เท่าไหร่แฮะ รูปแบบชีวิตที่ลำบากแบบนี้ แค่ทำต่อไปเรื่อยๆ เดี๋ยวก็คงชินไปเอง
ก็ใช้ชีวิตของตัวเองไปแบบนี้แหละ อยู่ห่างๆ ตัวละครหลักเข้าไว้ พอถึงเวลาเรียนจบ ก็โบกมือลาโรงเรียนตอนที่วิกฤตการณ์มาถึง ยังไงซะโรงเรียนก็ไม่ล่มสลายอยู่แล้ว บททดสอบพวกนั้นก็คงจะคลี่คลายไปเองตามธรรมชาติ ฉันไม่จำเป็นต้องไปลำบากตัวเองจัดการให้หรอก
พอลองคิดแบบนี้ อย่างน้อยก้าวแรกก็ถือว่ามาถูกทางแล้ว ไม่จำเป็นต้องหดหู่ตลอดเวลา
แต่ว่า ตัวแปรก็ยังคงเป็น เยนเนการ์ เพลโรเวอร์ อยู่ดี
“สวัสดี!”
“กินอะไรอยู่น่ะ? เนื้อแดดเดียวเหรอ?”
“อรุณสวัสดิ์!”
“คาบต่อไปเรียนอะไรเหรอ? ธาตุวิทยาใช่ไหม?”
“ไปกินข้าวที่โรงอาหารนักเรียนด้วยกันไหม?”
ตลอดสิบวันที่ผ่านมา ทุกครั้งที่ฉันเจอเธอในอาคารเรียน เธอก็มักจะทักทายฉันอย่างร่าเริงเสมอ แน่นอนว่า เพื่อนสนิททั้งสองของเธอก็จะโผล่มา ลากแขนเธอไป ไม่ก็พาเธอไปทางอื่นอย่างไม่เป็นธรรมชาติ
“อืม...”
นี่มันนอกแผน เธอไม่มีเหตุผลอะไรที่จะต้องมาสนใจฉันขนาดนี้ ต้องมีอะไรที่ฉันทำผิดพลาดไปแน่ๆ หรือมีรายละเอียดอะไรที่ฉันมองข้ามไป
“...ช่างเถอะ ไม่น่าจะมีปัญหาอะไรหรอกมั้ง”
ตอนเย็นย่ำที่กลับมาถึงป่า กิ่งไม้เริ่มเผยให้เห็นแคมป์ที่ตอนนี้คุ้นเคยเหมือนบ้านของฉันแล้ว
ขอย้ำอีกครั้ง ฉันคือสิ่งแปลกปลอมในโลกที่ดำเนินไปตามประวัติศาสตร์ที่ถูกต้องนี้ ถ้ากลายเป็นตัวแปรที่พลิกผันประวัติศาสตร์ขึ้นมา ฉันก็จะสูญเสียความได้เปรียบในการรู้อนาคตไป
ดังนั้น การรักษาระยะห่างที่เหมาะสมกับตัวละครสำคัญของโลกใบนี้จึงเป็นสิ่งที่ถูกต้อง ถึงแม้การพยายามตีสนิทอาจจะต้องผ่านกระบวนการที่น่าอึดอัดและยากลำบาก แต่การรักษาระยะห่างมันง่ายนิดเดียว
ฉันทำได้!
ไม่รู้ทำไม ความรู้สึกปลงตกที่ผุดขึ้นมาในใจเมื่อครู่ก็ค่อยๆ จางหายไป แทนที่ด้วยความรู้สึกมีความหวัง ว่าตัวเองน่าจะยังคงทำต่อไปได้
ยังไงก็ต้องมีทางสิ!
การรักษาระยะห่างที่เหมาะสมน่ะ ฉันเจอมาจนเอียนแล้วในชีวิตสังคม ไม่เป็นไรหรอก ฉันทำได้!
ด้วยหัวใจที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความหวัง ฉันเดินเข้าสู่แคมป์ เตรียมพร้อมที่จะใช้ชีวิตอย่างขยันขันแข็งต่อไป
“คร่อก- ฟี้-”
ทันใดนั้น ฉันก็พบเด็กผู้หญิงคนหนึ่งนอนขดตัวหลับอยู่ในที่พักพิงชั่วคราวของฉัน
เธอสวมหมวกแม่มดปีกกว้างใบใหญ่ ปีกหมวกกว้างจนแทบจะบังหน้าเธอจนมิด เสียงลมหายใจแผ่วเบาราวกับเบื่อหน่ายทุกสิ่งทุกอย่างในโลก แค่ได้ยินก็รู้แล้วว่าเป็นใคร
ฉันทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้หิน เอามือกุมหน้าตัวเอง
“เฮ้อ...”
เป็นเสียงถอนหายใจที่ออกมาจากส่วนลึกของหัวใจจริงๆ
“ทำไมยัยนี่... ถึงมานอนหลับปุ๋ยอยู่ที่นี่ได้วะ???”
ถึงจะเป็นการเจอกันครั้งแรก แต่ฉันไม่มีทางจำผิดแน่ เด็กผู้หญิงคนนี้คือตัวละครที่มีบทบาทตั้งแต่ต้นจนจบในเกม ‘นักดาบตกอับแห่งซิลเวเนีย’... ถ้าพูดถึงความสำคัญแล้ว การมีอยู่ของเธอเทียบเท่ากับสี่นางเอกหลักเลยทีเดียว
แค่ดูจากภายนอกตัดสินไม่ได้หรอกนะ เด็กผู้หญิงที่ดูขี้เกียจอย่างหาที่เปรียบมิได้คนนี้ คือตัวอันตรายที่สุดในบรรดาตัวอันตรายทั้งหมด
แล้วทำไมเธอถึงมานอนหลับสบายใจเฉิบอยู่ที่นี่ได้ล่ะ?
“…”
ฉันเงยหน้ามองแคมป์ของตัวเอง
ป่าทางตอนเหนือของอัคเคนเซน เป็นที่ที่ไม่มีใครเข้ามาถึง แต่สำหรับเด็กสาวอัจฉริยะที่สามารถใช้ก้าวพริบตาด้วยเวทมนตร์ได้อย่างสบายๆ เหมือนหายใจแล้ว ที่นี่ก็ไม่ได้ไกลอะไรเลย
เพราะยังไงซะ ขอบเขตการเคลื่อนไหวของเด็กคนนี้ก็เหมือนกับแมวจรนั่นแหละ ด้วยร่างกายที่เล็กกะทัดรัดและก้าวพริบตาด้วยเวทมนตร์ที่เหมือนกับการกระโดด เธอสามารถไปได้ทุกที่ ไม่ว่าจะเป็นยอดหอระฆัง หรือหลังคาตึกกล็อคท์ ขอแค่เป็นที่ที่เหมาะกับการงีบหลับตอนกลางวันได้ก็พอ
ถ้าอย่างนั้น ลองดูสภาพแวดล้อมรอบๆ สิ
ห่างไกลผู้คน อยู่ไกลจากอาคารเรียน ลมพัดเย็นสบาย เสียงลำธารไหลเอื่อยๆ แถมยังมีที่พักพิงที่มีหลังคาอีก
ไม่มีที่ไหนจะเหมาะกับการโดดเรียนมานอนกลางวันได้เท่านี้อีกแล้ว
“…….นี่ฉันหาเรื่องใส่ตัวเองชัดๆ!”
พลางฟังเสียงละเมอแผ่วเบาของ ‘ลูซี่จอมขี้เกียจ’ ฉันยกมือขึ้นปิดตา นั่งนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง
กว่าจะมาคิดได้ตอนนี้ ก็สายไปซะแล้ว...
ความคิดเห็น
ยังไม่มีความคิดเห็น