บทที่ 18

ออกจากจวนยามดึก

คืนนั้น กลิ่นหอมอุ่นในตำหนักบรรทมขององค์หญิงใหญ่เผาไหม้จนหมดสิ้นไปนานแล้ว

เซียวจิ้นค่อยๆ ลืมตาขึ้นบนตั่งนุ่ม เอียงหน้าไปมองเยี่ยนหลิงที่กำลังหลับสนิทอยู่บนเตียงบรรทมไม่ไกลออกไป

ม่านโปร่งบางบดบังเรือนกายของนางไว้ มองเห็นเพียงเค้าโครงลางๆ ที่ทอดตัวขึ้นลงราวแนวเขาซึ่งนอนสงบนิ่ง

ด้านนอกตำหนักมีเสียงกลองยามสามดังมาแว่วไกล ทว่าชัดเจน

คืนนี้เพราะจุดเครื่องหอมไว้ หน้าต่างจึงปิดไม่สนิท ลมราตรีพัดลอดผ่านโถงเข้ามา ปลุกชายม่านให้ปลิวไหว เผยช่องว่างนั้นขึ้นเพียงชั่วครู่

แสงจันทร์ส่องต้องใบหน้าครึ่งซีกของเยี่ยนหลิงได้พอดิบพอดี สงบเงียบและผ่อนคลาย มุมปากคลายตัวเล็กน้อย ไม่มีทั้งความห่างเหินและบารมีที่มักมีในยามกลางวัน

นางหลับไปแล้ว

เซียวจิ้นลุกขึ้นนั่งเงียบๆ เท้าเปล่าเหยียบลงบนกระเบื้องเย็นลื่น พลันนึกถึงวันนั้นที่หลิ่วหานอวี้เกือบถูกเยี่ยนหลิงจับได้ ตอนนั้นเขาก็เหยียบกระเบื้องพื้นตำหนักฉางเล่อด้วยเท้าเปล่าเช่นนี้

ความเย็นไต่จากฝ่าเท้าขึ้นมา ไม่ได้ทำให้เขารู้สึกหนาว กลับทำให้สมองที่ขุ่นมัวของเขาแจ่มชัดขึ้นเล็กน้อย

เขาไม่หันไปมองเยี่ยนหลิงอีก ดึงเสื้อนอกจากชั้นวางข้างตั่งนุ่มมาสวม จากนั้นก็เดินอ้อมที่ประทับของเยี่ยนหลิงอย่างเบามือ แล้วแง้มประตูตำหนักบรรทมออกเพียงเล็กน้อย

ลมกลางคืนหอบเอาไอหนาวแห่งฤดูหนาวพุ่งเข้ามา ชิวชุ่ยที่เฝ้าประตูอยู่ไม่ไกลกำลังกอดกระบอกอุ่นงีบหลับ ศีรษะพยักขึ้นลงเป็นระยะ

ฝีเท้าของเซียวจิ้นเบาหวิว เขาเดินผ่านข้างกายชิวชุ่ย แล้วออกจากจวนไปเพียงลำพัง

ภายในตำหนัก เยี่ยนหลิงที่เดิมหลับสนิทพลันลืมตาขึ้น ดวงตาเต็มไปด้วยอารมณ์บางอย่างที่มิอาจบอกได้

นางพลิกกายนั่งขึ้นพอดี และเห็นภาพเซียวจิ้นเดินอ้อมชิวชุ่ยออกจากจวน

แววตานางลุ่มลึก ค่อยๆ ลุกขึ้นจากเตียงบรรทม

ม่านโปร่งพลิ้วไหวเบาๆ ในสายลมราตรีที่เล็ดลอดเข้ามา

เงาร่างของเยี่ยนหลิงซึ่งนั่งนิ่งอยู่ตรงขอบเตียงถูกแสงจันทร์ลากยาว เอียงทาบลงบนพรมทอลายดิ้นทอง

นางมองบานประตูที่เซียวจิ้นปิดลงอย่างไร้เสียง ความง่วงงุนเสี้ยวสุดท้ายในดวงตาราวเปลวเทียนต้องน้ำ ส่งเสียง “ฉี่” แล้วดับวูบ เหลือเพียงสระน้ำเย็นลึกที่มองไม่เห็นก้นบึ้ง

เป็นดังนั้นจริงๆ

ความว่าง่ายในยามกลางวัน เป็นเพียงการมองหาโอกาสที่จะหลุดพ้นจากการควบคุมของนางให้ดีกว่าเดิมหรือ?

ดวงตาของเยี่ยนหลิงพลันคมกริบ

เขาอย่าได้คิด!

เยี่ยนหลิงไม่มีความง่วงหลงเหลืออยู่อีก

ชิวชุ่ยด้านนอกยังงีบหลับไม่รู้เนื้อรู้ตัว แสงริบหรี่จากกระบอกอุ่นทาบอยู่บนใบหน้าที่หลับสนิทของนาง

สายตาเยี่ยนหลิงกวาดผ่านชิวชุ่ย แล้วมองไปยังทิศทางที่เซียวจิ้นหายไป

ฝีเท้าของนางขยับตามไปอย่างไม่รู้ตัว

...

เยี่ยนหลิงตามห่างๆ อยู่ด้านหลังเซียวจิ้น ตามเขาผ่านตรอกเปลี่ยวสองสายด้านนอกจวน

นางเห็นเซียวจิ้นซื้อสุราแรงสองไหจากโรงเหล้าที่ยังไม่ปิดร้าน มือเดียวหิ้วสุราไว้ แล้วมุ่งหน้าไปยังชานเมือง

ความสงสัยวาบผ่านดวงตาเยี่ยนหลิง นางตามเขาไป ไม่นานก็มาถึงเนินเขารกร้างแห่งหนึ่งนอกเมือง

ใต้แสงจันทร์ เซียวจิ้นรินสุราแรงไหหนึ่งลงบนพื้น จากนั้นนั่งลงกับดิน แล้วดื่มเหล้าแก้กลุ้มเพียงลำพัง

เยี่ยนหลิงมองออกแล้วว่าเขากำลังเซ่นไหว้ เพียงแต่…

คนที่เขาเซ่นไหว้อยู่ เห็นชัดว่าไม่ได้มีหลุมศพใหม่ตั้งอยู่

แสงจันทร์สาดลงบนใบหน้าวังเวงของเซียวจิ้น เผยให้เห็นสีหน้าด้านข้างที่สงบนิ่งผิดปกติของเขา

เยี่ยนหลิงนิ่งเงียบไปชั่วขณะ ไม่รู้เพราะเหตุใด เมื่อเห็นภาพนั้นแล้วในใจกลับเกิดความปวดร้าวอันเปล่าเปลี่ยวขึ้นมาอย่างประหลาด

นางรออยู่ในความมืดครู่หนึ่ง เห็นว่าเขาเพียงนั่งดื่มเหล้าคนเดียว

ที่แท้ไม่ได้คิดจะหนีหรือ?

ทันใดนั้นก็ได้ยินเซียวจิ้นเอ่ยขึ้น “ตามมาทั้งทางแล้ว ออกมาเถอะ”

เยี่ยนหลิงแปลกใจเล็กน้อย คิดไม่ถึงว่าจะถูกพบเข้า นางนึกว่านางระวังตัวมากพอแล้ว

นางเดินอ้อมออกมาจากหลังต้นไม้ มองพื้นดินชื้นแฉะตรงหน้าเขาที่ถูกราดด้วยสุรา “เจ้ารินเหล้าเซ่นไหว้เช่นนี้ กำลังอาลัยถึงผู้ใดอยู่?”

หยุดไปครู่หนึ่ง สุดท้ายนางก็เอ่ยชื่อคนนั้นออกมาอย่างลังเล “หลิ่วหานอวี้หรือ?”

ไหล่ของเซียวจิ้นดูคล้ายสั่นไหวเล็กน้อย แต่เขาไม่ได้หันกลับมา วันนี้เขาดูเศร้าเสียจนผิดปกติ

“ไม่ใช่หลิ่วหานอวี้” เขาปฏิเสธทันควัน เสียงทุ้มแหบพร่า ราวกับลมกลางคืนพัดมาก็พร้อมจะสลาย

“วันนี้เป็นวันครบเจ็ดวันของแมวขาว” จู่ๆ เซียวจิ้นก็เอ่ยถึง น้ำเสียงเรียบเฉยเสียจนดูราวกับความปวดใจนั้นเขาคุ้นชินไปแล้ว

เยี่ยนหลิงชะงัก นึกไม่ถึงว่าเขาจะพูดถึงแมวตัวนั้นอีก ทว่าเมื่อลองคำนวณดู วันนี้ก็เป็นวันที่เจ็ดจริงๆ

ชั่วขณะนั้นนางเงียบไป ไม่รู้เพราะเหตุใด จู่ๆ กลับเกิดความคิดอยากสาวหาความจริงทุกอย่างขึ้นมา “แมวตัวนั้นเกิดอะไรขึ้นกันแน่?”

วันนี้การยั่วยุอย่างชัดแจ้งของเหวินหรูจั๋ว ก็เอ่ยถึงแมวตัวนั้นที่ว่ากันว่าเซียวจิ้นเลี้ยงมาตั้งแต่เล็ก

ฟังจากคำพูดของเหวินหรูจั๋วในวันนี้ ดูเหมือนจะขัดแย้งกับคำกล่าวหาเซียวจิ้นก่อนหน้านี้ ดังนั้น เซียวจิ้นไม่ได้กินแมวตัวนั้นเพราะหิว เขาถูกบีบบังคับ

เหวินหรูจั๋วโกหก เขาใส่ร้ายเซียวจิ้น ใช่หรือไม่?

“เป็นเหวินหรูจั๋ว” ในที่สุดเสียงของเซียวจิ้นก็มีคลื่นอารมณ์แทรกอยู่เสี้ยวหนึ่ง “เยี่ยนหวนข่มเหงและหยามเกียรติข้า ข้าจึงฆ่าสุนัขของเขา เหวินหรูจั๋วเสนอแนะต่อเยี่ยนหวนให้ฆ่าแมวของข้า แล้วบังคับให้ข้ากินมันลงไป…” เขาหลับตาลง ไม่พูดต่อ ราวกับกำลังพยายามข่มอารมณ์อย่างที่สุด

เยี่ยนหลิงเงียบไป

ไม่รู้เพราะเหตุใด จู่ๆ ก็นึกถึงเรื่องในชาติก่อนที่เซียวจิ้นสังหารคนทั้งตระกูลเหวินเมื่อครั้งยกทัพสังหารล้างเมือง หรือว่าต้นเหตุจะเริ่มจากตรงนี้?

เยี่ยนหลิงไม่เคยคาดคิดเลยว่าความพินาศของตระกูลเหวินทั้งบ้าน จะมีส่วนเกี่ยวข้องกับตนด้วย ท้ายที่สุดแล้ว แมวตัวนั้นเป็นนางที่มอบให้เซียวจิ้น

ที่แท้ จุดเริ่มต้นของความแค้นที่เซียวจิ้นมีต่อเหวินหรูจั๋ว อยู่ตรงนี้เอง

มองแผ่นหลังอันเปล่าเปลี่ยวของเซียวจิ้นที่นั่งดื่มคนเดียวต่อหน้าจันทร์ ทันใดนั้นสายตาเยี่ยนหลิงก็ไปหยุดที่บาดแผลจากมีดบนแขนขวาของเขา

แผลนั้นยังไม่ตกสะเก็ด ภายใต้การดื่มอย่างไม่ใส่ใจของเขา มันปริแตกขึ้นอีกครั้งแล้ว

“อย่าดื่มอีก” เยี่ยนหลิงแย่งไหสุราจากมือเซียวจิ้นมา แล้วขว้างลงพื้น

ไหสุรากระทบพื้น โคลงเคลงอยู่ครู่หนึ่ง เหล้าที่เหลืออยู่ไม่มากนักในนั้นจึงหกกระจายออกมา

เมื่อนึกถึงวินาทีที่เซียวจิ้นรับคมมีดแทนพระอนุชาของนาง ไม่รู้เพราะเหตุใด ความคิดหนึ่งก็ผุดขึ้นจากก้นบึ้งในใจอย่างฉับพลัน

เขาเป็นถึงองค์ชาย แต่กลับต้องมาเป็นองค์ประกันอยู่ต่างแคว้น หากในตอนนั้นมีใครสักคนยื่นมือช่วยเขาไว้ จุดจบจะเปลี่ยนไปหรือไม่?

เยี่ยนหลิงกลับรู้สึกรำคาญใจขึ้นมาอย่างไร้เหตุผลกับสมมุติฐานเช่นนี้

“เจ้ากับหลิ่วหานอวี้เป็นอะไรกันแน่?”

ในที่สุดเยี่ยนหลิงก็อดถามเขาไม่ได้

เซียวจิ้นหันมามองเยี่ยนหลิง ในดวงตานั้นนิ่งตายราวบ่อน้ำโบราณไร้ระลอก จากนั้นสายตาก็เลื่อนไป หลบลงยังไหสุราที่เยี่ยนหลิงขว้างทิ้งไว้บนพื้น

“บิดาของหลิ่วหานอวี้เป็นพ่อค้าชาวเป่ยจิ้ง นางเติบโตในต้าเซิ่งมาตั้งแต่เล็ก ด้วยเหตุบังเอิญจึงได้เข้ามาเป็นนางกำนัลในวังหลวงต้าเซิ่ง ข้าได้รู้จักนาง ก็เป็นเรื่องบังเอิญล้วนๆ ข้ากับนางรู้จักกันจริง…” เขาหยุดไปครู่หนึ่ง แล้วจู่ๆ ก็กล่าวว่า “ที่จริงไม่ได้มีเพียงแค่รู้จัก นางเห็นว่าข้าเป็นองค์ชายแห่งเป่ยจิ้ง จึงฝากความหวังที่จะหลบหนีออกจากวังไว้กับข้า…แต่ที่จริง ข้าเองก็ยังเอาตัวไม่รอด เป็นเพียงเสือกระดาษตัวหนึ่งเท่านั้น”

ดูเหมือนเซียวจิ้นจะเมาแล้ว ถ้อยคำที่หลุดออกมาจากปากเขาจริงใจเสียจนทำให้หัวใจเยี่ยนหลิงเริ่มไม่สงบ

นางมองใบหน้าดุจหยกของเขา ใต้แสงจันทร์ บุรุษผู้นี้ในตอนนี้ดูเปราะบางเสียจนราวกับจะถูกทำลายได้ทุกเมื่อ

“วันที่เยี่ยนหวนข่มเหงข้า เจ้าอยู่หลังรั้วนั้นใช่หรือไม่!” ทันใดนั้นเซียวจิ้นก็เอ่ยขึ้น

เยี่ยนหลิงชะงักไปชั่วครู่ ครู่หนึ่งไม่รู้จะตอบอย่างไร

วันนั้น นางซ่อนตัวอยู่หลังรั้วจริงๆ

นางเห็นเซียวจิ้นถูกเยี่ยนหวนปฏิบัติราวสุนัข เห็นความโหดเหี้ยมของเยี่ยนหวน และเห็นการตอบโต้ด้วยความสิ้นหนทางของเซียวจิ้น

นางอดสูดลมหายใจหนาวเย็นแห่งชนบทในฤดูหนาวเข้าไปไม่ได้ รู้สึกว่ากระแสลมนั้นคมบาดกระดูก ซึมลึกลงไปถึงสุดปลายปอดของนาง จนกลับก่อให้เกิดความปวดร้าวขึ้นมาอีกส่วนหนึ่ง

นางอดคิดไม่ได้ว่า หากครั้งนั้นนางยับยั้งไว้เสียก่อน หลิ่วหานอวี้ก็คงไม่ฆ่าเยี่ยนหวนเพื่อระบายแค้น

และหากเยี่ยนหวนไม่ตาย นางก็คงไม่เผยความจริงทั้งหมดออกมาโดยบังเอิญท่ามกลางสายตาผู้คน เพื่อรักษาภาพรวมไว้ หรือแท้จริงคือเพื่อปกป้องเซียวจิ้นที่อยู่เบื้องหลัง จนนางต้องบีบบังคับให้หลิ่วหานอวี้ฆ่าตัวตายอย่างโหดเหี้ยม

เซียวจิ้นก็คงไม่สูญสิ้นทุกอย่างมาจนถึงวันนี้

แต่หลิ่วหานอวี้ตายไปแล้ว

นางไม่อาจแก้ไขสิ่งใดได้อีก

นางผิดหรือ?

ไม่ นางไม่ผิด!

ความโหดเหี้ยมของเซียวจิ้นในชาติก่อนยังคงชัดเจนอยู่ตรงหน้า แม้ตอนนี้เขาจะยังไม่แสดงเค้าลางใดออกมา แต่เขาก็คือเซียวจิ้น เป็นหมาป่าตัวหนึ่ง และในเมื่อเป็นหมาป่า จะมีเมตตาและความเวทนาได้อย่างไร

นางพยายามโน้มน้าวตัวเองว่าตนไม่ผิด แต่กลับพบว่าตนไม่อาจรู้สึกร่วมกับตัวเองในวันนั้นได้อีกต่อไป

นางอดหลับตาลงไม่ได้ “วันนี้ตอนเหวินหรูจั๋วหยามเจ้า เจ้ากำลังคิดอะไรอยู่?”

นางถามขึ้นกะทันหัน

“ยามปกติที่ข้าปฏิบัติต่อเจ้าเหมือนบ่าวรับใช้ เจ้าเล่าคิดอะไรอยู่? เจ้าทนมาโดยตลอด” ใบหน้าของนางยังมีรอยแดงจากการหลับใหลยามดึก เมื่อต้องลมหนาวจึงยิ่งแดงเรื่อขึ้น ลมเย็นพัดหวีดหวิวผ่านไป “ทั้งที่ความอดทนอดกลั้นไม่ใช่นิสัยของเจ้าเลยแท้ๆ”

เซียวจิ้นเงียบไปนานมาก

ลมพัดผ่านหญ้าร้างบนเนิน ส่งเสียงคร่ำครวญคล้ายเปิดฉากดึงหน้ากากปลอมเปลือกออก เผยโฉมแท้จริงของราตรีอันลึก

“ข้ากำลังคิด” ในที่สุดเซียวจิ้นก็เอ่ยขึ้น เสียงของเขาแตกพร่าเล็กน้อยเพราะแรงลม “ทน หรือไม่ทน แท้จริงแล้วก็ไม่ต่างกัน”

เขาเงยหน้าขึ้น สายตาข้ามทุ่งหญ้าร้างไปยังเงาร่างเลือนรางของนครหลวงซั่งจิงที่อยู่ไกลออกไป แสงจันทร์แบ่งใบหน้าของเขาออกเป็นด้านสว่างและด้านมืด ครึ่งหนึ่งจมอยู่ในเงา อีกครึ่งหนึ่งเปิดเผยอยู่ใต้แสงเย็นเยียบ

“ตอนเยี่ยนหวนข่มเหงข้า หากข้าไม่ทน ก็มีแต่ต้องตายคาที่ แต่ถึงข้าตาย แมวของข้าก็ยังถูกพวกมันถลกหนังลงหม้ออยู่ดี หลิ่วหานอวี้ก็ยังถูกพวกมันบีบให้จนมุมอยู่ดี” เขาหยุดไปครู่หนึ่ง ลูกกระเดือกขยับขึ้นลง “ตอนเหวินหรูจั๋วเหยียดหยามข้า หากข้าไม่ทน นอกจากจะแลกมากับการแก้แค้นที่บ้าคลั่งยิ่งกว่าเดิมแล้ว ข้ายังจะได้อะไรอีก?”

เยี่ยนหลิงอยากพูดอะไรบางอย่าง แต่ถูกคำพูดถัดมาของเขาสกัดไว้เสียก่อน

“องค์หญิงใหญ่” เซียวจิ้นพลันเอียงหน้ากลับมา มองนางอย่างไม่ปิดบังเป็นครั้งแรกใต้แสงจันทร์ “ท่านคิดว่าการอดทนคือความขลาดเขลาหรือ? ไม่ การอดทนคือการรู้ว่าตัวเองต้องการอะไร”

ลมแรงขึ้นอีกหน่อย พัดเส้นผมที่หลุดร่วงของเขาให้ปลิวขึ้น

“ข้าต้องการมีชีวิตอยู่ มีเพียงมีชีวิตอยู่เท่านั้น จึงจะจำใบหน้าของทุกคนได้ จำทุกส่วนของความเจ็บปวดที่พวกมันมอบให้ข้าได้” เสียงของเขาเบามาก แต่ทุกคำกลับชัดเจน “แมวตัวนั้นเป็นตัวที่ท่านให้ข้าตอนอายุเจ็ดขวบ ในฤดูหนาวของต้าเซิ่ง มันอยู่เป็นเพื่อนข้ามาตลอด เหวินหรูจั๋วถลกหนังเลาะกระดูกมัน บังคับให้ข้ากินลงไป พวกมันบอกว่าสัตว์เดรัจฉานก็คือสัตว์เดรัจฉาน เลี้ยงไว้นานเพียงใด สุดท้ายก็เป็นเพียงจานเนื้อบนโต๊ะ”

นิ้วมือของเยี่ยนหลิงกำแน่นอยู่ในแขนเสื้อ

“ข้ากินลงไป” เซียวจิ้นยิ้มบางๆ แต่รอยยิ้มนั้นกลับเย็นยิ่งกว่าน้ำค้างแข็งในคืนหนาว “ข้ากินลงไปคำแล้วคำเล่า เพราะข้ารู้ว่า ขอเพียงข้ายังมีชีวิตอยู่ สักวันหนึ่ง ข้าจะให้คนพวกนี้ได้ลิ้มรสชาติของการถูกปฏิบัติเป็นเดรัจฉานเช่นกัน”

ยามเขาพูดประโยคนั้น แววตาของเขาสงบนิ่งจนน่าหวาดหวั่น นั่นไม่ใช่ความโกรธ ไม่ใช่ความชิงชัง แต่เป็นความแน่วแน่เย็นเยียบที่คำนวณทุกอย่างเอาไว้เรียบร้อยแล้ว

ทว่าเยี่ยนหลิงกลับรู้สึกว่าทุกสิ่งนั้นสมควรเป็นเช่นนี้อยู่แล้ว

เขาเป็นหมาป่าอย่างไม่ต้องสงสัย เขาเพียงแต่กำลังหมอบซ่อนตัว กำลังคำนวณ กำลังรอคอย ความว่าง่ายที่ดูน่าอัปยศเหล่านั้น ล้วนเป็นเพียงบันไดที่เขาปูไว้ให้ตนเอง เพื่อมุ่งไปยังจุดหมายบางแห่ง

เขาเพียงอยากมีชีวิตอยู่ ในฐานะองค์ประกันผู้หนึ่ง มีชีวิตรอดอยู่ในซอกแคบของวังหลวงศัตรู

ความทรงจำจากชาติก่อนราวกับกระจกที่ถูกหมอกขาวเคลือบไว้ บัดนี้กลับชัดเจนขึ้นอย่างฉับพลัน

นางพลันนึกถึงเมื่อหลายปีก่อน ตอนที่นางโยนลูกแมวขาวตัวนั้นใส่อ้อมแขนของเซียวจิ้นเป็นครั้งแรก แววตาที่สว่างวาบขึ้นมาของเขา

ยามนั้นเขายังเป็นเพียงเด็กหนุ่มร่างผอมบาง มือที่อุ้มแมวยังสั่นน้อยๆ อยู่เลย แต่กลับประคองมันไว้อย่างระมัดระวัง ราวกับกำลังอุ้มสมบัติล้ำค่าที่สุดในโลกทั้งใบ

เริ่มตั้งแต่เมื่อใดกัน เด็กหนุ่มคนนั้นจึงกลายเป็นบุรุษผู้ล้ำลึก เจ้าแผนการ และคำนวณทุกสิ่งเป็นหมากในมือเช่นทุกวันนี้?

บางที แม้แต่ค่ำคืนนี้ก็คงอยู่ในแผนการของเขา นางเองก็คงอยู่ในกระดานที่เขาวางเอาไว้ เช่นเดียวกับหมาป่าที่จ้องเหยื่อและรอจังหวะลงมือ

แต่แล้วอย่างไรหากเขาเป็นหมาป่า?

นางเองก็ไม่เคยด้อยกว่า

ยิ่งไปกว่านั้น ต่อให้เขาเป็นหมาป่า นางก็ยังสามารถฝึกให้เขากลายเป็นสุนัขล่าเนื้อที่ภักดีที่สุดใต้บังคับของนาง เป็นคมมีดที่แหลมคมที่สุดในมือของนางได้

10,504 ตัวอักษร

ความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น

แชร์: