เอาเป็นว่า สามวันผ่านไปแล้ว

สามวันนี้ไม่ได้ปล่อยเวลาให้เสียเปล่าหรอกนะ ถ้าจะให้อธิบายรายละเอียดทีละอย่างมันก็ดูจุกจิกเกินไป แต่จะให้สรุปรวบยอดในประโยคเดียวมันก็คงไม่เหมาะเท่าไหร่

อย่างแรกเลย ที่พักพิงที่สร้างไว้ตอนแรกน่ะ ขนาดมันใหญ่ขึ้นกว่าเดิมแล้ว คืนวันที่สอง ที่พักพิงดันพังครืนลงมาซะงั้น ฉันเลยต้องจำใจไปตัดต้นไม้จากในป่า เพื่อมาเสริมค้ำยันให้มันแข็งแรงขึ้น ถ้ามีเชือกมัดด้วยก็คงจะดี แต่ดันไม่มีนี่สิ ฉันเลยต้องขุดดินฝังเสาค้ำลงไปแทน ถ้าฝนตกขึ้นมาน้ำอาจจะรั่วได้ ฉันเลยต้องสละเสื้อผ้าไปสองสามตัว เอาไปปูทับใบไม้ที่ใช้มุงหลังคา แล้วค่อยเอาใบไม้ใหญ่ๆ มาปูทับอีกชั้น ผลปรากฏว่าเสาค้ำมันรับน้ำหนักไม่ไหวอีกจนเกือบจะพังลงมาอีกรอบ เลยต้องหาไม้มาพาดทำเป็นคานเสริมระหว่างเสาแต่ละต้น ตอนแรกก็คิดหนักว่าจะเอาอะไรมายึดคานดี สุดท้ายเลยต้องเอาเสื้อผ้าเก่าๆ มาบิดให้เป็นเกลียวเหมือนเชือกแล้วใช้มัดแทน

การต้องเอาเสื้อผ้ามาใช้แบบนี้มันก็น่าเสียดายอยู่หรอกนะ แอบคิดอยู่ว่าถ้าเอาเสื้อผ้าทั้งหมดไปขายที่โรงรับจำนำ ก็น่าจะได้เงินมาสักสองสามเหรียญเงินอยู่เหมือนกัน แต่ก็รีบส่ายหัวกับความคิดนั้นทันที ถ้าไม่ใช่ของชั้นสูงที่ประดับเพชรพลอยเต็มไปหมด โรงรับจำนำเขาไม่รับซื้อหรอก ของที่มีค่าจริงๆ ยังเก็บไว้อยู่ น่าจะไม่มีปัญหาอะไร เพียงแต่ว่า โรงรับจำนำมันดันอยู่ในเมืองข้างๆ นี่สิ ปัญหาเลย อุตส่าห์ลำบากลำบนออกจากเกาะอัคเคน เดินทางไปถึงโรงรับจำนำในเมืองข้างๆ แล้ว แต่สุดท้ายดันพบว่าเงินที่ได้มาไม่พอค่าเดินทางกลับ แบบนั้นมันซวยเกินไป อย่าหาทำดีกว่า นั่งรถม้าไปแป๊บเดียวก็ถึง แต่ถ้าเดินไป กลับไปกลับมาก็ปาเข้าไปสองวันแล้ว ที่นั่นไม่ใช่ที่ที่จะไปส่งๆ ได้ง่ายๆ ด้วยฐานะทางการเงินของฉันในตอนนี้ ต้องรอบคอบเข้าไว้

“อืม...”

