บทที่ 6
กลิ่นโอสถ
เหงื่อเย็นผุดวาบขึ้นที่ท้ายทอยของหลีตู้ซู
หลีตู้ซูรีบกวาดตามองไปรอบหนึ่ง เห็นว่าระเบียงทางเดินเก่าโทรม ต้นหลิวก็ไร้ผู้ตัดแต่งมานาน จึงแน่ใจว่าตนหลงมาถึงเรือนเหนืออันห่างเปลี่ยวเข้าแล้ว
สถานที่ซึ่งเล่าลือกันว่ามีของไม่สะอาด
ยามยังเล็ก ฮูหยินรองเว่ยเคยกำชับหลีตู้ซูนักหนาว่าอย่าได้วิ่งไปทางเรือนเหนือ เกรงจะปะทะสิ่งอัปมงคล กระทบต่อการเติบโตของร่างกาย
ต่อมาเมื่อเว่ยตู้เยียนได้รับความสนใจจากฮูหยินรองเว่ย หลีตู้ซูก็ถูก “ปลดคำสั่งห้าม” ชั่วคราว ทว่านางก็พ้นวัยช่างสงสัยมานานแล้ว ย่อมไม่เที่ยววิ่งซุกซนไปทั่ว
รวบรวมความกล้า หลีตู้ซูใช้มือซ้ายค้ำผนัง พอหันกลับไปก็ชนเข้ากับความขาวโพลนผืนหนึ่ง
ลมหายใจติดค้างอยู่ตรงลำคอ จะขึ้นก็ไม่ขึ้น จะลงก็ไม่ลง หลีตู้ซูควบคุมขาตัวเองไม่อยู่ ร่างจึงเซถลาไปครู่หนึ่ง
พลันมีแรงหนึ่งกระชากคอเสื้อนาง ราวกับคีบลูกเจี๊ยบตัวหนึ่ง ยกหลีตู้ซูขึ้นจนส้นเท้าลอยจากพื้น เหลือเพียงปลายเท้าที่แตะพื้นได้อย่างหวุดหวิด
นางหลับตาลงตามสัญชาตญาณ เท้าทั้งสองลอยจากพื้นอยู่กลางอากาศ ครั้นนั้นเองจึงรู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้อง
หากเป็น...ได้พบสิ่งนั้นเข้าโดยไม่รู้เนื้อรู้ตัว อีกฝ่ายก็คงไม่มีน้ำใจถึงเพียงนี้ มาช่วยประคองให้นางยืนมั่นได้กระมัง
แพขนตายาวสั่นไหวเบาๆ รอยแดงจางแต้มที่หางตาขาวผ่องของหลีตู้ซู พอนางสูดลมหายใจ กลิ่นโอสถอันขมขื่นหนักแน่นนั้นก็ซึมลึกเข้าไปถึงอวัยวะภายใน
คนป่วยหรือ
กลิ่นยาหนักหม่นเช่นนี้ ชัดเจนว่าเป็นของคุณชายรองเว่ย...เว่ยเสวี่ยหมิ่ง ผู้เป็นกั๋วกง
เสียงทุ้มต่ำแหบพร่าดังมาจากด้านหลังหลีตู้ซู เกือบเฉียดใบหูของนางไป “ยืนให้มั่น”
น้ำเสียงนั้นต่ำลึกนุ่มขรึม เมื่อตกถึงหูหลีตู้ซู กลับให้ความรู้สึกคุ้นเคยอย่างประหลาด
หลีตู้ซูลืมตาพรึ่บ ไหล่เกร็งตึง สายตาพลันปะทะเข้ากับห้วงลึกในดวงตาของเว่ยเสวี่ยหมิ่ง
นัยน์ตาดำของบุรุษลึกสงัด จับจ้องผู้คนอย่างแน่วนิ่ง ทว่ายามถูกเขามอง มิได้ให้ความรู้สึกว่าอีกฝ่ายตั้งใจฟัง หากกลับคล้ายถูกมองเป็นสินค้า ถูกคัดสรรด้วยสายตาเย็นเยียบคู่นั้น จนขนทั่วกายลุกชันโดยไม่รู้ตัว
แรงที่ดึงคอเสื้อหลีตู้ซูพลันคลายลง เท้าทั้งสองของนางแตะพื้นสนิท นางถอยหลังหนึ่งก้าว หัวใจจึงค่อยกลับเข้าที่
“ท่านกั๋วกง”
นางเบือนสายตาหนีก่อน ก้มศีรษะคารวะ ผ้าเช็ดหน้าที่กำแน่นอยู่คลายลงเล็กน้อย
เว่ยเสวี่ยหมิ่งรูปร่างสูงใหญ่ สายตาลุ่มลึกดุจสระน้ำที่มองไม่เห็นก้นบึ้ง น้ำเสียงก็จริงจัง “ดึกป่านนี้ไม่หลับไม่นอน ยังออกมาเดินเพ่นพ่านอยู่ข้างนอกอีกหรือ”
ให้ความรู้สึกราวกับหนีเรียนแล้วถูกอาจารย์จับได้ หลีตู้ซูแอบซ่อนเงินกระดาษในแขนเสื้อ ตัดสินใจโกหกหน้าตาย
“ไม่มีอะไรเจ้าค่ะ เพียงยังไม่ชินที่ใหม่ ก็เลยออกมาเดินเล่นเท่านั้น”
ลุงเจียงมีสีหน้าอ่อนโยน เผยความอยากรู้อยากเห็นอย่างเหมาะเจาะ “ดึกเพียงนี้แล้ว คุณหนูใหญ่ยังไม่กลับเรือน ทั้งยังไม่เรียกใครติดตามมาด้วยหรือ”
เหงื่อค่อยๆ ซึมออกที่หน้าผาก หลีตู้ซูเพิ่งรู้เป็นครั้งแรกว่า นิสัยใจดีชอบห่วงใยผู้คนของลุงเจียงก็มิใช่เรื่องดีเสมอไป
นางเม้มริมฝีปากไม่ตอบ เอาเข้าจริงนางไม่มีหน้าจะบอกว่าตนแอบหนีออกมา ทั้งไม่ได้บอกใครเลยสักคน
“มาถึงที่นี่ได้อย่างไร ในที่สุดก็หาเจอจนได้”
ไม่ไกลออกไป ข้างกายสตรีชุดขาวมีสาวใช้น้อยวิ่งเข้ามา ดึงความสนใจของลุงเจียงไปชั่วขณะ หลีตู้ซูจึงได้โอกาสหายใจหายคอสักที
สายตาดำขรึมของบุรุษรูปงามกดต่ำ ไล่จากลำคอที่มีเหงื่อซึมบางๆ ของหลีตู้ซู ลงมาถึงมือเรียวที่กำผ้าเช็ดหน้าแน่นไม่หยุด
น่าแปลก
คราวก่อนที่เจอนาง นางก็ดูประหม่าเช่นกัน
เขา...น่ากลัวถึงเพียงนั้นเชียวหรือ
“คุณหนูใหญ่คงตกใจมากกระมัง” ลุงเจียงสัมผัสได้ว่าบรรยากาศระหว่างทั้งสองไม่ค่อยถูกต้องนัก จึงหัวเราะร่าไกล่เกลี่ย ทั้งมิทันเห็นแววตาของนายตนด้านหลังที่ค่อยๆ หม่นดำลง
“นั่นคือคุณหนูใหญ่ของจวน มักมีอาการเสียสติเป็นคราวๆ จึงพักอยู่ที่เรือนเหนือแห่งนี้ คุณหนูใหญ่หากกลัว ภายหน้าก็อย่ามาอีกจะดีกว่า”
เว่ยเสวี่ยหมิ่งเอ่ยแทรกขึ้นกะทันหัน “ลุงเจียง”
ปลายเท้าของเขาเบนเล็กน้อย ใบหน้าด้านหน้าที่กดดันผู้คนยิ่งนักผละจากไป เหลือเพียงแผ่นหลังไหล่กว้างกับเอวคอดตรงหน้า “ไปได้แล้ว”
ลุงเจียงรู้สึกว่านายตนช่างแปลกประหลาดนัก แต่ก็ไม่ได้คิดมาก เพียงด่วนสรุปเอาเองว่าท่านกั๋วกงของพวกเขาไม่ชอบเข้าสังคม คงไม่อยากพัวพันกับหลีตู้ซูนานเกินไป
ลุงเจียงจึงจำต้องยกเท้าตามไป พอเดินได้สองก้าวยังหันกลับมากำชับหลีตู้ซู
“คุณหนูใหญ่ ดึกมากแล้ว รีบกลับเรือนเสียเถิด”
หลีตู้ซูพยักหน้า ครั้นเห็นเงาร่างของบุรุษรูปงามผู้กดดันคนหายลับไปแล้ว นางจึงเดินไปถึงริมธาร ใกล้ศาลาพักอันเปลี่ยว มีเนินดินเล็กๆ ที่ไม่สะดุดตาอยู่แห่งหนึ่ง แล้วล้วงเงินกระดาษจากอกเสื้อออกมา
นั่นคือสุสานเสื้อผ้าที่หลีตู้ซูแอบตั้งไว้ให้ม่อมัวมัวแม่นม
เงินกระดาษสีเหลืองซีดถูกไฟลนจนม้วนงอ ไม่นานเปลวไฟก็แลบเลียเข้าใส่ จนส่วนใหญ่กลายเป็นเถ้าถ่าน
ก้าวเดินของเว่ยเสวี่ยหมิ่งยาวและเร็ว ลุงเจียงรีบสาวเท้าตาม ก็ได้ยินบุรุษเอ่ยเย็นชา
“พูดมาก สอดเรื่องชาวบ้าน รับโทษไม้ทหารยี่สิบที”
ลุงเจียงไม่กล้าขัด ได้แต่ตอบอย่างหงอยๆ “รอท่านกลับเรือนไปดื่มยาเสียก่อน ข้าน้อยจะไปรับโทษเอง”
“ยังต่อรองอีก” ลมเย็นพัดมา เว่ยเสวี่ยหมิ่งไอหนึ่งครั้ง หัวไหล่สั่นน้อยๆ ใบหน้าขาวเย็นพลันมีสีเลือดเพิ่มขึ้นมาบ้าง
“นางเป็นสตรีแท้ๆ ยังเดินกลางคืนได้ แล้วข้าจะเดินไม่ได้หรือ เพิ่มอีกสิบไม้”
ลุงเจียงจึงได้แต่หุบปาก ทำตัวราวสุนัขพ่ายแพ้ หางหุบลู่ ไปรับโทษแต่โดยดี
หลีตู้ซูมองเงินกระดาษค่อยๆ จมหายไปในเปลวไฟ แววตาของนางก็ค่อยๆ เลื่อนลอยพร่าไปช้าๆ
สามีไร้ใจ ถึงกับมีลูกกับสตรีอื่นแล้ว
แต่ในเมื่อได้เอ่ยเรื่องหย่าขาดกันแล้ว เรื่องของพวกเขา ก็ควรจะไม่เกี่ยวข้องกับนางตั้งแต่แรก
สายลมอ่อนพัดผ่าน ช้อนเส้นผมของหลีตู้ซูขึ้นไป มวยผมที่นางเกล้าอย่างลวกๆ คลายหลุดลงมาครึ่งหนึ่ง หลีตู้ซูจึงเพิ่งตระหนักว่า เมื่อครู่ต่อหน้าเว่ยเสวี่ยหมิ่ง นางเสียมารยาทไปแล้ว
มิน่าเล่า เขาจึงผละจากไปอย่างกะทันหัน ยังบังคับให้ลุงเจียงไปด้วย
นางเป็นสตรีที่ออกเรือนไปแล้วของจวนแม่ทัพ ระหว่างนางกับเว่ยเสวี่ยหมิ่ง ย่อมยิ่งไม่มีอะไรพัวพันกันจะดีที่สุด
ยามดึกสงัด หากมีผู้พบเห็นคนทั้งสองเข้า อีกทั้งมวยผมของนางยังหลุดลุ่ยเช่นนี้ ต่อให้อยากอธิบายก็คงอธิบายไม่ชัดแล้ว
ท่ามกลางแสงไฟ ใบหน้าเมตตาอ่อนโยนของม่อมัวมัวผุดวาบขึ้นหลายครั้ง หลีตู้ซูจ้องมองอย่างเหม่อลอย จนแทบจะเลอะเลือน
เดิมทีนางคิดว่าสิ่งที่ม่อมัวมัวจัดไว้ให้นางนั้นคือวาสนาคู่ครองที่ฟ้าลิขิต บัดนี้ดูแล้ว ม่อมัวมัวก็มองคนผิดไป
สายลมอ้อยอิ่งหมุนวน พัดเอาเถ้าเงินกระดาษลอยสูงขึ้นไปบนฟ้าอย่างสั่นไหว
จากไกลเข้ามาใกล้ เสียงฝีเท้าหนักแน่นมั่นคงสายหนึ่งฝ่าความมืดราตรี ตรงมายังศาลาพักแห่งนี้อย่างชัดเจน
หลีตู้ซูรีบกอบดินขึ้นมากำหนึ่ง กลบเถ้าถ่านที่เหลือไว้ แล้วพลิ้วกายหลบไปอย่างคล่องแคล่ว ซ่อนตัวหลังพุ่มไม้สูงใหญ่ด้านหลังศาลา กลืนหายไปกับความมืดมิดแห่งราตรี
ผ่านช่องว่างของกิ่งใบ หลีตู้ซูเห็นชุดคลุมเรียบสีอ่อนอันสะดุดตาและคุ้นเคยอีกครั้ง บุรุษผู้นั้นสวมเสื้อคลุมแปดมงคลผ้าอวิ๋นจิ่นทับอยู่ภายนอก ขับให้ร่างสูงเพรียวยิ่งเด่นชัด
มิใช่เว่ยเสวี่ยหมิ่ง แล้วจะเป็นผู้ใดได้อีก
เขานั่งอย่างตามสบาย เหยียดขายาวทั้งสองออกไปข้างหน้า มือซ้ายวางพาดบนพนักไม้ของศาลา ปล่อยให้แสงจันทร์อ่อนละมุนย้อมใบหน้าของตน
หลีตู้ซูกลั้นหายใจอยู่ในความมืด แพขนตายาวชื้นนิดๆ จับจ้องไปยังใบหน้าของคนกลางศาลา
จากมุมของนาง มองเห็นได้เพียงเค้าโครงด้านข้างของเว่ยเสวี่ยหมิ่ง
สันจมูกของบุรุษโด่งตรง จากหว่างคิ้วถึงปลายจมูกแทบจะขีดเป็นเส้นเดียวได้ง่ายดาย กรามชัดคม แม้แต่ลูกกระเดือกแหลมคมนั้นก็เด่นสะดุดตาเป็นพิเศษ
แท้จริงแล้ว หากพินิจดีๆ อดีตเทพสงครามแห่งต้า ฉีผู้นี้ก็นับได้ว่าเป็นผู้มีรูปโฉมที่ฟ้าประทาน
รูปงามสง่าเยี่ยงหนุ่มน้อยผู้ทรงเสน่ห์ ชูจอกเหลือบตาขาวมองฟ้าคราม ผ่องพรายดุจต้นหยกต้องลม
หลายปีในชายแดน พายุหิมะไม่อาจพรากความงามของเว่ยเสวี่ยหมิ่งไปได้ ทว่าเพราะกำลังป่วยอยู่ สีหน้าของเขาจึงขาวซีดดั่งหิมะจริงๆ
ตั้งแต่เล็ก หลีตู้ซูไม่เคยกล้าเงยหน้ามอง “พี่ใหญ่” ผู้นี้ให้ดีนัก จะว่าไปแล้ว ทั้งจวนแม่ทัพก็แทบไม่มีผู้ใดกล้าพินิจเขาอย่างถี่ถ้วนสักกี่คน
ฮูหยินใหญ่เว่ยมีชาติกำเนิดจากจวนไท่ฟู่ รับพระบัญชาให้แต่งเข้าจวนแม่ทัพ อยู่ช่วงหนึ่งนางเป็นผู้ที่โดดเด่นสะดุดตาที่สุดในจวนแม่ทัพ
แต่หลังเว่ยเสวี่ยหมิ่งถือกำเนิด เขาต่างหากที่แย่งชิงความสนใจของทุกคนไปอย่างแท้จริง
เขาอ่านออกเขียนได้ตั้งแต่อายุยังน้อย ครั้นอายุสิบเจ็ดก็ได้เป็นจ้วงหยวนที่อายุน้อยที่สุดในเมืองหลวง
เมื่อศึกแดนตะวันตกคับขัน ต้า ฉีไม่มีผู้ใดใช้การได้ ก็เป็นเว่ยเสวี่ยหมิ่งที่ยืนหยัดออกมา นำทัพแทนท่านปู่ของตน
บุคคลระดับตำนานเช่นนี้ หลีตู้ซูกลับได้รับข่าวมาจากหอเหวินอินว่า ร่างกายของเว่ยเสวี่ยหมิ่งบอบช้ำถึงต้นตอ เกรงว่าคงหมดสิ้นความสามารถแล้ว
ที่น่าขันยิ่งกว่านั้นก็คือ เสาหลักของแผ่นดินผู้นี้ คือผู้ที่ชาวบ้านตาสีตาสาไม่รู้หนังสือจำนวนไม่น้อยยกย่องนับถือ
ขณะเดียวกัน ก็ยังเป็นอาวุธมหาประลัยที่ต้า ฉีใช้ข่มขวัญแคว้นอื่น
จนต่อให้เว่ยเสวี่ยหมิ่งป่วยหนัก ทางวังหลวงก็ยังปิดข่าวไว้แน่นหนายิ่ง ทั้งยังไม่อนุญาตให้ติดประกาศตามหาหมอหลวงหมอพื้นบ้านมารักษา
มีเสียงใบไม้แห้งถูกเหยียบจนแตกดังกรอบแกรบ ผู้มาเยือนกำลังเดินฝ่าความมืดมายังศาลา
หลีตู้ซูเงยหน้าขึ้น จ้องมองเค้าโครงด้านข้างของเว่ยเสวี่ยหมิ่งในเงามืด ครั้นเห็นแสงจันทร์บางเบาฉาบเสื้อคลุมแปดมงคลผ้าอวิ๋นจิ่นนั้นให้เป็นสีเงิน นางก็อดทอดถอนใจไม่ได้
แสงจันทร์เย็น ศาลาพัก และบุรุษรูปงาม ช่างเป็นภาพที่ชวนให้มองอย่างเพลิดเพลินยิ่ง
หากไม่มีคนที่กำลังเข้ามาใกล้ผู้นั้นมารบกวน ก็ยิ่งสมบูรณ์แบบกว่านี้
ผู้มาใหม่เป็นสาวใช้ในอาภรณ์สีชมพูอ่อน เอวคอดบางจับเพียงมือเดียว เดินไปก็อ้อนช้อยอรชร สะบัดพริ้วชวนมอง
แววตาหลีตู้ซูพลันคมวาบ จำได้ว่าเป็นชิวเฟินที่คอยรับใช้อยู่ข้างกายคุณหนูรองสกุลเว่ย
“ท่านรอง” ชิวเฟินย่อตัวคำนับแช่มช้อย น้ำเสียงอ่อนหวานดุจสายน้ำฤดูใบไม้ผลิ
“คุณหนูของพวกเราอยู่ที่หัวสะพาน เชิญท่านไปสนทนาสักครู่เจ้าค่ะ”
เพียงสาวใช้คนหนึ่งยังมีน้ำเสียงยั่วยวนถึงเพียงนี้ ไม่รู้ว่าเจ้านายของนางที่อยู่เบื้องหลังจะร้ายกาจเพียงใด
เว่ยเสวี่ยหมิ่งกับคุณหนูรองสกุลเว่ยผู้ยังมิได้ออกเรือน ทั้งสองคน พบกันที่หัวสะพานกลางดึก
เป็นเรื่องที่ยากยิ่งจะไม่ให้คนคิดมาก
หลีตู้ซูขยับแอบลึกเข้าไปในที่กำบังอีกนิด พลางแน่ใจว่าจวนแม่ทัพนี้ช่างวุ่นวายนัก นางไม่ใช่คุณหนูตระกูลสูงศักดิ์ของที่นี่ อันที่จริงก็นับว่าเป็นเรื่องดีอยู่เหมือนกัน
ผิดคาด เว่ยเสวี่ยหมิ่งมิได้ตอบรับ เขาก้มเปลือกตาลง บดบังแสงในดวงตาเสียมิด มองไม่ออกว่ากำลังคิดสิ่งใด
ชิวเฟินค่อยๆ ก้าวเข้าไป จนอยู่ห่างจากเว่ยเสวี่ยหมิ่งเพียงช่วงตัวหนึ่ง ก่อนใช้นิ้วเบาๆ เกี่ยวชายอาภรณ์ของเขา
“ท่านรอง” ดวงตาดอกท้อของชิวเฟินหวานเชื่อมด้วยความรักใคร่
“อย่าให้คุณหนูรอนานเลยเจ้าค่ะ”
เว่ยเสวี่ยหมิ่งยังคงนั่งนิ่ง ดุจพระพุทธรูปทองบนฐานดอกบัว ไร้ทุกข์ไร้สุข น้ำเสียงไม่กระเพื่อมแม้แต่น้อย
“กั๋วกงผู้นี้ไม่กระทำการผิดทำนองคลองธรรม”
น้ำเสียงของบุรุษเย็นเยียบดุจลมกลางราตรีที่พัดมาเอื่อยๆ เพียงพัดผ่านก็เหมือนจะกวาดเอาไออุ่นสุดท้ายในใจผู้คนออกไปจนสิ้น
ชิวเฟินมิได้พูดอะไร นางค่อยๆ เพิ่มแรงที่กระตุกเสื้อคลุมชั้นนอกของเว่ยเสวี่ยหมิ่ง ดวงตาเบิกกลม ใช้แสงจันทร์ส่องดูใบหน้าที่แท้จริงของเขาให้ชัด
บุรุษนั้นไม่มีสักกี่คนที่เป็นของดี ส่วนใหญ่ล้วนชอบลอบกินของต้องห้าม
ยิ่งอายุมากขึ้น ไม่มีผู้ช่วยระบาย ยิ่งเหมือนไฟลามทุ่ง พอได้ลิ้มรสหวานเพียงครั้งเดียว ก็ยิ่งควบคุมไม่อยู่
เล่าลือกันว่ากั๋วกงเว่ยไม่ใกล้ชิดสตรี แท้จริงแล้วเขาเป็นคนเย็นชา ไม่ว่าสตรีหรือบุรุษก็ยากจะเข้าใกล้
หลายปีมานี้ ผู้ที่รับใช้อยู่ข้างกายมีเพียงลุงเจียงผู้ยังมิได้แต่งงานแค่คนเดียว
ด้วยเหตุนี้ ในเมืองหลวงจึงเคยมีข่าวลือว่า คนทั้งสองมีความสัมพันธ์ไม่ธรรมดาต่อกันเป็นต้น
แน่นอน ข่าวลือนั้นหายวับไปในเวลาไม่นาน ไม่รู้ว่าเพราะเจ้าตัวรู้สึกผิดในใจ หรือเพราะถูกอำนาจกดทับกันแน่
มือของชิวเฟินยื่นไปถึงปกเสื้อของเว่ยเสวี่ยหมิ่งแล้ว นางเชื่อมั่นอย่างแรงกล้าว่า เว่ยเสวี่ยหมิ่งจะต้องพ่ายแพ้ต่อเสน่ห์ของนาง
ถึงแม้จะไม่เป็นเช่นนั้น อย่างไรเสียอีกครู่ขอเพียงนางร้องเรียกให้คนมา ต่อให้แย่ที่สุด ก็น่าจะได้เข้าไปอยู่ในเรือนของท่านรองในฐานะสาวใช้ข้างกายสักคน
ทว่าความจริงคือ มือของชิวเฟินยังไม่ทันแตะปกเสื้อที่ปักลวดลายวิจิตร แขนทั้งข้างก็ลุกชันเสียก่อน
เพียงเห็นมีดสั้นเล่มหนึ่งสะท้อนแสงเย็นเยียบ พาดขวางอยู่ตรงหน้านิ้วของนางโดยไร้สุ้มเสียง เพียงลมพัดผ่านก็สามารถตัดขนอ่อนบนหลังนิ้วของชิวเฟินขาดได้อย่างง่ายดาย
ชิวเฟินเงยหน้าขึ้นอย่างสั่นเทา สายตาปะทะกับนัยน์ตาที่น่าหวาดหวั่นยิ่งกว่าคมมีดที่ชักออกจากฝัก
“อ๊าย—”
เสียงกรีดร้องของสตรีฉีกทะลุท้องฟ้า แต่ก็ดับวูบลงในชั่วพริบตา
หลีตู้ซูมองเห็นชัดเจน ชิวเฟินถูกบุรุษแตะจุดใบ้เสียแล้ว
ริมฝีปากบางที่ไม่นานก่อนหน้านี้ยังเอ่ยให้นางชงชาบัวหลวงใส่ดีบัวนั้น คายออกมาเพียงคำเดียวเรียบๆ “ไสหัวไป”
ชิวเฟินลนลานคลานล้มลุกขึ้นมาอย่างไม่คิดชีวิต ทั้งมือทั้งเท้าพร้อมใจกันตะเกียกตะกาย วิ่งพุ่งตรงมาทางที่หลีตู้ซูซ่อนอยู่เสียอย่างนั้น
“ปัก” หลีตู้ซูยังไม่ทันส่งเสียง ชิวเฟินก็เบิกตากว้าง ตีใส่พุ่มไม้ไปหลายครั้งอย่างสุดแรง หากเปิดปากได้ นางคงร้องลั่นไปแล้วว่า
“ผี!”
พอเกิดความวุ่นวายเช่นนี้ขึ้น บุรุษรูปงามในศาลาจึงค่อยๆ เงยตาขึ้น ดวงตาคู่นั้นเย็นเฉียบดั่งสายน้ำ เพียงมองครั้งหนึ่งก็ทำให้คนถึงกับสั่นสะท้านลึกลงไปในใจ
ชิวเฟินคลานหนีไปประหนึ่งสุนัขพายเรือ ทิ้งไว้เพียงหลีตู้ซูกับเว่ยเสวี่ยหมิ่งที่เผชิญหน้ากัน
จะให้พูดให้ถูกก็คือ นางนิ่งอยู่ในเงามืดไม่ขยับเขยื้อน คอยสังเกตเว่ยเสวี่ยหมิ่งเงียบๆ ขณะที่บุรุษยังคงสงบนิ่งดุจเดิม นิ้วมือเรียวยาวเคาะพนักไม้ช้าๆ ทีละที
กลิ่นโอสถจางๆ นั้นเริ่มโถมเข้าหาหลีตู้ซูอีกครั้ง ราวกับเมื่อครู่ก่อนหน้านี้ไม่มีผิด
━━━━━━━━━
ผู้ประพันธ์กล่าวไว้ว่า ;
รูปงามสง่าเยี่ยงหนุ่มน้อยผู้ทรงเสน่ห์ ชูจอกเหลือบตาขาวมองฟ้าคราม ผ่องพรายดุจต้นหยกต้องลม
ความคิดเห็น
ยังไม่มีความคิดเห็น