บทที่ 19
ทดสอบฝีมือครั้งแรกที่ลานฝึก
ระหว่างทางกลับจวนองค์หญิงใหญ่ ทั้งสองเดินหน้าหลังเงียบงัน ไร้คำพูด
ครั้นใกล้จะถึงจวน เยี่ยนหลิงก็หยุดฝีเท้ากะทันหัน ก่อนล้วงจดหมายลับฉบับหนึ่งออกมาจากอกเสื้อ
มันคือจดหมายลับที่กบฏยิงมาทางนางในวันนั้นนั่นเอง
“จดหมายลับฉบับนี้ เป็นฝีมือเจ้าหรือไม่?”
เยี่ยนหลิงมีสิ่งผิดปกติ จงระวังกองทัพเจิ้นหนาน
เซียวจิ้นมองจดหมายนั้น สีหน้าราบเรียบเย็นชา
“ไม่ใช่” เขาตอบ
“ดี ข้าเชื่อเจ้า! จงจำคำพูดของเจ้าในวันนี้ไว้ให้ดี” เยี่ยนหลิงจ้องมองเขาอยู่นาน สุดท้ายจึงเก็บจดหมายลับกลับคืน
จากนั้นสายตาของเยี่ยนหลิงก็ไปหยุดลงตรงบาดแผลที่ต้นแขนขวาของเขา
คราบเลือดซึมทะลุผ้าพันแผลหลายชั้น แผ่เป็นรอยคล้ำบนอาภรณ์สีดำสนิท
นางเบือนสายตาออกไป น้ำเสียงไร้คลื่นอารมณ์ “เมื่อบาดเจ็บไปแล้ว ก็จงรักษาตัวให้ดี”
นางชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนเงยตาขึ้นอีกครั้ง คล้ายเจือแววประชดอยู่หลายส่วน “หากยังทำร้ายตัวเองยิ่งกว่านี้ เหมือนวันนี้ มือขวาของเจ้านั่นเห็นทีคงไม่อยากได้แล้วจริงๆ”
นางกล่าวว่า “นับจากนี้ไป เจ้าเป็นมีดเล่มหนึ่งในมือข้า เมื่อเป็นมีด ก็ห้ามมีตำหนิแม้แต่น้อย”
“มีด...หรือ?”
เซียวจิ้นทวนคำนี้เสียงต่ำ
แต่แล้วก็ได้ยินเยี่ยนหลิงกล่าวต่อว่า “อีกเจ็ดวันข้าจะไปลานฝึกนอกเมือง เจ้าตามข้าไปด้วยกัน ถือเสียว่าเป็นการ ‘เปิดคม’ ให้มีดเล่มนี้ของเจ้า จำไว้ให้ดี ห้ามทรยศข้าเป็นอันขาด ข้าเลี้ยงเจ้าได้ ก็ย่อมทำลายเจ้าได้เช่นกัน!”
เซียวจิ้นมองแผ่นหลังของเยี่ยนหลิงที่หันกลับอย่างเด็ดเดี่ยว ก้าวผ่านประตูจวนสีชาดเข้าไปหลังพูดจบ ชั่วขณะนั้นกลับนิ่งงันราวกับเสียอาการ แสงโคมใต้ชายคาลากเงาของทั้งสองให้ยาวเป็นพิเศษ ทว่าเงาทั้งสองกลับค่อยๆ ห่างไกลกันออกไปท่ามกลางแสงและเงา
เซียวจิ้นก้มตามองแขนของตนเอง ลมราตรีพัดลอดผ่านถนนยาว พาเอาความหนาวเยือกของต้นฤดูใบไม้ผลิมาด้วย พลิ้วเส้นผมที่ยังมิได้รวบของเขาให้ปลิวไสว ใต้ม่านผมนั้นคือดวงตาลุ่มลึกประหนึ่งสระน้ำดำมืด
นางกลับคิดจะสอนให้เขาอยู่รอด มองเขาเป็นคมมีดเล่มหนึ่ง ทว่าคมมีดนั้น สักวันย่อมย้อนกลับมากัดกินผู้ถือมัน
เว้นเสียแต่ว่าเขาจะยอมลับคมของตนให้ทื่อเพื่อเพื่อนางด้วยมือตัวเอง แต่...จะเป็นไปได้หรือ?
...
แสงอรุณฉีกม่านเมฆบนขอบฟ้า ปกคลุมลานฝึกนอกเมืองด้วยไออุ่นสีทอง
ฟ้ายังเช้าอยู่ เม็ดทรายในลานฝึกยังชื้นด้วยน้ำค้างยามราตรี
ในอากาศอบอวลไปด้วยกลิ่นเหล็กและดินที่ปะปนกัน
กลิ่นอันคุ้นเคยนี้
เยี่ยนหลิงสูดหายใจลึกเฮือกหนึ่ง ก่อนก้าวเข้าสู่ลานฝึกของค่ายองครักษ์เมืองหลวง
สิ่งแรกที่ปรากฏแก่สายตาคือชั้นวางอาวุธนับสิบที่เรียงรายเป็นระเบียบอยู่ทางทิศตะวันออกของลานฝึก หอกยาว ง้าว ทวนเหล็ก ค้อนทองแดง ล้วนสะท้อนประกายเย็นเยียบในแสงรุ่งเช้า
สายตาของเยี่ยนหลิงกวาดผ่านอาวุธเหล็กเหล่านั้น คลื่นความพลุ่งพล่านที่ยากจะระงับพลันทะลักขึ้นในใจ
นางอดนึกถึงชาติภพก่อนมิได้
วันคืนบนสมรภูมิชายแดนใต้ที่เสียงกลองศึกสะเทือนฟ้า อาชาศึกและอาวุธปะทะกันกึกก้อง เสียงดาบกระทบกระบี่ดังเคร้งคร้าง เสียงทหารโห่ร้องบุกตะลุยไปข้างหน้า นั่นต่างหากคือโลกที่เป็นของนาง!
ฝีเท้าจึงเคลื่อนไปทางชั้นวางอาวุธโดยไม่รู้ตัว
ปลายนิ้วของนางลูบผ่านอาวุธบนชั้นวาง ความเย็นและหยาบกระด้างนั้นกลับมาพร้อมสัมผัสอันคุ้นเคย
ชั่วขณะนั้น ความคันไม้คันมือก็แล่นวาบขึ้นจนแทบทนไม่ไหว
นางถอยหลังสองก้าว ตั้งท่า ขาขวางอเล็กน้อย ขาซ้ายถอยไปด้านหลัง มือทั้งสองกำหอกมั่น ปลายหอกเฉียงชี้ลงพื้น จากนั้น นางก็ขยับ
หอกหมุนตามกาย กายเคลื่อนไปตามฝีเท้า
ปลายหอกดุจอสรพิษแลบลิ้น พุ่งแทงเข้าใส่อากาศเบื้องหน้า ก่อเสียงแหวกอากาศเสียดหู
ถัดจากนั้นก็คือท่า “หันม้าชมจันทร์” เยี่ยนหลิงบิดเอววูบหนึ่ง ด้ามหอกวาดครึ่งวงกลมกลางอากาศ พู่หอกพลิ้วบานดุจบุปผา ท่วงท่าของนางยิ่งทวียิ่งเร็ว กระบวนท่าหนึ่งต่ออีกท่าหนึ่งเชื่อมต่อกันแนบเนียนไร้รอยต่อ
สายลมหอกจากการร่ายรำหวีดหวิว พัดทรายบนพื้นให้ฟุ้งขึ้น
เงาร่างของเยี่ยนหลิงพลิกผัน โลดเต้นอยู่กลางลานฝึก ชายเสื้อสีน้ำเงินเข้มโบกสะบัดดุจปีกผีเสื้อ
อาทิตย์ยามเช้าห่อหุ้มนางไว้ในรัศมีสีทอง ทุกครั้งที่ปลายหอกแทงออกไปล้วนสะท้อนแสงเจิดจ้าบาดตา เหงื่อละเอียดผุดซึมตรงขมับของนาง แต่ลมหายใจยังมั่นคง ทุกการเคลื่อนไหวล้วนแม่นยำและเปี่ยมพลัง
เซียวจิ้นยืนอยู่ใต้เงามืดเบื้องล่างแท่น สายตาจับจ้องตามเงาร่างนั้นไม่วาง
มือขวาของเขาสั่นน้อยๆ อย่างห้ามไม่อยู่ คล้ายสัญชาตญาณบางอย่างถูกปลุกให้ตื่นขึ้น
แต่สุดท้ายเขาก็ข่มมันไว้สุดกำลัง คล้ายฉุกคิดบางสิ่งขึ้นมาได้ จึงก้มตาลงในที่สุด
ทหารไม่กี่นายที่ตื่นแต่เช้ามาฝึกสังเกตเห็นความเคลื่อนไหวทางนี้เข้า จึงเบิกตากว้างอย่างอดไม่ได้
“นั่นใครกัน?” ทหารหนุ่มคนหนึ่งที่กำลังเช็ดชุดเกราะหยุดมือแล้วชี้ไปทางเยี่ยนหลิง สีหน้าตกตะลึง
หัวหน้าหมู่ผู้มีอายุมากกว่าข้างๆ หรี่ตามองอยู่พักหนึ่ง ก่อนฟาดมือลูกน้องลงอย่างแรง “อยากตายนักหรือ นั่นองค์หญิงใหญ่ ช่วงไม่กี่วันก่อนเพิ่งเกิดรัฐประหาร ทั้งค่ายองครักษ์เมืองหลวงถูกปลดเปลี่ยนใหม่หมด เจ้าเพิ่งมาใหม่หรือ ถึงไม่รู้เรื่องนี้?”
ทหารหนุ่มหน้าถอดสีในทันที
ข่าวว่าองค์หญิงใหญ่มาฝึกยุทธ์ที่ลานฝึกแพร่กระจายออกไปราวระลอกคลื่น
ทหารมากขึ้นเรื่อยๆ พากันเดินออกมาจากเรือนพัก จับกลุ่มกันสามคนห้าคนมามุงดู ไม่นานขอบลานฝึกก็รายล้อมไปด้วยผู้คน บ้างเขย่งมอง บ้างกระซิบกระซาบ
“ได้ยินว่าวันเกิดรัฐประหาร องค์หญิงใหญ่ถือหอกเดี่ยวบุกเข้าใส่กบฏ พลางอาศัยกำลังตนเองคนเดียวต้านการโจมตีของพวกกบฏไว้ได้” นายร้อยคนหนึ่งไว้หนวดเครารกครึ้มพูดเสียงห้าว
ทหารร่างผอมสูงข้างกายเขาเบะปาก “เหล่าหู เจ้าก็เป่าเกินไปแล้ว เด็กสาวคนหนึ่งจะมีความสามารถถึงเพียงนั้นได้อย่างไร ถึงกับกำลังคนเดียว เจ้านึกว่าฟังคนเล่านิทานอยู่หรือ?”
นายร้อยหน้าดำแดงขึ้นมาทันที “แม่ทัพน้อยหรงเป็นคนพูดเองนะ ท่านแม่ทัพจะโกหกคนได้หรือ?”
“จริงหรือหลอกกันแน่?”
เสียงวิพากษ์วิจารณ์ค่อยๆ ดังขึ้น แต่ไม่นานก็เบาลงอีกครั้ง เพราะเยี่ยนหลิงกลางลานพลันเปลี่ยนกระบวนท่า
จากการโจมตีอันดุดัน กลับกลายเป็นการตั้งรับอันกลมกลืน หอกในมือนางร่ายเป็นม่านแสงสีเงินแน่นหนา แม้น้ำสาดก็ยังซึมผ่านไม่ได้
เงาหอกทับซ้อนเป็นชั้นๆ จนแทบมองไม่เห็นร่างนาง ได้ยินเพียงเสียงด้ามหอกแหวกอากาศดังหวิวหวิว ราวเสียงสะอื้น ราวเสียงตัดพ้อ ราวแค้นรักอาลัย
แววตาตื่นตะลึงสายหนึ่งวาบผ่านนัยน์ตาของเซียวจิ้นอย่างปิดไม่มิด
เขาเคยเห็นยอดฝีมือมานับไม่ถ้วน ทั้งนักดาบในยุทธภพและขุนศึกในกองทัพ แต่ไม่เคยเห็นผู้ใดร่ายหอกได้ถึงเพียงนี้—ทั้งเปี่ยมด้วยไอสังหาร และงดงามจับตาในคราวเดียว
ทุกครั้งที่เยี่ยนหลิงหมุนกาย ทุกครั้งที่แทงออกไป ล้วนมีจังหวะบางอย่างที่ติดตัวมาแต่กำเนิด ราวกับสิ่งนั้นมิใช่วิชาสังหารผู้คน แต่เป็นระบำที่ผ่านการเรียบเรียงมาอย่างประณีต
แต่เซียวจิ้นรู้ดีว่า ทุกการเคลื่อนไหวของเยี่ยนหลิง ล้วนสามารถปลิดชีวิตคนได้!
ในเวลานั้นเอง ท่วงท่าของเยี่ยนหลิงก็หยุดลงอย่างฉับพลัน
ปลายหอกหยุดค้างกลางอากาศอย่างมั่นคง ไม่สั่นไหวแม้แต่น้อย นางค่อยๆ เก็บกระบวนท่า หอกยาวหมุนวนในมือหนึ่งรอบ ก่อนกระแทกท้ายหอกลงกับพื้นอย่างหนัก เกิดเสียงทุ้ม “ตุ้บ” สะเทือนให้ฝุ่นฟุ้งขึ้นมาเป็นกลุ่มเล็กๆ
นางหอบหายใจเล็กน้อย ปอยผมไม่กี่เส้นตรงหน้าผากแนบติดผิวเพราะเหงื่อ ส่องประกายละเอียดในแสงเช้า
“เจ้าขึ้นมา!”
สายตาของนางพลันจับอยู่บนร่างเซียวจิ้น
ดวงตาคู่นั้นสว่างเจิดจ้าในแสงอรุณ ประหนึ่งดวงดาวที่ผ่านการชุบไฟ
เมื่อถูกเรียกชื่อ เซียวจิ้นก็ชะงักไปชั่วขณะ
จากนั้นก็เห็นเยี่ยนหลิงเดินไปยังชั้นวางอาวุธ หยิบกระบี่ไม้ที่เหล่าทหารใช้ประมือฝึกกันในยามปกติเล่มหนึ่งลงมา
กระบี่ไม้ต้นอวี๋ยาวราวสามฉื่อ ตัวกระบี่ถูกลูบคลำจนเรียบลื่น เยี่ยนหลิงใช้นิ้วเรียวทำมุทรากระบี่ลูบผ่านตัวกระบี่
“รับไป!”
กระบี่ไม้ขีดโค้งกลางอากาศเป็นเส้นสาย ก่อนพุ่งตรงไปหาเซียวจิ้น
เซียวจิ้นยกมือขึ้นใช้มือขวาที่บาดเจ็บรับด้ามกระบี่เอาไว้ ในขณะเดียวกันความปวดแสบแทงลึกถึงกระดูกก็แล่นขึ้นมาจากต้นแขนขวา
เขาเงยหน้าขึ้นโดยไม่รู้ตัว สบเข้ากับแววตาฮึกเหิมของเยี่ยนหลิง
“มาประลองกับข้าสักสองสามกระบวน!”
ไม่ใช่คำถาม
แต่เป็นคำสั่ง
เซียวจิ้นมองท่วงท่าสง่างามองอาจของเยี่ยนหลิง กับน้ำเสียงหนักแน่นดุจโลหะกระทบกัน พลันเม้มริมฝีปากแน่น
เขาไม่กล้าขัดขืน และก็ไม่อาจขัดขืน
เซียวจิ้นก้าวขึ้นสู่ลานฝึกอย่างช้าๆ
เขาหยุดยืนห่างจากเยี่ยนหลิงไปสิบก้าว มือขวาถือกระบี่ ปลายกระบี่ห้อยต่ำจรดพื้น เห็นได้ชัดว่ามือข้างนั้นไร้เรี่ยวแรงไปแล้ว
“เริ่มได้” ยังไม่ทันสิ้นเสียงเยี่ยนหลิง ร่างนางก็เคลื่อนไหวไปแล้ว
ไม่มีท่าเปิดฉากงดงามใดๆ มีเพียงการแทงตรงครั้งหนึ่ง
หอกพุ่งดุจสายฟ้า เล็งตรงมายังอกของเซียวจิ้น การแทงนี้ดูเหมือนเรียบง่าย ทว่ากลับปิดทางหลบซ้ายขวาเสียสิ้น เขามีเพียงถอยหลังหรือรับไว้เท่านั้น
เซียวจิ้นเลือกถอย
เท้าซ้ายของเขาถอยไปครึ่งก้าว ลำตัวบิดเฉียง กระบี่ไม้ยกขึ้นหวังจะปัดปลายหอกออก
แต่กำลังของมือขวาไม่พอจริงๆ วินาทีที่กระบี่ปะทะหอก เขารู้สึกเพียงว่าปากมือสะเทือนวาบ ต้นแขนขวาปวดร้าว กระบี่ไม้แทบหลุดจากมือ
ปลายหอกเฉียดผ่านหัวไหล่ซ้ายของเขาไป พัดเอาลมเย็นระลอกหนึ่งติดตามมาด้วย
เหล่าทหารเริ่มซุบซิบกันอีกครั้ง
“นั่นไม่ใช่ตัวประกันจากเป่ยจิ้งคนนั้นหรือ?”
“คนผู้นี้ไม่ไหวเลยนี่ แม้แต่สตรีคนเดียวก็ยังสู้ไม่ได้”
“เรื่องนั้นเจ้าก็ไม่เข้าใจแล้ว สตรีกับบุรุษจะสู้กันจริงได้อย่างไร ข้าว่าเห็นทีจะเหมือนหยอกเอินเล่นกันมากกว่า”
แน่นอนว่าเซียวจิ้นเองก็ได้ยินเสียงวิจารณ์เหล่านั้น เขารับมือการโจมตีของเยี่ยนหลิงไป พลางรับรู้ความเจ็บแปลบที่ต้นแขนขวา ในอกพลันเหมือนมีก้อนเพลิงอัดแน่นอยู่ก้อนหนึ่ง
มือขวาที่กำกระบี่สั่นน้อยๆ มาโดยตลอด ดูน่าเวทนายิ่งนัก
แต่เยี่ยนหลิงกลับจับสังเกตรายละเอียดบางอย่างได้อย่างฉับไว
ฝีเท้าของเซียวจิ้น หาได้ธรรมดาไม่
ทุกครั้งที่หลบ ทุกครั้งที่ถอย ล้วนมีจังหวะกฎเกณฑ์บางอย่าง เป็นการเคลื่อนตำแหน่งที่ผ่านการวางแผนไว้
แม้ภายนอกจะดูรับมืออย่างทุลักทุเล แต่จุดศูนย์ถ่วงของเขากลับมั่นคงเสมอ ต่อให้ยามหลบการโจมตีที่อันตรายที่สุด ก็ไม่เคยเสียการทรงตัวอย่างแท้จริง
เยี่ยนหลิงตระหนักขึ้นอย่างฉับพลันว่า เซียวจิ้นมีพื้นฐานวรยุทธ์ อีกทั้งยังไม่ตื้นเขิน
ก็จริงสิ มิเช่นนั้นชาติภพก่อนเขาจะกลายเป็นแม่ทัพที่นำทัพเป่ยจิ้งบุกโจมตีต้าเซิ่งได้อย่างไร
ดวงตาของนางลุ่มลึกลง ก่อนเก็บหอก
“ใช้มือซ้าย!”
คำสั่งเพียงสามคำ
ชัดเจนและเย็นเยียบ ก้องอยู่ในอากาศยามเช้า
เซียวจิ้นเงยหน้าขึ้นอย่างแรง แววประหลาดใจวาบผ่านนัยน์ตา จากนั้นก็เข้าใจความหมายของเยี่ยนหลิงทันที
นางไม่ได้กำลังหยามเขา แต่นางกำลังกดดันเขา
กดดันให้เขาเผยฝีมือที่แท้จริงออกมา
เซียวจิ้นเม้มริมฝีปาก ลูกกระเดือกขยับขึ้นลงเบาๆ คล้ายเสียงหัวเราะแผ่วหนึ่งล้นออกมาจากลำคอ
จากนั้นเขาก็เปลี่ยนกระบี่ไม้จากมือขวาที่บาดเจ็บไปไว้ในมือซ้าย
คราวนี้ เซียวจิ้นไม่ถอยแล้ว
เมื่อปลายหอกของเยี่ยนหลิงแทงเข้ามา เขาเบี่ยงกายหลบ พร้อมกันนั้นก็กวัดกระบี่ไม้เฉียงฟันเข้าใส่มือขวาที่ถือหอกของเยี่ยนหลิงโดยตรง
กระบี่นี้องศาพิสดารยิ่ง ความเร็วก็รวดเร็วจนน่าตกใจ เยี่ยนหลิงหมุนด้ามหอกกลับ ปัดกระบี่ไม้ออกไป
แต่กระบวนโจมตีของเซียวจิ้นได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว
กระบี่มือซ้ายแตกต่างจากกระบี่มือขวา กระบวนท่าประหลาดยิ่งกว่า มุมก็เฉียงเพี้ยนยิ่งกว่า
ตอนแรกเซียวจิ้นยังดูติดขัดอยู่บ้าง แต่หลังผ่านไปเพียงสามห้ากระบวน การเคลื่อนไหวของเขาก็ค่อยๆ ลื่นไหลขึ้น
กระบี่ไม้ในมือเขาราวกับมีชีวิต แทง ปาด งัด ผ่า ทุกท่าล้วนกระชับและใช้การได้จริง ไร้ลูกเล่นฟุ่มเฟือย ท่าร่างของเขาก็ยิ่งว่องไวขึ้นทุกที ดุจปุยนุ่นในสายลม ดั่งสาหร่ายลอยอยู่เหนือน้ำ หลบคมหอกของเยี่ยนหลิงได้ทุกครั้งในชั่วพริบตาอันคับขัน
เพียงหมุนกายครั้งหนึ่ง กระบี่ไม้ก็ขีดส่วนโค้งอันสมบูรณ์แบบ แทงตรงเข้าหาสีข้างของเยี่ยนหลิง เยี่ยนหลิงกดด้ามหอกลงรับ ปัดกระบี่นั้นออก แต่เซียวจิ้นอาศัยแรงนั้นหมุนตัวตาม กระบี่เคลื่อนไปพร้อมร่าง พลิกกลับมาแทงซ้ำอีกครา
กระบี่นี้งามสง่าพลิ้วไหว ดุจเมฆลอยสายน้ำไหล เมื่อประสานกับชายเสื้อที่ปลิวสะบัดของเขา กลับมีเสน่ห์จับใจชนิดที่บอกไม่ถูก
เยี่ยนหลิงจำต้องถอยหลังครึ่งก้าว จึงสลายคมกระบี่นี้ได้
นางอดมองเซียวจิ้นไม่ได้
เห็นเพียงในดวงตาของเขามีแสงสว่างอยู่ คล้ายในที่สุดก็ได้พบคู่ต่อสู้ที่เข้ามือ ความตื่นเต้นเช่นนั้น นางเองก็รับรู้ได้อย่างลึกซึ้งไม่ต่างกัน
ทว่าเมื่อเห็นมุมปากของเซียวจิ้นยกขึ้นเล็กน้อย ความมั่นใจและความหยิ่งผยองเผยออกมาโดยไม่ตั้งใจ
ฮึกเหิมเจิดจ้าเสียจนนางละสายตาไม่ได้อยู่ชั่วขณะ
หัวใจของเยี่ยนหลิงกระตุกแรงวูบหนึ่ง
และตระหนักขึ้นมาอย่างฉับพลันว่า นางกำลังชื่นชมเซียวจิ้นเสียแล้ว ความรู้สึกดีๆ ที่เหมือนกำลังลองหยั่งเชิงอยู่บนขอบเหวอันตรายนั้น ทำให้นางสัมผัสได้ถึงสัญญาณอันไม่ดีอย่างเฉียบไว
นางพลันตระหนักว่า คนผู้นี้ หากวันหนึ่งหลุดพ้นจากโซ่ตรวน จะเจิดจ้าเพียงใด
แต่เขาทำได้เพียงเป็นมีดในมือของนางเท่านั้น
คนเราจะเกิดความรู้สึกดีกับมีดเล่มหนึ่งได้อย่างไร?
ต่อให้เขางดงามเพียงใด ต่อให้นางชื่นชมเพียงใด เขาก็ทำได้เพียงเป็นมีดเล่มหนึ่ง เป็นมีดที่เป็นของนางผู้เดียวเท่านั้น
แต่การโจมตีในมือของเยี่ยนหลิง สุดท้ายก็แผ่วช้าลงทีละน้อยอยู่ดี
...
ในวินาทีที่จิตใจของเยี่ยนหลิงสั่นไหว กระแสหอกชะงักลงเล็กน้อยนั้นเอง เสียงฝีเท้าเป็นระเบียบพลันดังมาจากทางเข้าลานฝึก
ทหารกองหนึ่งเดินแถวเข้ามา คนที่นำหน้าแต่งกายในชุดขุนนางทหารของกององครักษ์ ต้องห้ามผู้หนึ่ง นั่นคืออู่เฉิงเฟิง
เห็นเพียงว่าอู่เฉิงเฟิงกำลังสนทนากับคนผู้หนึ่งข้างกายด้วยท่าทีเคารพอย่างยิ่ง
ผู้ที่เขากำลังประจบสนทนาด้วยนั้นอายุราวยี่สิบห้าถึงยี่สิบหกปี สวมเกราะอ่อนสีดำ บุคคลผู้นั้นก็คือหรงจี้ บุตรโดยชอบของแม่ทัพหรงจิ่นเฉิง แม่ทัพน้อยหรงนั่นเอง
เยี่ยนหลิงชะงักไปชั่วขณะ
หรงจี้เป็นฝ่ายสังเกตเห็นเยี่ยนหลิงที่ยืนอยู่กลางลานฝึกก่อน มุมปากยกขึ้นเป็นเส้นโค้งคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม “อะไร? วันนี้องค์หญิงใหญ่ทรงว่างถึงขั้นยอมลดพระองค์มาเยือนพื้นที่เล็กๆ ของข้าแห่งนี้เชียวหรือ?”
เขาเหลือบมองเซียวจิ้นที่ยืนอยู่ข้างเยี่ยนหลิง “ยังมาถึงเขตสำคัญของค่ายทหาร แล้ว ‘หยอกเล่นสำราญ’ กับบุรุษผู้นี้อีกด้วยหรือ?”
ความคิดเห็น
ยังไม่มีความคิดเห็น