เนื้อหาสำหรับผู้อายุ 18 ปีขึ้นไป

นิยายเรื่องนี้มีเนื้อหาที่ไม่เหมาะสมสำหรับเยาวชน กรุณายืนยันว่าคุณมีอายุ 18 ปีขึ้นไป

บทที่ 8

ร่วมทาง

หลีตู้ซูฟังไม่ออกว่าคำพูดนี้กำลังชมเชยหรือเหยียดหยันกันแน่ จึงมิได้ตอบกลับส่งเดช เพียงเม้มยิ้มบางๆ แล้วรอฟังต่ออย่างเงียบงัน

สายน้ำลำธารเล็กไหลรินแผ่วเบา สตรีชุดขาวผู้นั้นไม่รู้หายลับไปทางใดแล้ว หลีตู้ซูเหลือบตามองไปทางนั้นเล็กน้อย สิ่งที่เห็นมีเพียงแสงจันทร์เย็นกระจ่างเต็มพื้น

สายลมพัดผ่านปลายกิ่งไม้เขียวชอุ่ม เกิดเสียงครืนครั่นแผ่วเบาในราตรีมืดเงียบ เงาไม้บนพื้นทอดสลับไขว้กันแน่นขนัด มองดูสนิทแนบชิดกันอย่างยิ่ง

หลีตู้ซูพลันเกร็งหัวไหล่ตรงขึ้น แล้วถอยขาซ้ายไปด้านหลังหนึ่งก้าว

ดูเหมือนว่า...ระยะห่างระหว่างนางกับเว่ยเสวี่ยหมิ่งจะใกล้กันเกินไปหน่อยแล้ว

ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง หลีตู้ซูจึงหลุบตาลงอีกครั้ง “คุณชายรองวางใจได้ เรื่องที่เห็นในวันนี้ ข้าจะไม่แพร่งพรายออกไปแม้แต่คำเดียว”

ดวงตาเว่ยเสวี่ยหมิ่งลึกล้ำ สายตาหยุดอยู่บนใบหน้านางชั่วขณะ ก่อนจะเลื่อนออกไปอย่างแนบเนียนไร้ร่องรอย

ดังนั้น...นางเห็นชิวเฟินที่อยู่ข้างกายคุณหนูรองสกุลเว่ย แล้วเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างเขากับคุณหนูรองสกุลเว่ยผิดไปหรือ

“ข้ากับคุณหนูรองสกุลเว่ยมิได้สนิทกัน หลังจากนี้ก็จะไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกันอีก”

คุณหนูรองสกุลเว่ยยังมิได้ออกเรือน นางเป็นบุตรสาวบุญธรรมของสกุลเว่ย นับได้ว่าเป็นบทเรียนล่วงหน้าของหลีตู้ซู

เมื่อหลายปีก่อน หลังฮูหยินเฒ่าเว่ยให้กำเนิดนายท่านรองเว่ย ร่างกายก็ทรุดหนัก ล้มป่วยยืดเยื้อไม่หาย แม่ทัพเฒ่าเว่ยร้อนใจดั่งไฟเผา จึงส่งคนออกไปตามหาแพทย์เทวดาจากทุกหนแห่ง

บังเอิญเหลือเกิน มีอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญฮวงจุ้ยท่านหนึ่งผ่านมาถึงหน้าจวนแม่ทัพ ยังไม่ทันก้าวเข้าประตู ก็ชี้ชัดว่าฮูหยินเฒ่าเว่ยมีอาการตกเลือด

แน่นอนว่าแม่ทัพเฒ่าเว่ยย่อมไม่ป่าวประกาศอาการป่วยของภรรยาออกไป ภายนอกจึงเพียงบอกว่าฮูหยินเฒ่าเว่ยถูกโรคร้ายรุมเร้า

ด้วยเหตุนี้พ่อบ้านเฒ่าจึงประหลาดใจนัก และแนะนำคนผู้นี้ให้แม่ทัพเฒ่าเว่ยรู้จัก

หลังได้รับคำทำนายจากอาจารย์ผู้นั้น อาการของฮูหยินเฒ่าเว่ยเกิดจากภายในจวนแม่ทัพมีหยางหนักเกินไป จำต้องรับเลี้ยงเด็กคนหนึ่งที่เกิดในยามอิน เดือนอิน จึงจะช่วยได้

ส่วนสถานที่เกิดของทารกคนนั้น ต้องอยู่ไกลจากเมืองหลวงออกไปเล็กน้อย ใกล้กับดินแดนตะวันตก นั่นคือเมืองอวิ๋นโจว

แม่ทัพเฒ่าเว่ยเดินทางไปอวิ๋นโจวด้วยตนเองครั้งหนึ่ง ได้ยินมาว่าไปรับคุณหนูรองสกุลเว่ยมาจากสถานเลี้ยงทารก และถูกชะตาตั้งแต่แรกเห็น

ในความทรงจำของหลีตู้ซู คุณหนูรองสกุลเว่ยผู้นี้แทบไม่ค่อยออกจากเรือน แม้แต่นางที่เติบโตมาในจวนแม่ทัพ ก็ยังพบเจออีกฝ่ายเพียงไม่กี่ครั้ง

จำได้เพียงว่า คุณหนูรองสกุลเว่ยมีกลิ่นแป้งหอมฉุนติดกายอยู่หนักมาก และเมื่อใดที่ฮูหยินรองเว่ยเอ่ยถึงอีกฝ่าย ก็มักด่าว่าไม่หยุด “ทำให้วงศ์ตระกูลเว่ยของพวกเราเสื่อมเสีย!”

ลมเย็นพัดผ่าน หลีตู้ซูพยักหน้า “คุณชายรองเป็นคนคำไหนคำนั้น ข้าย่อมเชื่อถือ”

แววตาเว่ยเสวี่ยหมิ่งมืดลึก คล้ายสายลมฤดูใบไม้ผลิที่พันพัวอยู่บนยอดไม้ พัวพันอยู่กับใบหน้าเล็กของหลีตู้ซูไม่ยอมไปไหน

แท้จริงแล้ว นางเข้าใจทุกอย่างอยู่แก่ใจ ดวงตาก็แจ่มกระจ่าง แล้วเหตุใดจึงกลับมองคนไม่ออก

กลับไปหลงชอบคนอย่างจ้าวซีที่เชื่อถือไม่ได้เช่นนั้น แต่งออกไปคราเดียว...ก็สามปีเต็ม

“ลมแรง อากาศเย็น ไม่ควรเสียเวลาอยู่ที่นี่ ไปกันเถิด”

ก้าวเท้าของเว่ยเสวี่ยหมิ่งมั่นคงนัก อาจเพราะอยู่ในกองทัพมานาน ครั้นเหยียบขั้นสะพานเล็กนั้น ปลายส้นเท้าครึ่งหนึ่งยังลอยพ้นอยู่กลางอากาศ

หลีตู้ซูที่ตามอยู่ด้านหลังลอบสะดุ้งในใจ

สะพานนี้ชำรุดทรุดโทรมมานาน ขั้นบันไดผ่านแดดผ่านฝนจนสึกหายไปกว่าครึ่ง มองดูชันนัก และเมื่อเดินจริงก็ให้ความรู้สึกราวกับจะเหยียบพลาดได้ทุกเมื่อ

หลีตู้ซูยกชายกระโปรงขึ้น ก้มตัวลงเล็กน้อย เพ่งมองแต่ละก้าวอย่างระมัดระวัง ใช้ปลายเท้าแตะพื้น พอแน่ใจว่ายืนมั่นแล้วจึงกล้าก้าวต่อไป

จังหวะการเดินของทั้งสองไม่เหมือนกัน หลีตู้ซูค่อยๆ ระวังเดินไปหนึ่งก้าว เว่ยเสวี่ยหมิ่งกลับก้าวเบาหวิวไปได้สามสี่ก้าวแล้ว

เพราะฉะนั้น ชายหนุ่มจึงได้ยินเสียงฝีเท้าขึ้นบันไดจากด้านหลังห่างออกไปเรื่อยๆ

เมื่อขึ้นไปถึงกลางสะพาน เขาหยุดยืนอยู่บนยอดแล้วหันกลับมา เห็นเพียงมวยผมเล็กบนศีรษะของหญิงสาวเอียงเบี้ยว ดูท่าคงรวบอย่างลวกๆ ปักปิ่นเงินเรียบง่ายเอียงเฉียงอยู่หนึ่งอัน กลับยิ่งเพิ่มความน่ามองขึ้นอีกหลายส่วน

จันทร์สุกสว่างแขวนอยู่กลางนภาราตรี มีเมฆไม่กี่ก้อนลอยเอื่อยผ่านไป ปุยดอกหลิวริมสะพานไม่มีผู้ใดกวาดเก็บ กระจัดกระจายอยู่ทั่ว

แสงจันทร์ขาวราวหิมะ ขับให้ใบหน้าหญิงสาวกลมกระจ่างดังจานเงิน ริมฝีปากเม้มบางนั่นแดงระเรื่อเป็นพิเศษ

ราตรีในสวนเหนือแห่งนี้เดิมคล้ายภาพวาดที่หยุดนิ่ง แต่เพราะมีหญิงสาวผู้นี้ก้าวเข้ามา จึงพลันมีชีวิตชีวาขึ้น

เว่ยเสวี่ยหมิ่งเอามือไพล่หลังยืนอยู่บนยอดสะพาน เปลือกตาหลุบลงเล็กน้อย สายตาอ่อนโยน

เขาเคยเห็นราตรีในสวนเหนือมานับครั้งไม่ถ้วน แต่ไม่เคยมีคืนใดที่สายลมจะอ้อยอิ่งเพียงนี้ แสงจันทร์จะอ่อนโยนถึงเพียงนี้

ต้นหลิวเขียวครึ้มเป็นร่มเงา กิ่งหลิวไหวเอนตามแรงลม ทิ้งแสงเงาพร่างพราวบนพื้น ผิวน้ำในลำธารระยับแสง กลีบบัวสีชมพูอ่อนแย้มครึ่งหุบครึ่งบาน

ลึกเข้าไปท่ามกลางดงไผ่และหมู่ไม้หนาแน่นมีเสียงแมลงร้องระงม บางคราวก็มีไอเย็นแผ่วเบา แต่หาใช่เพราะลมไม่

ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อใดกัน ราตรีของสวนเหนือแห่งนี้ถึงได้งดงามจับใจเพียงนี้

“มันชันเกินไป” ฝ่ามือใหญ่ข้างหนึ่งยื่นมาตรงหน้าหลีตู้ซู ลายมือชัดเจน นิ้วยาวเรียว

“จับมือข้าไว้”

ท่ามกลางลมราตรีอ่อนโยน น้ำเสียงของชายหนุ่มทุ้มต่ำและแผ่วเบา คล้ายมีแรงดึงดูดบางอย่างแทบจะแนบข้างหูหลีตู้ซูแล้วลอดเข้าไปถึงในใจ

เมื่อครู่เพิ่งมีฝนตก บันไดบนสะพานยังลื่นอยู่ หลีตู้ซูเดินขึ้นมาจากด้านล่างตลอดทาง ก็รู้สึกเหนื่อยล้าอยู่บ้างจริงๆ

ทว่าเมื่อเห็นฝ่ามือของชายตรงหน้าที่มีรอยด้านหนา และใหญ่เกือบเท่ามือของนางหนึ่งมือครึ่ง หลีตู้ซูก็เม้มริมฝีปากแน่น

นางจ้องพื้นสะพาน แล้วลองยกเท้าขวาก้าวขึ้นไปบนยอดสะพานอย่างระมัดระวัง พอยืนได้มั่นคงเล็กน้อย ก็เอ่ยปฏิเสธอย่างอ่อนโยน

“ขอบคุณคุณชายรอง แต่ไม่เหมาะสม”

ใครจะรู้ว่าเหตุใดเว่ยเสวี่ยหมิ่งจึงทำเช่นนี้ หัวไหล่ของหลีตู้ซูหดเกร็งขึ้นอย่างไม่รู้ตัว

นางเป็นทั้งหญิงที่ออกเรือนแล้วของสกุลเว่ย ทั้งยังนับได้ว่าเป็นบุตรสาวบุญธรรมครึ่งหนึ่ง ภายในสกุลเว่ย คุณหนูรองสกุลเว่ยก็เป็นบุตรสาวบุญธรรมคนหนึ่ง เพราะประพฤติตัวไม่เหมาะสม จึงก่อให้เกิดคำครหาจากภายนอก

มีบทเรียนอยู่ตรงหน้านี้แล้ว ไม่ว่าอย่างไรหลีตู้ซูก็ต้องระวังตัวอยู่ทุกขณะ

ถึงแม้บัดนี้หลีตู้ซูจะลงนามหนังสือหย่ากับจ้าวซีแล้วก็ตาม แต่ท้ายที่สุดเรื่องนี้ก็ยังมิได้ประกาศให้ผู้คนรับรู้

หลีตู้ซูถอยหลังไปครึ่งก้าวอย่างแนบเนียน แล้วยกดวงตาใสกระจ่างขึ้น มองไปยังชายหนุ่มที่ยืนอยู่ริมสะพาน

ดวงตาคู่นั้นของหญิงสาวดำขาวแจ่มชัด มองดูราวกับยังไม่พ้นวัยเยาว์ ทว่าภายในกลับมีความเข้าใจต่อเรื่องราวของโลกมนุษย์ รวมทั้งความห่างเหินจางๆ...

กับผู้อื่นนางยิ้มได้อย่างเปิดเผย แต่เว่ยเสวี่ยหมิ่งกลับหลุบเปลือกตาขาวนวลลงเล็กน้อย ดวงตาหงส์ยาวเรียวของเขาซ่อนอารมณ์ที่ยากจะหยั่งเดา

ฝ่ามือใหญ่ของเว่ยเสวี่ยหมิ่งลดลงตามธรรมชาติ ทิ้งลงข้างลำตัว ราวกิ่งหลิวที่ถูกลมพัดยกขึ้นแล้วปล่อยให้ตกลงมาอีกครั้ง

“เป็นข้าที่คิดไม่รอบคอบเอง”

หลีตู้ซูชะงัก รูม่านตาหดเล็กลง นางคิดว่าเมื่อตนหักหน้าเขาเช่นนี้ อย่างน้อยเว่ยเสวี่ยหมิ่งก็คงต้องขุ่นเคือง ถึงขั้นสะบัดแขนเสื้อจากไปก็นับว่ายังเบา

คาดไม่ถึงว่า ชายหนุ่มเพียงกล่าวคำนี้จบ ก็เดินนำต่อไปด้านหน้า น้ำเสียงทุ้มต่ำเล็กน้อย

“สวนเหนือเปล่าเปลี่ยว เส้นทางกลับซับซ้อนนัก เจ้าตามให้ทัน อย่าเดินผิดทาง”

แสงจันทร์สาดลงบนเส้นผมดำขลับของชายหนุ่ม หลีตู้ซูเดินตามอยู่ด้านหลัง จึงมีเวลามากพอจะมองเว่ยเสวี่ยหมิ่งให้ชัดขึ้น

ร่างของเขาสูงโปร่ง แขนทั้งสองซ่อนอยู่ในแขนเสื้อกว้าง ฝ่ามือที่ห้อยอยู่ข้างต้นขาทั้งหนาและทรงพลัง ข้อนิ้วเด่นชัดทุกข้อ เส้นเอ็นสีน้ำเงินบนหลังมือขาวประสานพันกัน ก่อนจะหายเข้าไปในปลายแขนเสื้อลายเมฆ

เพียงเดินตามอยู่เงียบๆ เช่นนี้ จู่ๆ หลีตู้ซูก็เกิดความคิดขึ้นมา รูปร่างของเว่ยเสวี่ยหมิ่งกลับคล้ายจ้าวซีอยู่หลายส่วน

หากจะกล่าวให้แม่นยำ คงคล้ายคนสวมหน้ากากเงินที่วัดอู่ฝูในปีนั้นอยู่หลายส่วนต่างหาก

เมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าด้านหลังห่างออกไปเรื่อยๆ เว่ยเสวี่ยหมิ่งก็หยุดลง แล้วหันมองด้านข้าง

“เร็วเกินไป ตามไม่ทันหรือ”

แสงจันทร์ขาวราวหิมะ คิ้วตาของชายหนุ่มคมเข้ม ดวงตาที่หรี่ลงครึ่งหนึ่งซ่อนความอ่อนโยนอยู่ลึกๆ ทำให้เขาดูสงบเยือกเย็นอยู่เสมอ

หลีตู้ซูไม่คิดว่าชายหนุ่มจะหยุด จึงยังก้าวต่อไปข้างหน้าตามเดิม

ยังดีที่มีบทเรียนก่อนหน้า ระยะห่างระหว่างหลีตู้ซูกับเว่ยเสวี่ยหมิ่งไม่ได้ใกล้มาก นางเผลอก้าวพรวดไปหนึ่งก้าว ทั้งสองก็ยังไม่ชนกัน

“ไม่เป็นไร” หลีตู้ซูส่ายหน้าเล็กน้อย สายตาตกอยู่บนกิ่งหลิวสีเขียวข้างกายเว่ยเสวี่ยหมิ่ง มิได้สบตาเขา

“คุณชายรองเดินเช่นนี้ ข้าตามทัน”

เว่ยเสวี่ยหมิ่งไม่ได้เร่งให้นางเดินเร็วขึ้นอีก แต่หลีตู้ซูกลับค้นพบอย่างประหลาดใจ

ระยะห่างของทั้งสองค่อยๆ หดสั้นลงโดยไม่รู้ตัว

นางมิได้เร่งฝีเท้า ถ้าเช่นนั้นก็มีเพียงอย่างเดียว คือชายหนุ่มชะลอฝีเท้าลง

มือที่ห้อยอยู่ข้างลำตัวค่อยๆ คลายลง หัวไหล่ที่เกร็งอยู่ของหลีตู้ซูก็ผ่อนคลายลงตามไปด้วยโดยไม่รู้ตัว

“เรื่องของคุณหนูใหญ่สกุลเว่ย เจ้ารู้หมดแล้วหรือ”

เว่ยเสวี่ยหมิ่งเอ่ยขึ้นกะทันหัน น้ำเสียงทุ้มต่ำ ปลายเสียงกดลงเล็กน้อย ฟังดูเปี่ยมด้วยอำนาจ

หลีตู้ซูเงยหน้าขึ้นอย่างไม่รู้ตัวแล้วผายอกตรง ก้าวเท้าอย่างระมัดระวัง คางก็หดกลับมานิดหนึ่ง

อยู่ดีๆ เว่ยเสวี่ยหมิ่งจะถามนางเรื่องนี้ไปเพื่ออะไร

หรือว่าเขาอยากดูว่านางมีความคิดอยากใช้ฐานะบุตรสาวบุญธรรม ทำให้ชื่อเสียงทั้งสกุลเว่ยมัวหมองเช่นเดียวกับคุณหนูรองสกุลเว่ยหรือไม่

ลมพัดผ่านข้างหู หลีตู้ซูได้ยินเสียงของตนเองพร่าเลือน “ไม่ค่อยรู้ชัดนัก คุณชายรองเอ่ยถึงเรื่องนี้...มีอะไรจะชี้แนะหรือ”

เมื่อตอบไม่ได้ ก็ถามเจตนาเดิมของคุณชายรองไปตรงๆ เสียเลย

เมื่อเห็นหญิงสาวหลุบตาลง แพขนตายาวสั่นไหว มือเรียวทั้งคู่กำชายเสื้อแน่น ท่าทางดูประหม่าอยู่ไม่น้อย เว่ยเสวี่ยหมิ่งก็เป็นครั้งแรกที่ได้ลิ้มรสความรู้สึกงุนงง

หรือเขาจะเป็นคนที่น่ากลัวถึงเพียงนั้นจริงๆ

ถึงขั้นที่หลีตู้ซูไม่แม้แต่จะยอมมองเขาสักครั้ง

“ไม่กล้ารับ” น้ำเสียงของชายหนุ่มยังคงหนักแน่นมั่นคงดังเช่นเคย จับอารมณ์ใดไม่ได้

“ก่อนหน้านี้นางเคยมีลูกคนหนึ่ง ต่อมาเด็กคนนั้นจมน้ำตายในสวนเหนือ นางจึงเสียสติไป”

เสียงฝีเท้าของทั้งสองเบายิ่งนัก จนแม้แต่เสียงลมยังฟังดูหนักแน่นกว่า

เห็นได้ชัดว่านี่เป็นข่าวลือที่สกุลเว่ยไม่ต้องการให้คนนอกเอ่ยถึง

หลีตู้ซูหลุบขนตาลง เงาทอดบนขอบตาล่างเป็นแถบ “ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้ ขอบคุณคุณชายรองที่บอกกล่าว”

ระเบียงยาวดูราวกับไม่มีที่สิ้นสุด ทว่าขณะนี้หลีตู้ซูกลับรู้สึกยินดีอยู่บ้างที่มีคนร่วมทางอยู่ข้างกาย

นางมิใช่คนขี้ขลาด แต่กลับกลัวความมืดยิ่งนัก ยามค่ำคืน หากหมิงเยว่มิได้เฝ้าอยู่นอกห้อง ก็ต้องจุดตะเกียงน้ำมันไว้ดวงหนึ่ง ไม่เช่นนั้นจะต้องฝันร้ายแน่นอน

หลายปีที่แต่งเข้าไปอยู่จวนหย่งอันโหว หมิงเยว่ไม่เคยห่างกายนางแม้แต่คราเดียว หลีตู้ซูยังนึกว่าอาการกลัวความมืดของตนดีขึ้นแล้ว

แต่คาดไม่ถึงว่า ตอนนี้เมื่อทุกสิ่งเงียบงันหมดสิ้น กิ่งหลิวทอดเงายาวสั้นไม่เท่ากันอยู่ริมแม่น้ำ แสงจันทร์นวลละมุน มีเพียงเสียงนกเดี่ยวร้องแหลมสูงบนท้องฟ้าเป็นระยะ

เสียงนกร้องนั้นโศกเย็นนัก ฟังแล้วอดให้ขนลุกไม่ได้

เมื่อนึกเชื่อมโยงไปถึงทารกที่จมน้ำตายในสระบัวตามที่เว่ยเสวี่ยหมิ่งเพิ่งเล่า ขนแขนด้านนอกของหลีตู้ซูก็ลุกชันขึ้นโดยไม่อาจห้าม

ครั้นเดินมาถึงบริเวณระเบียงที่สว่างขึ้นเล็กน้อย หน้าผากหลีตู้ซูมีเหงื่อบางๆ เคลือบอยู่แล้ว ฝ่ามือเย็นชื้น กรามสั่นไม่หยุด

นางเหลือบมองไปทางเว่ยเสวี่ยหมิ่งครั้งแล้วครั้งเล่า ราวกับกำลังใช้วิธีนี้บังคับให้ตนเองผ่อนคลาย

“คุณหนูใหญ่ เคยได้ยินคำเล่าลืออย่างหนึ่งหรือไม่” เว่ยเสวี่ยหมิ่งเอ่ยขึ้นช้าๆ น้ำเสียงเขานิ่งสงบโดยกำเนิด จึงทำให้หลีตู้ซูรู้สึกคลายใจอยู่หลายส่วน

“แม่ทัพใหญ่กองทัพเว่ยมีรูปโฉมอัปลักษณ์ การกระทำดุดันโหดเหี้ยม ถึงขั้นข่มเด็กเล็กให้หยุดร้องไห้กลางดึกได้”

หลีตู้ซูเม้มริมฝีปากไว้ไม่อยู่ มุมปากจึงยกขึ้นอย่างเงียบงันแล้วหลุดหัวเราะเบาๆ

นี่มันคำเล่าลืออะไรกัน

ผู้คนทั่วหล้าต่างรู้ดีว่าแม่ทัพใหญ่กองทัพเว่ย เว่ยเสวี่ยหมิ่ง ทั้งบุ๋นบู๊ล้วนเป็นเลิศ รูปโฉมสง่างามดุจหยกยืนต้น ชัดๆ ว่าเป็นบุรุษในฝันของหญิงสาวที่ยังมิได้ออกเรือน แล้วจะกลายเป็นปีศาจร้ายจนเด็กยังไม่กล้าร้องไห้ได้อย่างไร

ลมราตรีพัดแผ่ว เว่ยเสวี่ยหมิ่งกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “เพราะฉะนั้น เดินทางกลางคืนกับแม่ทัพใหญ่กองทัพเว่ย ก็ไม่จำเป็นต้องกลัว”

หลีตู้ซูนิ่งอึ้งไป

นางคาดไม่ถึงจริงๆ ว่าเขาอ้อมค้อมปูเรื่องมาตั้งไกล ที่แท้ก็เพื่อเรื่องนี้...

เพื่อปลอบนางว่าเดินทางกลางคืนไม่ต้องกลัว

ชั่วขณะที่ไม่ทันระวัง กิ่งหลิวก็ปัดผ่านข้างแก้มหลีตู้ซู คันยุบยิบจนลามซ่านไปถึงก้นบึ้งหัวใจ

“คุณชายรองพูดถูกแล้ว”

เพียงแต่คุณชายรองเว่ยรูปงามเอาการอยู่มาก มิถึงขั้นใช้หยุดเสียงร้องของเด็กยามค่ำคืนได้หรอก

หลีตู้ซูก้มหน้าลงเพื่อซ่อนมุมปากที่ยังยกขึ้น จากนั้นก็สังเกตเห็นอย่างไวว่า บนผิวน้ำข้างทางมีสิ่งใสแวววาวเล็กละเอียดราวเข็มกำลังตกลงมา

ละอองฝนเย็นเยียบตกแผ่วลงบนเส้นผม หลีตู้ซูเงยหน้าขึ้น บนฟ้าถูกเงาบางอย่างปกคลุมไปแล้ว

เป็นร่มยอดเงินคันนั้นเอง

━━━━━━━━━

ผู้เขียนมีคำกล่าว ;

ลึกในดงไผ่ทึบใต้ร่มไม้ที่มีเสียงแมลงร้อง บางคราวมีไอเย็นแผ่วมา หากหาใช่สายลมไม่

จาก “ไล่รับลมเย็นในคืนฤดูร้อน” ของหยางว่านหลี่

10,917 ตัวอักษร

ความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น

แชร์: