ท้องฟ้าเหนือเกาะอิโวะจิมะเริ่มเปลี่ยนเป็นสีส้มอมม่วงหม่น กลิ่นกำมะถันที่เคยจางหายกลับรุนแรงขึ้นตามความชื้นของอากาศยามเย็น คุณทานากะเดินนำกลุ่มนักท่องเที่ยวทั้งหกผ่านแนวพุ่มไม้เตี้ยที่ขึ้นปกคลุมซากรถถังเชอร์แมนของกองทัพสหรัฐฯ ซึ่งบัดนี้กลายเป็นเพียงก้อนเหล็กขึ้นสนิมสีส้มแก่ที่ถูกทรายสีดำกลืนกินไปครึ่งคัน
“ตรงนี้คือทางเข้าสู่ระบบอุโมงค์ใต้ดินที่เชื่อมต่อไปยังกองบัญชาการของนายพลคุริบายาชิครับ” คุณทานากะหยุดหน้าปากทางเข้าที่เป็นโพรงคอนกรีตแคบ ๆ ดูเหมือนปากของสัตว์ประหลาดที่รอคอยการมาเยือน “มันถูกขุดด้วยมือและเครื่องมือพื้นฐาน แต่กลับแข็งแกร่งจนต้านทานการทิ้งระเบิดหนักหน่วงได้”
เอเดนเดินเข้าไปใกล้กำแพงคอนกรีต เขาใช้นิ้วสัมผัสรอยสกัดบนผนัง ความเย็นเยียบจากหินภูเขาไฟซึมเข้าสู่ปลายนิ้วจนเขารู้สึกวูบวาบในอก ในฐานะนักศึกษาประวัติศาสตร์ เขารู้ดีว่าใต้ฝ่าเท้าของเขามีความยาวของอุโมงค์นับสิบกิโลเมตรที่ยังคงซ่อนความลับไว้
“ข้างในคงมืดน่าดูเลยนะคะ” มิโดริ พูดพลางกระชับเสื้อคลุมไหล่ เธอพยายามยิ้มให้ ยูริ ที่กำลังตื่นเต้นกับการเช็กอินในแอปพลิเคชัน
“มืดสิครับคุณมิโดริ แต่ความมืดนี่แหละคือเสน่ห์!” เคนจิ หัวเราะร่าพลางหยิบไฟฉายกระบอกใหญ่ออกมาแกว่งไปมา “ถ้าไม่มืด เราจะรู้ได้ไงว่าวิญญาณทหารญี่ปุ่นเขายังเฝ้าที่นี่อยู่หรือเปล่า?”
“พูดจาไร้สาระ...” ทาเคชิ พึมพำเสียงต่ำ สายตาของอดีตทหารจ้องมองเข้าไปในความมืดของอุโมงค์ด้วยความระแวดระวัง เขาไม่ได้ตื่นเต้นเหมือนคนอื่น แต่ดูเหมือนเขากำลัง ‘ประเมิน’ พื้นที่เสียมากกว่า
ในขณะที่ทุกคนกำลังพูดคุยกัน เอเดนสังเกตเห็นบางอย่างที่ขัดต่อตรรกะเบื้องต้น เขาเหลือบมองนาฬิกาข้อมือของตัวเอง—เข็มวินาทีมันกระตุกอยู่กับที่ เหมือนพยายามจะเดินต่อแต่ถูกแรงดึงดูดบางอย่างฉุดไว้
‘แบตเตอรี่หมดงั้นเหรอ? เพิ่งเปลี่ยนมาแท้ ๆ’ เขาคิดในใจ
“เอเดน ดูนี่สิ” ฮารุกะ กระซิบเรียกเขา เธอชี้ไปที่หน้าจอช่องมองภาพของกล้องดิจิทัลราคาแพง “ทำไมภาพมันขึ้นเป็น Noise เยอะขนาดนี้ ทั้งที่ค่า ISO ฉันปรับไว้ต่ำสุด? แถมยังมีจุดสว่างแปลก ๆ วิ่งผ่านหน้าจอตลอดเลย”
เอเดนมองดูจุดสีขาวเล็ก ๆ ที่ขยับไปมาในจอภาพ “อาจจะเป็นฝุ่นละอองจากแร่ธาตุภูเขาไฟ หรือสนามแม่เหล็กที่นี่มันแรงเกินไปมั้งครับ” เขาพยายามใช้เหตุผลอธิบาย แม้จะเริ่มรู้สึกถึงลมเย็นที่พัดออกมาจากอุโมงค์ ทั้งที่ด้านนอกไม่มีลมแม้แต่น้อย
“ทุกคนครับ!” คุณทานากะเรียกความสนใจ “ผมขอเข้าไปตรวจสอบความเรียบร้อยของไฟส่องสว่างด้านในก่อนสัก 5 นาทีนะครับ อุโมงค์ช่วงแรกอาจจะมีน้ำซึมทำให้พื้นลื่น พวกคุณรออยู่ตรงนี้ก่อนเพื่อความปลอดภัย”
ไกด์ร่างสันทัดหันมาส่งยิ้มพิมพ์ใจให้ทุกคน ก่อนจะหยิบไฟฉายแรงสูงแล้วก้าวหายเข้าไปในความมืดมิดของอุโมงค์ทหาร
เวลาผ่านไป... 5 นาที กลายเป็น 10 นาที
แสงอาทิตย์ลับขอบฟ้าไปอย่างรวดเร็วราวกับมีใครมาปิดสวิตช์ไฟ ความมืดภายนอกเริ่มไล่กวดเข้ามาหาพวกเขาที่ยืนออกันอยู่หน้าปากถ้ำ กลิ่นกำมะถันที่เคยเหม็นรุนแรงกลับเปลี่ยนเป็นกลิ่นที่อับชื้นและเหม็นสาบคล้ายของเน่าจาง ๆ
“ทำไมคุณทานากะไปนานจัง?” ยูริเริ่มกระสับกระส่าย เธอเขย่าสมาร์ทโฟนของตัวเอง “สัญญาณไม่มีเลยสักขีดเดียว เมื่อกี้ยังพอมีอยู่บ้างแท้ ๆ”
“เขาอาจจะเจอจุดที่ไฟเสียน่ะ” เคนจิพยายามปลอบใจ แต่เสียงหัวเราะของเขาเริ่มฝืดเฝื่อน “หรือไม่อาจจะหลงทางในอุโมงค์ตัวเองไปแล้วมั้ง”
“เขาเป็นมืออาชีพนะเคนจิ ไม่หลงง่าย ๆ หรอก” ทาเคชิพูดเสียงเข้ม พลางก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว “แต่เงียบเกินไป... เงียบจนผิดปกติ”
เอเดนพยายามใช้ความสงบสยบความกังวล เขามองไปที่พื้นทรายสีดำหน้าปากอุโมงค์ แสงไฟฉายจากเคนจิสาดไปโดนบางอย่างที่หล่นอยู่
มันคือ ‘นกหวีด’ สีเงินของคุณทานากะที่เขามักจะห้อยคอไว้ตลอดเวลา บัดนี้มันตกอยู่บนพื้นทราย รอยเชือกคล้องคอเหมือนถูกกระชากจนขาดกระจุย
“คุณทานากะครับ!” เอเดนตะโกนเข้าไปในอุโมงค์
ไม่มีเสียงตอบรับ... มีเพียงเสียงสะท้อนของตัวเขาเองที่ดังลึกเข้าไปในความมืดมิดที่ไร้ก้นบึ้ง และความรู้สึกที่ว่า ในความมืดนั้น... ไม่ได้มีเพียงคุณทานากะที่อยู่ข้างใน
“ผมว่าเราต้องเข้าไปดูแล้วละ” เอเดนตัดสินใจ แม้ใจจะเต้นรัวด้วยความประหม่า
ทาเคชิพยักหน้าเห็นด้วย “ตามหลังฉันมา อย่าแยกกลุ่มเด็ดขาด”
ทั้ง 6 คน (และอีก 1 ที่ยังไม่รู้ชะตากรรม) ก้าวข้ามผ่านธรณีประตูคอนกรีตเข้าสู่ความลึกของเกาะอิโวะจิมะ โดยที่พวกเขาไม่รู้เลยว่า ‘เงื่อนไขของเวลา’ ได้เริ่มนับถอยหลัง
ความมืดในอุโมงค์นั้นไม่ได้มืดสนิท แต่มันขุ่นมัวด้วยฝุ่นและไอกำมะถันที่สะท้อนแสงไฟฉาย แสงจากกระบอกไฟในมือเคนจิส่ายไปมาอย่างไม่เป็นจังหวะ บ่งบอกถึงอาการมือสั่นที่เจ้าตัวพยายามปกปิด
“คุณทานากะ! ได้ยินไหมครับ!” เอเดนตะโกนอีกครั้ง เสียงของเขาถูกผนังหินกลืนกินหายไปอย่างไร้ร่องรอย
“เขาอาจจะลื่นล้มหัวฟาดที่ไหนสักแห่ง หรือไม่ก็... แกล้งพวกเราเล่นเพื่อสร้างบรรยากาศหรือเปล่า?” เคนจิ พูดขึ้นพยายามหัวเราะแห้ง ๆ เสียงหัวเราะของเขามันช่างดูแปลกแยกในอุโมงค์ที่เงียบสงัดเช่นนี้ “แบบว่า... เซอร์ไพรส์! ยินดีต้อนรับสู่ประสบการณ์สยองขวัญของจริง อะไรทำนองนั้นน่ะ”
“มันไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ นะคะคุณเคนจิ” มิโดริ ขัดขึ้น น้ำเสียงของเธอดูสั่นเครือ “นกหวีดนั่นมันหลุดออกมาแบบนั้น... ฉันรู้สึกไม่ดีเลยจริงๆ”
ทาเคชิ ก้มลงมองนกหวีดที่เอเดนถืออยู่ “รอยขาดนี่มันรอยดึง ไม่ใช่รอยตัด... และมันต้องแรงมากพอที่จะทำให้สายคล้องขาดในทีเดียว” เขาพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงด้วยความกดดันในฐานะคนที่ผ่านประสบการณ์มามากกว่าใคร
เพื่อให้บรรยากาศที่ตึงเครียดผ่อนคลายลง เคนจิ จึงโพล่งขึ้นมาอีกครั้ง “นี่... พูดถึงเรื่องสยองขวัญ ผมเพิ่งอ่านข่าวในเน็ตก่อนขึ้นเครื่องมาที่นี่ พวกคุณเห็นข่าว ‘นักฆ่ารอยยิ้ม’ (The Grinning Killer) ที่แหกคุกระหว่างเคลื่อนย้ายนักโทษเมื่ออาทิตย์ก่อนไหม?”
ยูริ สะดุ้งโหยง “ที่ว่ากันว่าเขาเป็นอดีตศัลยแพทย์ที่มีปัญหาทางจิต แล้วชอบทรมานเหยื่อด้วยการบีบคั้นทางจิตวิทยาคนนั้นเหรอคะ?”
“ใช่ ๆ!” เคนจิพยักหน้าหงึกหงัก “ตำรวจบอกว่าเขาหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยแถวท่าเรือโอซาก้า บางคนบอกว่าเขาหนีออกนอกประเทศไปแล้ว แต่บางคนก็ลือว่าเขาอาจจะแฝงตัวมากับกลุ่มนักท่องเที่ยว... หรือว่า... เขาจะแอบขึ้นเรือลำเดียวกับพวกเรามาที่เกาะนี้นะ?”
“เลอะเทอะน่ะเคนจิ” ทาเคชิตัดบท “เกาะนี้เป็นเขตหวงห้ามทางทหาร การจะขึ้นเรือหรือเครื่องบินมาที่นี่ต้องผ่านการตรวจค้นอย่างเข้มงวด ใครจะบ้าแฝงตัวมาได้”
“แต่มันก็น่าคิดนะคะ” ฮารุกะ พูดพลางตรวจสอบรูปในกล้องของเธอต่อ “ถ้าเขาเป็นอัจฉริยะด้านจิตวิทยาจริง ๆ การสวมรอยเป็นใครสักคนอาจจะไม่ใช่เรื่องยาก... หรือเขาอาจจะหลบซ่อนตัวอยู่ที่นี่มานานแล้วก็ได้ เกาะนี้มีถ้ำตั้งกี่ร้อยแห่ง ใครจะไปหาเจอหมดล่ะ?”
“ทุกคนครับ” เอเดนขัดจังหวะความวุ่นวาย “ถ้าคุณทานากะหายไปเพราะอุบัติเหตุ เราต้องรีบหาเขา แต่ถ้าเขาสูญหายเพราะ ‘ใครบางคน’ การอยู่ที่ปากอุโมงค์แบบนี้คือที่แจ้งเกินไป เราควรจะเคลื่อนที่ต่อ หรือกลับไปที่บ้านพักดีครับ?”
ยังไม่ทันที่ใครจะให้คำตอบ เสียง ‘แกร๊ก...’ ดังขึ้นมาจากส่วนลึกของอุโมงค์
มันไม่ใช่เสียงหินถล่ม แต่มันคือเสียงเหมือนมีใครบางคนกำลังลากวัตถุหนัก ๆ ไปกับพื้นคอนกรีตที่ขรุขระ พร้อมกับเสียงฮัมเพลงทำนองโบราณที่เบาจนแทบไม่ได้ยิน
“นั่นเสียงใครน่ะ!” ยูริกรีดร้องเบา ๆ พลางถอยหลังไปชนกับผนังอุโมงค์
ความคิดเห็น
ยังไม่มีความคิดเห็น