บทที่ 7
ความห่วงใย
“ถูกจับได้หมดแล้ว” เสียงของเว่ยเสวี่ยหมิ่งเย็นเยียบ ดังกังวานดุจธารน้ำจากภูเขา ทว่าเมื่อดังเข้าหูหลีตู้ซู กลับประหนึ่งหมายเรียกจากยมทูต
“ยังไม่ออกมาอีก”
หลีตู้ซูได้แต่ฝืนใจ ก้มลงเก็บผ้าเช็ดหน้าที่ชิวเฟินทำตก ค่อยๆ ขยับกายออกมาอีกก้าวหนึ่ง นางก้มหน้า ปลายคอขาวบางเหนือคอเสื้อไขว้ยิ่งดูบอบบางนัก
เว่ยเสวี่ยหมิ่งได้ยินหญิงสาวพึมพำเสียงเบา “คุณชายรอง”
บุรุษที่พิงอยู่ตรงศาลาเย็นมิได้เอ่ยวาจา ระหว่างคนทั้งสองจึงเหลือเพียงความเงียบที่ชวนให้อึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก
แสงจันทร์พร่าเลือนแนบอยู่กับยอดไม้ เอนเฉียงไปด้านข้างเล็กน้อย พอดีส่องให้เห็นใบหน้าครึ่งซีกของบุรุษผู้นั้น
สันจมูกของเขาโด่งตรงดุจแนวเขาสูง แบ่งแสงเงาออกจากกัน ครึ่งหน้าอยู่ในความสว่าง อีกครึ่งจมอยู่ในความมืด สายตาที่กวาดมานั้นกดดันจนผู้คนมิอาจโต้แย้งได้
ม่านพลิ้วรับลมประจิม คนกลับซูบผอมยิ่งกว่าดอกเบญจมาศเหลือง
หลีตู้ซูผ่ายผอมลงแล้ว
เว่ยเสวี่ยหมิ่งหรี่ตาลงน้อยๆ คราวพิธีปักปิ่นก่อนหน้านั้นยามเขาเห็นหลีตู้ซู ใบหน้าของนางยังมีความอิ่มเอิบแบบเด็กสาวอยู่บ้าง บัดนี้ความอ่อนเยาว์เลือนหายไป แม้แต่ชีวิตชีวาก็แทบไม่เหลือ
ประหนึ่งบุปผาที่ภายนอกยังดูงดงามสดใส ทว่าภายในกลับพังทลายจนหมดสิ้น หากยังไม่ยื่นมือช่วย เกรงว่าสุดท้ายคงได้แต่ปล่อยให้นางโรยราดับสูญไปเช่นนั้น
“ยังไม่กลับอีกรึ”
บุรุษเอ่ยขึ้นอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย น้ำเสียงราบเรียบ ฟังไม่ออกว่าพอใจหรือไม่พอใจ
หลีตู้ซูจับไม่ถูกว่าเขากำลังซักถามหรือเพียงพูดลอยๆ แต่ภาพที่ฮูหยินผู้เป็นอารองแห่งจวนเว่ยส่งคนไปนัดพบเว่ยเสวี่ยหมิ่งอย่างลับๆ เมื่อครู่นั้นยังติดตาอยู่ไม่หาย
นางกำผ้าเช็ดหน้าแน่นโดยไม่รู้ตัว แอบสอดกระดาษเงินกระดาษทองที่ยังเผาไม่หมดเข้าไปในแขนเสื้ออย่างแนบเนียน แล้วตอบด้วยน้ำเสียงสงบนิ่ง “คุณชายรองวางใจได้ ข้าไม่เห็นสิ่งใดทั้งสิ้น”
เหนือความคาดหมาย เว่ยเสวี่ยหมิ่งมิได้ซักต่อ
เขาเอียงหน้าเล็กน้อย ปลายคิ้วยกขึ้นบางเบา
เริ่มเรียกเขาว่าคุณชายรอง ไม่ใช่ท่านกั๋วกงแล้ว น่าสนใจยิ่งนัก
“ข้าไม่ทำเรื่องผิดทำนองคลองธรรม” เว่ยเสวี่ยหมิ่งเหยียดขายาวทั้งสองไปข้างหน้า เพราะขายาวเกินไปจึงคล้ายไม่มีที่วาง เขาเอนกายไปด้านหลังเล็กน้อย แล้วเอ่ยอย่างเนิบช้า
“เจ้าวางใจได้เต็มที่ เพียงแต่ดึกดื่นป่านนี้ คุณชายสามจ้าวกลับวางใจให้เจ้าออกมาคนเดียวหรือ”
หลีตู้ซูก้มตาไม่ตอบ มือที่กำผ้าเช็ดหน้าอยู่คล้ายไร้เรี่ยวแรง สั่นระริกขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว
ชวนให้หัวเราะอยู่บ้าง แม้แต่ “พี่ใหญ่” อย่างเว่ยเสวี่ยหมิ่ง ผู้เป็นกั๋วกง ยังมองออกว่าความสัมพันธ์ระหว่างนางกับจ้าวซีกำลังแขวนอยู่บนเส้นด้าย
เมื่อนึกถึงประโยคที่จ้าวซีพูดว่า “ข้ากับชิงซูจะย้ายเข้ามาอยู่” คิ้วของหลีตู้ซูขมวดแน่น มุมปากกดต่ำลงอย่างแรง จึงค่อยสะกดรอยเย้ยหยันไว้ได้
“คุณหนูชิงซูเป็นญาติผู้น้องของสามี ร่างกายอ่อนแอมาตั้งแต่เล็ก บัดนี้ตั้งครรภ์ยิ่งต้องดูแลอย่างระมัดระวัง สามีจึงไม่มีเวลามาสนใจข้า”
พอคำพูดหลุดออกไป หลีตู้ซูจึงรู้สึกว่าไม่ถูกต้อง
เว่ยเสวี่ยหมิ่งเพียงเอ่ยลอยๆ ประโยคหนึ่ง นางกลับต่อความเสียยืดยาวเสียได้
นางแอบขยับถอยหลังอีกนิด พอประหม่า การเคลื่อนไหวก็เลยมากไปหน่อย ถุงหอมลายซวงสี่ที่ยัดไว้ในแขนเสื้อมาตลอดจึงร่วงหล่นลงมาในเวลานั้นพอดี
ของใช้ใกล้ชิดติดกายถูกผู้อื่นเห็นเข้า โลหิตก็พลันสูบฉีดขึ้นสู่ขมับ แก้มซีดเซียวของหลีตู้ซูจึงมีเลือดฝาดขึ้นมาบ้าง
นางรีบยกผ้าเช็ดหน้าขึ้นบังใบหน้าร้อนผ่าว แล้วค่อยๆ ย่อตัวลงเก็บถุงหอมลายซวงสี่ที่เย็บด้วยฝีเข็มละเอียดประณีตใบนั้นขึ้นมา
“ถุงหอมที่ปักได้งามถึงเพียงนี้ เกรงว่าจะทุ่มแรงไปไม่น้อย” เว่ยเสวี่ยหมิ่งเอ่ยเนิบๆ น้ำเสียงฟังคล้ายแฝงการตักเตือนอยู่ลึกๆ
“ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ก็ควรมอบให้คนที่สมควรได้รับ จึงจะคุ้มค่า”
หลีตู้ซูหน้าแดงซ่าน ได้แต่ดีใจที่บนถุงหอมมิได้ปักชื่อของจ้าวซีไว้ ไม่เช่นนั้นถุงหอมสีทองแดงสลับชาดนี้คงทำให้นางไร้หน้าจะพบผู้คนจริงๆ
“ได้รับคำชี้แนะแล้ว คุณชายรองพักผ่อนแต่หัวค่ำเถิด”
แม้ไม่ถึงกับลนลานจนเลือกทางไม่ถูก แต่ถึงหัวใจจะเต้นรัวดังตีกลอง ฝีก้าวยามหลีตู้ซูเดินออกไปก็ยังมั่นคง
นางก้าวไปอย่างอ่อนช้อย รองเท้าผ้าแตะพื้นแผ่วเบา แทบจะเขย่งปลายเท้าเดิน เพียงเพื่อไม่ให้คนในศาลาสังเกตเห็น
แต่ไม่ไกลนัก บทเพลงโศกคร่ำครวญแสนอาฆาตกลับดังขึ้น หญิงชุดขาวผู้นั้นไม่รู้ว่าลอยกลับมาริมแม่น้ำตั้งแต่เมื่อใด พอลมพัดมา เสียงก็ยิ่งแหลมเศร้าจนน่าขนลุก
ขนอ่อนด้านนอกท่อนแขนของหลีตู้ซูลุกชัน เหงื่อเย็นไต่ขึ้นเต็มแผ่นหลัง ขาทั้งสองชาไปชั่วขณะ จากนั้นจึงรีบหมุนตัวเปลี่ยนทิศทาง
ชายกระโปรงพลิ้วไหว พัดพาไอหอมจางๆ คล้ายกลิ่นดอกบัวแย้มบาน พุ่งตรงเข้าไปยังอ้อมอกของเว่ยเสวี่ยหมิ่ง
“ยืนให้ดี” มือของเขาเรียวยาวแข็งแรง ฝ่ามือที่ข้อกระดูกเด่นชัดประคองไหล่ของหลีตู้ซูไว้ แววตาของเว่ยเสวี่ยหมิ่งยิ่งลุ่มลึกขึ้น ลูกกระเดือกขยับน้อยๆ น้ำเสียงทุ้มต่ำ
“กลัวหรือ”
เสียงลมคร่ำครวญดังอื้ออึง พอลมเหนือพัดกระหน่ำเข้ามา เสียงร้องเพลงแหบพร่าระคนโหยหวนของคุณหนูใหญ่สกุลเว่ยก็ลอยมาอีก กลางดึก ริมน้ำเย็นเฉียบ คนสวมอาภรณ์ขาวปล่อยผมสยาย ย่อมง่ายนักที่จะทำให้ผู้พบเห็นขนลุกเกรียว
ฝ่ามือใหญ่คู่หนึ่งครอบอยู่ตรงหัวไหล่อย่างหลวมๆ หลีตู้ซูเม้มมุมปาก หัวใจที่เต้นกระหน่ำค่อยๆ สงบลงทีละน้อย
เมื่อได้กลิ่นโอสถนั้น ใจก็ค่อยๆ มั่นคงขึ้นมา คล้ายว่าในค่ำคืนมืดสนิทเช่นนี้ เมื่อมีใครคนหนึ่งอยู่ด้วย ทุกอย่างก็ไม่น่ากลัวถึงเพียงนั้นแล้ว
หลีตู้ซูสูดหายใจเข้าลึกๆ พยายามข่มใจ แล้วเงยหน้าขึ้น ร่างกายกลับขยับถอยหลังไปโดยไม่รู้ตัว จนชนเข้ากับแผ่นอกกว้างของบุรุษ
ไม่ได้แข็งอย่างที่คิด มีเพียงความแน่นกระชับ หลีตู้ซูกลืนน้ำลายลงคอ ความรู้สึกเช่นนี้นับว่าแปลกใหม่
เหมือนตกลงไปในกองฝ้ายที่แน่นกว่าเล็กน้อย
บนกายบุรุษไม่มีกลิ่นเหงื่อ มีเพียงกลิ่นเย็นจางๆ ผสานกับกลิ่นโอสถ จนผู้คนไม่รู้ตัวว่ากำลังกลั้นหายใจ
หลีตู้ซูก้าวเท้าซ้ายออกไปข้างหน้าหนึ่งก้าว ถอยห่างจากบุรุษผู้นั้นอย่างแนบเนียน
การเคลื่อนไหวของนางสงบนิ่งเป็นธรรมชาติ ส่วนบุรุษที่อยู่ด้านหลังกลับหลุบเปลือกตาลงเล็กน้อย ปิดบังเงามืดในดวงตาไว้
ในมุมที่หลีตู้ซูมองไม่เห็น นิ้วมือเรียวยาวทั้งห้าของเว่ยเสวี่ยหมิ่งค่อยๆ คลายออก
เส้นเอ็นบนหลังมือขาวซีดของเขาปรากฏเร้นราง จากนั้นนิ้วทั้งห้าก็กำแน่นเป็นหมัด ข้อนิ้วเด่นชัด เส้นเลือดเขียวจางๆ จมหายเข้าไปในปลายแขนเสื้อลายเมฆ
แสงจันทร์โปรยลงบนผิวน้ำ เกิดประกายระยิบระยับ มีเพียงเมฆครึ้มบนฟ้าที่เริ่มรวมตัวเป็นก้อน เกรงว่าฝนคงจะตกในไม่ช้า
หรือเพราะเห็นคนอยู่ทางศาลาตั้งแต่ไกล หญิงผู้นั้นจึงยังไม่มีทีท่าว่าจะเดินเข้ามา
รูปร่างนางผอมบางราวกับหนังหุ้มกระดูก มองเห็นใบหน้าไม่ชัด
หญิงชุดขาวเดินเลียบแม่น้ำไปร้องเพลงไป มือไม้ก็สะบัดเคลื่อนไหวสะเปะสะปะเป็นพักๆ บางครั้งยังชะงักแข็งค้าง ก่อนจะถอนหายใจยาวเหยียดออกมา
บทเพลงที่นางร้องนั้นทำให้หลีตู้ซูเหม่อลอยไปชั่วขณะ
นั่นคือเพลงกล่อมเด็กที่หมัวมามาเคยร้องให้นางฟังเมื่อยังเล็ก
พระจันทร์เสี้ยวถูกเมฆบดบัง ทุกสิ่งในสวนเหนือจึงเหมือนถูกคลุมด้วยผ้าโปร่งบางชั้น มัวเลือนมองเห็นไม่ชัด
แต่หลีตู้ซูกลับรู้สึกถึงเสียงหัวใจตนเองได้ชัดเจน ราวกับมีใครกำลังใช้ไม้ตีกลองเคาะกลองใบหนึ่งตรงหน้าอกนาง ตึง ตึง ตึง ตึง เป็นจังหวะสม่ำเสมอเหลือเกิน
“ไปกันเถิด”
บริเวณที่แนบอยู่กับสะบักของหลีตู้ซูพลันสั่นสะเทือนขึ้นมา
ครั้นรู้ตัวว่าอาภรณ์ชั้นนอกของตนแทบจะแนบติดกับเสื้อของบุรุษผู้นั้นอยู่แล้ว หลีตู้ซูก็พลันเกร็งขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว
ทั้งร่างของนางหดไหล่ลงเล็กน้อยอย่างอึดอัด พยายามถอยห่างจากกลิ่นเย็นหอมละมุนสายนั้น
หากหมิงเยว่อยู่ ณ ที่นี้ เกรงว่าคงตกใจจนคางแทบหล่น หลีตู้ซูทั้งร่างกำลังขดตัวอยู่ในวงแขนของบุรุษ ราวกับเป็นของสิ่งหนึ่งในครอบครองของเขา
แต่ตัวหลีตู้ซูเองกลับไม่รู้ตัวเลยสักนิด
“ข้าจะไปส่งเจ้ากลับ” เสียงของเว่ยเสวี่ยหมิ่งมั่นคง ปลายเสียงทอดต่ำ ไม่เปิดโอกาสให้ผู้ใดปฏิเสธ
น้ำเสียงของบุรุษแหบต่ำ ครั้นเอ่ยออกมา ทรวงอกก็สั่นสะเทือนไปด้วย ท่ามกลางราตรีมืดมิด ไม่มีผู้ใดเห็นว่าภายในดวงตาดำล้ำคู่นั้น กำลังก่อตัวเป็นพายุเช่นไร
เมื่อแน่ใจว่าหลีตู้ซูยืนได้มั่นคงแล้ว เว่ยเสวี่ยหมิ่งก็ถอยหลังออกไปเองหนึ่งก้าว คิ้วตาของเขาเรียบเฉย ดวงตาหงส์เรียวยาวเย็นชาคู่นั้นช่างเฉียบขาดนัก
ผู้ใดคิดจะสบตากับเขา ย่อมต้องมีความกล้าอย่างยิ่ง
หลีตู้ซูยังไม่ทันมองชัดถึงเงามืดในดวงตาของบุรุษ ก็เป็นฝ่ายเบนสายตาหนีไปก่อน เช่นเดียวกับตอนในงานเลี้ยงวันนั้น
แสงจันทร์เย็นใสยิ่งทำให้แก้มและลำคอที่เดิมก็แทบไม่มีสีเลือดของหลีตู้ซูดูเปราะบางขึ้นอีกหลายส่วน เว่ยเสวี่ยหมิ่งกวาดตามองผ่านอย่างช้าๆ แล้วสรุปได้ไม่ยากเลยอย่างหนึ่ง
ด้วยร่างกายเล็กบอบบางเช่นนี้ หากขึ้นสนามรบ เกรงว่าคนอื่นคงบิดคอนางได้อย่างง่ายดาย
หรืออาจถึงขั้นจับอาวุธให้มั่นยังทำไม่ได้ด้วยซ้ำ
แต่สิ่งที่ต่างจากพวกคุณชายเจ้าสำราญไร้ประโยชน์อย่างจิงจงและพรรคพวกก็คือ ในดวงตาคู่นั้นของหลีตู้ซู ยังมีแสงริบหรี่ส่องประกายอยู่ลึกๆ ราวกับในใจยังมีสิ่งที่ปรารถนา
ตราบใดที่คนเรายังมีสิ่งที่ใฝ่หา อย่างน้อยก็ย่อมมั่นคงกว่าผู้ที่เลื่อนลอยไร้ทิศทางอยู่บ้าง ทั้งยังมีความทรหดมากกว่า เอื้อต่อการรวมใจทหารในกองทัพ
ส่วนในสายตาของหลีตู้ซู บุรุษผู้นั้นกลับยืนสง่าแน่วดุจต้นสน เงียบขรึมไม่ค่อยเอ่ยคำ
หว่างคิ้วของเขาคล้ายขมวดอยู่ตลอดเวลา ลำคอไม่เคยก้มต่ำ ทั้งคนดูราวกับหิมะกองหนึ่งบนยอดเขาสูง ที่ไม่มีวันละลาย
เย็นชา ห่างเหิน ทว่าไม่เสียมารยาท
คงเป็นตัวเลือกที่บรรดาผู้อาวุโสในเมืองหลวงล้วนชื่นชอบ และหวังจะได้มาเป็นบุตรเขยของตนกระมัง
ในเมื่อเว่ยเสวี่ยหมิ่งเอ่ยขึ้นแล้ว หลีตู้ซูก็ไม่เกรงใจอีก เอ่ยขอบคุณเขาคำหนึ่ง จากนั้นคนทั้งสองจึงเดินไปทางสวนตะวันตกทีละหน้าเหลื่อมกันอยู่ราวครึ่งก้าว
ที่นั่นเป็นสถานที่รกร้าง เพียงแต่ยังดีกว่าสวนเหนืออยู่บ้าง เป็นที่ซึ่งหลีตู้ซูอาศัยมาตั้งแต่เล็ก หลังฐานะที่แท้จริงของนางถูกเปิดโปง
เกรงว่าเว่ยเสวี่ยหมิ่งจะไม่ชินทาง พอเดินมาถึงระเบียงยาวด้านนอก ห่างจากฝั่งน้ำออกมาพอสมควรแล้ว หลีตู้ซูก็ค้อมกายเล็กน้อย
“รบกวนคุณชายรองมาส่งถึงนี่แล้ว เพียงเท่านี้ก็พอ คุณชายรองยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ ควรรีบกลับไปพักผ่อนจึงจะถูก”
หลีตู้ซูพูดเสียงแผ่วเบา อ่อนโยนละมุนละไม ดวงตาคิ้วค้อมต่ำเป็นภาพของความนุ่มนวลอย่างแท้จริง
แต่คิ้วของเว่ยเสวี่ยหมิ่งกลับขมวดแน่นกว่าเดิม “ผู้ใดบอกเจ้าว่าร่างกายข้ายังไม่หายดี”
น้ำเสียงของเขากดต่ำลง ฟังออกไม่ยากถึงอำนาจของผู้เหนือกว่า เงาร่างสูงใหญ่ประหนึ่งขุนเขา โถมทับเข้ามาทางหลีตู้ซูดุจคลื่นถาโถม
ข่าวนี้หลีตู้ซูได้มาจากเจ้าสำนักหอเหวินอิน ผู้คุ้นเคยกับนาง ย่อมแทบไม่มีทางผิดพลาด
เมื่อหลายปีก่อน หลีตู้ซูเคยช่วยชีวิตบุตรชายคนเดียวของเจ้าสำนักหอเหวินอินไว้โดยบังเอิญ
เจ้าสำนักหอเหวินอินซาบซึ้งใจเป็นอย่างยิ่ง ถึงกับให้อีกฝ่ายนับถือหลีตู้ซูเป็นพี่สาวบุญธรรม ด้วยเหตุนี้ข่าวสารความเคลื่อนไหวต่างๆ จึงถูกส่งมาถึงมือนางอยู่เสมอโดยไม่ต้องให้นางเอ่ยขอ
ยกตัวอย่างเช่นครั้งนี้ กองทัพสกุลเว่ยกลับมาพร้อมชัยชนะยิ่งใหญ่ วีรบุรุษและเทพสงครามที่ราษฎรรับรู้ กลับเป็นอ๋องอันอวี้ฉือหงผู้ร่วมทัพไปด้วย
มิใช่เว่ยเสวี่ยหมิ่ง แม่ทัพใหญ่ผู้มีฝีมือแท้จริง
นับตั้งแต่ข่าวลือว่าเว่ยเสวี่ยหมิ่งอาการหนักแพร่ออกมา ข่าวซุบซิบในหมู่ชาวบ้านก็ผุดขึ้นไม่หยุด
โดยมากล้วนกล่าวกันว่า สุขภาพของเว่ยเสวี่ยหมิ่งทรุดโทรมมานานแล้ว ไม่อาจรองรับการเดินทางไกลได้ ศึกใหญ่ที่เลื่องชื่อเหล่านั้น ความจริงแล้วล้วนเป็นอ๋องอันอวี้ฉือหงเป็นผู้บัญชาการ
พูดให้สั้นก็คือ หลายปีมานี้ชาวบ้านต่างเทิดทูนคนผิด
มวลชนที่ยังไม่รู้แจ้งชอบสร้างวีรบุรุษขึ้นมาเอง เพื่อตอบสนองภาพฝันภายในใจเมื่อต้องเผชิญโลกที่ไม่สงบ
ทว่ายามสงครามชนะ บ้านเมืองสงบลงแล้ว ชาวบ้านกลับเริ่มชอบนินทา พวกเขายิ่งคาดหวังจะได้เห็นผู้ยิ่งใหญ่ตกจากแท่นด้วยตาตนเอง
ดังนั้นข่าวลือที่ว่าเทพสงครามผู้นี้แซ่อวี้ฉือมิใช่แซ่เว่ย จึงแพร่สะพัดไปทั่วตรอกซอกซอยอย่างรวดเร็ว
ความเร็วในการกระจายข่าวนั้นน่าตกใจเสียจริง
หลีตู้ซูรู้ถึงเหตุผลเบื้องหลังอยู่บ้าง ความจริงแล้วเป็นคนของหอเหวินอินที่คอยผลักดันอยู่ลับๆ
เจ้าสำนักจางรับเงินจากคนของอ๋องอันมาแล้ว ก็ต้องทำงานให้
เพราะเช่นนั้น วันนี้เมื่อเว่ยเสวี่ยหมิ่งกลับจากวังเข้าจวน จึงราบรื่นผิดคาด บนถนนชาวบ้านล้วนมีแววตาหม่นมัว ไม่มีผู้ใดเข้ามากล่าวขอบคุณอย่างกระตือรือร้นเลยแม้แต่คนเดียว
สายตาเย็นชาของชาวบ้านที่มองส่งเขาอยู่ห่างๆ ช่างตัดกับภาพเมื่อไม่กี่วันก่อน ที่กองทัพสกุลเว่ยเข้าเมืองแล้วทั้งเมืองแทบว่างเปล่าเพราะผู้คนออกมาต้อนรับอย่างแน่นขนัด
“ใบหน้าของคุณชายรองดูซีดอยู่บ้าง ข้าเพียงคาดเดาส่งเดชเท่านั้น” หลีตู้ซูสีหน้าไม่เปลี่ยน แสร้งยืนกรานไม่ยอมรับ ราวกับแน่ใจว่าเว่ยเสวี่ยหมิ่งก็ทำอะไรนางไม่ได้
“แต่อาจเป็นเพราะข้าคิดไม่รอบคอบก็ได้ คุณชายรองอาจอยู่ชายแดนมานาน ไม่ชอบใส่ใจดูแลเครื่องแต่งกายก็เป็นได้”
หลีตู้ซูตอบอย่างสุขุม เว่ยเสวี่ยหมิ่งกวาดสายตาลงมาตามคิ้วตาอันอ่อนโยนของนาง ก่อนจะหยุดที่มุมปากซึ่งเม้มไว้เบาๆ
กล่าวเช่นนี้ เท่ากับว่านาง...ก็ยังเป็นห่วงเขาอยู่บ้างกระมัง
“เจ้ายังอายุน้อย” แววมืดสายหนึ่งผุดขึ้นในดวงตาของเว่ยเสวี่ยหมิ่ง ก่อนที่แพขนตายาวจะกะพริบแล้วเลือนหายไปไร้ร่องรอย
“แต่สายตาช่างเฉียบคมนัก”
━━━━━━━━━
ผู้เขียนมีคำกล่าว ;
ม่านพลิ้วรับลมประจิม คนกลับซูบผอมยิ่งกว่าดอกเบญจมาศเหลือง
จากบทกวี “เมามัวในร่มเงาดอกไม้ บทเมฆหนาทึบหมอกบางก่อทุกข์ยาวนานยามกลางวัน” ของหลี่ชิงจ้าว
ความคิดเห็น
ยังไม่มีความคิดเห็น