ฉันนั่งอยู่ริมลำธาร ใช้มีดสั้นเหลาปลายไม้ท่อนหนึ่งให้แหลม

ในเมื่อตัดสินใจแล้วว่าจะไม่ออกจากโรงเรียนไปง่ายๆ ก็ต้องแก้ปัญหาเรื่องปากท้องก่อน ปัจจัยสี่นั่นแหละ เสื้อผ้า อาหาร ที่อยู่ เสื้อผ้ายังพอมีใส่ไปได้อีกสองสามวัน ที่อยู่ถึงจะซอมซ่อไปหน่อยแต่ก็พอมีแล้ว ตอนนี้เรื่องเร่งด่วนที่สุดคืออาหาร

วันที่สอง ฉันลองเข้าป่าไปหาของกินดู ชาติก่อนฉันมาจากต่างจังหวัด ก็พอจะคุ้นเคยกับสภาพแวดล้อมในป่าในเขาอยู่บ้าง แต่การหาวัตถุดิบมันเป็นอีกเรื่อง ถึงจะมีต้นไม้ใบหญ้าเต็มไปหมด แต่การจะแยกแยะว่าอันไหนกินได้มันไม่ง่ายเลย ฉันไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญด้านการเอาชีวิตรอด การจะใช้สายตาแยกแยะพืชที่กินได้มันก็มีขีดจำกัด ดังนั้น ฉันเลยลองลอกเปลือกสนดู ด้านในเปลือกมันจะมีส่วนที่เป็นสีขาวๆ อยู่ชั้นหนึ่ง ตอนเด็กๆ ปู่เคยเล่าให้ฟังว่า สมัยปู่ยังหนุ่มๆ ตอนเกิดทุพภิกขภัย ก็เคยต้มเปลือกไม้กินประทังชีวิต ฉันใช้มีดสั้นสำหรับทำพิธีที่พกติดตัวมา ลอกเอาส่วนสีขาวด้านในเปลือกไม้ออกมา แล้วใช้เวทมนตร์จุดไฟ ต้มน้ำในลำธาร แล้วเอาเปลือกไม้ลงไปต้ม ไม่มีหม้อ เลยต้องจำใจใช้ถ้วยเหล็กสำหรับตกแต่งแทน พอลองเคี้ยวเปลือกสนต้มดู รสชาติมันห่วยแตกสิ้นดี แต่ก็พอกล้ำกลืนกินลงไปได้ ผลคือคืนนั้นฉันท้องเสียอย่างรุนแรง ให้ตายสิ เปลือกไม้มันไม่ใช่ของที่คนจะกินได้จริงๆ นั่นแหละ

เข้าสู่วันที่สาม ฉันอดอยากมาเกือบสองวันเต็ม แถมยังต้องมาหมดสภาพเพราะอาการท้องเสียอีก ฉันเอามีดสั้นมาเหลาปลายไม้ให้แหลม เอาผ้าเช็ดหน้ามาพันมัดให้แน่น ทำเป็นฉมวกจับปลาแบบง่ายๆ ถึงจะพยายามมัดให้แน่นแล้ว แต่ผ้าเช็ดหน้ามันก็ยังหลวมๆ อยู่ดี ฉันเลยไปหาเถาวัลย์เส้นเล็กๆ ในป่ามาพันทับไปอีกหลายชั้น


[ สิ่งของที่สร้างเสร็จใหม่ ]

ฉมวกอย่างง่าย

ท่อนไม้เหลาปลายแหลมที่ผูกติดกับมีดสั้น สามารถใช้จับปลาหรือล่าสัตว์ได้ เพราะมีดสั้นไม่ค่อยคม พลังทำลายจึงมีจำกัด

ระดับความยากในการสร้าง: ◐○○○○


[ การประดิษฐ์เสร็จสมบูรณ์ ความชำนาญในการประดิษฐ์เพิ่มขึ้น ]


ทักษะการจับปลาในลำธารสมัยเด็กๆ ได้เอามาใช้ประโยชน์ก็คราวนี้แหละ เพียงแต่คราวนี้ความหิวมันรุนแรงกว่าตอนนั้นเยอะ ความมุ่งมั่นเลยมีมากกว่าเดิมหลายเท่า ถึงมันจะไม่คมกริบเหมือนฉมวกที่วางขายตามตลาด แต่ก็พอใช้ประสบการณ์เข้าช่วยได้

เสียงฟืนแตกดังเปรี๊ยะๆ โชคดีที่ยังมีเวทมนตร์จุดไฟอยู่ การก่อไฟเลยไม่ใช่เรื่องยากเท่าไหร่ ต้องขอบคุณเอ็ดคนเก่าจริงๆ ที่เลือกเรียนธาตุไฟเป็นวิชาเอก ...เอ๊ะ นี่ฉันควรจะขอบคุณมันจริงๆ เหรอ?

เอาเป็นว่า การเปลี่ยนเป้าหมายจากการเก็บของป่ามาเป็นการล่าสัตว์แทน ถือเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง ความสามารถในการจับปลาในลำธารสมัยเด็กๆ ยังไม่หายไปไหน จับปลาแม่น้ำมาได้หลายตัว ตอนแรกกะว่าจะเอาไม้เสียบแล้วย่างแบบในการ์ตูน แต่พอปลาย่างสุก เนื้อปลามันนิ่มยวบ ทั้งเนื้อทั้งก้างเลยร่วงหล่นลงไปในกองไฟ เสียเนื้อปลาไปตั้งเยอะ ถ้ามีตะแกรงย่างก็คงดี... แต่ตอนนี้ไม่มีวัตถุดิบที่เหมาะสมเลย ได้แต่ทนร้อนคว้าเนื้อปลาร้อนๆ ยัดเข้าปากไป

“อ่า...”

รู้สึกถึงสารอาหารที่ร่างกายดูดซึมเข้าไปหลังจากไม่ได้สัมผัสมานาน ถึงรสชาติจะไม่เท่าไหร่ แต่อย่างน้อยก็พอประทังความหิวได้ กินปลาไปสองสามตัว ฉันก็ก้มหน้าลงดื่มน้ำในลำธารอึกใหญ่

“ฮู่ว...”

ถึงจะยังไม่อิ่มเต็มท้อง แต่อย่างน้อยก็พอคลายความหิวโหยที่ทรมานมาสองวันได้แล้ว ฉันนอนแผ่หราอยู่บนก้อนกรวดริมลำธาร มองขึ้นไปบนท้องฟ้า ทั้งๆ ที่ยังไม่ได้ทำอะไรเท่าไหร่ พระอาทิตย์ก็คล้อยต่ำไปทางทิศตะวันตกเสียแล้ว

เหลือเวลาอีกหนึ่งอาทิตย์ก่อนเปิดเทอม ขนาดแค่เรื่องปัจจัยสี่ยังลำบากขนาดนี้ จะไปตามบทเรียนในสถาบันแล้วคว้าทุนการศึกษามาได้จริงๆ น่ะเหรอ?

ไม่ว่าจะทำได้หรือไม่ได้ ก็ต้องทำให้ได้ ในโลกที่ไม่รู้อะไรเลยแบบนี้ การมีใบรับรองจบการศึกษาจากซิลเวเนียอยู่ในมือนั้นเป็นอาวุธที่ทรงพลังขนาดไหน โดยปกติแล้ว บัณฑิตที่จบจากซิลเวเนียจะได้เป็นบุคลากรระดับแกนนำของประเทศต่างๆ ต่อให้เรียนจบมาด้วยคะแนนบ๊วย แค่ชื่อว่าเป็นเด็กเก่าซิลเวเนีย ก็สามารถเข้าไปเป็นตัวหลักในหน่วยปราบปราม หรือไม่ก็หางานในสมาคมเวทมนตร์ประจำท้องถิ่นได้สบายๆ มันดีกว่าการต้องไปเริ่มต้นจากศูนย์เยอะ

“มีใครอยู่แถวนี้ไหมคะ?”

ขณะที่ฉันนอนมองฟ้าอยู่ริมลำธาร จู่ๆ ก็ได้ยินเสียงคนดังขึ้น

แถบตอนเหนือของเกาะอัคเคนนี่มันเป็นที่ที่ทั้งนักเรียนและเจ้าหน้าที่ไม่ค่อยมีใครย่างกรายเข้ามานักหรอก นอกจากจะมีฝึกงานหรือสอบอะไรพิเศษๆ ที่นี่แทบจะไม่มีใครมาใช้เลย พอได้ยินเสียงที่ฟังดูอายุน้อยแบบนี้ ฉันเลยตกใจไม่น้อย

ยิ่งไปกว่านั้น ฉันพอจะเดาได้ด้วยว่าเจ้าของเสียงคือใคร

“คุณคือ... เอ็ด รอตเทย์เลอร์... ใช่ไหมคะ?”

องค์หญิงลำดับสามแห่งจักรวรรดิโคลเอล, เพเนีย เอเลียส โคลเอล หรือก็คือ องค์หญิงเพเนีย นั่นเอง

หนึ่งในสี่นางเอกหลักของเกม ‘นักดาบตกอับแห่งซิลเวเนีย’ และยังเป็นตัวละครสำคัญที่มีอิทธิพลอย่างมากต่อเรื่องราวในโรงเรียนตลอดทั้งเรื่อง แน่นอนว่านั่นมันเรื่องในอนาคต ตอนนี้เธอเป็นแค่นักเรียนใหม่ของสถาบันซิลเวเนีย เธอได้เจอกับตัวเอก “เทย์ลี่” ตอนสอบเข้านี่แหละ องค์หญิงเพเนียที่ปิดบังตัวตนเข้าร่วมการสอบ คือคนสำคัญที่แฉความผิดของ เอ็ด รอตเทย์เลอร์ — หรือก็คือฉันคนนี้นี่เอง เธอเปิดโปงเรื่องที่ฉันใช้อำนาจบิดเบือนข้อสอบเพราะอิจฉาเทย์ลี่ และนั่นก็เป็นฟางเส้นสุดท้ายที่ทำให้ฉันโดนตระกูลเฉดหัวออกมา

“ได้ยินว่าคุณถูกตระกูลตัดขาดแล้ว มาทำอะไรอยู่ที่นี่เหรอคะ?”

มาทำอะไรที่นี่งั้นเหรอ?

คำถามนั้นน่าจะเป็นผมถามมากกว่านะครับ ปกติเวลาองค์หญิงเสด็จไปไหนมาไหน จะมีองครักษ์ตามตั้งหกเจ็ดคน ที่แบบนี้ไม่น่าใช่ที่ที่องค์หญิงจะเสด็จมาเลย

ผมเงยหน้ามององค์หญิงเพเนีย ผมยาวสีบลอนด์แพลตตินัมสลวยกับชุดเดรสลูกไม้ของเธอดูไม่เข้ากับป่ารกๆ แถวนี้เลย

แต่ว่า... เธอดูไม่ได้ใส่ชุดหรูหราเหมือนปกติ ผมถึงเพิ่งนึกออก อ้อ... นี่มันช่วง 'สอบวัดระดับ' นี่เอง

ใช่แล้ว... ป่าทางตอนเหนือของเกาะอัคเคนเป็นสถานที่จัดกิจกรรมนี้จริงๆ เป็นการสอบเพื่อวัดระดับความสามารถของนักเรียนใหม่แผนกเวทมนตร์ จัดขึ้นหนึ่งสัปดาห์ก่อนเปิดเทอม

การสอบวัดระดับนักเรียนใหม่ที่จัดโดยศาสตราจารย์กลาสท์ ผู้ขึ้นชื่อเรื่องความโหดของแผนกเวทมนตร์

โดยจะมีการโปรยลูกแก้วมานาไว้ตามจุดต่างๆ ในป่าทางตอนเหนืออันกว้างใหญ่ของเกาะอัคเคน แล้วให้นักเรียนตามหาเก็บกลับมา

นี่เป็นการทดสอบว่านักเรียนสามารถสัมผัสถึงพลังมานาได้หรือไม่ เพราะยังไงซะ พื้นฐานของเวทมนตร์ทุกแขนงก็เริ่มจากการสัมผัสมานานี่แหละ

“ยินดีที่ได้พบองค์หญิงอีกครั้งครับ องค์หญิงเพเนีย”

องค์หญิงเพเนียเหลือบมองผมด้วยสายตาดูถูก ผมรู้สึกพูดไม่ออก แต่ก็คงหวังให้เธอเชื่อใจง่ายๆ ไม่ได้เหมือนกัน ผมรีบลุกขึ้นนั่ง ทำความเคารพเธออย่างนอบน้อม

“ฉันนึกว่าคุณถูกไล่ออกจากสถาบันไปแล้วซะอีก”

“แค่ถูกไล่ออกจากหอพักเท่านั้นครับ”

“ฉันถามว่าคุณมาทำอะไรที่นี่”

องค์หญิงเพเนียกวาดตามองที่พักชั่วคราวที่ผมสร้าง กองไฟ แล้วก็ก้างปลาที่กินเหลือ ก่อนจะทำหน้าเหมือนไม่อยากจะเชื่อ

“คุณยังไม่ไปจากสถาบันเหรอ?”

“น่าเสียดายที่ผมยังเป็นนักศึกษาอยู่ครับ”

“ซิลเวเนียไม่ได้ไล่คุณออกไปเหรอ?”

“ทางนั้นคงเห็นว่าไม่จำเป็นล่ะมั้งครับ... เพราะยังไงซะ ผมเจอเรื่องน่าอายขนาดนั้น แถมยังไม่มีตระกูลหนุนหลังแล้ว คงเป็นไปไม่ได้ที่จะอยู่ที่นี่ต่อไปได้อยู่แล้ว”

ริมฝีปากขององค์หญิงเพเนียบิดเบี้ยวนิดๆ... ก็จริงอยู่ ขุนนางที่เจอเรื่องน่าอายแถมโดนตระกูลตัดหางปล่อยวัดแบบนี้ ยากที่จะคิดว่าจะยังหน้าด้านอยู่ในซิลเวเนียต่อไปได้

“ถ้าทางสถาบันรู้ว่าคุณอยู่ที่นี่ ต้องไล่คุณออกไปทันทีแน่”

“…”

“พรุ่งนี้ฉันจะไปรายงานให้ทางสถาบันรู้ คุณคิดว่าเขาจะยอมให้คุณอยู่ที่นี่ต่อไปเหรอ?”

แผนการคว้าใบรับรองจบการศึกษาจากซิลเวเนียของผมทำท่าจะเจออุปสรรคเข้าซะแล้ว

จะปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไปไม่ได้ ผมสูดหายใจลึก รีบคิดหาทางออก

“ถ้าองค์หญิงคิดแบบนั้น ผมก็คงไม่มีอะไรจะพูดครับ... จริงๆ แล้ว ไม่ใช่แค่องค์หญิงหรอก นักเรียนส่วนใหญ่ก็รังเกียจผม เจ้าหน้าที่เองก็เหมือนกัน”

“ในเมื่อรู้ตัว ทำไมไม่ไปซะเองล่ะ? แทนที่จะโดนไล่ออกไปอย่างน่าอาย ไปเองเงียบๆ ไม่ดีกว่าสำหรับคุณเหรอ?”

“ผมอยากจะเรียนต่อที่ซิลเวเนียครับ”

“ฉันไม่แนะนำให้คุณทำแบบนั้น”

องค์หญิงเพเนียกอดอก มองผมด้วยสายตาดูถูก

“ไปซะเถอะ ทุกคนรังเกียจคุณ และคุณเองก็รังเกียจทุกคนเหมือนกัน”

“องค์หญิงอาจจะเข้าใจผิดไปหน่อยนะครับ ผมไม่ได้รังเกียจใครเลย”

“คุณจำไม่ได้แล้วเหรอ ว่าตัวเองเคยหยิ่งยโสและดูถูกคนอื่นแค่ไหน? ก็นะ... การจะมองตัวเองตามความเป็นจริงมันก็ยากอยู่หรอก”

“ไม่ใช่อย่างนั้นครับ”

ไม่ว่าจะยังไงก็ตาม การจะคลี่คลายสถานการณ์นี้ได้ คงต้องพึ่งวาทศิลป์เท่านั้นแล้ว

“ตรงกันข้ามเลยครับ ผมรู้สึกขอบคุณองค์หญิงมากต่างหากล่ะครับ องค์หญิง”

องค์หญิงเพเนียจ้องมองผมกลับมาด้วยแววตาที่แทบไม่อยากจะเชื่อ

8,456 ตัวอักษร

ความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น

แชร์: