เนื้อหาสำหรับผู้อายุ 18 ปีขึ้นไป

นิยายเรื่องนี้มีเนื้อหาที่ไม่เหมาะสมสำหรับเยาวชน กรุณายืนยันว่าคุณมีอายุ 18 ปีขึ้นไป

บทที่ 4

ระบายโทสะ

ร่มเงินคันนั้นกางขึ้นทันใด บดบังใบหน้าซีดเซียวของบุรุษรูปงามเอาไว้ พ่อบ้านเฒ่าพาคนทั้งกลุ่มค้อมกายคำนับพร้อมกัน “คารวะคุณชายรองกลับจวน!”

“แดดแรงนัก” หลีตู้ซูจำได้แล้ว บุรุษวัยกลางคนผู้นั้นคือ ลุงเจียง ที่ติดตามอยู่ข้างกายเว่ยเสวี่ยหมิ่งมาตลอด เวลานี้เองที่ลุงเจียงเป็นผู้เอ่ยขึ้น “ท่านรองทนความร้อนไม่ได้ รีบหลีกทางเร็วเข้า”

บ่าวผู้ดูแลงานรับคำทันควัน หลีตู้ซูก้มหน้าลงเล็กน้อย เมื่อครู่นางจำฐานะของเว่ยเสวี่ยหมิ่งไม่ได้ จึงยังมิได้คารวะหรือถามไถ่ตามธรรมเนียม

“คุณหนูใหญ่” ลุงเจียงเอ่ยทักหลีตู้ซูอย่างอ่อนโยน แท้จริงเขาเพิ่งเลยวัยสามสิบมาไม่นาน เพียงแต่ผ่านการขัดเกลาจากสนามรบ ผิวพรรณจึงหยาบกร้าน ดูแก่กว่าวัยอยู่บ้าง “เหตุใดจึงยืนอยู่หน้าประตู ไม่เข้าไปเล่า”

หลีตู้ซูไม่ค่อยได้ข้องเกี่ยวกับลุงเจียงนัก ลุงเจียงเป็นคนสนิทของคุณชายรองเว่ย บัดนี้ก็คือกั๋วกงเว่ย ในสนามรบเป็นรองแม่ทัพ นอกสนามก็รับหน้าที่สารพัด ทั้งองครักษ์ ทั้งพ่อบ้าน ล้วนทำได้คล่องมือ

“กั๋วกงเป็นแขกผู้มีเกียรติ” หลีตู้ซูคลำท่าทีของลุงเจียงไม่ออก จึงก้มหน้าถ่อมตัวลงก่อน “ย่อมต้องเชิญกั๋วกงกับลุงเจียงก่อนเจ้าค่ะ”

ลุงเจียงยามพบปะผู้คน มักมีรอยยิ้มแต้มอยู่บนใบหน้าเสมอ แต่ครั้นเห็นหลีตู้ซู รอยตีนกาตรงหางตากลับยิ่งกดไม่มิด

“คุณหนูใหญ่เป็นฮูหยินน้อยสามแห่งจวนหย่งอันโหวแล้ว จะทำตนต่ำต้อยด้อยค่าเหมือนแต่ก่อนไม่ได้ ไม่สู้เดินไปพร้อมท่านรองเถิด”

ก่อนหน้านี้ลุงเจียงเคยมีโอกาสได้สัมผัสกับหลีตู้ซูอยู่บ้าง ครั้งหนึ่งนางถูกเว่ยตู้เยียนตบเข้าเต็มหน้า ก้มหน้ากลับมาเงียบๆ ระหว่างทางบังเอิญเจอลุงเจียง เขาจึงถามไถ่สองสามคำ

แม้หลีตู้ซูจะฝืนยิ้มบอกว่าไม่เป็นไร เว่ยตู้เยียนก็ยังถูกลงโทษให้คุกเข่าในศาลบรรพชน ด้วยข้อหา “ไม่เห็นผู้ใหญ่ ล่วงเกินผู้อาวุโส”

ช่างบังเอิญนัก ตอนนั้นเว่ยตู้เยียนดันไปปะทะกับเสนาบดีกระทรวงกลาโหมที่มาจวนเพื่อหารือเรื่องงานกับเว่ยเสวี่ยหมิ่งพอดี

สีหน้าของเว่ยเสวี่ยหมิ่งไม่ค่อยมีความเปลี่ยนแปลงอยู่แล้ว เขาก้าวเดินมั่นคง ทว่ายามนี้กลับหยุดฝีเท้า เงาร่างสูงโปร่งทอดลงมาข้างกายหลีตู้ซู

ต่อให้ไม่เอ่ยวาจาใด ความสูงที่เหนือผู้คนกับอำนาจกดดันที่แผ่ออกจากทั้งกาย ก็ยังทำให้คนรู้สึกอึดอัดได้อย่างยิ่ง

หลีตู้ซูกำผ้าเช็ดหน้าแน่น นางกับพี่ชายที่ไร้สายเลือดผู้นี้ไม่สนิทกัน

อยู่ใต้ชายคาเดียวกันมาสิบกว่าปี นางกับเว่ยเสวี่ยหมิ่งก็แทบไม่ได้สนทนากันสักกี่ครั้ง

ครั้งสุดท้ายที่พบกัน คล้ายจะเป็นในพิธีปักปิ่นของนาง

ตอนนั้นเขายืนห่างออกไปสามสี่ช่วงตัว ให้ลุงเจียงนำของขวัญพิธีปักปิ่นมามอบให้ พร้อมเอ่ยเรียบๆ ว่า “เด็กสาวสวมสีสดใสหน่อย ก็ดี”

น่าจะเป็นเพียงถ้อยคำตามมารยาท หลีตู้ซูจึงมิได้ใส่ใจ ทว่าหูคล้ายมีความทรงจำ ต่อให้ผ่านไปนานก็ยังลืมไม่ลง

“เหตุใดทุกครั้งจึงต้องยืนตากแดดอยู่ร่ำไป” น้ำเสียงของบุรุษรูปงามแฝงความสุขุมมั่นคง หลีตู้ซูชะงักไปชั่วขณะ แล้วก็ได้ยินเขาเอ่ยเป็นคำตัดสินเด็ดขาด “เข้ามา”

พ่อบ้านเฒ่าเป็นคนหัวไว ทันใดนั้นก็หันไปดุหมิงเยว่อย่างฉับพลัน “ทำงานกันอย่างไร แค่กางร่มให้เจ้านายยังทำไม่เป็นอีกหรือ!”

ไหล่ของหมิงเยว่าสั่นวาบ นางหาได้กลัวพ่อบ้านเฒ่าไม่ แต่ก่อนก็มักปะทะคารมกับพ่อบ้านจวนแม่ทัพไม่น้อย เพียงแต่ต่อหน้าเว่ยเสวี่ยหมิ่ง นางไม่กล้าผลีผลาม เกรงจะพาหลีตู้ซูเดือดร้อน

“ข้าไม่คาดว่าอากาศข้างนอกจะร้อนถึงเพียงนี้” หลีตู้ซูเงยหน้าขึ้นช้าๆ สายตาเย็นเยียบมองไปยังพ่อบ้านเฒ่า “เป็นข้าที่สะเพร่า ไม่ให้หมิงเยว่กางร่ม แล้วอย่างไรเล่า พ่อบ้านคิดจะลงโทษข้าหรือ”

ร่มเงินในมือลุงเจียงพลันเลื่อนมาบดบังเหนือศีรษะของหลีตู้ซูในเวลานั้นเอง ปัดเป่าความอบอ้าว เหลือไว้เพียงความเย็นสบาย

นางเงยหน้าขึ้น สบเข้ากับดวงตายิ้มละไมของลุงเจียง

พ่อบ้านเฒ่ามีสีหน้ากระอักกระอ่วน เดิมทีเขาคิดจะแสดงให้คุณชายรองเห็นว่าตนเป็นคนแยกแยะรางวัลโทษชัดเจน ไหนเลยจะคิดว่าหลีตู้ซูจะเล่นลูกตุกติกเช่นนี้

