บทที่ 17

อับอายจนพานโกรธ

เยี่ยนหลิงไม่คิดจะสนใจเซียวจิ้นอีก ทิ้งเขาไว้เบื้องหลังแล้วก้าวตรงไปยังตำหนักบรรทมในจวนองค์หญิงใหญ่ด้วยตนเอง

เซียวจิ้นก้าวยาวตามนางไปจากด้านหลัง มุมปากยกขึ้นเป็นรอยยิ้มบางเบา

กระทั่งเขาถูกเยี่ยนหลิงปิดประตูขวางไว้นอกตำหนักบรรทม ประตูบานใหญ่ภายในปิดสนิท เซียวจิ้นจึงเพิ่งนึกได้ขึ้นมา

องค์หญิงนี่...คงอับอายจนพานโกรธเสียแล้ว

ชิวชุ่ยกลับมาถึงจวนก็เห็นเขายืนอยู่คนเดียวหน้าตำหนักบรรทม จึงเดินเข้าไปทัก นับว่าได้ช่วยคลี่คลายความกระอักกระอ่วนนี้ลงบ้าง

“องค์ชายประกัน เหตุใดท่านจึงมายืนอยู่...ตรงนี้เพียงลำพังเจ้าคะ” ชิวชุ่ยงุนงงอยู่บ้าง พลางชี้ไปทางตำหนักบรรทมของเยี่ยนหลิง “ท่านทะเลาะกับองค์หญิงใหญ่หรือเจ้าคะ”

เซียวจิ้นที่ยืนกอดอกอยู่ตลอด พอเห็นชิวชุ่ยมาถึงก็เหมือนเห็นแสงแห่งความหวัง ในที่สุด “แม่สาวน้อย...”

เขากล่าวว่า “องค์หญิงของพวกเจ้ามิได้จัดที่พักให้ข้า เจ้าช่วยจัดให้สักแห่งได้หรือไม่”

ใครจะรู้ว่าชิวชุ่ยกลับส่ายหน้า โบกมือรัวแทบจะปฏิเสธอย่างแข็งขันอยู่แล้ว “องค์หญิงยังมิได้มีรับสั่ง ข้าไม่กล้าหรอกเจ้าค่ะ ข้าเป็นเพียงสาวใช้คนหนึ่ง จะขัดคำองค์หญิงได้อย่างไร”

เซียวจิ้นพลันพูดไม่ออกอยู่บ้าง เยี่ยนหลิงตัดสินใจเด็ดขาดถึงเพียงนั้น เหตุใดสาวใช้ของนางจึงไม่เอาการเอางานเช่นนี้ “ข้ามิได้ให้เจ้าขัดคำ เพียงแต่ข้าช่วยคุ้มกันเสด็จจนบาดแผลเก่ากำเริบ จะให้ยืนรับลมหนาวอยู่ตรงนี้ตลอดก็คงมิได้กระมัง”

ไม่รู้ว่าคำใดไปกระตุกเส้นอารมณ์ของคนในตำหนักเข้า ประตูบานใหญ่พลันเปิดผางออก

ทั้งสองหันกลับไปพร้อมกัน เห็นเพียงเยี่ยนหลิงทำหน้าเรียบตึง ไม่สนใจเซียวจิ้น แม้แต่มองสักปราดก็ยังเหมือนมากเกินไป นางเพียงสั่งชิวชุ่ยว่า “ชิวชุ่ย เรียกหมอประจำจวนมาต้มยาให้เขากินสักหน่อย จะได้ไม่ต้องอ้างว่าบาดแผลเก่ากำเริบ!”

กล่าวจบ นางก็ยังไม่ชายตามองเซียวจิ้นแม้แต่น้อย แล้วหันกลับเข้าไปในตำหนักตามลำพัง

เซียวจิ้นแตะปลายจมูกตนเองเบาๆ ข้างนอกหนาวเกินไป เขาไม่มีเหตุผลต้องทำให้ตนเองลำบาก จึงตามนางเข้าไปในตำหนักด้วย

ไม่นาน หมอประจำจวนก็มาถึง

หลังตรวจอาการอยู่ครู่หนึ่ง ก็ออกไปจ่ายยา

ด้วยเหตุนี้ ภายในตำหนักบรรทมจึงเหลือเพียงเยี่ยนหลิงกับเซียวจิ้นสองคน

เยี่ยนหลิงพลันรู้สึกปวดเศียรขึ้นมาเล็กน้อย ก่อนหน้านี้อยู่ในวังก็ยังพอไหว นางให้เซียวจิ้นพักอยู่ที่ตำหนักข้างมาตลอด แต่ตอนนี้พอกลับถึงจวนองค์หญิงใหญ่แล้ว

นางก็มิใช่คนฟุ้งเฟ้อฟุ่มเฟือย ตำหนักบรรทมมีเพียงห้องเดียว มองปราดเดียวก็เห็นทั่วถึง

แล้วเขาจะอยู่ที่ใด

หลังจากทั้งสองจ้องหน้ากันอยู่พักหนึ่ง กลับเป็นเซียวจิ้นที่เอ่ยขึ้นก่อน “ขอบพระทัยองค์หญิงที่ประทานยาให้ ไม่ทราบว่าจะรบกวนองค์หญิงเมตตาจัดห้องสักห้องให้ข้าพักได้หรือไม่ แม้แต่ห้องฟืนก็ยังได้”

แต่ไม่รู้ว่าคำใดไปล่วงเกินเยี่ยนหลิงอีก

เพียงเห็นนางหน้าตึงลงทันใด ตอบกลับอย่างเฉียบขาด “ไม่ได้!”

นางจงใจตีหน้าขรึม แสดงท่าทีแข็งกร้าวออกมา “เจ้าคือบ่าวของข้า ก็ควรอยู่ใต้สายตาข้า ในวังยังอยู่ได้ ที่นี่เหตุใดจะอยู่ไม่ได้”

เอาเถิด นิสัยอยากครอบครองอันประหลาดขององค์หญิงใหญ่นี่เอง

เซียวจิ้นอดยิ้มไม่ได้ รอยยิ้มบนใบหน้าจริงใจขึ้นหลายส่วน “เช่นนั้นบ่าวก็จะฟังองค์หญิง ขอเพียงองค์หญิงมิได้รังเกียจที่บ่าวเป็นบุรุษ จนอาจกระทบชื่อเสียงในห้องหอขององค์หญิง”

สีหน้าของเยี่ยนหลิงพลันกระอักกระอ่วนขึ้นมาครู่หนึ่ง แต่ยังพยายามหาคำมาแก้เกี้ยวให้ตนเอง “เจ้าวางใจได้ วิชายุทธ์ของข้าดีพออยู่แล้ว หากเจ้ากล้าคิดไม่ซื่อ ข้าย่อมรู้ตัวได้ในทันที”

สีหน้านางค่อยๆ จางลงเล็กน้อย “องค์ชายประกันจากเป่ยจิ้ง เจ้าจงจำไว้” นัยน์ตาของนางลุ่มลึก “ต่อให้ข้าเยี่ยนหลิงหลับอยู่ ก็ยังรู้ความเคลื่อนไหวทุกย่างก้าวของเจ้าได้เช่นกัน”

...

เพิ่งพ้นยามเที่ยงไปไม่นาน ประตูใหญ่ของจวนองค์หญิงใหญ่ก็ถูกเคาะขึ้น

คนเฝ้าประตูเห็นแล้วถึงกับตกตะลึง ผู้มาเยือนกลับเป็นเหวินหรูจั๋ว ท่านเหวิน

ท่านเหวินมีชาติกำเนิดจากตระกูลขุนนางชั้นสูง บัดนี้ยังไต่เต้าด้วยความสามารถของตนจนได้รับตำแหน่งหลางจงลิ่ง ผู้ใดในเมืองหลวงจะไม่รู้จัก

“วันนี้ท่านไม่เข้าเวรหรือขอรับ” คนเฝ้าประตูอดสงสัยอยู่บ้างไม่ได้

“ข้า...มาหาชิวชุ่ย” คำว่า “ข้า” กลิ้งวนอยู่บนปลายลิ้นอยู่ครู่หนึ่ง ท้ายที่สุดก็ยังเอ่ยออกมา ทำให้คนฟังสัมผัสได้ถึงความลังเลบางอย่างที่ยากจะอธิบาย

“ท่านเหวินรู้จักกับชิวชุ่ยมาก่อนหรือขอรับ” ลุงเฝ้าประตูยิ่งงงกว่าเดิม เกาศีรษะพลางว่า “ท่านรอสักครู่ ข้าจะไปเรียกชิวชุ่ยมาให้”

“ไม่ต้อง ข้าเข้าไปหาเอง”

ยังไม่ทันที่ลุงเฝ้าประตูจะห้าม เหวินหรูจั๋วก็ย่างก้าวเข้าไปในประตูใหญ่แล้ว อ้อมฉากกั้นลายมังกรหงส์ตรงทางเข้า มุ่งตรงเข้าไปด้านในทันที

คนฝึกวรยุทธ์ย่อมฝีเท้าไว พริบตาเดียวก็หายลับไปแล้ว

คำของลุงเฝ้าประตูยังค้างอยู่ในปาก “เช่นนี้ไม่สมควรนะขอรับท่าน...”

แต่เงาของเหวินหรูจั๋วกลับหายไปเสียแล้ว

ไม่นาน เหวินหรูจั๋วก็พบชิวชุ่ยที่เรือนปีกตะวันออก

ชิวชุ่ยกำลังถือเข็มด้าย นั่งปะชุนเสื้อผ้าอยู่ข้างนอก รับแดดเจิดจ้าหาได้ยากในฤดูหนาว

พอชิวชุ่ยเห็นเหวินหรูจั๋ว ก็โบกมือให้พร้อมเดินรับ “ท่านมาแล้วหรือเจ้าคะ มีข่าวแล้วใช่ไหม”

เหวินหรูจั๋วพยักหน้า “แม่นางชิวชุ่ย พบเยี่ยนหวนแล้ว”

เขาชะงักไปครู่หนึ่งก่อนเอ่ยต่อ “แต่คนตายไปแล้ว พบศพอยู่ในสระบัวของวังเย็น”

ชิวชุ่ยสะท้านไปทั้งตัว เห็นได้ชัดว่าตกใจไม่น้อย “ตายจริงๆ เสียด้วย”

เมื่อเหวินหรูจั๋วเห็นชิวชุ่ยตกใจ ในใจก็เกิดความอ่อนโยนขึ้นหลายส่วน ครั้นนึกถึงว่าเวลานี้เยี่ยนหลิงอยู่ในจวนเดียวกับเขา ใจยิ่งเหมือนถูกไฟลนเป็นกอง “มิสู้ข้าช่วยเจ้าไปกราบทูลองค์หญิงแทนดีหรือไม่”

ชิวชุ่ยรีบตอบตกลงไม่หยุด “ย่อมดีเหลือเกินเจ้าค่ะ เรื่องนี้เดิมก็เป็นท่านเหวินช่วยอยู่แล้ว ความชอบก็เป็นของท่านเหวิน”

เหวินหรูจั๋วโบกมือ แต่เพราะความตรงไปตรงมาและจริงใจของชิวชุ่ย กลับทำให้ในใจเขาเกิดความรู้สึกผิดขึ้นมาอย่างไร้เหตุผล

เขาไม่กล้ามองแววตาจริงใจของนางอีก จึงหลบสายตาไปเสีย

“ข้าจะพาท่านไปพบองค์หญิงใหญ่” ชิวชุ่ยวางงานในมือลง แล้วดึงเหวินหรูจั๋วพาไป

ชิวชุ่ยพาเหวินหรูจั๋วไปจนถึงด้านนอกโถงใหญ่ของจวนองค์หญิงใหญ่

มองจากไกลๆ ก็เห็นมีคนผู้หนึ่งยืนอยู่ด้านนอกโถง คนนั้นกอดอกพิงอยู่ใต้ระเบียง คล้ายกำลังงีบพักอยู่ มองจากด้านหลังเห็นชัดว่าเป็นบุรุษ

ครั้นเดินเข้าไปใกล้ เหวินหรูจั๋วจึงพบว่าบุรุษผู้นั้นกลับเป็นเซียวจิ้น

“เขามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร” เหวินหรูจั๋วชี้ไปทางเซียวจิ้น ความตกตะลึงปนโทสะอยู่ในน้ำเสียง

แต่ชิวชุ่ยกลับดูเหมือนเคยชินแล้ว “องค์หญิงใหญ่ให้อยู่ตรงนี้นี่เจ้าค่ะ จะเห็นเป็นเรื่องใหญ่อะไรเล่า เขายังอยู่ตำหนักเดียวกับองค์หญิงใหญ่อีกด้วย ท่านเหวินอย่าเพิ่งกังวลเรื่องนี้เลยนะเจ้าคะ”

กล่าวจบ นางก็ว่า “ข้าไปกราบทูลก่อน”

พอชิวชุ่ยจากไป เหวินหรูจั๋วก็ไม่คิดเก็บงำอีก สีหน้าเย็นชาถามเซียวจิ้นว่า “เจ้าคิดจะทำอันใดกันแน่”

เซียวจิ้นยืนตัวตรงขึ้นอย่างไม่ใส่ใจ “เกี่ยวอันใดกับเจ้า” เขายกมุมปากขึ้นอย่างร้ายกาจ คล้ายเย้ยหยัน คล้ายเสียดสี

จากนั้นเซียวจิ้นก็เดินลงจากระเบียง ไปยืนเฝ้าอยู่ที่อื่นตามลำพัง

ทิ้งให้เหวินหรูจั๋วยืนอยู่กับที่ กัดฟันแน่นด้วยความแค้น ถลึงตามองแผ่นหลังของเซียวจิ้นด้วยสายตาชิงชัง

ภายในโถง เยี่ยนหลิงได้ฟังรายงานจากชิวชุ่ยแล้ว จึงเรียกเหวินหรูจั๋วเข้าพบในทันที

เหวินหรูจั๋วสูดลมหายใจลึก บังคับเก็บอารมณ์อย่างยากเย็น ครั้นเข้าไปก็เล่าเรื่องพบศพเยี่ยนหวนในสระบัวให้นางฟังซ้ำอีกครั้ง

เยี่ยนหลิงได้ยินแล้วขมวดคิ้ว “ยังมีเบาะแสอื่นอีกหรือไม่”

เหวินหรูจั๋วนึกย้อนถึงภาพที่เห็นในตอนนั้น “ตอนงมเยี่ยนหวนขึ้นมา ร่างเขายังถูกมัดติดกับก้อนหินใหญ่ ถูกคนใช้กำลังมหาศาลตีจนสลบ แล้วมัดหินถ่วงลงสระ”

กำลังมหาศาลหรือ นับว่าตรงกับเรื่องที่หลิ่วหานอวี้มีวรยุทธ์

เยี่ยนหลิงครุ่นคิดอยู่เงียบๆ

เมื่อเยี่ยนหวนตายลง เกรงว่าพวกไทเฟยในวังคงต้องก่อเรื่องกันอีกระลอก โดยเฉพาะเฉินไทเฟยจากตระกูลเฉินแห่งอิ่งชวน มารดาผู้ให้กำเนิดเยี่ยนหวน

ชาติก่อน นางก็อาศัยอำนาจบารมีของตระกูลตนในราชสำนัก คอยเป็นปฏิปักษ์กับหวังไทเฮาครั้งแล้วครั้งเล่า

พอนึกถึงตรงนี้ เยี่ยนหลิงก็อดขมวดคิ้วลึกขึ้นไม่ได้

เหวินหรูจั๋วแอบสังเกตสีหน้าของเยี่ยนหลิงอย่างระมัดระวัง เห็นนางขมวดคิ้วแน่น ไม่รู้กำลังคิดสิ่งใดอยู่ สีหน้าจึงค่อยๆ ซีดขาวลง คำแก้ตัวหลุดออกจากปากโดยไม่ทันยั้งคิด “เยี่ยนหวนถูกหลิ่วหานอวี้ฆ่าอย่างไม่ต้องสงสัย แต่กระหม่อมไม่รู้จักหลิ่วหานอวี้จริงๆ นะพ่ะย่ะค่ะ!”

เขาก้าวขึ้นมาหนึ่งก้าว “องค์หญิงโปรดเชื่อกระหม่อม!”

เยี่ยนหลิงได้ฟังพลันขมวดคิ้วยิ่งกว่าเดิม

นี่มันเรื่องอะไรกัน นางเคยพูดหรือว่ากำลังสงสัยเขา

เมื่อเห็นนางยิ่งขมวดคิ้วลึก เหวินหรูจั๋วก็รู้สึกราวกับหัวใจดิ่งวูบลงไป คำพูดที่หลุดออกมาด้วยความร้อนรนไม่ผ่านสมอง พออ้าปากก็พรั่งพรูออกมา “กลับเป็นเซียวจิ้นต่างหากที่มีพิรุธ คนที่หลิ่วหานอวี้พูดถึงว่าอยู่เบื้องหลัง ก็คือเขาอย่างชัดเจน! เซียวจิ้นต้องรู้จักหลิ่วหานอวี้แน่”

เมื่อเห็นเยี่ยนหลิงไม่มีปฏิกิริยา เขาก็ยิ่งร้อนใจ “องค์หญิง ท่านไม่อาจเก็บเซียวจิ้นไว้ข้างกายได้ อันตรายนัก!”

ในที่สุดเยี่ยนหลิงก็เอ่ยปาก แต่กลับเป็นคำว่า “ถอยไป!”

น้ำเสียงราบเรียบ เสียงก็สงบนิ่ง

ทว่าเหวินหรูจั๋วไม่ยอมเลิกรา คุกเข่าลงตรงๆ “องค์หญิง โปรดฟังที่กระหม่อมจะกราบทูลสักคำเถิด”

ดวงตาคู่หนึ่งของเยี่ยนหลิงพลันเย็นเยียบ นางปรายตามองเหวินหรูจั๋ว คำพูดที่หลุดจากปากเจือความขุ่นเคืองบางเบา “อย่างไร เจ้าเองก็จะเลียนแบบพวกขุนนางฝ่ายบุ๋น ใช้ความตายถวายฎีกาด้วยหรือ” นางแค่นเสียงเย็น “ถอยไป!”

บังเอิญในเวลานั้นเอง ชิวหลินเข้ามากราบทูลอยู่ข้างตำหนัก “องค์หญิง อัครมหาเสนาบดีเหยาจิงเช่อขอเข้าพบพ่ะย่ะค่ะ”

“ให้เข้ามา!”

พอกล่าวจบ กลับเห็นเหวินหรูจั๋วยังคุกเข่าอยู่ที่เดิม “ยังไม่ถอยไปอีก!”

เหวินหรูจั๋วจำใจทำได้เพียงถอยออกไปก่อน

ขณะหันกาย อัครมหาเสนาบดีเหยาจิงเช่อก็เดินเข้ามาในโถงใหญ่จากทางประตู พอดีกับที่เดินสวนกับเหวินหรูจั๋ว

เหยาจิงเช่อมองสีหน้าหม่นหมองของเหวินหรูจั๋วอีกปราด แล้วเหลือบเห็นใบหน้าเย็นชาราวน้ำค้างแข็งของเยี่ยนหลิง ใจพลันสะดุ้งวาบ

เขาเดาในใจเงียบๆ ว่าเมื่อครู่เกิดสิ่งใดขึ้นกันแน่ ถึงทำให้ท่านเหวินผู้คอยสนับสนุนองค์หญิงใหญ่มาโดยตลอดมีสีหน้าเช่นนี้

แล้วก็นึกถึงเรื่องที่ตนจะกราบทูลต่อไป ว่าจะลามมาเผาตัวเขาหรือไม่

จึงอดระแวงขึ้นมาหลายส่วนไม่ได้

เพียงเห็นเหยาจิงเช่อถวายคำนับเยี่ยนหลิง แล้วเอ่ยว่า “วันนี้กระหม่อมได้พบใต้เท้าจางแห่งกรมพิธีการขอรับ”

เขาชะงักเล็กน้อยแล้วกล่าวต่อ “เขามาแทนเยี่ยนเฟยอวี่ เปิดปากตรงๆ ว่า บิดาของเยี่ยนเฟยอวี่เพิ่งถึงแก่อสัญกรรม แคว้นเซิ่งยึดถือความกตัญญูและการไว้ทุกข์ยิ่ง ในฐานะบุตรอนุ ก็ควรไว้ทุกข์ให้ครบเจ็ดวันแรกก่อน จึงจะออกเดินทางไกลได้”

จากนั้นเขาก็กล่าวอีกว่า “แต่พอพ้นเจ็ดวันแรก ก็จะเข้าสู่เทศกาลปีใหม่ อีกทั้งยังมีธรรมเนียมเก่าว่าเดือนอ้ายไม่ควรเดินทางไกล ใต้เท้าจางแห่งกรมพิธีการจึงมาปรึกษากับกระหม่อม ขอให้กระหม่อมมาทูลขอความเมตตาจากท่านแทนเยี่ยนเฟยอวี่”

เยี่ยนหลิงเย็นชาขึ้นมา แค่นหัวเราะหยัน “เขาให้เจ้ามา เจ้าก็มาจริงๆ หรือ ช่างว่าง่ายเสียเหลือเกิน!”

เหยาจิงเช่อใช้มือปาดเหงื่อเย็นบนหน้าผาก รู้สึกกระดากอยู่บ้าง “ก็ใช่น่ะสิพ่ะย่ะค่ะ ติดค้างบุญคุณคนอื่นไว้นี่ลำบากจริงๆ กระหม่อมก็แค่รับหน้าที่มาทูลเรื่องนี้ต่อองค์หญิงเท่านั้น”

“หึ” ได้ยินเยี่ยนหลิงแค่นเสียงเบาๆ แววตาที่มองเหยาจิงเช่อผ่อนคลายลงเล็กน้อย พอนึกถึงเรื่องของเยี่ยนเฟยอวี่ สีหน้านางก็เย็นชา “ปล่อยเขาไป!”

นางกล่าวว่า “ข้าอยากจะเห็นนักว่า หลังจากผ่าน ‘เดือนอ้ายที่ห้ามออกเดินทาง’ นี้ไปแล้ว เขายังจะหาเหตุผลใดมาอ้างได้อีก! ชายแดนหนานเจียงแห่งนั้น เขาเยี่ยนเฟยอวี่ต้องไปให้ได้!”

อัครมหาเสนาบดีมาเร็วไปเร็ว ราวกับเข้ามาเพียงเพื่อรายงานเรื่องนี้จริงๆ

เยี่ยนหลิงนั่งอยู่ในโถงใหญ่ จิบชาคำหนึ่งเงยหน้าขึ้น ก็เห็นว่าวันนี้เป็นวันที่แดดงามหาได้ยาก

หลายวันก่อนตอนเกิดรัฐประหารในวัง หิมะโปรยบางเบาอยู่ตลอด วันนี้กลับฟ้าใสขึ้นแล้ว

พอทอดสายตามองออกไป ก็เห็นแสงอาทิตย์ส่องเข้ามาในห้อง สาดบนกรอบหน้าต่างจนสว่างกระจ่าง

ชั่วขณะนั้น อารมณ์ก็ดีขึ้นตามไปหลายส่วน

นางจึงลุกขึ้น ก้าวออกไปยังลานด้านนอก ใครจะรู้ว่ากลับได้ยินเสียงเหวินหรูจั๋วประชดเซียวจิ้นอยู่กลางลานว่า “เจ้ายังไม่รู้กระมัง? เรื่องที่หลิ่วหานอวี้ฆ่าเยี่ยนหวน บัดนี้หมอชันสูตรตรวจยืนยันแล้ว เซียวจิ้น เจ้าอย่าคิดว่าจะหลุดพ้นความเกี่ยวข้องได้!”

เขากล่าวต่อ “เมื่อก่อนเจ้าเป็นหมาตัวหนึ่งของเยี่ยนหวน วันนี้กลับกลายเป็นหมาขององค์หญิงใหญ่แล้วหรือไร อย่างไรเล่า เป็นหมาจนติดเป็นนิสัยแล้วสินะ”

กลับได้ยินเซียวจิ้นหัวเราะหนึ่งที น้ำเสียงเต็มไปด้วยการเยาะเย้ย “น่าเสียดาย เจ้าต่อให้คิดเป็นหมาให้ใต้บัญชาองค์หญิงใหญ่เช่นนี้ ก็ยังไม่มีวาสนาเลย”

“เจ้า!” เหวินหรูจั๋วชี้หน้าเซียวจิ้นด้วยความเดือดดาล นิ้วสั่นเทา แทบจะลงไม้ลงมือกับเขาอยู่แล้ว แต่ดูเหมือนเขาจะนึกอะไรขึ้นมาได้ จึงรีบกดโทสะลงอย่างรวดเร็ว

“เจ้ายังคงไม่รู้สินะ? แมวขาวตัวนั้นของเจ้า เป็นข้าที่เสนอให้เยี่ยนหวนจับไปต้มสุกแล้วพระราชทานให้เจ้ากินเอง! ช่างน่าสงสารจริงๆ ตอนข้าไปจับมัน มันหิวจนเพียงใช้ของกินล่อก็ตามมาทันที ต่ำช้าเข้ากระดูกเหมือนเจ้าไม่มีผิด!”

รอยยิ้มเย้ยหยันบนใบหน้าของเซียวจิ้นแข็งค้าง ดวงตาของเขาค่อยๆ เผยจิตสังหารออกมา ราวสัตว์ร้ายที่ซุ่มนิ่งอยู่นาน ในที่สุดก็เผยโฉมแท้จริงของตน

“อย่างไร? คิดจะฆ่าข้าหรือ มาเลย!” เหวินหรูจั๋วยังยั่วยุเขาไม่หยุด “หยิบกระบี่ของเจ้าขึ้นมาสิ ให้องค์หญิงใหญ่เห็นเสียว่าแท้จริงแล้วเจ้ามีสีหน้าโหดเหี้ยมเช่นไร!”

ที่แท้เขาคิดยั่วให้เซียวจิ้นโกรธ จนเผยสันดานดุร้ายออกมา เพื่อให้เยี่ยนหลิงรังเกียจเซียวจิ้น

แต่เยี่ยนหลิงจะไม่รู้โฉมหน้าที่แท้จริงของเซียวจิ้นได้อย่างไร

เพียงเห็นเยี่ยนหลิงที่ยืนมองอยู่เงียบๆ มาตลอด พลันปรากฏกายออกมาจากใต้ชายคาระเบียง เสียงของนางดังขึ้นข้างหูเหวินหรูจั๋วว่า “อยากตีกันก็ไสหัวออกไปตีกันนอกจวนข้า! อย่ามาทำลานข้าสกปรก!”

กล่าวจบ นางก็ถลึงตาจ้องเหวินหรูจั๋วอย่างแรง ก่อนจะก้าวจากไปอย่างรวดเร็ว

แต่คำพูดครั้งนี้กลับทำให้เหวินหรูจั๋วหน้าถอดสี เขาไม่คาดคิดเลยว่าคำพูดของตนจะถูกองค์หญิงใหญ่ได้ยินเข้า ด้วยเหตุนี้จึงราวกับหมดเรี่ยวแรง โซเซออกจากประตูใหญ่จวนองค์หญิงใหญ่ไป

11,433 ตัวอักษร

ความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น

แชร์: