ตระกูลรอตเทย์เลอร์ที่ฉันเคยเป็นส่วนหนึ่งนั้น คือตระกูลวายร้าย

เมื่อหลงระเริงไปกับอำนาจของชื่อเสียง ตระกูลแต่ละรุ่นที่สืบทอดมาจึงตกต่ำลงกลายเป็นพวกหยิ่งยโสและบ้าชนชั้น บรรพบุรุษผู้ทรงเกียรติและโอบอ้อมอารีได้จากไปหมดแล้ว สิ่งที่หลงเหลืออยู่มีเพียงความรู้สึกหลงตัวเองว่ามีอภิสิทธิ์เหนือใคร ขณะที่พวกเขานั่งเชิดหน้าชูตาอยู่บนตำแหน่งแห่งอำนาจอันสูงส่งในจักรวรรดิ

ความจริงแล้ว ตระกูลรอตเทย์เลอร์มีความลับดำมืดซ่อนอยู่ ผู้นำตระกูล เครย์พิน รอตเทย์เลอร์ ได้ทำสัญญากับ 'เทพปีศาจเมบเลอร์' แห่งยุคปรัมปรา เพื่อศึกษาเวทมนตร์แห่งความเป็นอมตะ ด้วยเหตุนี้ การทดลองอันไร้มนุษยธรรมมากมายจึงถูกจัดขึ้น โดยสังเวยชีวิตผู้คนไปนับไม่ถ้วนในนามของการวิจัย

สองปีต่อมา ความลับนั้นก็ถูกค้นพบโดย เทย์ลี่ พระเอกของเรื่อง

หลังจากต่อสู้ดิ้นรนจนถึงท้ายที่สุด เครย์พิน รอตเทย์เลอร์ ก็พ่ายแพ้ลง

ผู้นำตระกูลรอตเทย์เลอร์—เครย์พิน รอตเทย์เลอร์

เขาคือบอสใหญ่ในองค์ที่ 4 ของเกม 'นักดาบตกอับแห่งซิลเวเนีย'

หลังจากนั้น สิ่งที่เกิดขึ้นกับตระกูลรอตเทย์เลอร์ผู้หยิ่งยโสและบ้าอำนาจก็เป็นไปตามคาด จุดจบอันน่าสมเพชของตระกูลนี้สร้างความสะใจให้กับเหล่าผู้เล่นอย่างมาก ทุกคนที่มีส่วนร่วมในแผนการของเครย์พิน รอตเทย์เลอร์ถูกประหารชีวิต แม้แต่คนที่มีส่วนเกี่ยวข้องเพียงผิวเผิน อย่างน้อยที่สุดก็ไม่พ้นถูกจำคุกหรือถูกลงโทษ

เมื่อพิจารณาจากเรื่องทั้งหมดนั้น สถานการณ์ปัจจุบันของฉันก็คู่ควรให้มองในแง่ดีขึ้นมาบ้าง

ใช่ ตอนนี้ฉันทั้งหนาวและหิว แถมยังไม่รู้ว่าจะเอายังไงต่อไปกับชีวิตดี

แต่ฉันก็โดนตัดขาดจากตระกูลรอตเทย์เลอร์ล่วงหน้าไปแล้วไม่ใช่เหรอ?

พูดง่ายๆ คือ มีแค่สิ่งเดียวที่ฉันพูดได้เลย นั่นถือเป็นการพลิกผันของสถานการณ์ที่ดีเอามากๆ


"เมื่อกี้บอกว่ารู้สึกขอบคุณฉันงั้นเหรอ? ฉันล่ะเชื่อไม่ลงจริงๆ"

ฉันลุกขึ้นยืนจากที่นั่ง แต่เมื่อพิจารณาว่าฉันใช้ชีวิตอยู่กลางป่ามาตลอดสามวัน สภาพของฉันคงดูไม่ได้เอาเสียเลย ฉันเดาว่านั่นคงเป็นเหตุผลที่ทำให้องค์หญิงดูตกตะลึงไปบ้าง

เมื่อไม่กี่วันก่อน เธอยังเห็นฉันเป็นพวกขุนนางที่ทำตัวหยิ่งยโสข่มเหงคนอื่นอยู่เลย เธอคงรู้สึกสะใจไม่น้อยที่ได้เห็นสภาพของฉันในตอนนี้ ถึงแม้ลึกๆ อาจจะมีแอบสมเพชอยู่บ้างก็เถอะ

ฉันคิดจะฉวยโอกาสจากเรื่องนั้น ทว่าเท่าที่ฉันรู้ องค์หญิงเพเนียไม่เคยปล่อยให้ความรู้สึกส่วนตัวเข้ามาแทรกแซงการตัดสินใจในเรื่องส่วนรวม การบีบน้ำตาเรียกร้องความสงสารรังแต่จะส่งผลเสียซะมากกว่า

อะไรคือผลลัพธ์ที่ดีที่สุดสำหรับฉันในสถานการณ์แบบนี้ล่ะ?

ไม่ว่าฉันจะเรียนต่อที่สถาบันนี้หรือไม่ก็ตาม นั่นก็คือการทำให้องค์หญิงเพเนียเลิกสนใจในตัวฉัน

ไม่ใช่แค่องค์หญิงเท่านั้น แต่รวมถึงนักเรียนคนอื่นๆ ในซิลเวเนียด้วย ทุกคนต้องเลิกให้ความสนใจฉัน หากเรื่องที่ เอ็ด รอตเทย์เลอร์ ยังไม่ถูกไล่ออกแพร่งพรายออกไปอย่างเปล่าประโยชน์ ฉันนี่แหละที่จะเป็นฝ่ายเสียเปรียบ

ในมุมมองของทางสถาบัน มันคงไม่แปลกเลยถ้าฉันจะลาออกเมื่อไหร่ก็ได้ ตอนนี้ฉันยืนอยู่บนเส้นด้ายของการถูกไล่ออกอยู่แล้ว ในแง่ของการเรียน ฉันไม่ควรทำตัวโดดเด่นสะดุดตาใคร จนกว่าจะอยู่ในสถานะที่ปลอดภัยจากการถูกอัปเปหิ

การโดนองค์หญิงเกลียดขี้หน้าไม่ได้ส่งผลดีอะไรกับฉันเลย

"ชะตากรรมของผมขึ้นอยู่กับการตัดสินใจขององค์หญิงเพเนียแล้ว ผมจะยอมทำตามความต้องการขององค์หญิงแต่โดยดีครับ"

ฉันเอ่ยออกไปอย่างใจเย็น แสร้งทำตัวเหมือนไม่มีอะไรผิดปกติ

น่าผิดหวังอยู่บ้าง แต่การไปหมอบกราบแทบเท้าเธอมีแต่จะให้ผลลัพธ์ที่เลวร้ายลง ยิ่งคนเราดูจนตรอกและสิ้นหวังมากเท่าไหร่ คนอื่นก็จะยิ่งมองว่าเป็นตัวไร้ค่าและน่าสมเพชง่ายขึ้นเท่านั้น

องค์หญิงเพเนียเป็นที่รู้จักในนาม 'องค์หญิงผู้เปี่ยมเมตตา' ด้วย 'ดวงตา' อันเป็นเอกลักษณ์ของเธอ

ดวงตาที่สามารถมองทะลุเข้าไปถึงก้นบึ้งของจิตใจมนุษย์

เธอเติบโตมาโดยสามารถรับรู้ได้ทันทีเมื่อมีคนมาป้อยอ พูดจาประจบสอพลอ หรือหลอกลวงด้วยความมุ่งร้าย

ซ่อนอยู่ภายใต้ภาพลักษณ์ขององค์หญิงผู้ดูมีเมตตาหาที่สุดไม่ได้ คือดวงตาของผู้ปกครองที่สามารถชั่งน้ำหนักธาตุแท้ของมนุษย์ได้เพียงแค่ปรายตามอง

ฉันหันไปมองกองไฟของตัวเอง ฟืนที่ลุกไหม้กำลังจะกลายเป็นเถ้าถ่าน

ฉันสามารถใช้เวทจุดไฟจุดมันขึ้นมาใหม่ได้ แต่สภาพร่างกายของฉันยังไม่ได้รับการฝึกฝนมาอย่างดีพอ ฉันจึงไม่อยากใช้เวทมนตร์พร่ำเพรื่อโดยไม่มีเหตุผล

ฉันเดินผ่านองค์หญิงไปนั่งลงข้างกองไฟ ใช้ท่อนไม้เขี่ยเถ้าถ่านเพื่อโกยเศษฟืนที่กระจัดกระจายให้กลับเข้าไปในกองเพลิง

"นายอยู่ที่นี่มาสามวันแล้วเหรอ?"

"ก็ผมต้องทำทุกวิถีทางเพื่อเอาชีวิตรอดนี่ครับ"

ฉันได้ตั้งกฎที่แน่ชัดให้กับตัวเองไว้แล้ว

วิธีที่ดีที่สุดที่จะไม่ตกเป็นเป้าสายตา คือการไม่ไปสนใจใคร

ฉันไม่สนหรอกว่าคนอื่นจะทำอะไร ถ้าฉันยังรักษาท่าทีแบบนี้ไว้ พวกเขาก็คงจะเลิกสนใจฉันไปเอง

แต่ความจริงที่ว่าคนตรงหน้าคือองค์หญิงลำดับที่สามแห่งจักรวรรดิก็ทำเอาฉันวิตกกังวลอย่างหนัก ถึงอย่างนั้น หากเทียบกับการไปคุกเข่าร้องห่มร้องไห้อ้อนวอนแล้ว กลยุทธ์นี้นับว่ามีโอกาสสำเร็จมากกว่าเยอะ

ได้โปรดอย่ามาใส่ใจผมเลยครับ องค์หญิง

อย่างไรก็ตาม ฉันรู้ดีว่าแค่นั้นมันยังไม่พอ

"ผมได้ยินมาว่าทุกย่างก้าวของเชื้อพระวงศ์นั้นสูงส่ง แม้จะเป็นการเดินเล่นใกล้ๆ ก็ยังว่ากันว่ามีข้ารับใช้นับสิบเดินตาม หรือแม้แต่การออกไปข้างนอกแค่ครึ่งวัน ก็ยังต้องมีองครักษ์อาวุธครบมือคอยคุ้มกัน"

การติดสินบนและคำหวานประจบประแจงเป็นสิ่งจำเป็น

ทว่า มันดันมีปัญหาอยู่อย่างหนึ่ง

ถ้าคุณไม่มีอะไรจะเสนอ คำพูดของคุณก็เป็นได้แค่คำป้อยอราคาถูก

"พระอาทิตย์ใกล้จะตกดินแล้ว แต่องค์หญิงเพเนียผู้สูงศักดิ์กลับเดินทางตามลำพังในป่าทางเหนือที่แสนอันตราย ผมเดาว่าคงมีเหตุผลเบื้องหลังเรื่องนี้สินะครับ"

ขนาดตอนที่เธอเดินเล่นอยู่ในสถาบัน พวกข้ารับใช้ยังคอยเดินตามและปรนนิบัติไม่ว่าจะไปที่ไหน

ในสถานการณ์แบบนี้ เธอจะต้องมีองครักษ์ติดตามมาด้วยแน่นอน คงหลบซ่อนตัวอยู่ตามต้นไม้พร้อมอาวุธในมือ เห็นได้ชัดเลยว่าการทำอะไรบุ่มบ่ามกับองค์หญิงย่อมส่งผลร้ายแรงตามมา

"นายพยายามจะพูดอะไรกันแน่? ถ้าคิดจะทำร้ายฉันเพราะเห็นว่าไม่มีอัศวินติดตามมาด้วยล่ะก็ นายจะต้องเสียใจที่ตัดสินใจแบบนั้น"

งั้นฉันคงต้องลองพูดให้มันกล้าหาญขึ้นอีกสักนิด

ฉันคลี่ยิ้ม

"การสอบจัดห้องเรียนของศาสตราจารย์กลาสท์ลือกันว่าโหดหินสุดๆ ในหมู่นักเรียนปีสอง เขาเป็นศาสตราจารย์ที่ชอบทำให้นักเรียนต้องทรมานด้วยวิธีแปลกๆ ไม่ซ้ำกันในแต่ละปี ผมขอเดาว่าตอนนี้องค์หญิงกำลังเข้ารับการทดสอบของเขาอยู่ใช่ไหมครับ?"

ฉันไม่ได้มองหน้าองค์หญิงด้วยซ้ำ และยังคงเอาไม้เขี่ยกองไฟต่อไป

"ถ้าองค์หญิงไปที่ทะเลสาบทางตะวันออกเฉียงใต้ของป่า จะพบกับเกาะหินเล็กๆ อยู่ตรงกลาง ขนาดของมันพอดีกับต้นสนที่โตเต็มที่เพียงต้นเดียวเท่านั้น ต้นไม้นั่นคือ 'ต้นไม้ผู้พิทักษ์ของเมริด้า' ถ้าลองดูข้างในต้นไม้นั้น รับรองว่าองค์หญิงจะได้ของดีติดมือมาแน่นอนครับ"

"นายว่ายังไงนะ?"

"ถึงยังไงองค์หญิงก็ต้องค้นหาให้ทั่วทั้งป่าอยู่ดี แวะไปดูสักหน่อยก็คงไม่เสียหายอะไรหรอกครับ"

ฉันสัมผัสได้ถึงสายตาขององค์หญิงที่จ้องเขม็งมาที่แผ่นหลัง ถึงจะรู้สึกเหมือนถูกสายตานั้นแผดเผาจนทะลุ แต่ฉันก็แสร้งทำเป็นไม่ใส่ใจ

"นายกำลังวางแผนอะไรอยู่? หรือว่ายังคิดจะแก้แค้นอีก?"

"อย่างที่ผมบอกไปนั่นแหละครับ ผมก็แค่อยากเรียนที่ซิลเวเนียต่อไปเท่านั้น"

กองไฟส่งเสียง เป๊าะแป๊ะ ประกายไฟกระเด็นขึ้นมาในขณะที่ฉันแทบจะรื้อฟื้นเปลวไฟขึ้นมาใหม่ไม่ได้เลย

"สิ่งนี้... ถือว่าเป็นสินบนที่ผมขอมอบให้องค์หญิงก็แล้วกันครับ"

ในที่สุดฉันก็โยนกิ่งไม้ที่ใช้เขี่ยลงไปในกองไฟ

"ถ้าหากองค์หญิงไม่ชอบ... ผมก็คงทำอะไรไม่ได้ถ้าองค์หญิงจะไม่รับมันไว้"

องค์หญิงจ้องเขม็งมาที่ฉันอยู่นาน ก่อนจะเดินจากไปหลังจากต่อว่าฉันว่าแผนบ้าบออะไรที่ฉันกำลังวางอยู่นั้นมันไม่ตลกเอาเสียเลย

เอาเถอะ ตอนนี้การตัดสินใจขององค์หญิงก็อยู่นอกเหนือการควบคุมของฉันแล้ว


"ปล่อยฉันนะ! พวกแกไม่รู้หรือไงว่าฉันเป็นใคร? ฉันคือ เอ็ด รอตเทย์เลอร์ ลูกชายคนที่สองแห่งตระกูลรอตเทย์เลอร์นะโว้ย! เอาไอ้มือสกปรกของพวกแกออกไปนะ ไอ้พวกหมูตอน! นี่แกกล้ามาแตะต้องตัวฉันงั้นเรอะ?"

"เทย์ลี่? เหอะ... ก็แค่นักเรียนห่วยๆ ระดับล่างที่มีดีแค่ปากนั่นแหละ"

"เอ๊ะ? อะ-องค์หญิง? องค์หญิงเพเนียผู้เปี่ยมเมตตา? ขะ-ขอโทษครับ! ผมไม่ทันสังเกตเห็นองค์หญิง"

"องค์หญิงครับ! หากองค์หญิงปกป้องแมลงชั้นต่ำอย่างเทย์ลี่ พระนามอันสูงศักดิ์ขององค์หญิงจะมัวหมองได้นะครับ โปรดลงโทษมันเถอะ!"

"นี่มัน... นี่มันไม่ถูกต้อง นี่มันเป็นกับดัก! เป็นการจัดฉากชัดๆ! ไอ้ขยะเทย์ลี่มันก็แค่อิจฉาผม! ไอ้สวะสกปรกเอ๊ย!"

"นี่ใช่คนเดียวกันจริงๆ รึเปล่านะ?"

ขณะที่องค์หญิงเพเนียกำลังเดินฝ่าเข้าไปในป่า เธอก็หวนนึกถึงสิ่งที่ตัวเองเห็นตอนสอบเข้า

เธอจำได้ถึงขุนนางผู้หยิ่งผยองคนหนึ่งที่พยายามบีบให้ เทย์ลี่ นักเรียนที่ตกหล่นในตอนท้ายต้องออกไป โดยการโกงข้อสอบของเขา

เอ็ด รอตเทย์เลอร์ คนนั้นเป็นมนุษย์ที่น่าสมเพชและอัปลักษณ์เสียจนองค์หญิงไม่จำเป็นต้องใช้ 'ดวงตาหยั่งรู้' อันเป็นเอกลักษณ์ของเธอเลยด้วยซ้ำ ใครๆ ก็ดูออกว่าหมอนั่นเป็นผู้ชายที่เย่อหยิ่งและทุเรศลูกตาขนาดไหน

เขาหมอบกราบอยู่แทบเท้าผู้มีอำนาจ แต่กลับโหดร้ายทารุณต่อผู้อ่อนแอ ตอนที่องค์หญิงปิดบังตัวตนในตอนแรก เธอก็ตกเป็นเหยื่อความหยาบคายนั้นเช่นกัน

เธอเชื่อว่าคนแบบนี้ไม่สมควรอยู่ที่ซิลเวเนีย เธอจึงลงมือจัดการด้วยตัวเอง

ถึงแม้องค์หญิงเพเนียจะยังเป็นแค่นักเรียน แต่คณะกรรมการฝ่ายวิชาการก็ไม่อาจเพิกเฉยต่อความเห็นของเธอไปได้ดื้อๆ ท้ายที่สุดแล้ว เธอก็ดำรงตำแหน่งเป็นถึงเชื้อพระวงศ์

สามวันผ่านไปนับตั้งแต่การกระทำอันชั่วร้ายของ เอ็ด รอตเทย์เลอร์ ถูกแฉและตระกูลของเขาก็สั่งตัดหางปล่อยวัด

ท่าทางการพูดจาของเขากลับดูสุขุมเยือกเย็นขึ้นมาก

มันอาจจะจริงที่ว่าเวลาสามวันก็คงเพียงพอที่จะให้คนเราได้ทบทวนตัวเองและเปลี่ยนแปลงไป ถึงแม้เอาเข้าจริง ตอนนี้เธอจะไม่มีเวลามาใส่ใจเรื่องนั้นเลยก็ตาม

ปัญหาที่เธอต้องจดจ่อในตอนนี้คือการสอบจัดห้องเรียนต่างหาก

การสอบของ ศาสตราจารย์กลาสท์ ผู้เลื่องลือเรื่องความร้ายกาจ ซึ่งก็คือการค้นหาลูกแก้วที่อัดแน่นไปด้วยพลังเวท

นักเรียนได้รับมอบหมายให้ไปตามหาลูกแก้วที่กระจายอยู่ทั่วป่าทางเหนือ แล้วนำกลับไปที่อาคารคณะ การทดสอบเริ่มขึ้นหลังเที่ยงเล็กน้อยและดำเนินมาจนถึงตอนนี้ ซึ่งพระอาทิตย์ก็เกือบจะตกดินเต็มทีแล้ว

8,333 ตัวอักษร

ความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น

แชร์: