บทที่ 5
กลางดึก
เว่ยเสวี่ยหมิ่งเปิดปากในที่สุด เขายกเปลือกตาขึ้นเพียงน้อย นั่งผึ่งผายมั่นคงอยู่ตรงนั้น อำนาจน่าเกรงขาม เพียงเอ่ยคำเรียบๆ ประโยคเดียว ก็ทำให้จ้าวซีอึดอัดจนแทบเงยหน้าไม่ขึ้น
เล่าลือกันว่าเว่ยเสวี่ยหมิ่งเมตตาคนยากไร้ หากพบชาวบ้านผอมโซหน้าเหลืองตามหนทาง ก็มักให้คนแจกเสบียงแห้งกับเศษเงินเล็กน้อย
อีกทั้งเขายังเป็นคนมีหลักการ ไม่เคยเอาเงินเสบียงของผู้ใต้บังคับบัญชามาสร้างชื่อเรื่องความใจบุญ
เสบียงแห้งและเศษเงินพวกนั้น ล้วนเป็นของที่เว่ยเสวี่ยหมิ่งพกติดตัวมาเอง ใช้หมดแล้วก็หมดไป
แต่ก่อนจ้าวซีไม่ได้รู้จักเว่ยเสวี่ยหมิ่งมากนัก บัดนี้เพียงเขาเหลือบมองหลีตู้ซูที่นั่งตัวตรงอยู่บนที่นั่งแวบเดียว ไฟโทสะในดวงตาก็แทบพวยพุ่งออกมา
หลีตู้ซูผู้นี้ ไม่รู้จักรักษาหน้าเขาเองก็ช่างเถิด ซ้ำยังให้เว่ยกั๋วกงมาเห็นเข้าอีก แล้วเว่ยกั๋วกงจะมองจ้าวซีเช่นไรเล่า
“ล้วนเป็นความผิดของข้า” ถังชิงซูเห็นจ้าวซีดื่มสุราจนหมด จึงค่อยรู้สึกผ่อนคลายลงบ้าง นางยกผ้าเช็ดหน้าขึ้นซับน้ำตา “หากมิใช่เพราะจู่ๆ ข้าปวดท้องขึ้นมา พี่ซีคงไม่ต้องอยู่เป็นเพื่อนข้า และฮูหยินสามก็คงไม่ต้องอยู่เพียงลำพัง”
จ้าวซีรีบรับคำของถังชิงซูต่อทันที “ก็มิใช่เช่นนั้นหรอกหรือ ท่านกั๋วกง ซูเอ๋อร์ชื่นชมบารมีของท่านนัก จึงไม่ห่วงแม้ร่างกายตัวเองก็ยังอยากมา”
พอเหลือบมองไปด้านหลัง น้ำเสียงของจ้าวซีก็เย็นชาขึ้นหลายส่วน
“เดิมทีฮูหยินสามบอกว่านางมาเองได้ คงเป็นเพราะบ่าวชั่วรังแก ถึงได้ถูกกันอยู่นอกประตู”
สีหน้าแววตาของหลีตู้ซูไม่เปลี่ยนแม้แต่น้อย ขนมดอกบัวที่เข้าปากกลับมีแต่รสขมฝาด
สามปีแห่งการครองคู่ ถึงแม้ความรู้สึกจะมิได้ลึกซึ้งนัก แต่ต่อหน้าคนภายนอก จ้าวซีก็ยังไม่ยอมเก็บหน้าให้นางสักนิด
ภรรยาหลักของตระกูลใหญ่ มีหรือจะมีเหตุให้เข้าร่วมงานเลี้ยงทีหลังสามี
ที่จ้าวซีบอกว่านางมาเองได้ แท้จริงก็ไม่ต่างจากการเสียดสีนางว่าหลีตู้ซูไม่เห็นแก่เกียรติและกฎระเบียบ
“ฮูหยินสาม” ถังชิงซูลูบท้อง สีหน้าซีดเซียวอดกลั้น “ท่านกั๋วกงเป็นพี่ชายของเจ้า อย่างน้อย...เจ้าก็ควรพูดอะไรสักหน่อย”
คำพูดของถังชิงซูอาจไม่มีเจตนา แต่กลับเหมือนยกหลีตู้ซูขึ้นไปย่างบนกองไฟ
บัดนี้เว่ยเสวี่ยหมิ่งสร้างคุณความชอบจนมีชื่อเสียง ได้รับบรรดาศักดิ์เป็นกั๋วกง ผู้คนมากมายต่างอยากอาศัยสายสัมพันธ์เกาะเกี่ยวผู้มีอำนาจ งานเลี้ยงวันนี้ ต่อให้เป็นญาติห่างไกลจนแทบนับว่าอยู่สุดปลายสายของจวนแม่ทัพ ก็ยังพากันรีบร้อนมาร่วมงาน
แต่พอเห็นคิ้วตาดำเข้มของบุรุษผู้นั้นกับกลิ่นอายเคร่งขรึมเย็นเยียบทั่วร่าง กลับไม่มีใครกล้าเข้าไปผูกไมตรีด้วยเลยสักคน
มีอยู่ไม่กี่คนที่กล้าพอ แต่ทั้งหมดล้วนถูกลุงเจียงยิ้มๆ กันไว้ “ตอนนี้ท่านกั๋วกงยังไม่ว่าง หากท่านผู้ใดอยากขอคุยเป็นการส่วนตัว เชิญส่งนามบัตรไปยังจวนกั๋วกงได้”
ต่อให้ไม่เฉียบไวเพียงใดก็ยังพอเข้าใจ เทพสงครามผู้ปักหลักอยู่ชายแดนมานานผู้นี้ อุตส่าห์กลับเมืองหลวงสักครั้ง ย่อมไม่อยากมาเปื้อนน้ำขุ่นแห่งนครหลวง
หลีตู้ซูเห็นสายตาของผู้คนสว่างวาบจ้องมาที่ตนประหนึ่งคมดาบ ก็รู้ว่าไม่มีทางวางตัวอยู่นอกเรื่องได้
ส่วนถังชิงซูกลับยกมุมปากขึ้นเงียบๆ ไม่ว่าหลีตู้ซูจะพูดอะไร เว่ยกั๋วกงก็ไม่มีทางมีสีหน้าดีกับนาง
เพราะเว่ยกั๋วกงชิงชังคนประเภทที่ชอบอ้างความสัมพันธ์ฉวยโอกาสที่สุด โดยเฉพาะหลีตู้ซูที่แท้จริงแล้วไม่มีสายเลือดเกี่ยวดองกับเขาแม้แต่น้อย
“ท่านกั๋วกง” หลีตู้ซูลุกขึ้นอย่างสง่างาม ก้มศีรษะคารวะบุรุษบนที่สูง “วันนี้ต้องรบกวนท่านให้คนรินชาดีบัวให้ ข้ากับคุณชายสาม อย่างไรก็เป็นเรื่องในครอบครัว ท่าน...ย่อมมีสิทธิ์จะยื่นมือมาจัดการได้”
เมื่อครู่ฮูหยินใหญ่จ้าวเอาแต่มองถังชิงซู แววตาเต็มไปด้วยความสงสารเห็นใจ
แต่ในยามนี้ สายตาที่นางเหลือให้หลีตู้ซู มีเพียงตาขาวล้วนๆ
หลีตู้ซูพูดอะไรของนาง ช่างเป็นคนเนรคุณสิ้นดี
จวนแม่ทัพเลี้ยงนางมาหลายปี ไม่เห็นนางจะตอบแทน วันนี้เห็นสามีตนถูกพี่ชายของนางทำให้ลำบาก นางกลับยังไม่คิดช่วยพูดสักคำ
“ข้าไม่เคยมีนิสัยเข้าไปยุ่งเรื่องในครอบครัวผู้อื่น” เว่ยเสวี่ยหมิ่งเงียบอยู่นาน ก่อนจะตอบออกมาในที่สุด “ถ้าเช่นนั้น พวกเจ้าทั้งสองก็ไปนั่งเสียเถิด”
เห็นสาวใช้กำลังพาจ้าวซีกับถังชิงซูเข้าไปด้านใน ลุงเจียงก็เอ่ยขึ้นกึ่งหยอกกึ่งจริง
“คุณหนูถังไม่สบายอยู่แล้ว นั่งด้านนอกจะเหมาะกว่า เกรงว่าหากอยู่ใกล้พวกคนหยาบอย่างพวกเรา จะไปกระทบกระเทือนลูกในท้องเข้า”
ถังชิงซูชะงักฝีเท้า ส่วนจ้าวซียังเดินต่อไป ดังนั้นต่อหน้าสายตาของคนทั้งงาน ชายแขนเสื้อของเขาจึงถูกดึงไว้
ดวงตาคู่นั้นของถังชิงซูน่าสงสารจับใจ ขณะเดียวกันฮูหยินใหญ่จ้าวที่อยู่ไม่ไกลกลับส่งสายตาเป็นเชิงเร่งเร้าอยู่บ่อยครั้ง
มีแต่นั่งด้านในเท่านั้นจึงจะมีโอกาสได้สนทนากับเว่ยกั๋วกง หากนั่งด้านนอก งานเลี้ยงครั้งนี้ก็เสียเปล่า
สุดท้ายจ้าวซีกัดฟันหันกลับไป จับมือถังชิงซู แล้วพานางเดินออกไปด้านนอกด้วยกัน
หลีตู้ซูยิ่งห่างจากพวกเขาออกไปทุกที มองเห็นเพียงแผ่นหลังกว้างของจ้าวซีคลุมเงาอยู่เหนือถังชิงซู หนึ่งสูงหนึ่งบอบบาง ดูก็เหมาะสมกันดี
ยังมีคนทอดสายตามาหยุดอยู่ที่ถ้วยชาลายน้ำแข็งเคลือบเขียวบนโต๊ะของหลีตู้ซู เว่ยเสวี่ยหมิ่งยกเปลือกตาขึ้นอย่างเฉยชา ก่อนจะกวาดสายตามองรอบหนึ่งโดยไม่ให้ใครตั้งตัว
“หากอยากดื่มชาดีบัวกันนัก ข้าจะให้คนต้มมาให้อีกกาสักหน่อย”
หลีตู้ซูประคองชาดีบัวถ้วยนั้นขึ้นมา มันเย็นไปบ้างแล้ว บางทีคงใส่ชะเอมลงไปมาก ปลายลิ้นของนางจึงมีแต่รสหวาน
งานเลี้ยงมาถึงช่วงท้ายแล้ว ฮูหยินรองเว่ยยิ้มละไมพลางโบกมือเรียกหลีตู้ซู “ซูเอ๋อร์ มานี่ ให้แม่ดูเจ้าหน่อย”
เว่ยตู้เยียนยืนอยู่ข้างกายฮูหยินรองเว่ย นางกัดริมฝีปากในเบาๆ คิ้วขมวดแน่น
หลีตู้ซูมีความสามารถเช่นนี้ตั้งแต่เมื่อใด ถึงทำให้ท่านแม่ยอมใส่ใจนางได้
รอยยิ้มของฮูหยินรองเว่ยนั้นไร้ที่ติ แต่หลีตู้ซูกลับหยิกฝ่ามือตัวเองเบาๆ รอยยิ้มบนใบหน้าจืดจางความจริงใจลงหลายส่วน
“ท่านแม่ ข้ายังต้องกลับจวนหย่งอันโหว จึงไม่ขอรบกวนอยู่นาน”
ฮูหยินรองเว่ยเย็นชากับหลีตู้ซูมาโดยตลอด นับแต่ตามหาเว่ยตู้เยียนกลับคืนมา หลีตู้ซูก็กลายเป็นคนที่มีหรือไม่มีก็ไม่ต่างกัน
ชุดใหม่ของหลีตู้ซูถูกเว่ยตู้เยียนขยี้จนขาด ฮูหยินรองเว่ยกลับพูดอย่างไม่ใส่ใจว่า “เยียนเอ๋อร์ไม่เคยเห็นผ้าดีๆ มาก่อน นางไปลำบากแทนเจ้ามาช่วงหนึ่ง เจ้าควรเข้าใจนางให้มาก”
ครั้งเว่ยตู้เยียนเสียมารยาทในงานเลี้ยง จางมามาผู้ติดตามฮูหยินรองเว่ยกลับบิดเนื้ออ่อนที่ต้นแขนของหลีตู้ซูอย่างแรง แล้วด่าอย่างโหดเหี้ยม “ปล่อยให้คุณหนูทำตัวเช่นนี้ได้อย่างไร เจ้าไม่รู้จักเตือนหรือ”
คราวที่หลีตู้ซูช่วยจ้าวเหยียนไว้ที่วัดอู่ฝู นางยังได้ยินคนข้างกายเว่ยตู้เยียนพูดกระทบกระเทียบว่า นางช่างดวงแข็งเสียจริง อย่างนั้นแล้วยังไม่ตาย เห็นทีคนชั่วย่อมอายุยืน
ฮูหยินรองเว่ยก็อยู่ตรงนั้นเอง เพียงพูดเนือยๆ คำหนึ่งว่า “ต่อไปก็อย่าไปวัดอีก”
จนกระทั่งถูกสั่งกักบริเวณ หลีตู้ซูจึงเข้าใจ ว่าฮูหยินรองเว่ยไม่ชอบให้นางออกหน้าออกตา เพราะกลัวจะทำให้ชื่อเสียงของบุตรสาวในจวนแม่ทัพมัวหมอง
กว่าจะถึงวันที่จ้าวซีแต่งหลีตู้ซูเข้าจวน หลีตู้ซูจึงนับว่าได้ตัดขาดจากความขัดแย้งหยุมหยิมเหล่านี้ของจวนแม่ทัพเสียที
หลีตู้ซูก้มตา หลบมือที่ฮูหยินรองเว่ยยื่นมา หัวใจสั่นไหวเล็กน้อย
ไม่คาดคิดว่าไหล่ของหลีตู้ซูจะถูกฮูหยินรองเว่ยจับไว้ ฮูหยินรองเว่ยมองนางด้วยแววตาอ่อนโยน “ซูเอ๋อร์ เจ้าผอมลง พรุ่งนี้ไปวัดอู่ฝูจุดธูปกับพวกเราเถิด”
หลีตู้ซูไม่เข้าใจว่าตัวนางซูบผอมกับการไปจุดธูปเกี่ยวข้องกันอย่างไร กำลังจะเอ่ยปฏิเสธ เสียงอ่อนนุ่มของถังชิงซูก็ดังเข้าหู
“พี่ซี วันนี้ซูเอ๋อร์ตกใจแทบแย่ เด็กในท้องก็ยังบอกว่ากลัวด้วย”
เป็นวิธีที่งุ่มง่ามยิ่งนัก
แต่น่าเสียดายที่จ้าวซียินดีจะติดเบ็ด “ไป กลับจวนโหวกัน ข้าจะให้หมอประจำจวนตรวจเจ้า”
“ท่านแม่” หลีตู้ซูเอ่ยเรียกฮูหยินรองเว่ย มุมปากฝืนยกขึ้นเป็นรอยยิ้ม “ในเมื่อจวนแม่ทัพยังมีที่ให้ลูกพอซุกศีรษะอยู่ เช่นนั้นคืนนี้ลูกก็จะพักอยู่ที่นี่”
“เอ้อ ได้สิ”
ในใจฮูหยินรองเว่ยเองก็กำลังครุ่นคิดถึงความหมายที่แท้จริงของข้อเสนอให้ไปวัดอู่ฝูแก้บน ซึ่งเว่ยเสวี่ยหมิ่งเอ่ยขึ้นกะทันหัน
สามปีก่อน หลีตู้ซูกำลังจะแต่งงาน ขณะที่กองทัพเว่ยเตรียมออกศึก นางก็ไม่รู้ไปได้เครื่องรางคุ้มภัยมาจากที่ใด แล้วนำไปให้เว่ยเสวี่ยหมิ่งสวมไว้
วันนี้เอง เพราะเรื่องนั้น เว่ยเสวี่ยหมิ่งจึงให้นางเตือนหลีตู้ซู ว่าพรุ่งนี้ให้ไปวัดอู่ฝูแก้บน
หลีตู้ซูเดินจากไปไกลแล้ว ภายใต้การนำทางของสาวใช้จวนแม่ทัพ เว่ยตู้เยียนเบะปาก ดึงแขนฮูหยินรองเว่ยพลางออดอ้อน
“ท่านแม่ เหตุใดท่านยังให้นางอยู่ต่ออีก ลูกไม่อยากเห็นหน้านาง”
แววตาที่ฮูหยินรองเว่ยมองเว่ยตู้เยียนเต็มไปด้วยความเอ็นดู บุตรสาวคนนี้ของนางดีทุกอย่าง เสียอย่างเดียวก็ตรงที่ปากไวใจตรงเกินไป
“เจ้านี่นะ” ฮูหยินรองเว่ยใช้นิ้วชี้แตะกลางหว่างคิ้วของเว่ยตู้เยียนเบาๆ สีหน้าผ่อนคลายลงบ้าง “จะเอาแต่ใจอยู่ร่ำไปไม่ได้ อีกไม่ช้าก็จะได้เป็นแม่เรือนใหญ่แล้ว ยังจะเอะอะโวยวายเช่นนี้อีกหรือ”
หลีตู้ซูเดินมาถึงมุมเลี้ยวแล้วหันกลับไปโดยบังเอิญพอดี จึงเห็นฮูหยินรองเว่ยโน้มกายลง สีหน้าเปี่ยมเมตตา พูดคุยกับเว่ยตู้เยียน
แดดยามบ่ายคล้อยนั้นช่างแสบตาอยู่บ้างจริงๆ แพขนตาเรียวยาวของหลีตู้ซูสั่นไหวเบาๆ กะพริบตาจนแสงวับไหวเสี้ยวหนึ่งที่รินอยู่ก้นตาแตกกระจาย
ตะวันทองคล้อยต่ำ หลีตู้ซูนั่งนิ่งอยู่ในห้องปีกตะวันตกเกือบสามชั่วยามเต็ม
“ฮูหยินสาม” หมิงเยว่เลิกม่านขึ้น คิ้วขมวดแน่น “คุณชายสามมาแล้วเจ้าค่ะ”
ใบหน้าสีน้ำผึ้งของจ้าวซีพลันปรากฏขึ้น คิ้วหนาสองข้างขมวดมุ่น “ฮูหยินสามมาพักค้างที่จวนแม่ทัพ เหตุใดจึงไม่ให้คนไปบอกข้าสักคำ ท่านแม่ตามหาเจ้าแทบแย่”
แท้จริงแล้วจ้าวซีหาได้มีอารมณ์อยากมามากนัก เขาเพิ่งส่งถังชิงซูกลับถึงจวนโหว ฮูหยินใหญ่จ้าวก็ส่งคนมาเรียกเขาไปจวนแม่ทัพ บอกว่ามีโอกาสได้สนทนากับเว่ยกั๋วกง
พอจ้าวซีรีบมาถึงอย่างกระตือรือร้น กำหมัดเตรียมจะเอ่ยขอตำแหน่งองครักษ์หน้าพระที่นั่งชั้นสอง คนที่พบกลับมีเพียงลุงเจียง
“ท่านกั๋วกงไม่สบาย พักผ่อนไปแล้ว คุณชายสามมาถึงนี่ เป็นเพราะ...?”
ศักดิ์ศรีที่ยังเหลืออยู่เพียงน้อยนิดไม่ยอมให้จ้าวซีเอ่ยคำขอความช่วยเหลือ เขาจึงได้แต่กลืนความขุ่นแค้นไว้เต็มอก ฝืนยิ้มพลางตอบว่า “มาตามภรรยาข้า”
ลุงเจียงเหลือบมองเขาอย่างมีนัย “เช่นนั้นเกรงว่าคุณชายสามคงต้องไปถามผู้อื่นแล้ว”
จ้าวซีถูกตอกกลับจนหน้าแตก ขณะกำลังอัดอั้นใจ ก็พอดีได้พบจางมามาผู้ติดตามฮูหยินรองเว่ย จึงซักถามจนรู้ว่าหลีตู้ซูพักอยู่ที่ใด
“เจ้าคงลืมข้อตกลงระหว่างเราไปแล้ว” จ้าวซีขมวดคิ้วแน่น “ตอนนี้เจ้ากับข้ามีฐานะสามีภรรยากันแต่ในนาม เจ้าจะทำอะไรโดยไม่รายงานข้าได้อย่างไร
“วันนี้ในงานเลี้ยงยังปล่อยให้ข้าเสียหน้า ไม่ยอมอธิบายอีก เจ้าคิดจะทำอะไรกันแน่ เจ้ามีชาติกำเนิดต่ำต้อย แม่แท้ๆ ของเจ้าที่ข้าให้คนไปสืบมา ชีวิตนางยังแทบไม่รอดในแต่ละวัน”
เสียงของจ้าวซีไม่ได้เบาแม้แต่น้อย แต่ละคำล้วนทิ่มแทงหัวใจ ทำให้รสหวานปลายลิ้นจากชาถ้วยนั้นกลับกลายเป็นขมฝาดอีกครั้ง
มองบุรุษตรงหน้าที่ขมวดคิ้ว พลางโยนความผิดของวันนี้มาที่นางทั้งหมด หลีตู้ซูเพียงรู้สึกว่าเขาช่างแปลกหน้าเหลือเกิน
“เป็นข้าหรือที่ขอให้คุณชายสามมาพร้อมคุณหนูผู้เป็นญาติ หรือเป็นคุณชายสามที่บอกข้าล่วงหน้าแล้ว ว่าจะขัดพระทัยเว่ยกั๋วกง”
หลีตู้ซูยังคงพูดช้าๆ ไม่รีบร้อน มือขาวเรียวทั้งห้าที่ห้อยอยู่ข้างเตียงใหญ่กำผ้าเช็ดหน้าแน่น
เรื่องที่จ้าวซีไม่พอใจตำแหน่งแม่ทัพหนิงหย่วนชั้นห้ารองนั้น หลีตู้ซูเคยได้ยินมาอยู่บ้าง
แต่นางไม่เคยเห็นคนหน้าด้านไร้ยางอายถึงเพียงนี้มาก่อนจริงๆ
จ้าวซีทั้งอยากให้ถังชิงซูกดหลีตู้ซูไว้หัวหนึ่ง ทั้งยังบีบให้นางใช้สายสัมพันธ์ฉาบฉวยระหว่างพี่น้อง ไปขอให้เว่ยเสวี่ยหมิ่งช่วยเลื่อนตำแหน่งให้เขา
ใต้หล้านี้ จะมีเรื่องดีเช่นนั้นที่ไหนกัน
จ้าวซีมองหางตาที่แดงเรื่อของหลีตู้ซู พลันเผลอนำไปเปรียบกับถังชิงซู แล้วกลับได้ข้อสรุปว่ารูปโฉมของหลีตู้ซูก็มิได้ด้อยเลย
น้ำเสียงของเขาจึงผ่อนลงบ้าง “ตอนนี้เจ้าเป็นฮูหยินสามแห่งจวนโหวแล้ว จะใช้อารมณ์ไม่ได้ เจ้าช่วยเกลี้ยกล่อมเว่ยกั๋วกง ให้หาตำแหน่งดีๆ ให้ข้าสักตำแหน่งเถิด ข้าดี จวนโหวดี เจ้าจึงจะดีไปด้วย
“พอถึงตอนนั้น เจ้าจะพาแม่ของเจ้ามาอยู่ที่จวนโหวด้วย มิใช่สมบูรณ์พร้อมหรอกหรือ”
จ้าวซีไพล่มือไว้ด้านหลัง เดินวนอยู่ในห้องรอบหนึ่ง โทสะบนใบหน้าคลายลงบ้าง
“ให้คนเก็บกวาดห้องข้างๆ เสีย พรุ่งนี้ข้าจะพาชิงซูไปจุดธูปด้วยกัน”
พูดจบ จ้าวซีก็สะบัดแขนเสื้อจากไป เหลือเพียงกลิ่นสุราจางๆ ที่ติดตัวมาจากงานเลี้ยง พุ่งขึ้นมาจนชวนให้คลื่นไส้
แสงจันทร์กระจ่างใสราวแพรบาง ลอดผ่านหน้าต่างผ้าโปร่งสีชาดเข้ามาในห้อง ระยับราวแอ่งน้ำ
หลีตู้ซูยกมือขึ้นให้หมิงเยว่ไปเรียกคนมาจัดการห้องข้างๆ ทว่าดวงตากลับลอยตามแสงจันทร์ไป
ช้าๆ ความเย็นชืดของราตรีนั้นกลับแปรเป็นทะเลเพลิง สว่างไสวไปทั่วฟ้า ราวจะทิ่มแทงดวงตานางจนบอด
สี่ปีก่อน ในเหตุเพลิงไหม้ที่วัดอู่ฝู หลีตู้ซูได้พบแม่นมอีกครั้ง แล้วก็ถูกจ้าวซีช่วยไว้
ครั้งหนึ่งนางเคยเชื่อว่า จ้าวซีมิได้รังเกียจชาติกำเนิดของนาง และหมั้นหมายกับนาง ก็เพราะแม่นมคุ้มครองอยู่บนฟ้า ช่วยหาคู่ครองที่ดีให้นาง
แต่บัดนี้ เมื่อมองแสงจันทร์ซีดจางนั้น หลีตู้ซูกลับอดไม่ได้ที่จะอยากถามแม่นม ว่านางเลือกคนผิดให้ตนหรือไม่
“ฮูหยินสาม ดึกมากแล้วเจ้าค่ะ”
“พวกเจ้าไปพักกันก่อนเถิด ไม่ต้องสนใจข้า”
เงาจันทร์ทอดเงาร่างของหลีตู้ซูออกมาเป็นเส้นเรียวยาวพร่าเลือน นางแอบลอบออกมาทางประตูหลัง หัวใจยังคงเต้นแรงไม่หยุด
นางนอนไม่หลับจริงๆ เพียงอยากออกมารับลมให้ใจสงบลงบ้าง
ไม่รู้ตัวเลยว่าลมเย็นพัดผ่านหน้าอยู่เนิ่นนาน หลีตู้ซูเดินมาจนถึงหัวมุม ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงประหลาดดังมา
นางรีบหลบเข้าไปในมุมเงียบสงบเสียก่อน แล้วจึงค่อยๆ เงยหน้าขึ้น เห็นเพียงคนผู้หนึ่งในชุดขาวนั่งยองอยู่ริมแม่น้ำ ข้างกายมีแสงไฟเต้นระริก ม้วนเอาเถ้าถ่านขึ้นมาเป็นสาย
“อา...โอ...โอ...โอ...”
เสียงแตกพร่าชุดหนึ่งหลุดออกจากปากสตรีผู้นั้น ไม่ดังนัก ทว่าอู้อี้ชวนขนลุก ยิ่งเข้ากันอย่างประหลาดกับศีรษะที่ก้มต่ำและเส้นผมดำยาวสยายลงมา
เห็นภาพเช่นนี้กลางดึกช่างน่าหวาดอยู่ไม่น้อย หลีตู้ซูลูบแขนตัวเองด้านนอกอย่างแนบเนียน แล้วค่อยๆ หดกายเตรียมถอยกลับไป
แต่ในตอนนั้นเอง กลิ่นยาขมอ่อนๆ ก็พุ่งเข้ามาที่ปลายจมูกของนางอย่างไม่ปรานี
ขมฝาด เย็นหม่น และยังมีอีกเสี้ยวหนึ่ง...ที่คุ้นเคย
━━━━━━━━━
ผู้เขียนมีคำกล่าวว่า ;
ท่ามกลางสายตาของผู้คนทั้งปวง
จากบทกวีว่าด้วยศาลาลำธารแห่งเมืองอวิ๋นโจวพร้อมคำนำ ของหานอวี้
ความคิดเห็น
ยังไม่มีความคิดเห็น