ลือกันว่าคุณชายรองรังเกียจที่สุดคือคนที่ลำเอียงเข้าข้างโดยไม่แยกผิดชอบชั่วดี หลีตู้ซูทำเช่นนี้ เท่ากับล่วงเกินคุณชายรองอย่างหนักแล้ว

บุรุษในชุดลำลองผู้มีไหล่กว้างเอวคอดปรายตามามองหลีตู้ซูแวบหนึ่ง สีหน้าเรียบเฉยไม่แสดงอารมณ์

“กั๋วกง” หลีตู้ซูเรียกเสียงต่ำ

ไม่มีเสียงตอบ เงาร่างที่เป็นของเว่ยเสวี่ยหมิ่งนั้นเดินมุ่งเข้าไปในจวนแม่ทัพแล้ว

“คุณหนูใหญ่” บนใบหน้าของลุงเจียงยังคงเต็มไปด้วยรอยยิ้ม ด้านข้างพ่อบ้านเฒ่ากำลังรีบร้อนหาให้คนไปกางร่มให้เว่ยเสวี่ยหมิ่ง แต่ลุงเจียงกลับมองเพียงหลีตู้ซู “พวกเราเข้าไปกันเถิด”

ท้ายที่สุดหลีตู้ซูก็ยังเก็บใจไว้ระวังหนึ่งส่วน

พอเดินถึงระเบียงทางเดิน จุดที่แดดไม่แรงนักแล้ว หลีตู้ซูก็เอ่ยอย่างนุ่มนวลให้หมิงเยว่มอบสินน้ำใจ

“ขอบคุณลุงเจียงมาก กั๋วกงเพิ่งหายจากอาการป่วยหนัก ยังต้องรบกวนให้ท่านใส่ใจมากหน่อย เงินนี้ท่านรับไว้ไปดื่มสุราผ่อนคลายเถิด”

ลุงเจียงคือคนที่ใกล้ชิดเว่ยเสวี่ยหมิ่งที่สุด ตั้งแต่เด็กก็เรียนหนังสือที่เดียวกัน ครั้นโตขึ้นก็รบร่วมกัน เป็นสหายร่วมเป็นร่วมตาย ความสัมพันธ์ย่อมไม่ธรรมดา

แทบทุกการกระทำของลุงเจียง ล้วนได้รับสัญญาณจากเว่ยเสวี่ยหมิ่งทั้งนั้น

หลีตู้ซูครุ่นคิดอย่างละเอียดอยู่ครู่หนึ่ง แต่ก็ยังไม่เข้าใจคำพูดของเว่ยเสวี่ยหมิ่งที่ว่า “ทุกครั้งล้วนยืนตากแดด”

สุดท้ายนางก็คร้านจะคิดต่อ อย่างไรเสีย เว่ยเสวี่ยหมิ่งก็ไม่มีเหตุผลจะทำร้ายนาง

เมื่อเว่ยเสวี่ยหมิ่งเข้าประจำที่ในงานเลี้ยงแล้ว หลีตู้ซูจึงเดินผ่านระเบียงอยู่หลายรอบ กว่าจะหยุดลงตรงที่นั่งริมสุดของฝั่งตน

“เหตุใดจึงเพิ่งกลับมา” ฮูหยินใหญ่จ้าวเอ่ยด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ ตะเกียบเงินในมือนางกระทบถาดเงินเกิดเสียงดังแคะเบาๆ “กั๋วกงนั่งประจำที่แล้ว เจ้ารู้หรือไม่ว่าซีเอ๋อร์ไปที่ใด”

มุมปากของหลีตู้ซูยกขึ้นน้อยๆ จ้าวซีจะไปไหนได้อีก ย่อมต้องไปอยู่กับคุณหนูถังเป็นแน่ ก็ลำบากฮูหยินใหญ่จ้าวนัก ทั้งที่ในใจก็คงรู้อยู่แล้ว ยังแสร้งทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้

“รอคุณชายสามมาแล้ว ท่านแม่ค่อยถามเองเถิดเจ้าค่ะ” น้ำเสียงของนางเรียบเฉย ฟังไม่ออกว่ามีความน้อยใจสักนิด

จ้าวเหยียนเพิ่งถูกสั่งสอนมา จึงไม่กล้าพูดเสียงดัง เพียงกลอกตาเล็กน้อย “นางจะไปรู้อะไรได้ ท่านพี่ต้องมากับพี่ชิงซูอยู่แล้วสิ”

เพราะเว่ยเสวี่ยหมิ่งได้รับการสถาปนาเพิ่มบรรดาศักดิ์ จวนแม่ทัพจึงกลับมาเป็นสถานที่คึกคักมีผู้คนเข้าออกไม่ขาดสายอีกครั้ง

“ท่านแม่ทัพเฒ่ากับฮูหยินเฒ่าช่างมีวาสนายิ่งนัก มีลูกหลานที่โดดเด่นเช่นกั๋วกง น่าอิจฉาเสียจริง”

“นั่นสิ ไม่ต้องพูดถึงว่าท่านจะฟื้นฟูจวนแม่ทัพได้หรือไม่ แค่พวกเราที่มีความเกี่ยวดองกับจวนแม่ทัพอยู่บ้าง ก็ยังพลอยภูมิใจไปด้วยแล้ว”

เว่ยเสวี่ยหมิ่งนำทัพออกรบครั้งนี้กินเวลาสามปี นับเป็นครั้งที่นานที่สุดตั้งแต่เขาเข้าสู่ชีวิตทหาร ศึกยืดเยื้อยาวนาน สถานการณ์ก็ผันแปรตลอดเวลา

เป่ยชางที่ทำศึกกับต้าฉีนั้นเชี่ยวชาญการขี่ม้ายิงธนู เป็นชนชาติที่เติบโตมากับศาสตราวุธและอาชา แต่ก่อนต้าฉีเป็นฝ่ายพ่ายแพ้มาโดยตลอด ถึงรัชกาลฮ่องเต้องค์ก่อน ถึงขั้นต้องส่งองค์หญิงออกเรือนไกล น้ำตานองหน้าขณะจากเสด็จพ่อเสด็จแม่ไปสมรสเชื่อมสัมพันธไมตรีกับเป่ยชาง จึงระงับเปลวสงครามไว้ได้อย่างหวุดหวิด

ทว่าเป่ยชางมิได้พอใจเพียงการค้าขายแลกเปลี่ยน พวกเขาต้องการเสบียงอาหาร แต่เพราะดินแดนกันดาร ข้าวปลาอุดมสมบูรณ์มีน้อย จึงได้แต่ปล่อยสันดานต่ำทรามกับเจตนาร้าย คิดวิธีชั่วช้าไร้เมตตาขึ้นมาอย่างหนึ่ง

นั่นคือการปล้นชิง

ตลาดชายแดนเหนือทั้งสามแห่งถูกโจมตีในคืนเดียว เป่ยชางไม่ปล่อยให้ต้าฉีที่กำลังจมอยู่ในความสุขสบายได้มีเวลาตั้งตัว กองทัพม้าเหล็กได้เหยียบย่ำผ่านเมืองไปแล้วหลายสิบแห่ง

ก่อนที่สองทัพจะเผชิญหน้ากันเสียด้วยซ้ำ ฮ่องเต้แห่งต้าฉีก็หวาดหวั่นจนรีบส่งทูตไปเจรจา ทว่าที่เห็นกลับมา มีเพียงศีรษะมนุษย์

ฝ่ายที่สนับสนุนให้ทำศึกซึ่งเงียบหายไปนานจึงปรากฏตัวขึ้นอีกครั้ง ราชสำนักไร้ทางเลือก ได้แต่ส่งแม่ทัพใหญ่เว่ยเสวี่ยหมิ่งที่เพิ่งยกทัพไปปราบศึกตะวันตกมาได้ไม่นาน ออกรบอีกหน

ทว่าครั้งนี้ เทพสงครามแห่งต้าฉี เว่ยเสวี่ยหมิ่ง กลับเปลี่ยนจากแบบฉบับเดิมที่มักปิดศึกฉับไว

เขาแยกกำลังพลออก ตีแบบกึ่งกองโจร แม้เสบียงทหารและกองหนุนจะมาถึงล่าช้าอยู่ตลอด เขาก็ยังใช้เวลาสามปีเต็ม ชิงคืนสิบสามเมืองทางเหนือ กอบกู้แผ่นดินที่เสียไป และปลอบประโลมขวัญประชาราษฎร์ให้มั่นคงอีกครั้ง

ครั้นฮ่องเต้ทรงทราบ ก็ทรงยินดีเป็นอย่างยิ่ง ทรงอดกลั้นไว้ไม่ประกาศในทันที จนกระทั่งวันนี้ จึงโปรดพระราชทานรางวัลดุจสายน้ำจากในวังมายังจวนแม่ทัพ ทำให้จวนแม่ทัพได้รับเกียรติยศใหญ่หลวงต่อหน้าผู้คน

ฮูหยินเฒ่าเว่ยมองเว่ยเสวี่ยหมิ่งอย่างชื่นชมเต็มเปี่ยม เอ่ยสรรเสริญไม่ขาดปาก “หมิ่งเอ๋อร์เป็นเด็กที่รู้ความที่สุด ทั้งยังมีอนาคตที่สุด”

แม่ทัพเฒ่าเว่ยดวงหน้าแดงเรื่อด้วยฤทธิ์สุรา รับคำยินดีของผู้คนด้วยรอยยิ้ม

บุรุษที่นั่งอยู่ข้างผู้เฒ่าทั้งสองมีรูปร่างสูงยาว ต่อให้เอนกายพิงเก้าอี้ ก็ยังสูงเด่นกว่าคนทั้งหลายอยู่ช่วงหนึ่ง ริมฝีปากบางของเขาเม้มเล็กน้อย นิ้วยาวงอขึ้น เคาะพนักเท้าแขนเบาๆ

“ท่านรอง” สาวใช้คนหนึ่งประคองถ้วยชากระเบื้องเขียวลายเย็นเยือก เดินก้มกายเข้ามาข้างเว่ยเสวี่ยหมิ่งโดยไม่กล้าเงยหน้า “นี่คือชาชินบัวที่ท่านสั่งเจ้าค่ะ”

ริมฝีปากบางของเว่ยเสวี่ยหมิ่งเผยอออก เอ่ยเพียงประโยคหนึ่ง เขาเชิดคางขึ้นเล็กน้อยไปทางหลีตู้ซู

สาวใช้รีบพยักหน้ารับคำ ทว่าอาจเพราะยังอ่อนวัย สีหน้าจึงเปลี่ยนวูบ เกือบทำชาหกเพราะตกใจท่านรอง

คนในงานเลี้ยงส่วนใหญ่ไม่ได้สังเกตเหตุการณ์เล็กๆ นี้ ต่างพากันคิดเพียงว่ากั๋วกงเว่ยต้องการดื่มชา

หลีตู้ซูกำลังก้มหน้าชิมขนมดอกบัว ถ้วยชากระเบื้องเขียวลายเย็นเยือกถูกวางลงตรงหน้านางเบาๆ พร้อมเสียงกึก

สาวใช้ถ่ายทอดคำพูดอย่างนอบน้อม ไม่กล้าเติมแม้แต่คำเดียว “ท่านรองให้ส่งมาเจ้าค่ะ บอกว่าท่านโดนแดดจนร้อนใน”

บริเวณงานเลี้ยงไม่มีแดดส่อง ทั้งยังมีอ่างน้ำแข็งไว้คลายร้อนโดยเฉพาะ ทว่าหลีตู้ซูกลับรู้สึกร้อนผ่าวขึ้นมาที่ใบหน้าอย่างไม่มีเหตุผล

โดยเฉพาะเมื่อสาวใช้เอ่ยคำว่า “ท่านรอง” ออกมา สายตาของผู้คนทั้งงานก็พากันเคลื่อนเข้ามาแน่นขนัดราวเมฆดำก่อนฝนตก

สาวใช้ยิ้มละไมแล้วพูดต่อ “ท่านรองบอกว่าเกรงท่านจะจับไข้เพราะความร้อน นี่เป็นชาชินบัวของท่าน ใส่ชะเอมไว้ด้วยเจ้าค่ะ”

หลีตู้ซูกลืนขนมดอกบัวคำในปากลงไป แล้วเงยหน้าขึ้นสบตากับคนที่นั่งอยู่บนตำแหน่งสูงสุด

เว่ยเสวี่ยหมิ่งอยู่ในฐานะสูงส่ง ทั้งกายแผ่แรงกดดันชวนครั่นคร้าม

ดวงตาของเขาลึกล้ำราวสระน้ำเย็นจัด เงามังกรซ่อนกายอยู่ภายใน นัยน์ตาลึกสงบประหนึ่งราตรีไร้ดวงดาว เมื่อสบสายตากับหลีตู้ซู ใต้ดวงตาคู่นั้นกลับไม่มีระลอกคลื่นแม้แต่น้อย อารมณ์ทุกอย่างถูกเก็บซ่อนไว้ใต้เงาขนตาดกดำ

หลีตู้ซูสบตาเขาเพียงชั่วอึดใจก็เบือนหน้าหนี

สายตาของเว่ยเสวี่ยหมิ่งกวาดผ่านร่างนางอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเลื่อนไปอย่างเงียบเชียบ

ความประหลาดใจของนางไม่น้อยไปกว่าผู้อื่นในที่นั้น หลีตู้ซูลดสายตาลง จ้องมองชาชินบัวอยู่นาน ก่อนจะยกถ้วยขึ้นมา

นางอ้าปากคล้ายอยากพูดอะไร สุดท้ายกลับเพียงจิบอย่างระมัดระวังคำหนึ่ง ความหวานอ่อนๆ ไหลผ่านปลายลิ้นลงไป อบอุ่นถึงกลางใจ

ข้างนอกมีคนเข้ามารายงาน “คุณชายสามแห่งจวนหย่งอันโหวกับคุณหนูญาติมาถึงแล้วขอรับ”

เว่ยเสวี่ยหมิ่งนั่งอยู่บนที่นั่งประธาน สีตาลุ่มลึก เขารับคำนับของจ้าวซีกับถังชิงซูอย่างสงบนิ่ง เพียงพยักหน้าเล็กน้อย นิ้วยาวเคาะโต๊ะเล็กช้าๆ แล้วเอ่ยทีละคำ

“มาช้า”

จ้าวซีพลันรู้สึกได้ว่าหยาดเหงื่อเย็นแทบไหลลงมาทันที

กฎระเบียบในกองทัพเคร่งครัดยิ่งนัก จะมีเรื่องล่าช้าชักช้าได้อย่างไร หากทำให้พลาดการทหาร ต่อให้ตัดศีรษะชดใช้ก็ยังนับว่าเบา

“กั๋ว...กั๋วกง” สีหน้าของจ้าวซีขาวลงหลายส่วน เขากลืนน้ำลายอย่างยากลำบาก แววตาฉายความตระหนก “ข้ากับคุณหนูถังสมควรถูกลงโทษ ดื่มสุราสามจอกขอรับผิดเจ้าค่ะ”

คราวนี้จ้าวซีติดตามทัพไป แต่ไม่ได้สร้างความชอบอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน เพียงอาศัยอานิสงส์ตามคนอื่น ได้รับแต่งตั้งเป็นแม่ทัพหนิงหย่วนขั้นห้ารองเท่านั้น

เขาเป็นคนทะเยอทะยาน อีกทั้งถือกำเนิดจากจวนหย่งอันโหว ย่อมไม่เต็มใจอยู่ใต้คนอื่น ถูกเว่ยเสวี่ยหมิ่งลงโทษให้ดื่มสุราเช่นนี้ จ้าวซีจึงพลันแตกเหงื่อท่วมศีรษะ นึกขึ้นได้ว่าจุดประสงค์ที่ตนมาจวนแม่ทัพวันนี้คืออะไร

เขามาเพื่ออาศัยหลีตู้ซูตีสนิทกับกั๋วกงเว่ย แล้วหาโอกาสวางแผนชิงตำแหน่งราชการดีๆ สักตำแหน่ง

จ้าวซีรับจอกสุราที่สาวใช้รินจนเต็มมา สูดลมหายใจลึก เตรียมจะดื่ม ทว่าเสียงของลุงเจียงก็ดังขึ้น

“ท่านรอง คนที่มาสายมิได้มีเพียงคุณชายสามจ้าว ยังมีคุณหนูญาติแห่งจวนหย่งอันโหวที่มากับเขาด้วย”

ถังชิงซูถูกทุกคนหันมามอง รูม่านตาหดวาบ นางดื่มสุรานั้นไม่ได้!

นั่นคือสุราเป่ยเจียงชุนที่พวกบุรุษใช้ดื่มกันยามออกรบ หรือในดินแดนหนาวเหน็บทางเหนือ

สตรีก็ใช่ว่าจะไม่มีใครดื่ม เพียงแต่ส่วนมากล้วนเห็นว่ารสขมเผ็ดเกินไป จึงไม่ค่อยชอบกัน

ถังชิงซูหน้าซีด หันไปมองจ้าวซีอย่างระมัดระวัง “พี่ซี สุราเป่ยเจียงชุนนี้ข้าดื่มไม่ได้นะ”

มือขวาของนางวางทาบที่ท้อง สีหน้าเต็มไปด้วยความร้อนใจ ทั้งยังส่งสายตาให้จ้าวซีซ้ำแล้วซ้ำเล่า

เมื่อนึกถึงเด็กในครรภ์ของถังชิงซู จ้าวซีก็กัดฟันแทรกมือเข้ามารับจอกสุรานั้นไว้ “ข้าดื่มเอง!”

“คุณชายสามจ้าวช่างรักและห่วงใยบุตรนัก” ลุงเจียงไม่ใส่ใจสีหน้าที่เปลี่ยนไปของจ้าวซี เอ่ยต่อไปเองอย่างสบายอารมณ์ “น่าเสียดายจริงๆ คุณชายสามจ้าว ท่านกับคุณหนูญาติมาช้าไป จึงไม่ทันได้ชาชินบัวสักถ้วย”

ตามสายตาของผู้คน จ้าวซีไม่ยากจะเห็นถ้วยชากระเบื้องเขียวลายเย็นเยือกบนโต๊ะของหลีตู้ซู

หลีตู้ซูสวมอาภรณ์แพรสีเหลืองอ่อน ดวงตาคู่งามราวสายน้ำในฤดูสารททอดต่ำ นางถือตะเกียบเงินอยู่ในมือ ปลายแขนเสื้อรูดลงไปเล็กน้อย เผยให้เห็นข้อมือขาวผ่อง

สามีภรรยาคู่หนึ่งมิได้เข้าที่นั่งพร้อมกัน สามีกลับมาพร้อมน้องญาติ แถมยังดื่มสุราแทนนางอีก ฝั่งสตรีจึงเริ่มมีเสียงกระซิบกระซาบดังขึ้นเป็นระยะ

“แม่ทัพจ้าว ตอนที่กั๋วกงผู้นี้ก้าวเข้าประตูมา ข้าเห็นภรรยาของเจ้ากำลังรับความร้อนจากแดดอยู่พอดี”

━━━━━━━━━

ผู้เขียนมีคำกล่าวว่า ;

ดวงตาลึกล้ำราวสระหนาว เงามังกรซ่อนกายสงบนิ่ง

จากบทกวี “จารภาพน้อยของสหาย” โดย หยวนเหมย

11,279 ตัวอักษร

ความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น

แชร์: