ความมืดภายในอุโมงค์ที่ขุ่นมัวด้วยฝุ่นและไอกำมะถันที่สะท้อนแสงไฟฉาย แทบจะเจาะไม่ทะลุ กลิ่นอับชื้นผสมคาวสนิมเหล็กเริ่มรุนแรงขึ้นทุกขณะ เมื่อกลุ่มนักท่องเที่ยวทั้งหกก้าวลึกเข้ามาจนถึงทางแยกสามทางที่ดูเหมือนเขาวงกตคอนกรีต
“คุณทานากะ! ตอบด้วยครับ!” เอเดนตะโกนจนเสียงแหบแห้ง แต่มีเพียงเสียงสะท้อนที่ฟังก้องกังวานกลับมา
“ดูนั่นสิ!” ฮารุกะ ชี้ไฟฉายไปที่พื้น ตรงทางแยกซ้ายมือมีรอยเลือดหยดเล็ก ๆ สองสามหยด และเศษผ้าสีฟ้าที่เหมือนกับเสื้อเชิ้ตของคุณทานากะติดอยู่กับซอกหินแหลมคม
“เขาต้องบาดเจ็บแน่ ๆ” มิโดริ อุทานด้วยความตกใจ มือสั่นเทาจนเกือบทำไฟฉายหลุดมือ “เราต้องรีบหาเขา ถ้าเขาเสียเลือดมากหรือหมดสติอยู่ในนี้ เขาอาจจะตายได้นะคะ”
“แต่มันมีสามทาง...” ยูริ พูดด้วยความลังเล “เราจะไปทางไหนดี?”
ทาเคชิ ยืนนิ่งพิจารณาแผนที่เก่า ๆ ที่ติดอยู่ข้างผนังอุโมงค์ “ทางซ้ายมุ่งหน้าไปสู่โรงพยาบาลสนามเก่า ทางขวาไปทางคลังแสง และตรงไปคือทางขึ้นสู่ยอดเขาซูริบาจิ ถ้าเราไปกันหมดนี่จะช้าเกินไป เราต้องแยกกันหา... ใครเจอแล้วให้เป่านกหวีดที่คุณเอเดนถือไว้ หรือตะโกนให้ดังที่สุด”
แม้เอเดนจะรู้สึกถึงความไม่ชอบมาพากล แต่สถานการณ์บีบบังคับให้เขาต้องยอมรับการ ‘แยกกลุ่ม’ ซึ่งเป็นกฎข้อแรกที่ไม่ควรทำในสถานการณ์คับขัน
หลังจากตกลงแยกกลุ่มกัน ความรื่นเริงที่เคยมีในตอนแรกมลายหายไป เหลือเพียงเสียงหอบหายใจและเสียงฝีเท้าที่กระทบพื้นคอนกรีตเย็นเยียบ
เส้นทางซ้าย: โรงพยาบาลสนาม (ทาเคชิ และ ยูริ)
สภาพทางที่นี่ชื้นแฉะกว่าจุดอื่น ผนังอุโมงค์มีน้ำซึมออกมาเป็นทางยาวเหมือนน้ำตาที่ไหลออกมาจากหิน “เดินระวังหน่อย ยูริ” ทาเคชิ เอ่ยเสียงเรียบพลางใช้ไฟฉายกวาดไปรอบ ๆ ห้องโถงกว้างที่เคยเป็นโรงพยาบาลสนาม เตียงเหล็กผุกร่อนวางเรียงรายเป็นระเบียบคงสภาพเดิมจนน่าขนลุก บางเตียงยังมีผ้าพันแผลเปื้อนฝุ่นทิ้งไว้
“หนู... หนูอยากกลับแล้วค่ะคุณทาเคชิ” ยูริ กระซิบ เสียงของเธอสั่นเครือด้วยความหวาดกลัวจนแทบฟังไม่เป็นคำ เธอพยายามเดินเบียดให้ใกล้แผ่นหลังที่ดูแข็งแกร่งของอดีตทหาร “ทำไมคุณดูไม่กลัวเลยคะ? ที่นี่มีคนตายตั้งมากมาย...”
ทาเคชิหยุดเดินกะทันหันจนยูริชนหลังเขา “ความตายไม่ใช่เรื่องน่ากลัว ยูริ... สิ่งที่น่ากลัวคือการตายอย่างไม่มีเกียรติ” เขาหันกลับมา แสงไฟจากด้านล่างทำให้เบ้าตาของเขาดูเป็นหลุมดำลึก “บางทีคุณทานากะอาจจะแค่ล้ม แต่ถ้าเขารู้ความลับบางอย่างของเกาะนี้... เขาอาจจะถูก ‘จัดการ’ ไปแล้วก็ได้”
คำว่า ‘จัดการ’ หลุดออกมาจากปากทาเคชิอย่างเลือดเย็น จนยูริเริ่มรู้สึกว่าคนที่อยู่ข้างเธอตอนนี้ อาจจะอันตรายกว่าสิ่งที่ซ่อนอยู่ในความมืดเสียอีก
เส้นทางขวา: คลังแสงเก่า (เคนจิ และ มิโดริ)
เส้นทางนี้เต็มไปด้วยกลิ่นน้ำมันและดินปืนจาง ๆ พื้นทางเดินขรุขระเพราะเศษหินที่ถล่มลงมาเป็นระยะ “เอาน่าคุณมิโดริ! ยิ้มหน่อยสิครับ” เคนจิ พยายามฝืนทำตัวร่าเริง แต่เหงื่อเม็ดโตผุดขึ้นเต็มใบหน้า “เราก็แค่เดินไปดูว่าไกด์เราไปแอบงีบอยู่หลังกองลูกปืนหรือเปล่า เดี๋ยวเราก็ได้กลับไปกินราเม็งร้อน ๆ ที่โตเกียวแล้ว”
“คุณหยุดพูดเถอะค่ะเคนจิ” มิโดริ ตอบกลับด้วยเสียงเฉียบขาดผิดกับบุคลิกใจดีที่เธอแสดงออกในตอนแรก เธอเดินก้มหน้า มือข้างหนึ่งกุมกระเป๋าเสื้อคลุมไว้แน่น “ความประมาทของคุณนั่นแหละที่จะทำให้เราลำบาก คุณไม่สังเกตเหรอว่ารอยเลือดนั่น... มันจงใจนำทางเรามาทางนี้”
“จงใจ? คุณหมายความว่าไง?” เคนจิชะงัก แสงไฟฉายในมือเขาส่ายไปโดนผนังที่เขียนด้วยตัวอักษรสีแดงหม่น ๆ เป็นภาษาญี่ปุ่นที่อ่านว่า ‘ผู้ทรยศ’ มิโดริไม่ได้ตอบ เธอเพียงแต่มองไปที่ตัวอักษรนั้นด้วยสายตาว่างเปล่า ก่อนจะขยับเข้าใกล้เคนจิมากขึ้นเรื่อย ๆ จนเขาเริ่มรู้สึกอึดอัด “อยู่ใกล้ ๆ ฉันไว้เถอะค่ะเคนจิ... ในที่มืดแบบนี้ อะไรก็เกิดขึ้นได้”
เส้นทางตรง: ทางขึ้นยอดเขา (เอเดน และ ฮารุกะ)
ทางเดินลาดชันขึ้นเรื่อย ๆ อากาศเริ่มบางลงและเต็มไปด้วยกลิ่นกำมะถันที่รุนแรงจนแสบจมูก “คุณมาที่นี่เพื่อถ่ายภาพประวัติศาสตร์จริง ๆ เหรอครับ ฮารุกะ?” เอเดน ถามขึ้นเพื่อทำลายความเงียบที่น่าอึดอัด สายตาของเขายังคงจับจ้องไปยังทางข้างหน้า แต่หูของเขาคอยนับจังหวะฝีเท้าของคนข้างหลัง
“ทำไมถามแบบนั้นล่ะคะ?” ฮารุกะ ตอบพลางกดชัตเตอร์ถ่ายภาพผนังอุโมงค์ที่มีรอยพรุนของกระสุน “ช่างภาพน่ะ... ชอบบันทึก ‘ความจริง’ ที่ซ่อนอยู่หลังภาพลักษณ์ที่สวยงามเสมอ คุณเองก็เหมือนกันไม่ใช่เหรอ? นักศึกษาประวัติศาสตร์ที่อยากขุดคุ้ยสิ่งที่ถูกฝังไว้”
“ผมสนใจความจริง... ไม่ใช่เรื่องแต่งครับ” เอเดนหยุดเดิน หน้าโพรงขนาดเล็กที่เหมือนช่องระบายอากาศ เขาชี้ไฟฉายเข้าไป เห็นกระเป๋าเป้ใบหนึ่งวางทิ้งอยู่ “นั่นมันกระเป๋าของคุณทานากะนี่!”
เขารีบเข้าไปเปิดดู แต่ภายในกลับมีเพียง สมุดบันทึกรายชื่อนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ ที่ถูกขีดฆ่าด้วยปากกาสีแดงทับชื่อทุกคน... ยกเว้นชื่อของเอเดนเพียงคนเดียว
“หมายความว่ายังไง...” เอเดนพึมพำ ใจเต้นแรงจนแทบจะหลุดออกมา
“มันหมายความว่า... เกมนี้มีที่ว่างสำหรับผู้ชนะแค่คนเดียวไงคะ” ฮารุกะพูดเสียงเบาชิดใบหูของเขา พร้อมกับเสียง ‘แกร๊ก’ ของอุปกรณ์บางอย่างในมือเธอ
ความคิดเห็น
ยังไม่มีความคิดเห็น