ประสบการณ์จากการอ่านนิยายวิทยาศาสตร์มานานปี สอนให้เธอรู้ว่า สิ่งที่ดูเรียบง่าย ธรรมดา และไม่สะดุดตานั้นแหละ ที่มักซุกซ่อนอันตรายร้ายกาจไว้
ขณะที่ความคิดของเธอเตลิดไปทั่ว ทันใดนั้นเอง เท้าของถูหรานก็เสียหลัก เธอเซถลาไปข้างหน้าสามสี่ก้าว กว่าจะทรงตัวอยู่ได้
เกิดอะไรขึ้น?
เธอตื่นตระหนก กวาดสายตาไปรอบด้าน กิ่งก้านของต้นไม้สูงตระหง่านไกลออกไปสั่นไหวอย่างรุนแรง ฝุ่นละอองค่อยๆ ฟุ้งกระจายขึ้นมาจากพื้นดิน
แผ่นดินกำลังสั่นสะเทือน!
เธอพยายามทรงตัวให้มั่นคง ขณะเดียวกันก็หันไปมองข้างหลัง เธอได้ยินเสียงคล้ายเสียงเครื่องยนต์ของเฮลิคอปเตอร์ดังใกล้เข้ามา
ทว่า ต้นไม้โบราณสูงหลายสิบจั้งบดบังทัศนียภาพของเธอจนหมดสิ้น
ถูหรานยิ่งรู้สึกสงสัยมากขึ้น หันไปมองเซี่ยซวี่
ดูเหมือนเซี่ยซวี่จะไม่รู้สึกประหลาดใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เขายังคงก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างมั่นคง
ทันใดนั้น ถูหรานก็สังเกตเห็นความผิดปกติบางอย่าง
ทิศทางที่เขาเดินมุ่งตรงไปยังหน้าผาชัน
เมื่อเงยหน้าขึ้นมอง ผาหินสีเหลืองดินลูกรังที่ดูแห้งแล้งนั้นสูงตระหง่านนับร้อยจั้ง บดบังแสงอาทิตย์จนมืดมัว มองไม่เห็นแม้แต่ยอดเขา
คนผู้นี้คงไม่ได้คิดจะปีนขึ้นไปหรอกนะ? ถูหรานกลืนน้ำลาย
ถึงแม้เขาจะมีอุปกรณ์ที่ดีกว่า แต่เขาก็ไม่ใช่จิ้งจก จะปีนเขาที่ชันขนาดนั้นได้อย่างไร เว้นเสียแต่ว่าเขาสามารถบินได้
ซึ่งนั่นก็อาจเป็นไปได้
เมื่อตระหนักถึงจุดนี้ ถูหรานก็เริ่มใจคอไม่ดี
เธอยังไม่รู้ว่าเทคโนโลยีของมนุษย์ในโลกนี้พัฒนาไปถึงขั้นไหนแล้ว แค่ดูจากร่างเดิมของเธอที่กล้ามายังสถานที่น่ากลัวเช่นนี้เพียงลำพัง ก็เห็นได้ชัดว่ามนุษย์มีความมั่นใจในเทคโนโลยีของตนเองมาก บางทีอาจจะมีการคิดค้นยานพาหนะที่บินได้แล้วก็เป็นได้
ถูหรานรีบร้องเรียกแผ่นหลังของเซี่ยซวี่ “เดี๋ยว—พา…”
ยังไม่ทันที่คำว่า “ฉัน” จะหลุดจากปาก ถูหรานก็ต้องตะลึงงันอีกครั้ง
เซี่ยซวี่ไม่ได้เหาะเหินขึ้นไปบนฟ้าด้วยยานบินอย่างที่เธอคาดไว้ แต่กลับยกเท้าก้าวเข้าไปในผาหินโดยตรง ระลอกคลื่นคล้ายผิวน้ำแผ่กระจายออกจากจุดที่เขาสัมผัส เพียงชั่วพริบตา เบื้องหน้าของเธอก็ว่างเปล่า ไม่มีร่างของเขาอยู่ตรงนั้นแล้ว นี่มันอะไรกัน? รูหนอนงั้นหรือ?!
เทคโนโลยีพัฒนาไปถึงขั้นนี้แล้วเชียว?
ยังไม่ทันที่เธอจะได้ครุ่นคิดอะไรมากไปกว่านี้ เสียงสั่นสะเทือน “ตึงๆๆ” ของพื้นดินก็ดังกระหึ่มรุนแรงขึ้น ราวกับมีสัตว์ประหลาดขนาดภูเขานับร้อยตัวกำลังวิ่งตรงมาทางนี้ หมายจะเหยียบย่ำแผ่นดินให้ราบเป็นหน้ากลอง
กระทั่งแสงจากท้องฟ้าก็ยังหม่นแสงลง
ถูหรานนึกถึงคำพูดเดียวที่เซี่ยซวี่เคยพูดไว้ เธอตระหนักได้ว่า บางทีเสียงระเบิดที่เธอใช้ทำลายสัตว์ประหลาดไก่คงดึงดูดสัตว์ประหลาดตัวอื่นๆ มา
ถูหรานตัดสินใจในทันที พุ่งตัวตามไปยังจุดที่เซี่ยซวี่หายตัวไป
ในเสี้ยววินาทีที่ร่างของเธอกระแทกเข้ากับผนัง แสงสีขาวนวลก็โอบล้อมร่างของเธอไว้ทั้งหมด สัมผัสคล้ายเจลลี่ นุ่มสบายอย่างประหลาด
ภาพสุดท้ายที่ยังคงติดตรึงในสายตา ทำให้เธอขนลุกซู่
สัตว์ประหลาดขนยาวนับสิบตัว กำลังวิ่งตรงมาทางนี้อย่างรวดเร็ว รูปร่างของพวกมันคล้ายเสือ แต่ส่วนล่างของใบหน้ากลับเหมือนหมูป่า มีเขี้ยวแหลมคมน่ากลัว ที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดคือ ส่วนบนของใบหน้าพวกมันกลับเหมือนมนุษย์ไม่มีผิด
นี่มันตัวอะไรกันเนี่ย?!
สัตว์กลายพันธุ์จากกัมมันตรังสี?!
โลกทัศน์ของถูหรานถูกท้าทายอีกครั้ง
นับว่ายังโชคดีที่เธอวิ่งได้เร็วพอ
หากช้าไปเพียงก้าวเดียว ป่านนี้คงถูกสัตว์ประหลาดผสมพวกนี้เขมือบไปจนหมดสิ้นแล้ว
อยู่ในเจลลี่ได้เพียงชั่วครู่ ถัดมา ภาพที่ปรากฏเบื้องหน้าเธอก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
โดยมีจุดที่เธอและเซี่ยซวี่ยืนอยู่เป็นศูนย์กลาง ปืนยาวและปืนสั้นจำนวนมากเรียงรายเป็นรูปครึ่งวงกลม ล้อมพวกเธอไว้ทุกทิศทาง
หลังกระบอกปืนสีดำมืดสนิท มีดวงตานับไม่ถ้วนคู่ที่จ้องมองอย่างระแวดระวัง เหล่าทหารสวมชุดเกราะเต็มยศ จับจ้องมาที่เธอและเซี่ยซวี่ เธอแน่ใจว่า เพียงแค่พวกเธอขยับตัวแม้แต่น้อย คนเหล่านี้ก็จะเหนี่ยวไกโดยไม่ลังเล
เหนือศีรษะยังมีเฮลิคอปเตอร์บินวนไม่หยุด ราวกับว่าในวินาทีถัดมา มันจะยิงกระสุนปืนใหญ่นับไม่ถ้วนมาบดขยี้เธอให้แหลกละเอียด
ความคิดเห็น
ยังไม่มีความคิดเห็น