บทที่ 16

ความภักดีของเจ้า

เหวินหรูจั๋วตวาดอย่างเดือดดาลว่า “ข้าจะไปมีความเกี่ยวข้องอันใดกับเจ้าได้อย่างไร?”

หลิ่วหานอวี้กุมอกตนเอง สีหน้าราวหัวใจแตกสลายจนแทบทนไม่ไหว “ใต้เท้าเหวิน ยามรักใคร่ลึกซึ้งท่านยังเรียกข้าว่าน้องหนานหนาน บัดนี้ข้าประสบเคราะห์แล้ว ท่านกลับคิดแต่จะรีบตัดความสัมพันธ์เสียเป็นอย่างแรก!”

หลิ่วหานอวี้คุกเข่าอยู่ตรงนั้น ถูกทหารด้านหลังฉุดรั้งไว้ แต่กลับดิ้นรนจะพุ่งชนไปทางเหวินหรูจั๋ว โชคดีที่ทหารถ่วงตัวนางไว้ได้ จึงไม่สำเร็จ

เหวินหรูจั๋วโกรธจนใบหน้าแดงก่ำ แอบชำเลืองมองเยี่ยนหลิง ทว่าเห็นเยี่ยนหลิงกำลังจ้องมองตนเขม็ง จึงร้อนใจขึ้นมาทันใด ไม่คิดปิดบังตนเองอีก สบตานางตรงๆ แล้วรีบร้องแก้ต่างกับเยี่ยนหลิงว่า “องค์หญิงทรงโปรดพิจารณา ใจของกระหม่อมนั้นฟ้าดินเป็นพยานได้...”

เป็นพยานอะไร เขาไม่ได้พูดต่อ เพียงกัดริมฝีปากแน่น ใบหน้าแดงจัด

ในงานเลี้ยงวังหลวง ขุนนางทั้งหลายที่เพิ่งผ่านความเป็นความตายมากระซิบกระซาบกันไม่หยุด ราวกับรอดพ้นมหันตภัยมาได้ก็ยังไม่วายชอบซุบซิบนินทา

เรื่องที่เกิดขึ้นในงานเลี้ยงคืนนี้มีมากเสียเหลือเกิน ตั้งแต่เยี่ยนเฟยอวี่รับสืบตำแหน่งได้ไม่นานก็ถูกส่งไปชายแดนใต้ ไปจนถึงการตายของเยี่ยนหวนที่ลากเอานางกำนัลต้องสงสัยคนหนึ่งออกมา อีกทั้งยังมีการลอบสังหารของมือสังหารฝ่ายอ๋องหยง

แต่นางกำนัลผู้ต้องสงสัยคนนั้นในยามนี้กลับยังไม่ยอมสงบ ยังป้ายสีใต้เท้าเหวินไม่หยุด ได้ยินแต่นางพูดว่า “ใต้เท้าเหวิน เป็นท่านชัดๆ ที่สั่งให้ข้าฆ่าเยี่ยนหวน ท่านยังจะโยนไปเรื่องตัวประกันจากเป่ยจิ้งอะไรอีก ท่านก็แค่คิดหาทางเอาตัวรอดให้ตนเองเท่านั้น!”

“เหลวไหล! เหลวไหลสิ้นดี!” เหวินหรูจั๋วโกรธจนแทบหาคำพูดไม่ออก “จะใส่ร้ายคน เหตุผลใดเล่าจะหาไม่ได้?”

แต่ใครจะคิดว่าเยี่ยนหลิงกลับเอ่ยขึ้นมากะทันหัน น้ำเสียงมั่นคงสงบ หากแฝงคำซักถามเบาบาง ราวกับมองทะลุทุกสิ่งด้วยความจนใจอยู่บ้าง “เมื่อเป็นใต้เท้าเหวินสั่งให้เจ้าฆ่าเยี่ยนหวน เหตุใดเจ้าจึงกลับทรยศใต้เท้าเหวินของเจ้าเสียเองเล่า? หรือว่าคนที่เจ้าต้องการปกป้อง แท้จริงแล้วมิใช่ใต้เท้าเหวิน หากแต่เป็นอีกคนหนึ่ง?”

สิ้นเสียง ทั้งงานก็เงียบกริบ ก่อนจะตามมาด้วยเสียงกระซิบกระซาบที่รุนแรงยิ่งกว่าเดิม ต่างคาดเดากันว่าคนผู้อยู่เบื้องหลังที่แท้จริงซึ่งถูกปกป้องไว้นั้นเป็นผู้ใด...

หลิ่วหานอวี้ราวกับถูกแทงถูกจุดอ่อน นางสมองมิได้มีมากนักแต่ยังดื้อรั้นจะเถียงคอเป็นเอ็น “ไม่ใช่ ไม่ใช่นะ! เป็นเหวินหรูจั๋ว ใต้เท้าเหวินนั่นแหละที่สั่ง!”

“เจ้ากล้ายังพูดจาเหลวไหลอีก!” เยี่ยนหลิงตวาดลั่น ฉับพลันดึงกระบี่ยาวเล่มหนึ่งจากเอวองครักษ์ด้านหลัง ชี้ตรงไปที่หลิ่วหานอวี้

“ข้าจะบอกความจริงแก่เจ้า ข้าไม่สนว่าใครเป็นคนฆ่าเยี่ยนหวน ต่อให้เป็นนายที่อยู่เบื้องหลังเจ้าก็ตาม สิ่งที่ข้าสนใจคือการหลอกลวงและการใช้กันเป็นเครื่องมือ คือความสงบมั่นคงของวังหลวง!”

กระบี่ของเยี่ยนหลิงชี้ตรงไปยังหลิ่วหานอวี้ “เจ้าคิดว่าข้าสนใจเยี่ยนหวนมากหรือ? เจ้าคิดผิด ในเมื่อเจ้าไม่ยอมพูดความจริง เช่นนั้นก็ไม่ต้องพูดอีกแล้ว!”

นางสูดลมหายใจลึก แล้วเอ่ยเสียงเรียบว่า “เจ้าจงปลิดชีพตนเองเสีย...ข้าจะถือเสียว่า ต่อหน้าขุนนางทั้งราชสำนักนี้ ข้าไว้ชีวิตคนผู้อยู่เบื้องหลังที่เจ้าคิดจะปกป้องก็แล้วกัน!”

หลิ่วหานอวี้เงยหน้าขึ้นอย่างฉับพลัน นางรู้หรือ? นางรู้ทุกอย่างแล้วหรือ?

ฟันของนางกระทบกันอย่างห้ามไม่อยู่ ด้วยความหวาดกลัวต่อความตาย และด้วยแรงกดดันที่แผ่ออกมาจากองค์หญิงใหญ่

นางหลับตาลง สุดท้ายก็ได้ตัดสินใจ หน้าอกพุ่งตรงเข้าหาปลายกระบี่ของเยี่ยนหลิง

โลหิตสาดกระเซ็น...

จากนั้น นางก็เบิกตากว้าง ล้มลงกับพื้นช้าๆ จมอยู่ในกองเลือด สายตาเต็มไปด้วยความไม่ยินยอม มองไปทางเยี่ยนหลิง ทว่ายังคล้ายกำลังมองทะลุผ่านเยี่ยนหลิงไปยังใครบางคน

เยี่ยนหลิงสีหน้าเย็นชา ท่าทางเฉยเมย “ข้าเกลียดการหลอกลวงและการปิดบัง ในเมื่อไม่ยอมพูดความจริง ก็เก็บไว้ไปพูดกับผู้พิพากษาแห่งยมโลกเถิด ต่อให้เดิมทีเจ้าจะมีความคับแค้นอยู่มากเพียงใดก็ตาม”

พลันนั้นนางก็หมุนตัว มองตามทิศทางสายตาของหลิ่วหานอวี้ไปยังเซียวจิ้น ซึ่งยืนอยู่ด้านหลังเงียบงันราวไร้ตัวตนมาตลอด “เจ้าว่าใช่หรือไม่? ตัวประกันจากเป่ยจิ้ง”

เซียวจิ้นถูกเอ่ยถึงอย่างกะทันหัน แต่กลับฝืนดึงยิ้มออกมาได้ “องค์หญิงใหญ่ตรัสว่าอย่างไร ก็ย่อมเป็นเช่นนั้นพ่ะย่ะค่ะ”

เขายิ้มอย่างอ่อนโยนละมุนละไม แผลที่ต้นแขนขวาแม้หมอหลวงจะพันไว้แล้ว แต่เลือดยังซึมออกมาไม่หยุด ย้อมแขนเสื้อจนแดงฉาน

ใบหน้าซีดขาวประกอบกับรอยยิ้มอ่อนโยนเชื่อฟัง ทำให้เขาดูคล้ายสัตว์ตัวเล็กไร้พิษภัย พลิกท้องให้ผู้อื่นลูบไล้เล่นหรือจัดการอย่างไรก็ได้

ผ่านเรื่องราวเช่นนี้ เยี่ยนหลิงยิ่งอารมณ์ไม่ดี จึงเพียงแค่นเสียงเย็นคราหนึ่ง แล้วหันไปสั่งชิวชุ่ยว่า “ไปหาเยี่ยนหวน จะเป็นหรือตาย ข้าต้องเห็นตัวหรือเห็นศพ”

“เพคะ!” ชิวชุ่ยได้รับงานลำบากให้ไปหาเยี่ยนหวน จึงทำหน้าทุกข์ใจ รับคำด้วยการพยักหน้า

เยี่ยนหลิงไม่คิดสนใจเรื่องราวทั้งหลายในที่นั้นอีก หมุนตัวเดินออกไปนอกตำหนักไท่จี๋ แม้แต่จะทูลลาหวังไทเฮาและฮ่องเต้น้อยเยี่ยนรุ่ยสักคำก็ยังไม่มี ท่วงท่าราวเป็นเรื่องธรรมดา หากกลับเอาแต่ใจยิ่งนัก

พอหมุนตัวแล้วเห็นเซียวจิ้นยังมิได้ตามมา นางก็ขมวดคิ้วน้อยๆ เหลือบตามองไปทางเขา กวาดตาดูสีหน้าบนใบหน้าเขา ครั้นเห็นว่าเขามิได้ขัดขืน จึงเพียงเอ่ยเรียบๆ ว่า “ตามมา!”

เซียวจิ้นก้มหน้าประสานมือรับคำ “พ่ะย่ะค่ะ” จากนั้นจึงก้าวตามฝีเท้าเยี่ยนหลิงไป

ในชั่วขณะนั้น เซียวจิ้นถึงกับคิดว่าตนถูกเปิดโปงเสียแล้ว แต่กลับนึกไม่ถึงว่านางยังคงเรียกเขาไปด้วย หรือจะพูดให้ถูกก็คือ ทั้งที่นางรู้อยู่เต็มอกว่าการหายตัวไปหรือแม้แต่ความตายของเยี่ยนหวนนั้น ย่อมเกี่ยวพันกับเขาอย่างมิอาจหลีกหนีได้ แต่นางกลับยังทำทุกอย่างไปตามครรลอง อนุญาตให้เขาอยู่ข้างกายดังเช่นเคย

ราวกับทั้งให้พระเดชทั้งให้พระคุณ

เพราะเหตุใด?

บางทีเยี่ยนหลิงอาจไม่ได้โกหก นางมิได้ใส่ใจความเป็นความตายของเยี่ยนหวนจริงๆ สิ่งที่นางใส่ใจมาตลอด มีเพียงความปลอดภัยของวังหลวง และบางทีอาจรวมถึงว่าเขาจะทรยศหรือไม่ด้วย

ร่องรอยทั้งหลายยิ่งทำให้เซียวจิ้นคิดเท่าไรก็ไม่อาจเข้าใจ

เพียงแต่ น่าเสียดายหลิ่วหานอวี้นัก เขาหลับตาลงแน่น ราวกับเป็นการไว้อาลัยเงียบๆ อย่างหนึ่ง

บัดนี้ ในมือเขาคงไม่มีผู้ใดให้ใช้งานได้อีกแล้ว

รถม้าของเยี่ยนหลิงแล่นไปตามถนนหลวงในวังท่ามกลางราตรี ไม่นานก็พานางออกจากประตูตงหัว รถม้าค่อยๆ กลืนหายเข้าไปในม่านรัตติกาล เลือนสาบสูญในความมืด

เหวินหรูจั๋วยืนนิ่งงันอยู่หน้าประตูวัง มองรถม้าคันนั้นเคลื่อนห่างออกไปหลังกำแพงวัง

เที่ยวนี้องค์หญิงใหญ่คงเสด็จออกจากวังกลับไปยังจวนองค์หญิงแล้ว

แต่เพราะเหตุใด เซียวจิ้น ตัวประกันผู้นั้นจึงติดตามไปด้วย?

นึกถึงเมื่อครู่ที่เยี่ยนหลิงสั่งให้เซียวจิ้นตามไปจวนองค์หญิงใหญ่ แต่พอเขาเอ่ยปากขอไปส่ง กลับถูกนางปฏิเสธ เหวินหรูจั๋วก็หลับตาลง ซ่อนความผิดหวังและความกระวนกระวายไว้ในดวงตา

องค์หญิงจะต้องไม่เชื่อคำป้ายสีไร้สาระของนางกำนัลนามหลิ่วหานอวี้ผู้นั้นแน่ ต้องไม่เชื่อแน่

ขณะกำลังคิดฟุ้งซ่านและสับสนอยู่นั้น จู่ๆ ไหล่ก็คล้ายถูกใครสักคนแตะเบาๆ แรงนั้นเบาเสียจนแม้จะผ่านเกราะมาก็แทบไม่รู้สึก

เหวินหรูจั๋วหมุนตัวกลับ ก็เห็นชิวชุ่ยยืนอยู่ด้วยสีหน้ากลัดกลุ้ม

ครั้นเห็นเหวินหรูจั๋วหันมา ชิวชุ่ยก็รีบกล่าวว่า “ใต้เท้าเหวิน ขอร้องท่านสักเรื่องได้หรือไม่เจ้าคะ?”

เป็นสาวใช้ข้างกายองค์หญิงนามชิวชุ่ย เหวินหรูจั๋วจำได้ จึงผ่อนสีหน้าลงทันที ท่าทีอ่อนโยนขึ้นหลายส่วน “เจ้าว่ามาเถิด”

ชิวชุ่ยมีท่าทีหวาดๆ แต่ก็ยังรวบรวมความกล้า “องค์หญิงใหญ่รับสั่งให้ข้าไปหาเยี่ยนหวน บัดนี้ดูท่ากลัวว่าเยี่ยนหวนคงรอดยากแล้ว แต่เรื่องตามหาศพนั้น ให้ข้าเป็นสตรีคนเดียวทำ ข้ากลัวเหลือเกิน...”

พูดมาถึงตรงนี้ โดยไม่ต้องให้ชิวชุ่ยเอ่ยต่อ เหวินหรูจั๋วก็เข้าใจแล้ว “ข้าจะช่วยเจ้าเอง! ประจวบเหมาะว่าข้าก็ต้องหาเขาให้พบเพื่อชำระล้างมลทินของตนด้วย”

ทั้งสองจึงตกลงกันได้โดยง่าย

ชิวชุ่ยรู้สึกโล่งอกขึ้นมาทันที รีบกล่าวขอบคุณเหวินหรูจั๋วซ้ำแล้วซ้ำเล่า “ขอบพระคุณใต้เท้าเหวินที่ช่วยเจ้าค่ะ”

ราวกับยกภูเขาออกจากอก นางอดไม่ได้ที่จะพรั่งพรูความอัดอั้นออกมารวดเดียว “องค์หญิงเสด็จกลับจวนองค์หญิงใหญ่แล้ว ข้าเองก็ต้องตามไปปรนนิบัติ เช่นนี้เรื่องตามหาเยี่ยนหวน ข้าย่อมไม่มีเวลาไปจัดการเลย ตอนนี้มีใต้เท้าช่วยนับว่าดียิ่งนัก ในที่สุดข้าก็วางใจไปติดตามองค์หญิงที่จวนได้เสียที!”

เห็นชิวชุ่ยทำท่าราวปลดภาระหนักลงได้ เหวินหรูจั๋วก็อดยิ้มไม่ได้ คิดว่า ภารกิจนี้คงทำให้นางที่เป็นสตรีลำบากใจไม่น้อยจริงๆ

พอได้ยินชิวชุ่ยเอ่ยถึงจวนองค์หญิงใหญ่ เหวินหรูจั๋วก็ราวกับเส้นลมปราณทั่วร่างถูกเปิดออกในชั่วพริบตา “เช่นนั้น...ข้าสามารถไปหาเจ้าที่จวนองค์หญิงใหญ่ได้หรือไม่?”

ชิวชุ่ยชะงักงันไปทันที

พอเห็นชิวชุ่ยนิ่งค้าง เหวินหรูจั๋วก็ได้สติในทันใด ใบหน้าแดงขึ้นหลายส่วน ท่าทางกระดากเขินเล็กน้อย “แน่นอนว่า...ไปหาเจ้าเพื่อรายงานเรื่องเยี่ยนหวน”

เมื่อได้ยินเช่นนั้น ชิวชุ่ยก็เข้าใจ พยักหน้ารับว่า “สมควรอยู่แล้วเจ้าค่ะ”

ชิวชุ่ยอำลาเหวินหรูจั๋ว “เช่นนั้นก็ต้องขอบพระคุณใต้เท้าเหวินมาก ข้าจะตามองค์หญิงออกจากวังก่อนแล้ว”

กล่าวจบ ชิวชุ่ยก็เดินลึกเข้าไปในราตรี ตั้งใจจะเดินเท้าไปยังจวนองค์หญิงใหญ่

“แม่นางชิวชุ่ย!” ทว่าเหวินหรูจั๋วกลับร้องเรียกนางไว้ เขากล่าวว่า “ดึกมากแล้ว เจ้าซึ่งเป็นสตรีออกเดินทางยามวิกาลลำพังอันตรายนัก นั่งรถม้าไปเถิด ข้าจะให้คนของข้าไปส่งเจ้า”

กล่าวจบ เขาก็เดินไปจูงรถม้าด้วยตนเอง

ทิ้งให้ชิวชุ่ยหน้าแดงขึ้นมาทันที ยืนนิ่งมองแผ่นหลังของเหวินหรูจั๋วที่เดินจากไปอย่างเหม่อลอย

ครั้นเหวินหรูจั๋วจูงรถม้ามาให้นางแล้ว นางก็ดูประหม่า ไม่กล่าวสิ่งใดอีก หันกายขึ้นไปบนรถม้า

ไม่นาน ม้าก็ลากตัวรถเคลื่อนหายไปในราตรี

...

ส่วนในรถม้าอีกคันหนึ่งเมื่อครึ่งชั่วยามก่อน

เซียวจิ้นกับเยี่ยนหลิงนั่งประจันหน้ากัน

เซียวจิ้นไม่เอ่ยคำใด เยี่ยนหลิงกลับอดหาเรื่องเหน็บเขาไม่ได้

นางเหลือบมองแขนที่เปื้อนเลือดของเซียวจิ้นเบาๆ เอนกายพิงโต๊ะเตี้ยในรถม้า ราวกับถามส่งๆ ว่า “มือข้างนี้ของเจ้ายังจับพู่กันได้หรือไม่?”

ร่างของเซียวจิ้นแข็งค้างเล็กน้อย แต่ยังคงไม่เอ่ยวาจา

เยี่ยนหลิงเลิกคิ้วขึ้นนิดๆ ดูเหมือนไม่ได้ใส่ใจนัก “ดูท่าว่ามือขวาของเจ้านี่จะไม่อยากได้จริงๆ แล้วกระมัง”

คล้ายข่มขู่ คล้ายหยอกเย้า

หลังจากถูกพูดเช่นนี้ เซียวจิ้นจึงยอมเปิดปากในที่สุด “เห็นทีภายหน้าคงต้องรบกวนองค์หญิงใหญ่เลี้ยงดูเสียแล้ว”

“หึ” เยี่ยนหลิงมิได้ใส่ใจ “พูดง่ายนัก”

เซียวจิ้นเหมือนชั่งใจอยู่ชั่วครู่ คล้ายลังเลเพียงแวบหนึ่ง ทว่าสุดท้ายก็ถามข้อกังขาที่ค้างคาในใจมาหลายวันออกมา “ทั้งที่องค์หญิงทรงระแวงและป้องกันข้าอยู่ตลอด เหตุใดยังต้องพาข้าไว้ข้างกาย ถึงขั้น...ตั้งพระทัยจะฝึกให้ข้ายอมสยบ?”

เยี่ยนหลิงราวกับในที่สุดก็เริ่มให้ความสำคัญ นางยันกายอ่อนระโหยไร้กระดูกขึ้นเล็กน้อย ความเหน็ดเหนื่อยจากการตรากตรำติดต่อกันหลายวันทำให้นางดูอ่อนล้าเป็นพิเศษ “เจ้าเป็นตัวประกันจากเป่ยจิ้ง”

นางดูราวกับไม่อยากพูดมาก จึงกล่าวเพียงประโยคนี้

เซียวจิ้นยิ่งไม่เข้าใจ “เพียงเพราะเหตุนี้เท่านั้นหรือ?”

สายตาร้อนแรงของเขาจับจ้องเยี่ยนหลิงแน่วนิ่ง ราวจะมองให้ทะลุความคิดในใจนาง

เริ่มตั้งแต่เมื่อใดกัน?

องค์หญิงใหญ่ถึงได้หันมาสนใจเขาอย่างกะทันหัน

เยี่ยนหลิงขมวดคิ้ว แต่ไม่คิดจะตอบเลยแม้แต่น้อย “เจ้าจะถามมากไปไย?”

เซียวจิ้นหัวเราะเบาๆ คราหนึ่ง ทำให้เยี่ยนหลิงเงยตามองเขา

กลับเห็นเซียวจิ้นยิ้มสว่างสดใส ดวงตาหงส์ดอกท้อคู่นั้นซ่อนเสน่ห์นับหมื่นพันแม้แต่เจ้าตัวเองก็ไม่รู้ ทั้งที่เป็นบุรุษแท้ๆ กลับชวนให้ผู้คนลุ่มหลงได้ทั้งใต้หล้า

อีกแล้ว

เยี่ยนหลิงเม้มปาก ก่อนจะเบือนสายตาหนีอย่างอดไม่ได้ เจ้าคนผู้นี้รู้หรือไม่ว่าตนเองยั่วยวนเพียงใด

แต่แล้วก็ได้ยินเซียวจิ้นกล่าวว่า “องค์หญิงใหญ่ แท้จริงแล้วพระองค์ต้องการสิ่งใดจากข้ากันแน่? มิสู้ตรัสออกมาตรงๆ บางทีข้าอาจมอบให้พระองค์ได้โดยตรง”

เยี่ยนหลิงชะงักไป ความตรงไปตรงมาของเขากลับทำให้นางงันไปเสียเอง

เขาเป็นอะไรไปแล้ว?

เยี่ยนหลิงพลันยิ้มออกมาด้วยเช่นกัน เพียงแต่รอยยิ้มนั้นมิได้ไปถึงดวงตา “เซียวจิ้น สิ่งใดที่ข้าต้องการ เจ้าก็จะให้หมดทุกอย่างหรือ?”

ได้ยินเพียงเซียวจิ้นตอบว่า “องค์หญิงใหญ่ พระองค์ก็ทรงทราบดีว่าข้าไม่มีสิ่งใดจะมอบให้พระองค์ได้...ยิ่งไปกว่านั้น พระองค์ยังทรงเคลือบแคลงในตัวข้าอยู่จนบัดนี้ ยังมิได้ไว้วางใจข้าโดยสิ้นเชิง แล้วเหตุใด...จึงยังต้องการความภักดีจากข้า?”

ความภักดีหรือ?

เยี่ยนหลิงอดขมวดคิ้วไม่ได้ นางจะต้องการความภักดีจากเขาได้อย่างไร?

สิ่งที่นางต้องการ ควรเป็นชีวิตเขาต่างหาก

แต่แล้วนางก็ชะงักงัน ดังที่เซียวจิ้นกล่าว นางมิได้เชื่อใจเขาเลยแม้แต่น้อย และต่อหน้านาง เซียวจิ้นเองก็มิได้ไร้ช่องโหว่เสียทีเดียว ตรงกันข้าม เขาเต็มไปด้วยพิรุธ อย่างเช่นเรื่องของหลิ่วหานอวี้ในครั้งนี้

ทว่านางกลับยังไม่ได้เอาชีวิตเขาโดยตรง หากเลือกฆ่าหลิ่วหานอวี้แทน

ตลอดมา นางคิดว่าเพราะแรงกดดันจากเป่ยจิ้งจึงแตะต้องชีวิตเขาไม่ได้

แต่แท้จริงแล้ว...นางต้องการความภักดีจากเขาหรือ?

เยี่ยนหลิงนิ่งงันไปเสียแล้ว

10,517 ตัวอักษร

ความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น

แชร์: